การใช้ประตูมิติของเหล่าอัศวิน มันไม่ใช่การย้ายมิติจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งทันที แต่ว่าเป็การสร้างช่องว่างระหว่างมิติเพื่อย่นระยะทาง จากระยะทางนับร้อยกิโลเมตร จะเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร
ภายในช่องว่างมิติ ในตอนนี้กองอัศวินและมหาตระกูลนับร้อยชีวิตกำลังเดินอยู่ภายในช่องว่างระหว่างมิติ ทั้งๆ ที่พวกควรจะเป็การเดินทางที่ปกติ แต่ว่าเหล่าผู้เยาว์จากมหาตระกูลกลับมีความรู้สึกอันแปลกประหลาด มิติที่ปกติแล้วเสถียร และ มั่นคงกลับมีอาการสั่นะเือย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
เมวา เวริทัส กระชับดาบในมือแน่น สัญชาตญาณนักรบของเธอบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ อากาศภายในมิติมันเย็นเยียบและมีกลิ่นคาวคละคลุ้งเกินกว่าจะเป็อุโมงค์มิติปกติ
โทแพซ ไดม่อนฮาร์ท พยายามสร้างเกราะผลึกบางๆ คลุมิัไว้ มองไปยังคาเตอร์ "หัวหน้าคาเตอร์ ทำไมมิติมันถึงโคลงเคลงขนาดนี้!"
คาเตอร์เองก็พยายามสำรวจไม้เท้าของตนเอง ใส่พลังเวทของตนเองเข้าไปตรวจสอบการทำงานของไม้เท้ารูปค้อน ก่อนจะพบความผิดปกติ
“บ้าน่า!!.. มีคนกำลังแทรกแซงการทำงานของเวทมิติ ทำได้ยังไงกัน”
ในมุมที่ไม่มีใครสังเกต ดวงตาของคนๆ หนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้แว่นตา ค่อยๆ กลายเป็ดวงตาที่มีวงแหวนซ้อนกันสามชั้น คล้ายกับเฟืองจักรชั่วครู่ รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นโดยไม่มีใครสังเกต
ไม้เท้าคริสตัลภายในมือของคาเตอร์ค่อยๆ สั่นะเื พลังเวทภายในถูกพลังอีกประเภทแทรกแซงการทำงาน
"ใจเย็นครับ หัวหน้า ลองพยายามควบคุมดูอีกครั้ง" สิ้นเสียงของเซเวียร์ แสงสว่างจ้าก็เกินขึ้นไปทั่วมิติ จนผู้คนภายในมิติไม่อาจลืมตาได้ เพียงพริบตาเดียวบรรยากาศรอบๆ ก็เปลี่ยนไป จากสถานที่ที่ควรจะเป็หอคอยแวนแจนซ์กลับกลายเป็อีกสถานที่ที่มองไปทางไหนก็มีแต่ป่า
“ที่นี่? ป่าใกล้ๆ หอคอยแวนแจนซ์” เมวา มองไปยังรอบด้วยความรู้สึกไม่ดี
“หมายความว่ายังไง หัวหน้าคาเตอร์?” โทแพซหันไปมองคาเตอร์ แต่ว่าสีหน้าของคาเตอร์กลับตอบทุกอย่างแล้ว เพราะว่านางเองก็มีสีหน้าฉงนไม่แตกต่างกัน
“การร่ายเวทของข้า โดนแทรกแซง จุดที่ควรจะเป็หอคอยแวนแจนซ์กลับห่างออกมาถึงห้ากิโลเมตร” คาเตอร์บอก
“แทรกแซงการทำงานของอาร์ติแฟกต์อักขระสายมิติเนี่ยนะ?” ไอริส สวาลินน์ มองไปยังไม้เท้าของคาเตอร์ด้วยความไม่อยากเชื่อ อาร์ติแฟกต์อักขระมิติของตระกูลแวนแจนซ์นอกจากจะสร้างจากโลหะเวทชั้นดี และ คริสตัลเวทระดับสูง ยังถูกสลักอักขระที่ทั้งแข็งแกร่งและซับซ้อน การใช้เวทภายนอกเองแทรกแซงการทำงานย่อมไม่อาจทำได้
“หากว่าเป็พลังของคนทั่วไปย่อไม่อาจทำได้.. แต่มันก็มีข้อยกเว้น” แต่ว่าในตอนนั้นเอง เสียงของชายปริศนาที่ทุกคนไม่เคยได้ยินก็ดังก้องไปทั่ว แต่กลับไม่ได้ไปเสียงที่มาจากป่า แต่ราวกับดังขึ้นจากจิติญญาของทุกคน
ดวงตาของอัศวินทุกคนเบิกกว้างอย่างใ แต่ว่าเพียงพริบตาเดียวอัศวินนับร้อยก็ตั้งขบวนต่อสู้ทันที พลังเวทของอัศวินแต่ละคนถูกส่งไปยังเกราะแขนและขา กระตุ้นการทำงานของเกราะอักขระ จนกลายเป็รูปแบบต่อสู้ เกราะสีเงินปรากฏขึ้นทั่วร่าง พร้อมกับอาวุธประจำตัวและโล่
แต่ละคนจับกลุ่มกันห้าคน หันหลังชนกัน คอยระวังหลังให้กันและกัน แต่ในจุดที่มหาตระกูลทั้งสามคนอยู่กลับมีอัศวินนับยี่สิบคนที่ล้อมรอบตั้งขบวนพิทักษ์คนทั้งสาม
“เสียงนี้? ดังออกมาจากจิตใจ” ไอริส กล่าวออกมาอย่างหวาดหวั่น ไม้คทาขนาดเล็กถูกเรียกออกมาทันที
เสียงฝีเท้าค่อยๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของป่า เรียกความสนใจจากทุกคน เมื่อหันไปมองทุกคนเห็นเพียง ชายหนุ่มที่ใบหน้าอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบห้า แต่กลับมีผมสีดอกเลา ราวกับคนแก่ชรา มีดวงตาสีเืดั่งโลหิต แต่ภายในกลับมีการเคลื่อนไหวราวกับสายลำธารแห่งความตาย กลิ่นอายเวทที่ััได้กลับเต็มไปด้วยไอแห่งความตายและกลิ่นคาวโลหิต
นามของชายผู้นี้คือ ไคม์ มอร์ทิเฟอร์
“ยินดีต้อนรับ อัศวินและมหาตระกูลทุกท่าน สู่ลานปะา” ดวงตาสีแดงอันแปลกประหลาดส่องแสงสว่างขึ้น
สัญชาตญาณของอัศวินทุกคนร้องเตือนถึงอันตราย อัศวินทุกคนเตรียมโจมตีไปยังไคม์ แต่ว่าก่อนการโจมตีจะเกิดขึ้น
“อ๊ากกกกกก” เสียงของอัศวินบางคนได้ดังขึ้น มันเป็เสียงของกลุ่มอัศวินที่อยู่วงนอกที่สุด และ อยู่ใกล้กับป่า
เสียงร้องเ่าั้เรียกความสนใจของทั้งหมด เมื่อทุกคนหันไปก็พบเข้ากับ ภาพของสิ่งมีชีวิตอันน่าสยดสยองปรากฏแก่สายตาของทุกคน อสุรกายที่มีมวลกล้ามเนื้อ เส้นเืที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน กรงเล็บและฟันอันแหลมคม ดวงตาอันปูดโปนอันน่ากลัวจ้องมายังอัศวินทุกคนอย่างหิวกระหาย
อสุรกายไร้ผิว กำลังสูบโลหิตหนึ่งในอัศวินระดับห้าขั้นต้นผู้หนึ่ง แถมรอบๆ ยังมีร่างของอัศวินอีกสี่คนที่โดนโจมตีจนาเ็ ภายในพริบตาอสุรกายที่ไม่มีใครรู้จักก็สามารถล้มอัศวินห้าคนได้แล้ว
“ตัวบ้าอะไรกัน?” โทแพซเร่งเวทไปทั่วร่างกายทันที และ ไม่ใช่เพียงแค่เขาแต่ว่าอัศวินทุกคนต่างผนึกเวทลงไปทั่วอาวุธของตัวเองเตรียมพร้อมต่อสู้
“ทำไม.. ถึงััเวทจากมันไม่ได้” ไอริสกล่าว ั้แ่ก่อนโดนโจมตีหรือแม้แต่ตอนนี้ที่นางมองไปยังอสุรกาย นางไม่อาจััถึงพลังเวทของอีกฝ่ายได้เลย
ในจังหวะที่อัศวินหลายคนกำลังตกตะลึงกับภาพอันน่าสยดสยอง กลับมีผู้ที่เคลื่อนไหวได้เร็วที่สุด
เมวา เวริทัส จับไปยังดาบข้างเอวของตนเอง พลังเวทผนึกไปยังดาบและเท้า
ออร่าเวทส่องแสงประกายสายฟ้าสามสีที่มีลักษณะแปลกประหลาดออกมา มันเป็สายฟ้าที่มีแสงสามสีทับซ้อนทัน สีฟ้าอ่อน เขียว และ เหลือง สายฟ้าสามสีได้ะเิออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับร่างของเมวาที่พุ่งออกไปยังอสุรกายไร้ผิว
วิชาดาบตระกูลเวริทัส กระบวนท่าที่สอง สังหารชั่วพริบตา
เส้นแสงอัสนีสามสีปรากฏออกมาในชั่วพริบตาพร้อมกับคอของอสุรกายไร้ผิวที่หลุดออกจากบ่า ร่างของเมวาเคลื่อนตัวเพียงพริบตาไปอยู่ด้านหลังของอสุรกายไร้ผิว
เมวาค่อยๆ เก็บดาบเข้าฟัก ิัของอสุรกายไร้ผิวที่โดนตัดด้วยสายสามสีของเมวา ถูกทำลายอย่างต่อเนื่องไม่หยุด ร่างของมันค่อยๆ โดนเผาจากความร้อนจากสายฟ้า
ไคม์จ้องมองร่างของอสุรกายที่พยายามฟื้นฟูแต่ก็ไม่อาจทำได้เพราะพลังของสายเืแห่ง เวริทัส
“ออร่าแห่ง ‘สายฟ้าทำลายล้าง’ สายฟ้าที่มีคุณสมบัติของสามธาตุ การแพร่ขยายของไม้ และ ความแข็งของโลหะ ทำให้เมื่อโดนโจมตีด้วยสายฟ้าทำลายล้าง สายฟ้านั้นจะกระจายทำลายเซลล์ทั่วร่างไปเรื่อยๆ … เป็แบบที่เ้าซิมม่อนบอกเลย พลังของตระกูลเวริทัสเป็หนึ่งในดาวข่มของอสุรกายไร้ผิว” ไคม์พูดราวกับไม่ได้ใกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่ว่ายังไงมหาตระกูลแต่ละตระกูลย่อมพลังอันแข็งแกร่งเฉพาะตัว
“ถ้ารู้จักพลังของเวริทัส แกก็โง่มากที่กล้ามาโจมตี.. พวกเรา” เมวาจับไปยังดาบ ออร่าสายฟ้าสามสีพุ่งกระจายไปทั่วร่างกายและดาบ
วิชาดาบตระกูลเวริทัส กระบวนท่าที่สอง สังหารชั่วพริบตา
ร่างของเมวาพุ่งเป็เส้นแสงอัสนีไปยังไคม์ด้วยความเร็วสูง คมดาบฟาดฟันออกจากฝักดาบไปยังคอ แต่ว่าก่อนที่คมดาบของเมวาจะฟันผ่านคอ ดวงตาของไคม์กลับส่งแสงสีแดงสาดออกมาอย่างน่ากลัว พลังเวทอันน่าขนลุกพุ่งออกมาจากร่างกาย
เนตรต้องสาป สะกดดวงิญญา
ดวงตาสีแดงดำมองประสานเข้าไปภายในดวงตาของเมวา พลังิญญาอันน่าขนลุกแทรกแซงจิติญญาของนางอย่างรวดเร็ว ดาบที่ควรจะแทงทะลุคอกลับหยุดลง มือของเมวาสั่นสะท้าน ความเ็ปเกิดขึ้นอย่างรุนแรงภายในดวงิญญาของตนเอง
“กริ๊ดดดดด” ความเ็ปมหาศาลถึงขนาดที่เมวาผู้เคยาเ็จากการต่อสู้มามากมายยังไม่อาจทนได้ ดาบภายในมือร่วงลงสู่มือ บนร่างกายมีไอพลังเวทสีแดงลอยออกมา ไอพลังเวทก่อตัวเป็รู้ร่างกลายเป็โครงกระดูก ััของทุกคนสามารถบอกได้ทันทีว่านั้นเป็พลังิญญา ต่อให้คนผู้นั้นจะไม่อาจใช้พลังิญญาได้
ร่างของเมวาทรุดลงกับพื้นหญ้า มือทั้งสองข้างกุมศีรษะแน่น ดาบเล่มงามที่เคยอาบด้วยอัสนีสามสีบัดนี้ดับแสงลงและร่วงหล่นอย่างหมดสภาพ ไอิญญาสีแดงที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของเธอเริ่มก่อตัวเป็โซ่ตรวนิญญาที่ล่ามตรึงเธอไว้กับพื้นดิน
"เมวา!" ไอริสะโก้อง เธอเตรียมจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ไคม์กลับตวัดสายตามามองเพียงแวบเดียว ความกดดันมหาศาลก็ทำให้เท้าของไอริสหนักอึ้งราวกับถูกพันธนาการ
“ผมสีขาว ดวงตาสีแดงราวกับเื พลังิญญาอาฆาตสีแดง หรือว่า ตระกูลมอร์ทิเฟอร์!!” ไอริสกล่าว
“ดูเหมือนว่า พวกเ้าจะยังไม่ลืมพลังอันน่าหวาดกลัวของเนตรต้องสาปสินะ” ดวงตาสีแดงส่องแสงสว่างออกมายิ่งกว่าเดิม พลังิญญาที่สูงขึ้นบอกถึงการโจมตีถัดไปที่กำลังจะเกิด
ออร่าเวทแห่งเพชร กำแพงวัชระ
โทแพซแตะมือไปยังพื้นดินแหวนอัญมณีในมือส่องแสงตอบสนองต่อพลังเวท เขาแทรกแซงพลังเวทของตนเองเข้าสู่พื้นโดยตรง ที่ด้านหน้าของเมวา จุดระหว่างที่เมวาและไคม์ยืนอยู่ปรากฏมีกำแพงที่สร้างโดยเพชรอันแข็งแกร่งพุ่งขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว กั้นขวางระหว่างทั้งสองเอาไว้
ดาริซ อัศวินชนชั้นราชันขั้นต้น ผู้ติดตามของเมวารีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวของนางออกมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ชักดาบคู่ข้างเอวของตนเองออกมา โคจรพลังเวทไปยังดาบและเท้า ออร่าเวทสายฟ้ากระจายออกมารอบตัว ร่างของดาริซพุ่งทะยานไปยังไคม์ หวังสังหารให้เร็วที่สุด
ออร่าสีฟ้าและประกายแห่งอัสนีะเิออกมาจากดาบคู่จากชนชั้นราชัน ดาบทั้งสองทะยานไปยังไคม์ หากเป็ปกติแล้วการโจมตีเต็มกำลังของชนชั้นราชันขั้นต้นย่อมสามารถสังหารผู้มีพลังเวทระดับหกขั้นต้นได้อย่างง่ายดาย
แต่ว่าก่อนที่ดาบคู่จะถึงตัวของไคม์ ใต้เท้าของเขากลับปรากฏวงแหวนเวทออกมา พร้อมๆ กับร่างสีดำทมิฬที่พุ่งออกมาจากวงแหวน ทำให้ดาบคู่สายฟ้าที่ควรจะทะลวงร่างของไคม์กลับโดนหยุดเอาไว้ด้วยแขนของสิ่งมีชีวิตอีกประเภทที่เหล่าอัศวินไม่รู้จัก
“แทงไม่เข้า?” ดาริซมองอสุรกายสีดำตรงหน้าด้วยความแปลกใจ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็สายเืของตระกูลเวริทัส ที่มีพลังอัสนีทำลายล้าง แต่ธาตุของเขาก็คือธาตุสายฟ้าที่มีพลังในการทะลวงที่สูงที่สุด แถมเขายังโจมตีสุดกำลังโดยไม่ออมมือ แต่กลับไม่อาจทะลวงผ่านแขนของอสุรกายสีดำตรงหน้าได้
“โฮ่กกกก” การ์กอยล์ทมิฬกู่ร้องออกมาพร้อมกับฟาดฟันกรงเล็บทั้งห้าใส่ดาริซ
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
ดาบคู่และกรงเล็บทั้งสองข้างปะทะกันอย่างรุนแรง การโจมตีของทั้งสองราวกับเส้นแสงสีฟ้าและดำที่สลับกันไปมา พร้อมๆ กับประกายไฟที่เกิดขึ้นในทุกๆ การปะทะ
ในจังหวะที่ทุกคนกำลังสนใจการต่อสู้ของชนชั้นราชัน อีกทางมีการเคลื่อนไหวจากรอบๆ ป่า ร่างของอสุรกายไร้ผิวอีกนับยี่สิบตัวปรากฏออกมาจากป่าอย่างไร้สุ้มเสียง พุ่งเข้าจู่โจมเหล่าอัศวินแต่ละกลุ่ม
“อ๊ากกกก” อัศวินหลายคนไม่อาจป้องกันการลอบโจมตีอันรวดเร็วได้ทัน
“ลอบโจมตี ระวัง” หนึ่งในอัศวินที่เห็นการโจมตีร้องเตือน อัศวินทุกคนรีบกระจายััเวทของตนเองไปรอบๆ แต่ว่าััเวทของพวกเขากลับพบเพียงแค่อัศวินด้วยกันเอง ชายจากตระกูลมอร์ทิเฟอร์ และอสุรกายสีดำเท่านั้น พวกเขาไม่อาจััการคงอยู่ของอสุรกายไร้ผิวที่พยายามลอบโจมตีได้เลย
“ััตัวของมันไม่ได้เลย… เวทซ่อนตัวงั้นเหรอ” ไอริสมองไปรอบๆ พยายามหาร่องรอยการเคลื่อนไหวของศัตรู ในจังหวะนั้นเองที่เงาสีแดงที่พุ่งโจมตีออกมาจากเงาของป่าอย่างรวดเร็ว
มันโจมตีไปยัง โทแพซ กรงเล็บอันแหลมคมแทงไปยังท้องของโทแพซด้วยความเร็ว จนไม่มีผู้ใดสามารถตอบสนองได้ทัน แม้แต่ตัวของโทแพซเองก็ตาม
“หึ.. แกเลือกเหยื่อผิดแล้ว” แทนที่โทแพซจะโดนกรงเล็บแทงจนทะลุท้อง แต่เล็บของอสุรกายไร้ผิวกลับหยุดลงที่ิัของโทแพซเท่านั้น เพราะหากสังเกตให้ดีจะเป็ว่าิัที่โดนกรงเล็บแทงกลับกลายเป็เพชรที่แข็งแกร่งจนไม่อาจเจาะทะลุได้
“เอาคืนไป” โทแพซใช้มือขวาคว้าจับมือของอสุรกายที่แทงมา ยกหมัดซ้ายขึ้นและชนออกไปอย่างรวดเร็ว พลังเวทประจำสายเืถูกเร่งเราออกมาอย่างรวดเร็ว หมัดธรรมดาถูกเคลือบไปด้วยเพชร หมัดอันแข็งแกร่งและทนทานชกออกไปอย่างรุนแรง
ตัวของอสุรกายไร้ผิวถึงกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร กระแทกเข้าที่หินอย่างรุนแรง แต่แทนที่มันจะแสดงความเ็ปหรืออาการาเ็ มันกลับเลือกที่จะพุ่งทะยานกลับเข้าหาโทแพซอีกครั้ง
“เป็อสุรกายที่ไร้สมองสินะ ได้!! จะต่อยจนกว่าแกจะแหลกไปเลย” โทแพซชกออกไปอีกครั้ง
แต่ในครั้งนี้ร่างกายของอสุรกายไร้ผิวกลับเปลี่ยนแปลงไป มันค่อยๆ ดันกระดูกของตนเองออกมา ปกคลุ่มร่างกายเอาไว้ราวกับเกราะกระดูก
ปัง!! หมัดของโทแพซชกเข้าไปยังหน้าอกของอสุรกายไร้ผิวเข้าอย่างจัง
“แข็งมาก! มันเป็แค่กระดูกจริงๆ งั้นเหรอ”
อสุรกายไร้ผิวนอกจากจะไม่กระเด็นแล้วยังตวัดกรงเล็บใส่โทแพซอีกครั้ง
ออร่าเวทแห่งเพชร กายาเพชร
ออร่าเวทปกคลุมร่างกายของโทแพซอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเขาส่งแสงประกายราวกับเพชร กรงเล็บอันแหลมคมของอสุรกายไร้ผิวไม่อาจโจมตีทะลวงิัของเขาได้
ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!! เสียงของหมัดเพชรกระทบเกราะกระดูก และ กรงเล็บปะทะกับิัเพชรดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุด กลายเป็ศึกวัดพลังป้องกันของคนหนึ่ง คนหนึ่งอสุรกาย
ในจังหวะนั้นเองอสุรกายไร้ผิวตัวอื่นก็เลือกเหยื่อของตนเอง พวกมันใช้วิธีการะโโจมตีจากเงาไม้และจุดบอดของอัศวินก
“ระวัง พวกมันโจมตีอีกแล้ว” เสียงของอัศวินผู้หนึ่งที่สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวะโขึ้น อสุรกายไร้ผิวอีกหลายตัวปรากฏลอบโจมตีกลุ่มของอัศวินทั้งหลาย
การต่อสู้ของอัศวินและอสุรกายไร้ผิวเพียงไม่กี่ตัวกลับทำให้อัศวินหลายคนอยู่ในสภาพที่ตึงมือ เพราะว่าการเคลื่อนไหวของอสุรกายไร้ผิว รวดเร็วจนอัศวินบางคนไม่อาจตามทัน พวกมันใช้ป่าในการโจมตีและกลับไปภายในป่า และ ลอบโจมตีอีกครั้ง ยิ่งพวกมันไม่มีพลังเวทในตัว การมองหาอสุรกายที่เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วภายใต้ป่าไม้จำนวนมากย่อมไม่ใช่เื่ง่าย
“อัศวิน!! รูปแบบขบวนทัพที่สาม” คาเตอร์ะโ ทำให้อัศวินที่แตกแถวกลับมาจับกลุ่มห้าถึงหกคนที่ใกล้ที่สุดหันหลังให้กันเป็วงกลมอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีอัศวินจู่โจมจับกลุ่มเป็วงกลมหันหลังให้กัน โดยมีอัศวินเวทอยู่ใจกลางกลุ่มหนึ่งคน
อัศวินจู่โจมเปลี่ยนอาวุธในมือของตนเอง อักขระบนเกราะแขนส่องแสงสว่างตอบสนองกับอาวุธภายในมือ เปลี่ยนอาวุธของทุกคนให้เป็เหมือนกันทั้งหมด ถือโล่ขนาดใหญ่ที่ข้างซ้ายและมือขวาถือหอก ลวดลายบนโล่เองก็มีอักขระเขียนกำกับเอาไว้
“รูปแบบประสานป้องกัน” เสียงของคาเตอร์ะโสั่งการ อัศวินทุกคนส่งพลังเวทไปยังโล่ อักขระบนโล่ส่องแสงสว่างขึ้นอีกครั้ง พลังเวทของอัศวินภายในกลุ่มเชื่อมต่อกันผ่านโล่ สร้างเป็บาเรียเวททรงกลมที่ป้องกันคนทั้งกลุ่มเอาไว้
ไคม์มองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเ็า “ก็.. ถือว่าตอบสนองได้เร็ว ยังเป็อาร์ติแฟกต์อักขระมิติยังเป็อาวุธเวทที่น่ารำคาญจริงๆ”
ไคม์มองอาวุธเวทอักขระมิติของพวกอัศวิน มันคืออาร์ติแฟกต์ที่ตระกูลแวนแจนซ์สร้างให้กับภาคีอัศวินเท่านั้น อักขระสายมิติที่เขียนเอาไว้ ไม่ได้ทำให้อัศวินสามารถใช้พลังสายมิติได้ แต่มันคือสื่อกลางในการทำให้อัศวินสามารถใช้ออร่าเวทประสานกันเพื่อสร้างเป็รูปแบบการต่อสู้แบบขบวนทัพ
การประสานพลังออร่าของอัศวิน ทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวมแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล อย่างเช่น หากอัศวินระดับห้า สี่คนใช้โล่อักขระสร้างม่านพลังป้องกันประสานกัน ต่อให้ชนชั้นจ้าวมนตราโจมตีเต็มกำลังก็ยังทำได้เพียงแค่ทำให้โล่เกิดรอยร้าวเท่านั้น เรียกได้ว่าอาร์ติแฟกต์อักขระมิติที่ตระกูลแวนแจนซ์สร้างขึ้นเสริมกำลังให้กับภาคีอัศวินพิทักษ์ได้อย่างมหาศาล
อสุรกายไร้ผิวพยายามใช้การลอบโจมตีเพื่อสังหารอัศวิน แต่ด้วยความแข็งแกร่งของการประสานโล่เวท การโจมตีของอสุรกายไร้ผิวแม้จะรุนแรง แต่ก็ไม่อาจทะลวงการป้องกันได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อพวกมันเป็ว่าการลอบโจมตีไม่ได้ผล อสุรกายไร้ผิวจึงเลือกที่จะเข้าไปโจมตีตรงๆ พวกมันฟาดกรงเล็บเข้าใส่โล่อย่างต่อเนื่อง
อีกด้านที่ยังต่อสู้และปะทะพลังกันไม่หยุดก็คือ ดาริซและการ์กอยล์ทมิฬ
‘มันเป็ตัวบ้าอะไรกัน!? ทั้งๆ ที่ข้ามีความเร็วสูงกว่า แต่กลับไม่อาจโจมตีเข้าไปยังชั้นิัของมันได้’ ดาริซคิดอย่างหวั่นเกรง ความเร็วในการโจมตีของเขาเหนือกว่า สามารถปัดป้องกรงเล็บและสวนกลับการโจมตีไปได้หลายครั้ง แต่ทุกๆ ครั้งก็ยังไม่อาจโจมตีผ่านชั้นิัของอสุรกายตรงหน้าได้
การปะทะกันดำเนินต่อไปเพียงไม่กี่ครั้ง ดาริซที่เห็นว่าไม่อาจสังหารอสุรกายตรงหน้าได้อย่างง่ายดาย ก็เลือกที่จะเปลี่ยนกระบวนท่า
วิชาดาบคู่สายฟ้าคำราม กระบวนท่าที่สี่ อัสนีร้องประสาน
ออร่าสายฟ้าบนดาบทั้งสองขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อฟาดฟันออกไป สายฟ้าจากดาบคู่ก็ประสานเป็รูปกากบาทขนาดใหญ่พุ่งไปยังการ์กอยล์ทมิฬ
กรงเล็บทั้งสองข้างของการ์กอยล์ทมิฬเองก็มีควันสีดำพุ่งออกมา โจมตีสวนไปยังกากบาทสายฟ้า เมื่อพลังทั้งสองปะทะกัน การ์กอยล์ทมิฬพยายามใช้กรงเล็บของตนเองต้านพลังเอาไว้
“ทำลาย” ดาริซควบคุมพลังเวทภายในคลื่นดาบที่บีบอัดให้ะเิออกมาพร้อมกัน
ตูม!!! แรงะเิอันรุนแรงเกิดขึ้น แรงสั่นะเืและสายลมจากแรงะเิกระจายไปทั่ว ความรุนแรงของมันมากพอจะทำให้ชนชั้นราชันขั้นต้นาเ็สาหัสได้เลย
ดาริซไม่รอช้าออกท่าต่อไปทันที สายตาของเขามองไปยังรอบๆ จนจำทุกจุดที่อสุรกายไร้ผิวเคลื่อนไหวและกำลังโจมตีม่านพลังของอัศวินคนอื่นอยู่
วิชาดาบคู่สายฟ้าคำราม กระบวนท่าที่ห้า คลื่นดาบทะลวงนภา
ดาริซหมุนตัวเป็วงกลมฟาดฟันดาบไปมาอย่างรวดเร็ว คลื่นดาบสายฟ้าพุ่งออกจากตัวดาบ กลายเป็การโจมตีระยะไกล คลื่นดาบรูปเสี้ยวจันทร์พุ่งออกไปนับสิบอัน ตัดผ่านร่างกายของอสุรกายไร้ผิวได้ทุกตัว เพียงกระบวนท่าเดียวอสุรกายไร้ผิวทั้งหมดต่าง โดนการโจมตีตัดผ่านจนกลายเป็สองท่อนทั้งหมด