รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    จอมยุทธซูเปอร์สตาร์

            “บางทีเรื่องนี้อาจจะดีกว่าที่คิดก็ได้นะครับ...”

             

            เป็นหวงจื่อหานที่ยิ้มอยู่ข้างๆแล้วพูดขึ้นมา

             

            “ใช่แล้วสาวน้อยเจ้าไม่อยากจะให้ผู้คนมาวุ่นวายกับเจ้ามากไม่ใช่รึ  ก็เป็นประธานสมาพันธ์ไปเสียเลยก็สิ้นเรื่อง”

             

            แม้แต่จอมดาบเจิ้งเหรินอี้ก็ยังเห็นด้วย พลังของหญิงสาวตรงหน้าที่เขาตัดสินใจรับใช้นั้นพุ่งทะยานเกินกว่าขอบเขตที่เขาคาดเดาไปมากมายแล้ว เขาไม่คิดว่าบนโลกนี้จะยังมีตัวตนแบบใดที่สามารถต่อกรกับนางได้แบบตัวต่อตัวอีก

             

            “แบบนั้นจะยิ่งมีคนมาวุ่นวายมากกว่าเดิมน่ะสิครับ”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยที่ฟังเงียบๆมานานอดจะยิ้มแหยๆขึ้นมาไม่ได้  สำหรับตัวเขาที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงมานานย่อมรู้ดีว่าภาระและหน้าที่ของผู้คนที่อยู่ในตำแหน่งนั้นมันยุ่งยากแค่ไหน  แค่เขาเป็นพลเอกที่ต้องควบคุมความสงบเฉพาะกลุ่มผู้ฝึกตนทางตะวันออกแค่ภูมิภาคเดียวยังเหนื่อยจนตัวแทบขาด

             

            ถ้าจะต้องคอยดูแลผู้ฝึกตนทั้งประเทศที่ดูท่าทีแล้วน่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในยุคสมัยนี้แค่คิดเขาก็สยองแล้ว

             

            “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ  ว่าข้าจะสร้างตำหนักของตัวเองขึ้นมาใหม่...”

             

            ไป่ฟานเซียนจิบน้ำชาแล้วพูดอย่างสงบ แต่คำพูดของนางนั้นสามารถทำให้ผู้คนหูผึ่งแล้วขยับเข้ามาใกล้ๆ

             

            “ท่านไป่จะสร้างตำหนักอะไรเหรอครับ?”

             

            จอมพลจางเซียนหยวนรีบถามขึ้นเป็นคนแรก  เขารู้ดีถึงพลังและอำนาจของหญิงสาว ดังนั้นหากว่าตัวนางก่อตั้งขั้วอำนาจของตัวเองขึ้นมาจริงๆเขาก็จำเป็นต้องเตรียมการเอาไว้ก่อนในหลายๆทาง

             

            “...ตำหนักโอสถน่ะ”

             

            ไป่ฟานเซ๊ยนครุ่นคิดอยู่ในหัว  นางรู้สึกว่าการใช้ชื่อ “ตำหนักโอสถเทพธิดา”เหมือนสมัยเมื่อหมื่นปีที่แล้วอาจจะดูไม่ค่อยเหมาะ สมัยนั้นนางรับแต่ศิษย์และผู้ติดตามที่เป็นหญิงสาว เรียกว่าเป็นขุมกำลังไม่กี่แห่งที่สมาชิกทั้งหมดเป็นผู้หญิง

             

            แต่ดูแค่จากตอนนี้เหล่ากลุ่มคนที่พร้อมจะติดตามนางกว่าครึ่งก็เป็นผู้ชายทั้งสิ้นนางคิดภาพคนแก่อย่างถังเทียนจี๋หรือเจิ้งเหรินอี้ในยามที่ต้องประกาศตัวว่าเป้นคนจากตำหนักโอสถเทพธิดาไม่ออก

             

            ดังนั้นไหนๆก็ไหนๆแล้วนางตั้งชื่อใหม่เสียเลยคงจะดีกว่า

             

            “ตำหนักโอสถ...เข้าใจแล้วครับ”  เจิ้งเหรินอี้พึมพำและเก็บเรื่องนี้ไว้ในสมองดูจากท่าทีของท่านไป่แล้วมันคงจะเป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับสมาคมนักปรุงยา ในยุคสมัยที่ผู้ฝึกตนกำลังจะกลับมาและเฟื่องฟูสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือโอสถและของวิเศษหลากหลายชนิดที่ใช้สำหรับการฝึกตน

             

            ดังนั้นการเปิดตำหนักโอสถของท่านไป่ฟานเซียนคือสิ่งที่เขาควรจะสนับสนุน และต้องไปพยายามปรามทางรัฐบาลไม่ให้ทำอะไรวุ่นวายกับนาง

             

            “...นายหญิงเหมือนจะมีแขกนะครับ”

             

            เพราะว่าเขาคือผู้ถือครองสิทธิ์ลำดับรองของเขตแดนนี้  ทำให้หวงจื่อหานสัมผัสได้ถึงบุคคลที่มายืนรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่ของบ้านพักหลังนี้ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว

             

            ไป่ฟานเซียนเองก็รับรู้ได้แต่แรกเช่นกันแต่เพราะกำลังสนทนาเรื่องสำคัญอยู่จึงไม่ใส่ใจ  นอกจากนี้จากสัมผัสของนางแล้วกลุ่มคนที่มานั้นไม่ใช่คนที่นางเคยรู้จักหรือพบหน้าเลยสักคนเดียว

             

            “...ช่างพวกเขาเถอะ”

             

            แต่ไหนแต่ไรไป่ฟานเซียนก็กางเขตแดนไว้สำหรับการนี้อยู่แล้ว  เพราะว่ามันจะมีคนเข้ามารบกวนนางไม่หยุด ดังนั้นถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักหรือไม่ใช่เรื่องสำคัญนางก็คร้านจะไปใส่ใจกับพวกเขาทุกคน

             

             

             

             

            ที่บริเวณหน้าบ้านที่พักของไป่ฟานเซียนเพราะสถานที่นี้อยู่ห่างจากการปะทะกันกับราชินีมังกรแค่นิดหน่อย ทำให้พื้นที่โดยรอบที่ยังซ่อมบำรุงไม่เสร็จยังปรากฏหลุมและบ่อที่เกิดจากพลังทำลายของเปลวเพลิงอยู่

             

            กลุ่มคนที่มาใหม่เดินทางมาด้วยรถตู้สองคัน พอมาถึงพวกเขาก็ให้ความสนใจกับพื้นรอบๆและแนวต้นไม้ที่หายไปเป็นแถบก่อนเป็นอย่างแรก ในรถคันที่สองนั้นอัดแน่นไปด้วยกล้องและอุปกรณ์ถ่ายทำที่ถูกขนลงมาจัดเตรียมอย่างรวดเร็ว

             

             พวกเขาเริ่มเก็บภาพความเสียหายตามชายทะเลที่ยังพอหลงเหลือร่องรอยอยู่ และนำมาเปรียบเทียบกับตัวบ้านชายทะเลหลังเด่นที่ตั้งแต่พื้นที่ด้านในรั้วเข้าไปไม่ปรากฏความเสียหายจากลูกหลงเลยสักนิดเดียวอย่างน่าประหลาดใจ

             

            “ที่นี่แน่นะ?”

             

            ในรถตู้คันแรกมีชายหนุ่มตัวสูงขาวคนหนึ่งนั่งอยู่  เขาสวมแว่นตากันแดดสีดำแม้จะนั่งอยู่ในร่ม  เขาขยับแว่นตาลงแล้วจ้องไปยังบ้านพักที่ดูปกติตรงหน้า

             

            “ใช่  ที่นี่เป็นบ้านของ รอยยิ้มเทพธิดาคนนั้นที่ตกเป็นข่าวแน่ๆ”

             

            คนที่ตอบกลับคือหญิงสาวที่อยู่ในชุดสูทสีเทา  เธอเปิดข้อมูลจากโทรศัพท์เพื่อยืนยัน  ลักษณะของเธอดูคล้ายจะเป็นผู้จัดการของชายหนุ่มคนนี้

             

            “เหวินหลง  จัดการให้เรียบร้อยล่ะ?”

             

            หญิงสาวที่เป็นผู้จัดการนั้นเปิดประตูรถลงไปแล้วหันมาพูด ซึ่งชายที่ถูกเรียกว่าเหวินหลงนั้นก็ยิ้มมุมปากเป็นคำตอบ  เขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวเองอย่างลึกล้ำขณะที่เดินตรงไปยังหน้าประตู ด้านหลังของเขามีตากล้องหลายคนที่กำลังจะถ่ายฉากการพบเจอที่น่าประทับใจนี้เอาไว้ให้ชัดที่สุดจึงรีบเดินตามมา

             

             

            “สำหรับซุปเปอร์สตาร์ระดับประเทศอย่างเหวินหลงคนนี้  เรื่องแบบนี้มันง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย”

             

             

             

             

            ปิ๊งป่อง~

             

            “...”

             

            แม้จะพกความมั่นใจมาเต็มร้อย แต่ทว่าหลังจากที่ผู้จัดการกดกริ่งที่หน้าประตูไปพักใหญ่กลับไม่มีเสียงตอบรับกลับมาเลยสักนิด

             

            ชายหนุ่มเริ่มขมวดคิ้ว  จะบอกว่าบ้านหลังนี้ไม่มีใครอยู่หรือไงกัน?

             

            แต่เมื่อส่งคนไปสืบมา พวกเขาก็พบว่าที่บริเวณชายหาดอีกฝั่งนั้นมีเด็กๆสามคนกำลังวิ่งเล่นอยู่กับกิ้งก่าหน้าตาแปลกประหลาดตัวสีแดง แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามส่งเสียงหรือเข้าไปขนาดไหน  กลับพบว่าที่ระยะหนึ่งมันถูกบางสิ่งที่มองไม่เห็นขวางเอาไว้ไม่ให้พวกเขาเข้าไปต่อ

             

            เหวินหลงและผู้จัดการหันมามองหน้ากัน  มันจะต้องเป็นบ้านหลังนี้ไม่ผิดแน่!

             

            ปิ๊งป่อง~  ปิ๊งป่อง~  ปิ๊งป่อง~

             

            ชายหนุ่มกดกริ่งที่หน้าประตูระรัวพลางขมวดคิ้ว ตั้งแต่ที่เขาไต่เต้ามาเป็นดาราอันดับต้นๆของประเทศได้แบบนี้เขาก็ไม่ค่อยได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ต้องมายืนรออย่างไร้จุดมุ่งหมายอีกแล้ว

             

            ตามปกติไม่ว่าจะไปที่ไหนผู้คนก็จะรีบวิ่งเข้าหา ไม่ต้องรอให้เขาเปิดประตูก็จะมีคนออกมาเชิญให้เขาเข้าไปก่อนที่เขาจะเอ่ยปากเสียด้วยซ้ำ

             

            เหวินหลงยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดขณะที่เขากำลังจะกดกริ่งอีกครั้งหนึ่งนั้นเขากลับพบว่าที่ด้านหลังประตูนั้นปรากฏร่างของชายชราในชุดพ่อบ้านสีดำที่ดูเรียบร้อยคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่

             

            ไม่มีใครมองเห็นว่าเขาเดินมาตอนไหนรู้ตัวอีกทีเขาก็โผล่ขึ้นมาอยู่ในสายตาของพวกเขาเสียแล้ว

             

            หวงจื่อหานกวาดสายตามองกลุ่มผู้มาใหม่รอบหนึ่ง พวกเขาดูไม่เหมือนกลุ่มคนในโลกผู้ฝึกตนเลยสักนิด สัมผัสของชายชราบอกว่าพวกเขาล้วนเป็นคนธรรมดา ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นรวมปราณเลยด้วยซ้ำ

             

            พ่อบ้านชราเอื้อมมือออกมาด้านหน้า  เหวินหลงและผู้จัดการรู้สึกโล่งใจว่าในที่สุดก็มีคนที่พอจะรู้เรื่องรู้ราวมาเปิดประตูให้พวกเขาเข้าไปแล้ว

             

            แต่ไม่ใช่หวงจื่อหานกลับยื่นมือไปยังบริเวณกริ่งที่ประตู เขาจัดการดึงเอาสายไฟด้านหลังของเครื่องออกจนมันไม่สามารถใช้งานได้ เมื่อเห็นว่าสิ่งที่รบกวนนายหญิงของตนมันเงียบลงไปแล้วชายชราก็ทำท่าจะเดินกลับเข้าไปในบ้านเสียดื้อๆ!

             

            “เดี๋ยว  เดี๋ยวก่อนค่ะ!”

             

            เป็นผู้จัดการสาวที่รีบหยุดเอาไว้  พวกเขาลองแล้วว่าไม่ว่าจะปีนทางใดก็ไม่สามารถจะเข้าไปในบ้านนี้ได้ และสิ่งเดียวที่จะสามารถติดต่อกับคนในบ้านนั่นอย่างกริ่งที่ประตูก็ใช้การไม่ได้แล้ว ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคุยกับพ่อบ้านคนนี้ให้รู้เรื่อง

             

            “มีธุระอะไรหรือครับ?”

             

            หวงจื่อหานหันกลับมา   หลังจากที่รู้ว่าพวกเขาไม่ใช่ผุ้ฝึกตนหวงจื่อหานก็ไม่อยากจะสนใจคนพวกนี้อีก

             

            นอกจากนี้จากการประเมินของเขา นี่น่าจะเป็นรายการอะไรสักอย่างถึงต้องมีกล้องถึงหลายตัวคอยถ่ายตลอดเวลา

             

            และที่สำคัญคือน่าจะเป็นกลุ่มคนประเภทที่นายหญิงของเขา “คร้านจะยุ่ง” ที่สุด

             

            “ขอพวกเราเข้าไปก่อนได้ไหมคะ?”

             

            ผู้จัดการสาวพยายามต่อรอง  เธอค่อนข้างจะเชี่ยวชาญกับเรื่องพวกนี้มากหากว่าได้เข้าไปในบ้านแล้วส่วนมากเรื่องราวหลังจากนั้นเจ้าของบ้านจะปฏิเสธไม่ค่อยได้แล้ว  และงานของพวกเธอก็จะง่ายขึ้นมากๆ

             

            “ขออภัยด้วยครับนายหญิงของผมไม่รับแขก”

             

            หวงจื่อหานค้อมตัวลงและแจกแจงอย่างสุภาพ เขาไม่มีท่าทีลังเลเลยแม้ว่าจะอยู่ต่อหน้ากล้องที่กำลังถ่ายมา

             

            ดวงตาของเขายังคงคมกริบกริยาท่าทางยังเต็มไปด้วยศักดิ์ศรีของพ่อบ้านที่ไม่ได้ทำให้เจ้านายเสียเกียรติ ทุกอิริยาบถของเขาผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีจนไม่มีจุดติแม้แต่นิดเดียว

             

            “ที่นี่ใช่บ้านของคุณไป่ฟานเซียนหรือเปล่าคะ?”

             

            ผู้จัดการสาวที่กลัวว่าพ่อบ้านชราจะจากไปกะทันหันจึงต้องรีบแจ้งวัตถุประสงค์ออกมาตรงๆ

             

            “ใช่ครับนั่นคือนายหญิงของผมเอง” หวงจื่อหานตอบรับตามตรง มันไม่มีความจำเป็นใดๆต้องปิดบัง เหล่าผู้ฝึกตนในเมืองแห่งนี้ก็น่าจะทราบกันหมดแล้วว่าท่านไป่อาศัยอยู่ที่นี่

             

            “พวกเรามีธุระกับคุณไป่น่ะค่ะ...”

             

            ผู้จัดการสาวพยายามขอร้อง เป็นจังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มที่ทนฟังมาสักพักก้าวออกมาด้านหน้า

             

            “คุณปู่รู้จักผมไหมครับ?”

             

            เหวินหลงถอดแว่นตากันแดดแล้วยิ้มอย่างเป็นมิตร  เขาขยับเข้าไปใกล้ๆเพื่อให้ชายชรามองเห็นเขาได้ชัดๆ

             

            แต่น่าเสียดายที่ในสายตาของพ่อบ้านชรามีเพียงบุคคลสำคัญที่สามารถขับเคลื่อนประเทศหรือเหล่าผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียง สำหรับดารานักแสดงที่อยู่ในวงการบันเทิงตระกูลถังไม่ค่อยจะมีธุระให้ต้องเข้าไปเกี่ยวพันมากมายนัก

             

            “ขออภัยด้วยครับ คนแก่อย่างผมไม่ค่อยจะรู้เรื่องราวของหนุ่มๆเท่าไร”  หวงจื่อหานปฏิเสธอย่างสุภาพแต่แค่นั้นก้มากเกินพอที่จะทำให้ชายหนุ่มแข็งค้างและทำตัวไม่ถูก

             

            เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าจนตื่นขึ้นมาเจอความจริงแปลกๆ

             

            “เรารู้มาว่าคุณไป่ฟานเซียนเองก็เป็นผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งน่ะค่ะ”  ผู้จัดการสาวไม่กล้าปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อเธอรีบพูดต่อ

             

            “เหวินหลงของเราเป็นดาราที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของประเทศ  และรู้สึกสนใจในเรื่องการฝึกตนมาก ที่มาในวันนี้ก็เพราะอยากจะเชิญคุณไป่ให้มาเป็นผู้ฝึกสอนส่วนตัวให้เหวินหลง”

             

            นี่จึงเป็นจุดประสงค์ที่พวกเขารีบมาที่นี่ในวันนี้

             

            กระแสของ“ผู้ฝึกตน” นั้นมันรุนแรงกว่าที่ใครหลายคนคิดมากๆ

             

            แม้แต่คนธรรมดา แต่แค่เปิดเผยตัวว่าเป็นผู้ฝึกตนคนหนึ่งก็แทบจะได้รับความโด่งดังมากมายเทียบกับดาราระดับC หรือระดับ D ที่มีฐานแฟนคลับหลักหมื่นคนเข้าไปแล้ว

             

            ในหลากหลายอาชีพก็เริ่มมีผู้ฝึกตนเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นเหล่าบริษัทต้นสังกัดก็อยากจะดันดาราในสังกัดของตนเข้าสู่กระแสพวกนี้ด้วย

             

            แต่น่าเสียดายที่ไม่มีดาราสักคนที่เกี่ยวข้องกับวงการนี้เลย

             

            ดังนั้นพวกเขาจึงคิดที่จะ“ปั้น” ขึ้นมาเอง

             

            ถ้าสามารถสร้างตัวตนแบบ“จอมยุทธซูเปอร์สตาร์” อะไรแบบนี้ขึ้นมาได้ย่อมสามารถดึงดูดแฟนคลับจากหลายๆวงการให้เพิ่มขึ้นมาได้อีกมหาศาล   หลายๆบริษัทเองก็เริ่มจะดำเนินการตามแผนนี้กันบ้างแล้วพวกเขาให้ดาราของตนไปสมัครตนเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ที่พึ่งเปิดสำนักและเริ่มมีชื่อเสียงหลายๆคนบ้างก็ใช้เงินในการจ้างตัวตนระดับผู้ฝึกยุทธ์หรือจอมยุทธ์ให้มาสั่งสอนตัวต่อตัว

             

            แต่ต้นสังกัดของเหวินหลงนั้นกลับมองไปไกลกว่าข่าวที่มีมังกรยักษ์โผล่ขึ้นมายังคงเป็นกระแสที่คนยังพูดถึง และ “หญิงสาว”ที่ต่อกรกับมังกรนั้นกลางท้องฟ้าก็ถูกพูดถึงและจดจำจากคนธรรมดาจำนวนมากเช่นกัน

             

            ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มสืบหาเบาะแสของหญิงสาวคนนั้น พอโลกของคนธรรมดาและผู้ฝึกตนเริ่มจะเชื่อมต่อถึงกันข่าวคราวของไป่ฟานเซียนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่จะหาเลยสักนิด

             

            นั่นทำให้พวกเขาได้รู้ว่าไป่ฟานเซียนนั้นค่อนข้างจะมีสถานะที่สูงส่งในโลกผู้ฝึกตนนางนั้นมีความสามารถเป็นถึงระดับ “ปรมาจารย์”ที่พวกเขากำลังพยายามจดจำระดับพวกนี้กันอยู่ นอกจากนี้นางยังได้รับฉายา“จักรพรรดินีโอสถ” จากสมาคมอย่างเป็นทางการ

             

            ถึงพวกเขาจะยังไม่เข้าใจเท่าไรแต่ท่าทางของเหล่าผู้ฝึกตนยามที่พูดถึงนางก็พอจะยืนยันได้ว่านางนั้นไม่ธรรมดาแน่นอน!  นอกจากนี้นางยังเป็นคนเดียวกับ“รอยยิ้มเทพธิดา” ที่เป็นกระแสเมื่อราวสองเดือนก่อนด้วย!

             

            ไม่ต้องถึงขนาดยอมตกลงกันตั้งแต่วันแรก แค่พวกเขาสามารถเก็บภาพนางคู่กับเหวิงหลงของพวกเขาได้ที่หน้าบ้านแห่งนี้ก็เกินพอที่จะทำให้เกิดข่าวลือต่างๆนาๆที่จะดันชื่อเสียงของเหวินหลงให้สูงขึ้นไปอีก

             

            นั่นจึงเป็นสาเหตุที่มีกล้องมาคอยตามตั้งหลายตัวอยู่ด้านหลังนั่น  และเริ่มทำการ “ถ่ายทอดสด”ออกไปในช่องทางออนไลน์ของบริษัทเรียบร้อยแล้ว!

             

            จำนวนผู้เข้าชมเริ่มพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว  เพราะการตั้งหัวข้อที่ค่อนข้างจะน่าดึงดูดอย่าง“กำเนิดจอมยุทธซูเปอร์สตาร์ ความสัมพันธ์ของเหวินหลงและไป่ฟานเซียน!”

             

            นั่นทำให้ทั้งทางฝั่งคนธรรมดาที่สนใจกระแสนี้อยู่เข้ามาดู  แล้วยังมีทางฝั่งผู้ฝึกตนที่ทั้งตกใจและประหลาดใจที่ท่านปรมาจารย์ไป่ของพวกเขาตกเป็นข่าวแบบนี้

             

             

            “...เข้าใจแล้วครับ”

             

            หวงจื่อหานพยักหน้ารับเบาๆขณะที่ในโลกออนไลน์กำลังถกเถียงกันอย่างบ้าคลั่ง ผู้จัดการสาวที่เห็นท่าทางของชายชราก็โล่งอก  เธอเหลือบไปมองยอดผู้ชมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยรอยยิ้ม ถ้าไป่ฟานเซียนออกมาหลังจากนี้ต่อให้อยากจะปฏิเสธก็คงจะทำได้ยากแล้ว

             

            “ถ้างั้นขอผมเข้าไปพบคุณไป่หน่อยได้ไหมครับ?  ผมอยากเจอเธอจะแย่แล้ว”

             

            เหวินหลงแทบจะเปลี่ยนเป็นคนละคนยามที่อยู่หน้าจอเขาดูสุภาพอ่อนน้อมและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นอกจากนี้เขายังพูดคำพูดที่ชวนให้ผู้คนเข้าใจผิดออกมาด้วย

             

            เพราะคำพูดของเขามันสามารถหมายความว่าเขาและไป่ฟานเซียนรู้จักกันมาก่อนและยังค่อนข้างจะสนิทกันเสียด้วย!

             

            แต่ว่า

             

            พ่อบ้านชรากลับไม่ขยับไปจากตรงนั้น  เขาได้ยินเสียงที่ถูกส่งผ่านปราณเข้ามาในหูของเขาพร้อมกันถึงหลายสายในเวลาเดียวกัน

             

            “ให้ข้าออกไปไล่ให้ไหม รู้สึกว่าอยากจะขยับดาบยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย?”

             

            “ถึงจะพักร้อนอยู่แต่ให้ผมเรียกเหยี่ยวดำมาเคลียร์ให้ดีไหมครับ?”

             

            “ดูเหมือนว่าฉันอาจจะต้องทำหน้าที่ของคุณพ่อบุญธรรมสักหน่อยเสียแล้วสิ...”

             

            นอกจากกลุ่มคนพวกนี้แล้วโทรศัพท์ของหวงจื่อหานยังดังขึ้นจนเขาต้องรีบยกขึ้นรับ

             

            “...คุณพ่อบ้าน  ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันคะ?” 

             

            แม้แต่เซี่ยซูเหยาก็ยังต่อสายตรงมาหาเขาในทันทีที่เธอเห็นข่าว หญิงสาวแทบจะบินตรงรี่มาจากทางภาคเหนือเสียเดี๋ยวนั้นให้รู้แล้วรู้รอด ชายชราได้ยินเสียงของเซี่ยจื่อโจวที่พยายามห้ามปรามพี่สาวให้ใจเย็นๆอยู่ที่ปลายสาย  แต่เขากลับมาสะดุดกึกกับประโยคสุดท้าย

             

            “ท่านพี่ใจเย็นๆก่อนครับ...ผมส่งคนไปสืบหาบริษัทต้นสังกัดของเขาแล้ว  ดูเหมือนว่าจะอยู่ทางภาคกลางตอนบนนี่เอง  ถ้ายังไงตระกูลเซี่ยยกพลไป...ตู๊ด  ตู๊ด ตู๊ด”

             

            อืม...ดูเหมือนว่าตัวเขาคงจะไม่ต้องลงมือเองแล้วกระมัง

             

            แต่ว่า  ในฐานะพ่อบ้านของนายหญิง  เรื่องพวกนี้อย่างน้อยเขาต้องแสดงออกให้ชัดเจน

             

            “ขออภัยครับ  นายหญิงของผมไม่รับแขก  ถ้าอย่างไรพวกคุณช่วย กระเด็นกันกลับไปสักหน่อยได้ไหมครับ?”

             

            ไม่ต้องรอกให้หวงจื่อหานพูดจบ เขตแดนที่ล้อมรอบบ้านของไป่ฟานเซ๊ยนก็เรืองแสงสีม่วงเป็นประกาย  ตากล้องที่เป็นคนธรรมดาไม่เคยเห็นปรากฎการณ์แบบนี้รีบเก็บภาพเหล่านี้ไว้อย่างตื่นตาตื่นใจ แต่แค่วินาทีเดียวหลังจากนั้นเขาก็รู้สึกว่าภานพที่ถ่ายออกมาในกล้องมันเปลี่ยนไป

             

            ไหงมันกลายเป็นท้องฟ้าแบบนี้ได้เล่า! กว่าจะรู้ตัวอีกทีพวกเขาทุกคนไม่เว้นแม้แต่เหวินหลงก็กระเด็นไปเกือบสิบเมตร! พวกเขาสะบักสะบอมแต่ไม่บาดเจ็บมาก สิ่งเดียวที่น่าเป็นห่วงก็คือภาพลักษณ์ดาราของเหวินหลงที่แตกละเอียดไม่มีชิ้นดียามที่เขาร้องเสียงหลงแล้วตกลงบนพื้นอย่างน่าสังเวชที่กล้องบังเอิญบันทึกไว้ได้นั่นต่างหาก!

             

            “...อย่างน้อยมันก็น่าจะลดความไม่พอใจของคนเหล่านั้นได้บ้าง...นี่ผมกำลังช่วยเหลือพวกคุณอยู่นะครับ?”

             

            พ่อบ้านชราถอนหายใจขณะที่ทิ้งคำพูดสุดท้ายที่เป็นปริศนาไว้ก่อนจะหายไปพร้อมกับแสงสีม่วงรอบบริเวณที่ดับลง

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน