จักรพรรดิคนที่ 11

    บทที่ 31: สกิลที่หกและการเปลี่ยนแปลง

            เสียง "ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!" ที่ดังก้องสะท้อนอยู่ในห้วงความคิดของหลี่ชิงไม่ใช่เพียงแค่เสียงแห่งชัยชนะจากการโค่นราชินีแมงมุมผลึกได้สำเร็จ แต่มันคือเสียงระฆังแห่งการปลดปล่อย เสียงที่ประกาศถึงการก้าวข้ามผ่านกำแพงที่เคยบดบังเขาไว้ ความเหนื่อยล้าที่เคยกัดกินทุกอณูของร่างกายราวกับถูกชะล้างออกไปด้วยสายน้ำบริสุทธิ์ พลังงานที่เหือดแห้งถูกเติมเต็มจนล้นทะลัก ทุกเส้นใยกล้ามเนื้อ ทุกส่วนของกระดูกราวกับได้รับการหล่อหลอมขึ้นใหม่ด้วยพลังงานที่บริสุทธิ์และเข้มข้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

            เขาหายใจเข้าลึกๆ สูดอากาศเย็นเฉียบที่เคยอัดอั้นไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและใยแมงมุม กลิ่นอายของมอนสเตอร์ระดับสูงที่เพิ่งถูกสังหารยังคงคละคลุ้งอยู่ทั่วถ้ำ แต่ความรู้สึกที่ครอบงำจิตใจของเขานั้นคือความปิติยินดีระคนตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด เขาทำได้แล้ว! กำแพงเลเวล 60 ที่เป็นเครื่องหมายของการก้าวเข้าสู่ฮันเตอร์ระดับสูงได้ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์!

            หน้าต่างสถานะสีฟ้าอ่อนที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าสว่างไสวกว่าครั้งไหนๆ ค่าสถานะพื้นฐานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพลังชีวิต  มานา ความแข็งแกร่ง ความว่องไว สติปัญญา และพลังป้องกัน ล้วนพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนตัวเลขที่แสดงผลอยู่แทบจะหยุดนิ่งไม่ได้ สิ่งที่ทำให้หัวใจของหลี่ชิงเต้นรัวที่สุดคือข้อความที่ปรากฏขึ้นตามมาติดๆ:

    [ปลดล็อคช่องสกิลที่หก!] 

    [ได้รับแต้มสถานะคงเหลือ: 5 แต้ม!]

     [ได้รับสกิลใหม่: ดาบเงาลวงตา]

            ดวงตาคมกริบภายใต้เงาของฮู้ดเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ระบบแจ้งชื่อสกิลที่เขาได้รับอย่างเจาะจง ไม่ใช่แค่ประเภทของสกิลเหมือนที่ผ่านมา ความอยากรู้อยากเห็นพลุ่งพล่านขึ้นในใจของเขาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่รอช้าที่จะเรียกข้อมูลของสกิลใหม่ขึ้นมาดูทันที

            [ดาบเงาลวงตา] ระดับ: ไม่ระบุ ประเภท: สกิลเคลื่อนที่/โจมตี คำอธิบาย: เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือเสียงในระยะสั้น ทิ้งไว้ซึ่งภาพลวงตาเสมือนจริง ณ ตำแหน่งเริ่มต้น หรือสามารถสร้างภาพลวงตาเสมือนจริง ณ จุดที่กำหนดในระยะใกล้ เพื่อหลอกล่อศัตรู สามารถใช้เพื่อหลบหลีกการโจมตี, สร้างช่องว่าง, หรือเข้าโจมตีศัตรูอย่างฉับพลันจากมุมที่คาดไม่ถึง ค่าร่าย: 120 MP แปรผันตามระยะทางและความซับซ้อนของภาพลวงตาที่สร้าง คูลดาวน์: 7 วินาที

            "ดาบเงาลวงตา... เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือเสียง... แถมยังสร้างภาพลวงตาได้อีก" หลี่ชิงพึมพำกับตัวเอง ริมฝีปากที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฮู้ดเผยรอยยิ้มเล็กน้อย นี่คือสิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริง! สกิลที่เสริมเรื่องความคล่องตัว การเคลื่อนที่ และลูกเล่นในการต่อสู้ ซึ่งเป็นมิติที่สไตล์การต่อสู้ของเขายังขาดไป การใช้ [ฟันดาบฉับพลัน] นั้นรวดเร็วและเน้นการพุ่งเข้าโจมตีโดยตรง แต่ [ดาบเงาลวงตา] ดูเหมือนจะมอบมิติใหม่ของการเคลื่อนที่ที่ซับซ้อนกว่า สามารถใช้หลอกล่อศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            เขารีบจัดการกับแต้มสถานะ 5 แต้มที่ได้รับอย่างไม่ลังเล เขาทุ่มทั้งหมดไปที่ค่า ความว่องไว อีกครั้ง การเสริมจุดแข็งให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นคือแนวทางของเขาเสมอมา การที่ความว่องไวของเขาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อรวมกับสกิลใหม่ [ดาบเงาลวงตา] ทำให้หลี่ชิงเชื่อมั่นว่าความสามารถในการเคลื่อนที่และการหลบหลีกของเขาจะก้าวไปอีกขั้นที่ไม่มีใครเทียบได้

            หลังจากเก็บไอเทมดรอปจากราชินีแมงมุมผลึกจนหมดสิ้นแล้ว หลี่ชิงไม่ได้รีบร้อนกลับเมืองในทันที เขามองหาพื้นที่โล่งกว้างที่ไม่มีมอนสเตอร์ เพื่อทดสอบสกิลใหม่ทันที โชคดีที่ภายในถ้ำรังไหมอสูรแห่งนี้มีห้องโถงขนาดใหญ่หลายแห่งที่เชื่อมต่อกัน ซึ่งบัดนี้ไร้ซึ่งลูกสมุนแมงมุมที่เคยกรูกันเข้ามา

            เขาชักดาบเหล็กดาราคู่ใจออกมาจากฝัก ยืนอยู่ในท่าเตรียมพร้อมอย่างมั่นคง และจดจ่ออยู่กับความรู้สึกของสกิลใหม่ที่เพิ่งได้รับ พลังงานมานาถูกส่งผ่านไปยังปลายเท้า สายตาของเขาจับจ้องไปยังผนังถ้ำที่อยู่ห่างออกไปราวสิบห้าเมตรอย่างแน่วแน่

    "เอาล่ะ... ดาบเงาลวงตา!" เขาออกคำสั่งในใจ

    วูบ!

            ในพริบตา ร่างของหลี่ชิงก็หายไปจากจุดที่ยืนอยู่ราวกับไม่เคยมีตัวตน ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ผนังถ้ำในชั่วพริบตา ทิ้งไว้เพียงภาพติดตาจางๆ ราวกับเงาของเขาที่ยังคงยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้น มันเป็นภาพที่บิดเบี้ยวไปตามความเร็วที่เขาเคลื่อนที่ผ่านมา สัมผัสของการเคลื่อนที่นั้นรวดเร็วและรุนแรงจนอากาศรอบตัวเขาสั่นสะเทือน ราวกับว่าเขากำลังฉีกผ่านมิติเวลาเล็กๆ ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมาร่างของเขาก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งอย่างสมบูรณ์

    เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ประมวลผลความรู้สึกและผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้สกิลครั้งแรก ก่อนจะลองใช้อีกครั้ง โดยพยายามควบคุมทิศทางและระยะทางให้แม่นยำขึ้น พร้อมกับพยายามควบคุมการสร้างภาพลวงตาให้ปรากฏชัดเจนขึ้น

            "เร็วมาก... เร็วเกินไปจริงๆ" เขาพึมพำด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย แม้จะเป็นนักดาบที่เชี่ยวชาญด้านความเร็วอยู่แล้ว แต่สกิลนี้ก็ยังทำให้เขาทึ่งได้ ภาพลวงตาที่เขาสร้างขึ้นนั้นดูสมจริงจนน่าขนลุก แทบจะแยกไม่ออกว่าอันไหนคือตัวจริง อันไหนคือเงา

            ครั้งแล้วครั้งเล่าที่หลี่ชิงใช้ [ดาบเงาลวงตา] เคลื่อนที่ไปมาในห้องโถงขนาดใหญ่แห่งนั้น ฝึกฝนการควบคุมทิศทาง ระยะทาง และการสร้างภาพลวงตาอย่างละเอียด เขาพยายามผสมผสานการใช้สกิลนี้เข้ากับสกิลอื่นๆ ที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้ให้ถึงขีดสุด

            เมื่อใช้ร่วมกับ [ฟันดาบฉับพลัน] ที่เป็นการพุ่งเข้าโจมตีระยะประชิดอย่างรวดเร็ว สกิล [ดาบเงาลวงตา] จะช่วยให้เขาเข้าประชิดศัตรูได้จากมุมที่คาดไม่ถึงได้อย่างเนียนตา หรือใช้หลอกล่อศัตรูให้เข้าใจผิดว่าเขาจะโจมตีจากอีกทิศทางหนึ่ง ก่อนที่จะปรากฏตัวขึ้นด้านหลังพร้อมดาบที่พร้อมจะสังหาร

            การใช้ [ดาบเงาลวงตา] กับ [เพลงดาบวายุ] นั้นยิ่งน่าทึ่ง สกิล [เพลงดาบวายุ] เพิ่มความเร็วในการโจมตีและการเคลื่อนไหวของเขาอยู่แล้ว เมื่อผนวกกับการพุ่งทะยานอันไร้ร่องรอยของ [ดาบเงาลวงตา] ทำให้หลี่ชิงกลายเป็นสายลมแห่งความตายที่ยากจะคาดเดา เคลื่อนที่ไปรอบๆ ศัตรูอย่างรวดเร็ว พร้อมกับฟันดาบสร้างความเสียหายต่อเนื่องอย่างไร้จุดสิ้นสุด

    ส่วน [กำแพงดาบ] ที่ใช้ในการป้องกัน เมื่อผนวกกับ [ดาบเงาลวงตา] ก็ทำให้เขาสามารถหลบหลีกการโจมตีที่รุนแรงจนแทบไม่สามารถป้องกันได้ หรือใช้สร้างระยะห่างจากศัตรูที่บุกเข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็วเพื่อปรับจังหวะการต่อสู้

            และแน่นอนว่า [คลื่นดาบ] ที่เป็นการโจมตีวงกว้าง ก็จะสามารถใช้ร่วมกับ [ดาบเงาลวงตา] เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งที่ดีที่สุดในการกวาดล้างศัตรู หรือถอยออกจากการถูกล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเสียมานาไปกับการหลบหลีกที่ไม่จำเป็น

            "เยี่ยม! แบบนี้ก็ยิ่งพลิกแพลงได้เยอะขึ้นอีกหลายเท่าตัว" เขาเอ่ยปากออกมาอย่างพอใจ ท่ามกลางเหงื่อที่ไหลซึมออกมาจากหน้าผาก แม้จะใช้มานาไปไม่น้อยกับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง แต่ความเข้าใจในสกิลใหม่ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกของการควบคุมความเร็วเหนือเสียงนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของพายุ

            หลี่ชิงใช้เวลาตลอดทั้งคืนอยู่ภายในถ้ำรังไหมอสูรแห่งนั้น ไม่ได้พักผ่อน ไม่ได้หลับนอน เขาจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนราวกับคนบ้าที่เพิ่งค้นพบขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ ยิ่งเขาลองใช้สกิล [ดาบเงาลวงตา] มากเท่าไร เขาก็ยิ่งค้นพบวิธีประยุกต์ใช้มันในการต่อสู้มากขึ้นเท่านั้น บางครั้งเขาก็สร้างภาพลวงตาที่ชัดเจนจนศัตรูอาจจะหลงกลอย่างง่ายดาย บางครั้งก็ทิ้งไว้แค่เพียงเงาจางๆ เพื่อรบกวนสายตาของศัตรูและทำให้พวกมันเสียจังหวะการเคลื่อนที่เท่านั้น

            ในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อร่างกายและมานาได้รับการฟื้นฟูจนเต็มที่ หลี่ชิงตัดสินใจที่จะทดสอบสกิลใหม่นี้ในการต่อสู้จริงจัง เขาเลือกที่จะไม่กลับไปยังดันเจี้ยนแรงค์ B+ อีกแล้ว แต่กลับมุ่งหน้าไปที่ "หอคอยศิลา" ดันเจี้ยนแรงค์ B ระดับสูงที่ขึ้นชื่อเรื่องโครงสร้างที่ซับซ้อน และมีมอนสเตอร์หินที่อึดเป็นพิเศษ แม้จะยังไม่ถึงดันเจี้ยนแรงค์ A แต่ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการทดสอบการเคลื่อนที่และกลยุทธ์ใหม่ๆ ของเขาที่ได้เรียนรู้มา

            ภายในหอคอยศิลาที่ปกคลุมไปด้วยความมืดมิดและอากาศที่เย็นยะเยือก หลี่ชิงเผชิญหน้ากับ "โกเลมศิลาไร้ชีวิต" เลเวล 58 ซึ่งเป็นมอนสเตอร์ที่เคลื่อนไหวช้าแต่มีพลังโจมตีมหาศาลและเกราะที่แข็งแกร่งราวกับกำแพงหิน หลี่ชิงตัดสินใจที่จะใช้ [ดาบเงาลวงตา] เป็นหัวใจหลักในการต่อสู้ เขาพุ่งเข้าใส่โกเลมด้วย [ฟันดาบฉับพลัน] สลับกับการใช้ [ดาบเงาลวงตา] เพื่อเคลื่อนที่ไปรอบๆ ตัวโกเลมอย่างรวดเร็วราวกับผีเสื้อ ภาพติดตาที่เขาสร้างขึ้นนั้นสร้างความสับสนให้กับโกเลม ทำให้มันโจมตีพลาดเป้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            คมดาบเหล็กดาราของเขาสาดประกายเข้าปะทะเกราะหินของโกเลมอย่างต่อเนื่อง เสียง "เคร้ง!" "เคร้ง!" ที่เกิดจากการปะทะกันของโลหะและหินดังสนั่นไปทั่วหอคอย แต่หลี่ชิงไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย เขาพลิ้วไหวราวกับสายลมที่พัดผ่าน บางครั้งก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง ใช้ [เพลงดาบวายุ] ฟันรัวเข้าที่จุดอ่อนของโกเลม บางครั้งก็พุ่งเข้าด้านหน้า หลอกล่อให้โกเลมยกแขนขึ้นป้องกัน ก่อนจะใช้ [ดาบเงาลวงตา] หายไปและปรากฏตัวขึ้นด้านข้างพร้อม [ฟันดาบฉับพลัน] อีกครั้ง

            "ช้าเกินไป" หลี่ชิงพึมพำ ขณะที่เขาสังหารโกเลมตัวแล้วตัวเล่าด้วยความรวดเร็วและประสิทธิภาพที่ไม่เคยมีมาก่อน การต่อสู้ที่เคยใช้เวลาพอสมควรในดันเจี้ยนแรงค์ B+ บัดนี้จบลงอย่างรวดเร็วและง่ายดาย การใช้ [ดาบเงาลวงตา] ช่วยลดการใช้พลังงานในการหลบหลีกไปได้อย่างมหาศาล ทำให้เขาสามารถรักษามานาไว้สำหรับการโจมตีได้อย่างต่อเนื่อง

            เขาใช้เวลาหลายวันฟาร์มเลเวลอยู่ในหอคอยศิลาแห่งนี้อย่างไม่หยุดหย่อน ไม่มีแม้แต่การพักผ่อน ไม่มีการหยุดพักดื่มน้ำหรือกินอาหารเลยแม้แต่น้อย เขามุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองและผลักดันขีดจำกัดของตนเองอย่างถึงที่สุด เลเวลของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 60 เป็น 61 และในที่สุดก็เป็น 62 ภายในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น

            ในระหว่างการต่อสู้กับ "ไททันหิน" มินิบอสประจำดันเจี้ยน เลเวล 65 หลี่ชิงได้แสดงความสามารถในการควบคุม [ดาบเงาลวงตา] ขั้นสูง เขาสามารถสร้างภาพลวงตาของตนเองที่ชัดเจนพอที่จะหลอกล่อไททันให้โจมตีผิดเป้าพร้อมกับปรากฏตัวขึ้นจากมุมอับและโจมตีสวนกลับได้อย่างแม่นยำ ภาพลวงตาของเขาดูสมจริงจนกระทั่งไททันหินเสียจังหวะอย่างหนักจนไม่สามารถตอบโต้การโจมตีของหลี่ชิงได้

            "แก่นแท้ของสกิลนี้ ไม่ได้อยู่แค่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการสร้างความสับสน... การบิดเบือนการรับรู้ของศัตรูต่างหาก" หลี่ชิงคิดในใจขณะที่เขาเคลื่อนที่ไปรอบๆ ไททันหินราวกับนักเต้นรำแห่งความตาย ดาบเหล็กดาราในมือของเขาสาดแสงเงินวาววับทุกครั้งที่โจมตี สร้างบาดแผลลึกบนร่างของไททัน

            การต่อสู้กับไททันหินดำเนินไปอย่างดุเดือดและตึงเครียด หลี่ชิงใช้ [จิตดาบราชันย์] เพื่อกดดันไททันให้เคลื่อนไหวช้าลงเล็กน้อย จากนั้นใช้ [ดาบเงาลวงตา] และ [ฟันดาบฉับพลัน] พุ่งเข้าโจมตีจุดอ่อนอย่างรวดเร็ว เมื่อไททันพยายามจะสวนกลับ เขาก็ใช้ [กำแพงดาบ] ป้องกัน หรือไม่ก็ใช้ [ดาบเงาลวงตา] หลบหลีกไปปรากฏตัวในอีกด้านหนึ่งก่อนที่จะใช้ [เพลงดาบวายุ] โจมตีต่อเนื่อง ความเร็วที่บ้าคลั่งของเขาทำให้ไททันไม่มีโอกาสแม้แต่จะตอบโต้กลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            ในที่สุด หลังจากที่ไททันหินได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีอย่างต่อเนื่องของหลี่ชิง เขาก็ตัดสินใจจบการต่อสู้ครั้งนี้ หลี่ชิงรวบรวมมานาที่เหลืออยู่เกือบทั้งหมด เปิดใช้งาน [คลื่นดาบ] ที่เสริมพลังด้วย [จิตดาบราชันย์] เพื่อเพิ่มพลังทำลายล้างให้ถึงขีดสุด พลังคลื่นดาบสีเงินขนาดมหึมาพุ่งเข้าใส่ร่างของไททันหินอย่างจัง เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วหอคอยศิลา ไททันหินถูกพลังมหาศาลซัดกระเด็นไปปะทะกับเสาหินจนเสาหักโค่นและร่างของมันก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปในที่สุด

    ติ๊ง!

     [คุณกำจัด ไททันหิน เลเวล 65 สำเร็จ!] 

    [ได้รับค่าประสบการณ์จำนวนมหาศาล!] 

    [เลเวลอัพ! คุณบรรลุเลเวล 62!]

            "อีกนิดเดียว..." หลี่ชิงพึมพำ ร่างกายของเขาเปี่ยมไปด้วยพลังที่ถูกเติมเต็มอีกครั้ง การต่อสู้กับไททันหินเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเขามีความสามารถในการจัดการกับมอนสเตอร์เลเวลสูงกว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกฝนกับ [ดาบเงาลวงตา] นั้นเห็นผลอย่างแท้จริง เขารู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในทุกๆ ด้าน ทั้งพลังโจมตี ความเร็ว และความคล่องตัว

            เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของพลังใหม่ซึมซาบไปทั่วร่างกาย เขานึกถึงจักรพรรดิแสง หลงเทียนอี้ ที่เคยได้เห็นพลังอันเหนือจินตนาการของเขา ในตอนนั้น หลี่ชิงรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างพวกเขานั้นมหาศาลจนยากจะคาดเดา แต่ตอนนี้... เขารู้สึกว่ากำแพงนั้นไม่ได้สูงชันเกินไปแล้ว ไม่ได้เป็นเพียงความฝันที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

    "ได้เวลาแล้ว..." หลี่ชิงกล่าวเสียงเรียบ แต่แววตาภายใต้ฮู้ดนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า "ได้เวลาที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่านี้แล้ว"

            เขาออกจากหอคอยศิลา และมุ่งหน้ากลับมายังสมาคมฮันเตอร์ในเมืองฉงอัน ร่างกายของเขายังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบราวกับไม่เคยผ่านการต่อสู้มาเลยแม้แต่น้อย เสื้อคลุมของเขาแม้จะเปื้อนฝุ่นและคราบเลือดของมอนสเตอร์บ้าง แต่ก็ไม่ได้ฉีกขาดเสียหายนัก สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจเล็กน้อยให้กับเจ้าหน้าที่ประจำโต๊ะเมื่อเขาเดินเข้าไปเพื่อขอรับภารกิจใหม่

            "คุณ... ฮันเตอร์หลี่ชิง?" เจ้าหน้าที่หญิงที่มีป้ายชื่อเขียนว่า 'ลีน่า' ถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจเล็กน้อย เธอเป็นเจ้าหน้าที่คนเดิมที่เขาเคยติดต่อด้วยบ่อยครั้ง "คุณกลับมาแล้วเหรอคะ? เร็วกว่าที่คิดไว้มากเลยนะคะ... แล้วคุณยังคง... ต้องการรับภารกิจอยู่หรือเปล่าคะ? เห็นว่าคุณเพิ่งทำภารกิจแรงค์ B ระดับสูงไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเองนี่คะ?"

    หลี่ชิงพยักหน้าช้าๆ ใบหน้าภายใต้ฮู้ดยังคงไร้อารมณ์ "ใช่ครับ ผมต้องการรับภารกิจ" เขาตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เต็มไปด้วยความมั่นคง

            "อืม... ภารกิจแรงค์ B ที่คุณยังไม่ได้รับก็มีอีกไม่กี่ภารกิจนะคะ ส่วนใหญ่ก็เป็นภารกิจกำจัดมอนสเตอร์ระดับมินิบอส หรือภารกิจคุ้มกันระยะไกลน่ะค่ะ หรือว่าคุณต้องการพักผ่อนก่อนดีคะ? เห็นว่าคุณเพิ่งกลับมาจากรังไหมอสูรน่ะค่ะ ทางเราได้รับรายงานว่าคุณใช้เวลาอยู่ในนั้นนานทีเดียว..." เจ้าหน้าที่ลีน่าพยายามอธิบายอย่างเป็นห่วง เพราะข้อมูลการเดินทางของเขาถูกบันทึกไว้ในระบบอย่างละเอียด

    หลี่ชิงเงียบไปครู่หนึ่ง เขานึกถึงคำพูดของลีน่า "รังไหมอสูร" และ "หอคอยศิลา" ที่เขาเพิ่งผ่านมานั้น สำหรับฮันเตอร์คนอื่นอาจจะเป็นสถานที่ที่ต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนในการเคลียร์ แต่สำหรับเขาแล้วมันใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

    "ผมต้องการภารกิจแรงค์ A ครับ" หลี่ชิงตัดสินใจพูดสิ่งที่เขาต้องการอย่างตรงไปตรงมา คำพูดของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณเคาน์เตอร์ของสมาคมฮันเตอร์ สร้างความเงียบสงัดขึ้นชั่วขณะ

    คำพูดของหลี่ชิงทำให้เจ้าหน้าที่ลีน่าถึงกับชะงัก ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจ เธอจ้องมองใบหน้าของเขาที่ซ่อนอยู่ใต้ฮู้ด พยายามอ่านแววตาที่มั่นคงคู่นั้น

            "เอ่อ... ฮันเตอร์หลี่ชิงคะ คุณแน่ใจหรือคะ?" เธอถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ความกังวลฉายชัดในน้ำเสียง "ภารกิจแรงค์ A นั้น... เป็นระดับที่อันตรายมากที่สุดค่ะ และต้องใช้ฮันเตอร์ระดับสูงที่มีประสบการณ์สูง มีปาร์ตี้ที่จัดทีมมาอย่างดีเท่านั้น สมาคมจะส่งฮันเตอร์แรงค์ B (เทียบเท่า) ไปโดยไม่มีสมาชิกทีมไม่ได้หรอกนะคะ... ถึงแม้ว่าคุณจะได้รับการประเมินว่ามีความสามารถสูงกว่าแรงค์ที่ระบุไว้ก็ตาม"

    "ผมมั่นใจ" หลี่ชิงตอบเสียงหนักแน่นกว่าเดิม "ผมคิดว่าผมพร้อมแล้วสำหรับความท้าทายระดับนั้น" แววตาของเขาที่สบเข้ากับลีน่าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่สั่นคลอน ราวกับภูผาหิน

            เจ้าหน้าที่ลีน่าพยายามอธิบายข้อจำกัดและอันตรายของภารกิจแรงค์ A อีกครั้ง เธอหยิบเอกสารเกี่ยวกับสถิติอัตราการรอดชีวิตของภารกิจระดับ A ขึ้นมาแสดง แต่หลี่ชิงยังคงยืนกรานด้วยความมุ่งมั่น เธอเห็นแววตาที่ไม่ยอมแพ้ในดวงตาของเขา ซึ่งแตกต่างจากฮันเตอร์คนอื่นๆ ที่มักจะถอยเมื่อได้ยินถึงอันตรายและข้อจำกัดต่างๆ

            "ถ้าอย่างนั้น... ได้โปรดรอก่อนนะคะ ฉันจะลองปรึกษาหัวหน้าแผนกก่อนค่ะ" เจ้าหน้าที่ลีน่ากล่าว เธอรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หลี่ชิงยืนอยู่กลางโถงทางเดินของสมาคมฮันเตอร์ รอคอยอย่างใจเย็น เขาเข้าใจดีว่าการตัดสินใจของเขาอาจทำให้เกิดความวุ่นวายในหมู่เจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ แต่อันที่จริงเขาก็ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงต้องการก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปสู่เป้าหมายสูงสุดที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า

            ขณะที่ยืนรอ หลี่ชิงก็เหลือบไปเห็นบอร์ดประกาศภารกิจที่แบ่งแยกตามระดับแรงค์ ช่องสำหรับภารกิจแรงค์ A นั้นว่างเปล่ามาเป็นเวลานาน มีเพียงประกาศภารกิจระดับภัยพิบัติที่ถูกตรึงไว้เท่านั้น ที่เคยมีภาพของจักรพรรดิแสงปรากฏอยู่ ในใจของหลี่ชิง เขารับรู้ถึงพลังที่เพิ่งก้าวผ่าน และความตื่นเต้นที่จะได้เผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เขารู้ว่าการเดินทางของเขาเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และมันยังอีกยาวไกล…