Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 3 ตอนที่ 68 วัดจวินอี้ พบศัตรูเก่า!

            ทั้งลานบ้านเงียบกริบ

            ทุกคนต่างเห็นกำแพงทะลุเป็นรูใหญ่หนึ่งรูพวกเขาแทบจะสูดหายใจเข้าพร้อมกันแล้ว

            แค่ปล่อยพลังมืดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดอานุภาพระดับนี้ได้ไม่ต่างอะไรจากกระสุนเลย

            หม่าปิงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายถึงแม้เขาจะรู้ว่าพลังมืดมีพลังปะทุที่แข็งแกร่งมาก แต่หลังจากที่เขาเห็นหลูชานตงแสดงออกมาก็ยังคงตื่นตกใจอยู่ดี

            นี่แค่ใกล้ถึงขั้นเซียนเทียนพลังมืดที่ใช้ก็น่ากลัวเช่นนี้ หากกลายเป็นยอดฝีมือเซียนเทียนที่แท้จริง มันจะไม่น่ากลัวยิ่งกว่านี้หรือ?

            ทันใดนั้นภายในใจของเขาก็ยิ่งปรารถนาขั้นพลังเซียนเทียนมากขึ้น และความสูงส่งของหลูชานตงที่อยู่ในสายตาของเขาก็สูงส่งอย่างไร้ขีดจำกัดแล้ว

            มีแค่ซูฮ่าวที่กำลังส่ายหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน

            ฝ่ามือของหลูชานตงในก่อนหน้านี้ดูเหมือนใช้พลังมืด แต่จริงๆ แล้วพลังสว่างที่แฝงอยู่ด้านในก็มีจำนวนมากกว่า ส่วนใหญ่คือการอาศัยพลังมืดที่ปล่อยออกมาด้านนอกช่วยขนส่งพลังสว่างติดอยู่ด้านบนมากมาย และร่วงลงบนกำแพง

            หากจะบอกว่าฝ่ามือเมื่อครู่นี้เกิดมาจากพลังมืดจะดีกว่าหากบอกว่ามันเกิดมาจากพลังสว่างอย่างไรหลูชานตงก็เป็นแค่นักรบโบราณใกล้ถึงขั้นเซียนเทียนจึงทำได้แค่เดินพลังมืดส่วนน้อย

            หากหนิงไท่คนนั้นคือนักรบโบราณใกล้ถึงขั้นเซียนเทียนเหมือนกันอัตราที่หลูชานตงจะเอาชนะอีกฝ่ายได้ก็มีแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

            ถึงเป็นเช่นนี้แต่ในสายตาของพวกหวางเฉิงเทียน หลูชานตงก็เปรียบดั่งเทพ

            ล่ายอู่มองซูฮ่าวเหมือนจะหัวเราะก็ไม่ใช่จะหน้าบึ้งก็ไม่เชิง “เป็นอย่างไรบ้างรู้ถึงความแข็งแกร่งของอาจารย์ฉันหรือยัง?”

            “พอใช้ได้” ซูฮ่าวเอามือไขว้หลัง และพูดอย่างนิ่งเฉย

            ในสายตาของคนอื่นหลูชานตงคนนี้อาจจะแข็งแกร่งมาก แต่สำหรับเขาแล้ว หากอยากเอาชีวิตอีกฝ่ายก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่ลมหายใจ

            “ความสามารถมีไม่เท่าไร แต่ปากกลับร้ายกาจมาก”ล่ายอู่ชำเลืองมองซูฮ่าวอย่างดูถูกสักพัก จากนั้นก็ไม่มองเขาอีก แต่สายตากลับมองไปที่ตัวของหวางเฉิงเทียนแล้ว“พี่เทียน อาจารย์ของผมควบตำแหน่งหัวหน้าสมาคมวิทยายุทธฉวนโจว ปกติงานยุ่งมาก เดิมทีก็ไม่ได้มีเวลามากเท่าไรทำไมพวกเราไม่ไปพบกับศัตรูคนนั้นของคุณที่วัดจวินอี้เดี๋ยวนี้เลยล่ะ”

            “ผมก็กำลังจะพูดอย่างนี้พอดี วันนี้มีอาจารย์หลูอยู่ด้วยจะต้องทำให้หนิงไท่ได้เห็นดีอย่างแน่นอน” หวางเฉิงเทียนพยักหน้าด้วยความตื่นเต้นแล้ว

            เขาพูดจบก็ให้คนเตรียมรถทันทีและรับหลูชานตงกับล่ายอู่ขึ้นรถแล้ว

            ล่ายอู่เห็นซูฮ่าวตามมาเหมือนกันก็เลยขมวดคิ้ว “พี่เทียน ทำไมถึงให้เขาตามไปด้วย ถ้าเกิดว่าถึงตอนนั้นเป็นตัวถ่วงของพวกเราขึ้นมาจะทำอย่างไรพวกผมไม่ได้มีหน้าที่ปกป้องเขา”

            “คุณซูไม่ได้อ่อนแอ ทุกคนไปด้วยกันก็ง่ายต่อการดูแลกัน ส่วนเรื่องตัวถ่วง ไม่น่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”หวางเฉิงเทียนโบกมือ และอธิบายแทนซูฮ่าว

            ก่อนหน้านี้เขาก็เคยเห็นกำลังของซูฮ่าวอย่างน้อยก็ไม่ด้อยไปกว่าล่ายอู่ มีซูฮ่าวติดตามไปด้วย เขาก็ยิ่งวางใจ

            “ไม่ได้อ่อนแอ?” ล่ายอู่มองซูฮ่าวพลางพูดด้วยเสียงที่ประหลาดว่า “ให้มันจริงเถอะ”

            ในสายตาของเขาซูฮ่าวคนนี้ก็คือคนหัวดื้อที่ไม่รู้จักฟ้าสูงดินต่ำ เกรงว่าคิดว่าในฐานะนักรบโบราณมีการฝึกกังฟูนิดหน่อย ก็โอ้อวดตนเองได้ แต่จริงๆแล้วหากประมือกับยอดฝีมือที่แท้จริง คงถูกต่อยจนระเบิด

            หลูชานตงเอามือกอดอกดวงตาหรี่ต่ำอยู่ตลอด จริงๆ แล้วก็ไม่เคยใส่ใจซูฮ่าว เหมือนไม่เคยเห็นซูฮ่าวอยู่ในสายตาเลย

            “คุณซู เชิญขึ้นรถครับ” สีหน้าของหวางเฉิงเทียนดูลำบากใจและเรียกซูฮ่าวขึ้นรถ

            จริงๆแล้วเขาก็ไม่ชอบท่าทางที่หยิ่งผยองของล่ายอู่เท่าไรนัก

            หากพูดถึงกำลังก็ไม่แย่เท่าไร

            แต่หากเป็นสถานะซูฮ่าวเหนือกว่าล่ายอู่กับหลูชานตง

            ไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็คือแขกวีไอพีของตระกูลมู่หรงแค่พูดประโยคเดียว ก็ทำให้มู่หรงฉินเรียกยอดฝีมือขอบเขตเซียนเทียนมาบดขยี้ล่ายอู่กับหลูชานตงได้แล้ว

            หากไม่ใช่ว่ายังต้องการให้หลูชานตงช่วยต่อกรศัตรูอย่างหนิงไท่เขาก็คงชี้หน้าด่าล่ายอู่ไปนานแล้ว

            อย่างไรเขาก็ไม่อยากแหย่ให้ซูฮ่าวโกรธเพราะคำพูดและการกระทำของล่ายอู่

            ดีที่ซูฮ่าวไม่โกรธเพราะเหตุนี้แถมยังขึ้นรถไปด้วยท่าทีนิ่งเฉย เขาไม่ใส่ใจคำพูดของล่ายอู่

            จริงๆแล้วสำหรับซูฮ่าว การถกเถียงกับเจ้าคนที่คิดว่าตนเองถูกตลอดก็ไม่มีประโยชน์ ก็แค่เปลืองน้ำลายเท่านั้นดังนั้น จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของล่ายอู่

            คนกลุ่มหนึ่งขึ้นรถแล้วหลังจากนั้นก็เดินทางไปยังวัดจวินอี้ที่ชานเมืองฉวนโจว

            เวลาประมาณบ่ายสามโมงพวกซูฮ่าวมาถึงวัดจวินอี้แล้ว

            นี่คือวัดที่อยู่บนยอดเขารูปแบบสิ่งปลูกสร้างของที่นี่มีลักษณะโดดเด่น แต่กลับไม่มีความรู้สึกหรูหรากลับเหมือนบ้านพัก อิฐและกระเบื้องเงิน การตกแต่งโบราณเรียบง่ายแต่ดูสง่างามไม่ฉูดฉาด มีสีเดิมของสีไม้ ดูสดชื่น เรียบง่าย สง่างาม และเงียบสงบเป็นพิเศษ

            เพราะอยู่ในสภาพที่กำลังซ่อมแซมดังนั้นวัดจวินอี้ในเวลานี้จึงไม่มีคนอยู่ด้านใน พวกซูฮ่าวเดินตามหวางเฉิงเทียนเข้าไปรู้สึกว่ารอบๆ ว่างเปล่าดูน่าสะพรึงกลัว

            ไม่นานทุกคนก็มาถึงเขตทะเลสาบเพียงแห่งเดียวของวัดจวินอี้ ทะเลสาบจวินอี้

            มองไกลออกไปทั้งทะเลสาบจวินอี้ราวกับมหาสมุทรที่ปกคลุมไปด้วยหมอกควัน ภายใต้แสงอาทิตย์บนผิวน้ำทะเลสาบที่ราวกับมีดวงดาวระยิบระยับหลายดวง สว่างตาเป็นอย่างยิ่ง

            อยู่ที่ทะเลสาบจวินอี้ทิศตะวันออกชมเงาสะท้อนของเจดีย์ ทิศตะวันตกมองเห็นแสงสายัณห์ของศาลาจงถิงทิศใต้มองเห็นทะเลสาบภูเขาป่าไม้ ทิศเหนือมองเห็นเงาของอาคารตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เยี่ยมยอดมาก

            “โดยรอบนี้มีคนของผมดักซุ่มอยู่ พวกเขายังไม่ได้ส่งข่าวให้ผมคิดดูแล้วคงเป็นเพราะหนิงไท่ยังมาไม่ถึง”หวางเฉิงเทียนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูสักหน่อย แล้วก็พูดกับพวกซูฮ่าวว่า“ทุกท่าน พวกเราไปพักผ่อนที่ลานข้างๆ สักหน่อยดีไหม?”

            “ได้!” แน่นอนว่าล่ายอู่ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร

            แต่กลับเป็นซูฮ่าวที่โบกมือและพูดอย่างนิ่งเฉยว่า “ศัตรูคนนั้นของคุณมาถึงนานแล้วตอนนี้กำลังซ่อนตัวอยู่ในป่าไผ่ด้านหน้า”

            “เอ่อ?” หวางเฉิงเทียนตะลึงงันและมองไปทางป่าไผ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง “แต่ลูกน้องของผมไม่ได้รายงานเรื่องนี้ให้ผมทราบ”

            ซูฮ่าวพูดตรงๆ“แบบนั้นก็เข้าใจง่ายนิดเดียวไม่ใช่หรือ ลูกน้องของคุณคงถูกจัดการไปนานแล้ว”

            “ใช่หรือ?” หวางเฉิงเทียนขมวดคิ้ว และหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาต้องการถามสักหน่อย

            เวลานี้ล่ายอู่ที่อยู่ข้างๆกลับหัวเราะเยาะ “พี่เทียน คำพูดของเขาคุณก็เชื่อหรือ?”

            หวางเฉิงเทียนอ้าปากอยากพูดแต่หยุดไป

            “ที่เขาพูดก็ไม่ผิดฉันรู้สึกได้ว่าในป่าไผ่มีกลิ่นอายที่ไม่อ่อนแอซ่อนอยู่” หลูชานตงยกมือขึ้น พลางพูดด้วยสายตาที่เป็นประกาย

            “อะไรนะ?” ล่ายอู่ตกใจ ขณะที่อยากจะพูดอะไรกลับได้ยินเสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายดังมาจากในป่าไผ่

            เสียงนั้นดังออกมาอย่างต่อเนื่องผู้ชายผิวเหี่ยวย่นสวมชุดคลุมยาว บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นท่านหนึ่งค่อยๆเดินออกมาจากในป่าไผ่

            “หวางเฉิงเทียน คิดไม่ถึงว่านายจะกล้ามาที่นี่ ฉันคงต้องมองนายใหม่แล้ว!”

            เสียงของเขาราวกับกรงเล็บขูดผ่านกระดานดำแสบหูเป็นอย่างมาก

            “หนิงไท่ คนต่ำช้าหน้าไม่อายอย่างนายก็กล้าวางยาในของบำรุงที่ฉันกินทำไมฉันจะไม่กล้ามา?” หวางเฉิงเทียนเก็บโทรศัพท์มือถือและสบตาอย่างเย็นชา พลางพูดเสียงหนักอึ้งว่า “ก่อนหน้านี้ถูกนายหลอกแล้วอีกเดี๋ยวนายจะได้เห็นดี!”

            “หวางเฉิงเทียน ผ่านไปหลายปีขนาดนี้ นายก็ยิ่งปากเก่งขึ้นทุกทีนะ”บนใบหน้าที่ดุร้ายของหนิงไท่ปรากฏรอยยิ้มที่น่ากลัว และค่อยๆเข้ามาใกล้หวางเฉิงเทียน

            “เวลานั้นหากไม่ใช่เพราะนายใช้แผนการที่สกปรกทำลายธุรกิจและครอบครัวของฉันฉันก็คงจะไม่ตกต่ำถึงขั้นนี้ วัดจวินอี้แห่งนี้คือสถานที่เริ่มต้นที่ฉันหนีตายในตอนแรกวันนี้ฉันกลับมาที่นี่อีกครั้งก็ต้องใช้หัวของนายมาเซ่นภรรยาและลูกของฉันที่ตายอยู่ที่นี่”

            หวางเฉิงเทียนสีหน้าบูดบึ้งและพูดเสียงเย็นชาว่า “ฉันใช้แผนการสกปรกหรือ? ฮ่าๆ ตอนแรกเพื่อช่วงชิงตำแหน่งเจ้าพ่อมาเฟีย นายฆ่าคนบริสุทธิ์ไปมากเท่าไร?”

            “นี่ยังไม่พอ นายยังสมคบคิดกับคนพวกหนึ่งไปค้ายาใช้วิธีการที่ไม่ถูกกฎหมายเพื่อแสวงหากำไรหากจะตำหนิก็ตำหนิตัวนายเองที่รนหาที่ตาย ไม่ทำลายหลักฐานฉันก็แค่แจ้งหลักฐานให้กับทางตำรวจ ให้พวกเขาลงโทษนายตามความเหมาะสมเท่านั้น”

            “นายอย่ามาพูดเรื่องไร้สาระกับฉัน ทุกอย่างนี้ถ้าจะพูดให้ชัดเจนทั้งหมดมันก็เป็นฝีมือของนาย” หนิงไท่มีสีหน้าดุร้าย ดวงตาที่แดงก่ำมีกลิ่นอายสังหารซ่อนอยู่

            “พูดไปแล้ว ฉันยังต้องขอบคุณนาย หากไม่ใช่เพราะนายฉันก็คงไม่มีทางก้าวเข้าสู่ทางแห่งนักรบโบราณ และได้รับกำลังที่บันลือโลกนี้”

            “นายวางใจ เพื่อแสดงความขอบคุณที่อยู่ในใจฉัน อีกเดี๋ยวฉันจะทำให้นายได้ตายเร็วๆและไปอย่างสบายหน่อยก็แล้วกัน”

            “เฮ้อ อย่าคิดว่านายคือนักรบโบราณแค่คนเดียว” หวางเฉิงเทียนเห็นสายตาของหนิงไท่มีความกระหายเลือดก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดที่จะคุยกับตนเองแล้ว เขาแค่นเสียงเย็นชา และชี้ไปที่หลูชานตงที่อยู่ข้างๆพลางพูดอย่างมั่นใจว่า “จะบอกนายให้นะ วันนี้มียอดฝีมืออยู่ด้วย ใครคือมีดเขียงใครคือเนื้อปลา ก็ยังพูดไม่ได้!”

            “โอ้?” หนิงไท่จับคางและชำเลืองมองหลูชานตงอย่างสนใจ พลางพูดอย่างดูถูกว่า “หาคนขยะมาหนึ่งคนก็คิดว่าจะรักษาชีวิตนายได้แล้วหรือ?”

            “โอหัง!” หวางเฉิงเทียนยังไม่ทันได้เอ่ยล่ายอู่ที่อยู่ข้างๆ กลับมีสีหน้าบูดบึ้ง และตะโกนออกมา

            “แค่นักรบที่ไม่เข้าขั้นคนหนึ่งก็กล้าพูดจาเยาะเย้ยอาจารย์ของสมาคมวิทยายุทธของฉวนโจว ถ้าไม่สั่งสอนนายสักหน่อย ก็คงไม่มีทางรู้ว่าตนเองมีความสามารถแค่ไหน!”

            เมื่อพูดเช่นนี้ออกมาล่ายอู่ก็ก้าวออกมาทันที ราวกับมีลมพัดผ่าน เห็นแค่เสื้อผ้าพลิ้วไหว แต่ไม่เห็นคน

            “เร็วมาก กำลังของคุณล่าย อาจจะถึงกึ่งขั้นเซียนเทียนอย่างไร้ขีดจำกัดแล้ว”หม่าปิงที่อยู่ข้างๆ เห็นเหตุการณ์นี้ ก็อดไม่ได้ที่จะพูดชมเชย

            ล่ายอู่คนนี้ก้าวขายาวเท้าทั้งสองเร็วดั่งลม รวดเร็วดั่งบิน ขั้นโฮ่วเทียนช่วงสุดยอดยากที่จะไปเปรียบเทียบ

            หลูชานตงพยักหน้าเล็กน้อยในดวงตาเผยความไม่พอใจ“ล่ายอู่คือคนที่ดีที่สุดและมีคุณสมบัติในบรรดาลูกศิษย์ของฉันและก็คือคนที่ขยันที่สุดในลูกศิษย์ทั้งหมด ในขณะที่คนอื่นนอนหลับ เขาก็ยังฝึกฝนทั้งคืนอีกไม่กี่ปี ก็ต้องเหนือกว่าฉัน ต่อกรหนิงไท่ ถือว่าสบายมาก”

            หม่าปิงเห็นด้วยภายในใจแอบสัญญาว่า ต่อไปก็ต้องเป็นเหมือนกับล่ายอู่ให้ได้ ฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งพยายามยกระดับตนเอง

            ด้านหน้าหนิงไท่มองล่ายอู่ที่พุ่งมาทางตนเอง ก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา “นักรบโบราณโฮ่วเทียนช่วงสุดยอดคนหนึ่งก็กล้าสามหาวต่อหน้าฉันหรือ ช่างไม่รู้จักเจียมตัว”

            เมื่อพูดเช่นนั้นออกมาเขาก็ก้าวออกไปทันที

            พวกหวางเฉิงเทียนรู้สึกว่าทิวทัศน์บริเวณใกล้ๆกลายเป็นเงา ในควันจางๆ คนคนหนึ่งพาม้าหมื่นตัววิ่งมาอย่างรีบร้อน ราวกับฟ้าร้อง ยังไม่ทันได้ปิดหูมันก็แวบผ่านสถานที่แห่งนี้ไปแล้ว

            สายตาที่แดงก่ำของหนิงไท่จับจ้องล่ายอู่และยกมือผ่าลงมาราวกับอสนีบาต

            “เปรี้ยง!”

            เสียงชนที่รุนแรงค่อยๆดังขึ้น ในควันที่ขาวเลือนรางนั้น มีร่างร่างหนึ่งลอยออกมา และร่วงลงใกล้ๆเท้าของหลูชานตงแล้ว

            ผืนดินสั่นไหวฝุ่นฟุ้งกระจาย สักพักใหญ่ก็หายไป

            หลังจากที่เห็นชัดเจนแล้วว่าคนที่ล้มอยู่บนพื้นคือใครหวางเฉิงเทียนกับหม่าปิงก็หรี่ตาลง

            คนคนนี้… คือล่ายอู่!

            กระดูกหน้าอกของเขายุบลงไปทันทีล้มอยู่บนพื้นเหมือนโคลน เลือดแดงฉานไหลออกมาจากปากของเขาไม่หยุดและย้อมเสื้อผ้าจนเป็นสีแดงสด

            พอเห็นเหตุการณ์นี้บรรยากาศโดยรอบก็เงียบกริบทันที…

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน