เซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 53 :เฉินห้าวหลานบ้าคลั่ง

    ตอนที่ 53 :เฉินห้าวหลานบ้าคลั่ง

     

    “กวีที่ได้สลักจารึกมิได้มีเพียงหนึ่งบท? ... แท้จริงแล้วเป็นบทกวีเยี่ยงไรกันคาดไม่ถึงว่าจะตั้งตนเป็นภูเขาหนังสือได้เลยหรือ ไม่... ข้ามิมีทางตายตกอยู่ภายในภูเขาหนังสือนี้ข้าไม่อยากอ่านตำรา”

     

    ผู้เฒ่าค้นพบว่าร่างของตนนั้นอยู่บนบันไดหินทางขึ้นของภูเขาหนังสือสิ่งที่ขวางอยู่ตรงหน้าเขานั้นคือตำราจำนวนมาก

     

    เขาทราบ...หากอยากทะลวงภูเขาหนังสือออกไป เพียงแค่ก้าวเท้าลงไปทีละขั้นและต้องอ่านตำราบนภูเขาหนังสือนี้ทั้งหมด

     

    และยังต้องฟังเสียงเทศนาของนักปราชญ์ด้วย

     

    แต่สิ่งที่เขาเข้าใจอย่างถึงที่สุดก็คือ...หยินเสิ่นที่เป็นอาคมลัทธิเต๋าจะไปสามารถรับพลังพรสวรรค์ได้อย่างไร

     

    เดิมทีแล้วก็ต้องการจะกำจัดหยินเสิ่นของเขา

     

    “ไม่... ไม่...เฉินห้าวหลาน ยังมิเขียนบทความขึ้นมาอีกหรือ เขียน...เขียนว่าข้าคือเจ้านายของปีศาจจิ้งจอกเก้าหางเขียนว่าข้าขี่ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางออกมาช่วยเหลือเจ้า...”

     

    “เฉินห้าวหลานหากข้าตาย เจ้าก็จะบ้าคลั่งเช่นกัน... จะมิมีผู้ใดช่วยเหลือเจ้าได้”

     

    เขตแดนแห่งความสิ้นหวัง

     

    ผู้เฒ่าหยินเสิ่นกู่ร้องคำรามขึ้นมาเผาผลาญแหล่งพลังหยินเสิ่นที่มีแต่เดิมอย่างไม่นึกเสียดายและต้องการส่งเจตจำนงนี้ไปถึงจิตใจของเฉินห้าวหลานที่กำลังฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋าด้วยเช่นกัน

    ……

    .....

     

    “ใครใครกำลังกล่าวอันใด เสียงนี้มัน...”

     

    ภายในลานหน้าเรือนศิษย์สายตรงทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นภายในใจของเฉินห้าวหลานโดยไม่รู้แหล่งที่มาราวกับมีคนกำลังถ่ายทอดคำพูดมา

     

    เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับเสียงนี้

     

    นักบวชลัทธิเต๋าที่ถ่ายทอดอาคมลัทธิเต๋าให้แก่เขา

     

    “น่าจะเป็นเสียงหลอน...การเขียนบทความของข้า ยังต้องให้คนนอกมากำกับอีกหรือ”

     

    เฉินห้าวหลานหัวเราะเยาะอยู่ภายในใจ

     

    ความตั้งใจของเขาในตอนนี้ อยู่ที่ตัวของหลินอี้ทั้งหมดและในยามนี้ก็อยู่ในอารามไม่พอใจอย่างยิ่ง

     

    เขาไม่ได้ยินเสียงอื่นใดอีกแล้ว

     

    นึกเพียงแต่จะต้องไล่ต้อนหลินอี้ลงไปให้จงได้

     

    หลังจากนั้นราวกับเฉินห้าวหลานนึกอะไรขึ้นมาได้จึงมองไปทางบัณฑิตของสำนักศึกษา ส่ายหน้าและกล่าวว่า “น่าขันเสียจริงหลินอี้คือบุตรนอกสมรสของท่านคณบดีท่านบอกว่าเขาเป็นผู้ประพันธ์บทกวีที่ได้สลักป้ายโลหะ พวกเจ้าก็เชื่ออย่างนั้นรึ”

     

    “คนโง่เขลาได้อะไรจากการศึกษาคำสอนของนักปราชญ์กันบ้างรึ”

     

    หลินอี้ขมวดคิ้วนิ่ว

     

    พรึบ

     

    บัณฑิตทุกคนต่างหันมองไปทางเฉินห้าวหลานมองด้วยแววตาที่ไม่เป็นมิตร “ศิษย์พี่ห้าวหลาน ท่านกล่าวเยี่ยงนี้กำลังหมายความว่าอย่างไร”

     

    “เจ้ากำลังดูหมิ่นอาจารย์ของข้าหรือ”

     

    “ห้ามดูหมิ่นท่านอาจารย์ข้าจะบอกเป็นครั้งสุดท้ายศิษย์พี่ห้าวหลาน เอ่ยขอโทษท่านอาจารย์ประเดี๋ยวนี้”

     

    ศิษย์ลำดับที่สี่ของสำนักศึกษาหรือหวังฉุนจ้องมองไปทางเฉินห้าวหลานด้วยความกรุ่นโกรธ

     

    เขาในตอนนี้ตระหนักรู้ถึงเหวินตั่นแล้ว ในร่างจึงมีความเด็ดเดี่ยวและความกล้าหาญโดยปริยายแม้ว่าระดับชั้นจะไม่อาจเทียบเท่าเฉินห้าวหลานได้ก็ตาม

     

    แต่เมื่อหลินอี้ต้องมาถูกดูหมิ่น เขาก็กล้าที่จะเผชิญหน้ากับเฉินห้าวหลาน

     

    นอกจากนี้

     

    ตอนนี้เหวินกงของเฉินห้าวหลานได้รับบาดเจ็บเป็นเรื่องที่ทราบกันทั่วทั้งสำนักศึกษา ตอนนี้จึงมิมีผู้ใดที่จะสนใจเขาอย่างแท้จริง

     

    หลี่เหวินโป๋กล่าวเสียงทุ้ม“เฉินห้าวหลาน เจ้ามันกบก้นบ่อโดยแท้จริง เจ้าคนโง่เขลาไร้ความรู้ความสามารถของหลินอี้ เป็นสิ่งที่เจ้าจะสงสัยได้หรือ”

     

    “เจ้า...”

     

    พรูด

     

    เฉินห้าวหลานโมโหบัณฑิตกลุ่มนั้นจนกระอักเลือดใบหน้าไร้สีเลือดฝาด ใบหน้าซีดเผือดจนเหมือนกำลังป่วย

     

    “พวกเจ้ารังแกข้า ที่เหวินกงได้รับบาดเจ็บผู้นี้ ได้....  ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก”

     

    เฉินห้าวหลานชี้หน้าพวกเขาแต่ละคนและกล่าวว่า “หลี่เหวินโป๋ หวังฉุน ซูหยุนเหวิน... ข้าจะจำพวกเจ้าเอาไว้”

     

    “พวกเจ้านี่มันโง่เขลาอย่างที่สุดบทกวีที่ได้สลักป้ายโลหะจะต้องได้รับพรจากสมบัติวรรณกรรมขั้นพิภพด้วยระดับชั้นของหลินอี้ ต่อให้ท่านคณบดีมอบมันให้เขายืม...เขาจะสามารถใช้มันได้หรือ”

     

    “ทั่วทั้งสำนักศึกษามีเพียงเฉินห้าวหลานผู้นี้และท่านคณบดีเท่านั้นที่สามารถใช้พู่กันหมาป่าน้ำเงินได้”

     

    ประโยคสุดท้ายของเฉินห้าวหลานแทบจะเป็นการตะโกนออกไป

     

    สีหน้าของเขาดุดัน ไร้ความสง่างามของนักปราชญ์และรูปลักษณ์ที่สูงส่งดั่งเช่นในอดีต

     

    “เจ้าต่างหากที่โง่เขล่าจนกู่ไม่กลับ”

     

    หลี่เหวินโป๋ตะโกนด่าทอกลับไปและมอบการกระตุ้นอย่างรุนแรงให้แก่เฉินห้าวหลาน “ท่านคณบดีมอบสมบัติวรรณกรรมขั้นพิภพพู่กันหมาป่าน้ำเงินแท่นฝนหมึกหมาป่าน้ำเงิน และน้ำหมึกหมาป่าน้ำเงิน ให้กับหลินอี้แล้วและพู่กันหมาป่าน้ำเงินก็ยอมรับเจ้าของแล้วด้วย”

     

    “หลินอี้...มีคุณสมบัติของกึ่งปราชญ์”

     

    กึ่ง !   。。。(ノ_ _)ノ

     

    ตึกตึกตึก...

     

    ฟึบตุบ

     

    เฉินห้าวหลานที่ถูกหลี่เหวินโป๋ด่าทอใส่ก็ตกใจจนผงะถอยหลัง และทรุดตัวนั่งลงที่พื้นประตูของหอตำรา

     

    ปิ่นผมของเขาร่วงหล่น จนผมกระเซิงลงมา

     

    ใบหน้าของซีดเผือดราวกับกระดาษ

     

    “ไม่... ไม่มีทาง”

     

    “ข้าไม่เชื่อข้าไม่เชื่อ...”

     

    เฉินห้าวหลานตะโกนลั่นมิอาจยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้ได้ ก่อนที่ร่างจะนอนหมอบร่างลงกับพื้น

     

    สมบัติวรรณกรรมขั้นพิภพชุดหมาป่าน้ำเงินนั้นท่านคณบดีมอบมันให้หลินอี้ทั้งหมดหรือ

     

    ทำไม

     

    ทำไมถึงมิใช่ตนแต่เป็นหลินอี้ที่เป็นเพียงผู้เบิกเนตรขั้นเก้าไปได้กัน

     

    ถือดีอะไรกัน

     

    เฉินห้าวหลานโบกสองมือไปมาพัลวันภายในศีรษะของเขาเริ่มมีเสียงประโยคนั้นของผู้เฒ่าดังวนไปมา “หากข้าตาย...ก็จะมิมีผู้ใดช่วยเจ้าได้”

     

    “อ๊าก...”

     

    ทันใดนั้นเฉินห้าวหลานก็กุมศีรษะหวีดร้องด้วยเสียงแปลก ๆ ขึ้นมา จากนั้นก็วิ่งเข้าไปในหอตำรา

     

    “อย่าให้เขาได้เข้าไป”

     

    หลินอี้พูดออกไปโดยไม่รู้ตัวในยามที่อยากจะเข้าไปขวางทางไว้ แต่กลับได้ยินเสียงดังกึงขึ้นมาประตูใหญ่ของหอตำราได้ถูกปิดตายแล้ว

     

    ปัง

     

    หลินอี้ใช้เท้าเตะแต่ก็พบว่าประตูใหญ่นั้นไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว

     

    “สถานการณ์ไม่ดีแล้ว”

     

    หลินอี้คิ้วขมวดนิ่วท่าทางเมื่อครู่ของเฉินห้าวหลานน่ากลัวยิ่ง เกรงว่าจะสะเทือนใจจนเป็นบ้าจึงลอบกล่าวในใจว่า

     

    “เกรงว่า... หากเขาไม่บ้าคลั่ง ก็จะทำให้หยินเสิ่นจิ้งจอกกลายเป็นปีศาจ”

     

    หลี่เหวินโป๋มองไปทางหลินอี้และเอ่ยถามอย่างสงสัย “สถานการณ์ไม่ดีคืออะไรคนอย่างเฉินห้าวหลานหยิ่งยโสอย่างไร้ที่เปรียบ มิเคยเห็นผู้ใดในสายตา ก็สมควรด่าทอเพื่อเตือนเขาเช่นกัน”

     

    หวังฉุนพยักหน้าและกล่าวว่า “มิผิดอาจารย์หลินมิต้องกังวลใจ เหวินกงของเขาได้รับบาดเจ็บมิกล้าใช้วิทยายุทธ์วรรณกรรมออกมาทำร้ายผู้คนเป็นแน่”

     

    “บางคนก็เป็นเยี่ยงนี้ยืนในที่สูงมาเป็นเวลานาน ก็ย่อมมิยอมลง เมื่อมีคนเหนือกว่าเขาก็จะมิสามารถรับความจริงได้”

     

    “แท้จริงควรเปิดใจให้กว้างอีกเล็กน้อยปัญญาชนสามารถยืดและหดได้ เหตุใดจะต้องแสดงท่าที่บ้าคลั่งเยี่ยงนั้นด้วยกัน”

     

    เหล่าบัณฑิตต่างก็ส่ายหน้าด้วยความสิ้นหวังรู้สึกผิดหวังอย่างมากกับท่าทางที่ศิษย์เอกของสำนักศึกษาอย่างเฉินห้าวหลานแสดงออกมา

     

    หลินอี้มิได้ให้ความสนใจความรู้สึกของบัณฑิตเหล่านั้นเดินไปทางหน้าต่างหลายบานของหอตำรา ออกแรงผลัก แต่ก็ไม่สำเร็จ

     

    “ประตูหอตำราเปิดได้ไหม”

     

    หลินอี้กลับไปยังด้านหน้าประตูใหญ่ของหอตำราจากนั้นก็มองไปทางหลี่เหวินโป๋และกล่าวว่า

     

    “หอตำรามีพลังพรสวรรค์คุ้มกันต้องเปิดจากด้านในเท่านั้น หรือไม่... ก็ต้องให้ท่านคณบดีมา”

     

    หลี่เหวินโป๋มองไปทางหอตำราและกล่าวยิ้มๆ ว่า “ให้เฉินห้าวหลานอยู่ข้างในพิจารณาตัวเองเสียบ้างก็ดีเช่นกัน”

     

    “การพิจารณาตนเองก็เป็นเรื่องที่ดีแต่ว่า...”

     

    หลินอี้ถอนหายใจแผ่วเบาและกล่าวด้วยท่าทีเคร่งเครียดว่า “กลัวแต่ว่าเขาจะฝึกอาคมลัทธิเต๋าอยู่ด้านในถึงตอนนั้นสถานการณ์ก็จะยุ่งยาก”

     

    “ฝึกอาคมก็ฝึก...อะไรนะ ฝึกอาคมลัทธิเต๋าหรือ”

     

    ปึง

     

    ทันทีที่หลินอี้กล่าวจบทันใดนั้นก็มีเสียงดังปึงสนั่นไปทั่วทั้งลาน

     

    สีหน้าของบัณฑิตทุกคนเปลี่ยนไปในพลัน

     

    ต่างก็รู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมา

     

    พอกล่าวถึงอาคมลัทธิเต๋า สีหน้าของบัณฑิตก็เปลี่ยนไปมิใช่ว่ามิมีเหตุผล

     

    เพราะแท้จริงแล้วอาคมลัทธิเต๋านั้นน่ากลัวเกินไปไม่ทราบเลยว่ามีบัณฑิตและสิ่งมีชีวิตจำนวนเท่าไหร่ที่ต้องตายตกด้วยเงื้อมมือของอาคมลัทธิเต๋า

     

    ในขณะเดียวกัน

     

    ภายในหอตำรา

     

    เฉินห้าวหลานผมเผ้ากระเซิงนัยน์ตาดุร้าย สองมือถือสมบัติวรรณกรรมขั้นดวงเดือนเอาไว้ และกำลังตวัดพู่กันบนกระดาษซวนจื่ออย่างบ้าคลั่ง

     

    “เหวินกงถูกทำลายข้ายังต้องการสมญานามทางวรรณกรรมไปอีกทำไมกัน มิสู้... ฆ่า ฆ่า ฆ่า”

     

    “ว่ากันว่าค่ำคืนนี้ซูเม่ยเอ๋อร์ลงเขากลับบ้านไปหากทราบว่าสามีอย่างเฉินห้าวหลานโดนดูถูกและเดือดดาลขึ้นมา นางก็คงคิดจะสังหารและสาบานว่าจะสังหารปัญญาชนที่ดูถูกสามีของนางเสียให้สิ้นซาก...”

     

    ในขณะเดียวกันนั้น

     

    ภายใต้แสงเทียน

     

    เงาด้านหลังของเขาถูกลากยาวออกไป...แต่ในไม่ช้าก็มีเงาของจิ้งจอกเก้าหางปรากฏขึ้นมา

     

    “ท่านสามี...ข้าจะแก้แค้นให้กับท่าน”

     

    เสียงของซูเม่ยเอ๋อร์ดังขึ้นข้างหูของเฉินห้าวหลาน

     

    วินาทีต่อมา

     

    เงามืดของจิ้งจอกเก้าหางก็หายไปจากภายในหอตำรา...

     

    “ตายพวกเจ้าต้องตายทั้งหมด”

     

    “ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่...” ←~(o `▽´ )oΨ

     

    ดวงตาของเฉินห้าวหลานแดงก่ำราวกับได้เข้าสู่ความบ้าคลั่ง และส่งเสียงเสียดหูขึ้นมาจากในลำคอ

     

    “ผู้เฒ่าหรือ เจ้านายของซูเม่ยเอ๋อร์หรือเจ้าคือทาสของซูเม่ยเอ๋อร์เฉินห้าวหลานผู้นี้ต่างหากที่เป็นเจ้านายของซูเม่ยเอ๋อร์...”

     

    มุมริมฝีปากของเฉินห้าวหลานยกโค้งขึ้นมาด้วยองศาที่แปลกประหลาดดวงตาส่องแสงสีแดงก่ำ หัวเราะอย่างบ้าคลั่งและกล่าวว่า“เหตุใดการฝึกอาคมลัทธิเต๋าจึงเป็นเรื่องต้องห้ามของปัญญาชน ก็เพราะความร้ายกาจของเขาพวกเจ้าต้องคิดไม่ถึงแน่...”

     

    “หลินอี้พรสวรรค์ด้านบทกวีของเจ้าน่าทึ่งหรือ เยี่ยงนั้นเจ้าก็จงรับชมบทความของข้าให้ดี...ลิ้มรสความน่ากลัวของบทความจากปัญญาชนที่เสริมด้วยอาคมลัทธิเต๋านี่เสีย”

     

    “ฮ่าฮ่าฮ่า...”

     

    คล้ายกับเรื่องเซียนกวีท่องโลกวรรณกรรม (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน