อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 56

    แม่บ้านมุกนวลจะให้ความสนใจและใส่ใจแบบนี้เสมอเมื่อมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้ซึ่งคุณปลายนภาก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะหน้าที่ของมุกนวลนอกจากจะต้องรู้ความเคลื่อนไหวภายในบ้านแล้วแม่บ้านประจำตัวของเธอก็จะต้องรู้เรื่องของแขกที่เข้าออกบ้านหลังนี้ด้วยเพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับเธอว่าใคร? มาจากไหน?มาด้วยเรื่องอะไร? เนื่องจากคุณปลายนภาต้องการกันทุกคนที่เกี่ยวข้องกับอลินตาออกไปให้ไกลจากมรดกหลายพันล้านของพี่สาวเธอนั่นเอง

                   “เธอไม่รู้หรือว่าแกล้งถามเพราะไม่มีเรื่องจะพูดกันแน่...” กลายเป็นว่าคุณปลายนภาถามแม่บ้านของตนกลับ เพราะทั้งคู่รู้ดีว่าเมื่อวานก่อนคุณหญิงพิศเพลินพิศสมัยมาหาคุณปลายนภาที่บ้านก็เพราะว่าจะมาสอดรู้สอดเห็นเรื่องมรดกตกทอดพันล้านของโหราตระกูลก็เลยใช้สิทธิ์ความสนิทที่มีมาแต่เก่าก่อนเข้ามาแวะเวียนทักทายเพื่อจะได้เอาไปเมาส์เผาน้ำลายกับบรรดาไฮโซเพื่อนสนิทได้อย่างเต็มปากว่าตัวเองรู้จริงกว่าใครๆ

                   “อ้อ.. อีกอย่างยัยไฮโซปากมากนั่น..” เบื้องหลังแล้วคุณปลายนภาก็ไม่มีความไว้หน้าคุณพิศเพลินพิศสมัยไฮโซเพื่อนสนิทเลยแม้สักนิดเดียว

                   “คงจะอยากแนะนำลูกชายคนรองของตัวเองให้ฉันได้รู้จักด้วยน่ะสิ...”แม่บ้านมุกนวลยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยขึ้นบ้าง

                   “คุณพิศพิเชษศักดิ์” คุณปลายนภาได้ยินชื่อลูกชายของคุณพิศเพลินพิสมัยแล้วก็ถึงกับกระดกชารวดเดียวหมดถ้วย

                   “ฉันอยากจะรู้จริงๆ ต้นตระกูลนี้เค้าเคยก่อตั้งวงลิเกหรือเปล่าชื่อแต่ละชื่อทำไมมัน... เรียกยากขนาดนี้..” ในที่สุดคุณปลายนภาก็อดจะบ่นบ้างไม่ได้ก็ดีแล้วล่ะที่พาแค่ลูกชายคนรองมาถ้าพามาทั้งคนโตคนรองคนเล็กคงต้องเรียกเด็กในบ้านมาช่วยจดชื่อคนบ้านนี้กันให้วุ่นแน่ๆคุณแม่บ้านมุกนวลอดยิ้มขำกับคำเปรียบเปรยของสาวใหญ่ผู้เป็นเจ้านายตัวเองไม่ได้

                   “คงจะอยากพามาทำความรู้จักกับคุณเนตรนภามั้งคะ” คุณปลายนภาได้ยินก็ถึงกับพูดเสียงสะบัด

                   “แค่รู้จักน่ะได้ แต่ฉันไม่ให้ยัยเนตรลงไปคบหาด้วยหรอกรวยไม่กี่สิบล้านทำเป็นโอ้อวดมีแต่ชื่อทำมาคุยคำโตกับฉัน ก็แค่ผู้ดีเก่าไม่เหมือนพี่สาวฉันมีเป็นร้อยล้านพันล้าน”คุณปลายนภาเหยียดตระกูลของคุณพิศเพลินพิสมัยอย่างเต็มที่ แม้เบื้องหน้าจะทำเป็นว่าสนิทสนมกลมเกลียวราวญาติพี่น้องแต่เบื้องลึกคุณปลายนภาไม่ต้องการสนิทกับใครเป็นพิเศษเพราะอย่างน้อยสาวใหญ่ก็กลัวพวกรวยไม่จริงแล้วจะเข้ามาทำตัวเป็นหนูตกถังข้าวสารโดยมีเนตรนภาบุตรสาวของเธอเป็นถังข้าวสารให้ชายหนุ่มที่รวยแต่เปลือกมากอบโกย

                   “แต่เรื่องมาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดพินัยกรรมก็คงจะเลี่ยงไม่ได้เพราะเคยตกปากรับคำไปแล้วฉันนี่ก็นะไม่น่าเลยจริงๆ ปากเร็วเกินไป” เมื่อคุณปลายนภาพูดมาถึงตรงนี้ก็นึกขึ้นได้ รีบหันไปถามแม่บ้านมุกนวลทันที

     

                   “ออ.. แล้วเรื่องที่ฉันให้ไปคุยกับยัยเนตรเป็นยังไงมั่ง?” คุณแม่บ้านมุกนวลยิ้มละมุน

                   “เรื่องนั้นฉันจัดการให้คุณเรียบร้อยแล้วค่ะ...” คุณปลายนภาไดยินก็จิบชาสีหน้าเรียบเฉย เพราะไม่ได้แปลกอกแปลกใจอะไรเนื่องจากรู้ดีว่าแม่บ้านมุกนวลคนนี้ทำงานให้เธอได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่องแน่นอนซึ่งมุกนวลได้เข้าไปพูดคุยกับเนตรนภาว่าไม่ต้องไปหาอลินตาถึงกรุงเทพฯ

                   แต่ให้เนตรนภารออลินตาอยู่ที่คฤหาสน์โหราตระกูลที่เชียงรายเพราะอีกไม่นานอลินตาก็ต้องมาฟังการเปิดพินัยกรรมที่นี่อยู่แล้วหากเนตรนภาไปก็จะสวนทางกันเสียเปล่าๆซึ่งคุณปลายนภายกหน้าที่หว่านล้อมนี้ให้เป็นของแม่บ้านส่วนตัวเพราะถ้าเธอไปพูดเองเนตรนภาบุตรสาวอาจจะไม่ยอมฟังเนื่องจากล่าสุดคุณปลายนภาเพิ่งจะดุเนตรนภาไปอย่างรุนแรงดังนั้นหน้าที่นี้เป็นของแม่บ้านมุกนวลย่อมดีที่สุดและแน่นอนและการเจรจาครั้งนี้สำเร็จเสียด้วย เนตรนภายอมฟังแม่บ้านมุกนวลและยอมที่จะรอพบอลินตาอยู่ที่บ้าน

                   ซึ่งแม่บ้านมุกนวลก็รู้ดีว่าที่คุณปลายนภาให้บุตรสาวตัวเองรออลินตาอยู่ที่นี่นั่นก็เพราว่าหากมีการพูดคุยอะไรกันระหว่างสองสาวลูกพี่ลูกน้องก็จะอยู่ในสายตาเธอหากมีความเคลื่อนไหวอะไรเธอจะได้รู้เรื่องด้วยในทันทีมันง่ายต่อการสาระแน เอ้ย.. สอดส่องดูพฤติกรรมนั่นเอง

                   “มุกนวล...” อยู่ๆคุณปลายนภาก็เรียกแม่บ้านคนสนิทของตนน้ำเสียงขรึม

                   “มันมาที่บ้านครั้งนี้จับตาและคอยดึงกระแสวิญญาณของมันให้ฉันทำอย่างแนบเนียนที่สุด ฉันคิดว่าบางทีฉันอาจจะใจเย็นเกินไป!” แม่บ้านมุกนวลสีหน้านิ่งสนิทก่อนจะรับคำเรียบๆ แต่มีรอยยิ้มที่มุมปาก

                   “ได้ค่ะคุณ รับรองว่าคุณอลินตาจับสังเกตไม่ได้แน่นอนค่ะ!”

                   ภพชาติปัจจุบันยังคงยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยความลึกลับเต็มประดา  ขณะเดียวกันภพชาติอดีตก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก...

                    เมื่อเจ้าภูแสนออกจากป่าลึกถึงคุ้มเชียงภูแสนก็เตรียมเข้าเฝ้าเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ผู้เป็นพระราชบิดาของตนที่คุ้มหลวงในช่วงอาหารมื้อค่ำซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงแห่งความบันเทิงเริงใจ ภายในท้องพระโรงมีการแสดงการละเล่นต่างๆการประโคมดนตรี การร่ายรำของเหล่าสตรีข้าหลวงในคุ้มหลวงมากมาย

                    ในช่วงเวลานี้ข้าหลวงคนไหนที่อยากจะถวายตัวไต่เต้าเข้ารับใช้เจ้านายเชื้อพระวงศ์ในคุ้มก็เตรียมจัดเต็มทั้งเสื้อผ้า หน้าผม ท่วงท่าฟ้อนรำ ความสามารถพิเศษที่จะแสดงต่อหน้าพระพักตร์ ซึ่งหากผู้ใดแสดงออกเป็นที่พออกพอใจก็อาจจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นนางในบ้าง พระชายาบ้าง พระเทวีบ้าง พระราชเทวีบ้างหรือกระทั่งกินตำแหน่งถึงเจ้าแม่มหาเทวี ก็หาใช่เรื่องที่เป็นไปมิได้..

                    แต่เจ้าภูแสนนั้นไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้สักเท่าไรนักเพราะเจ้าภูแสนมีภารกิจที่จะต้องทำมากมายที่สำคัญ อลินตาหญิงสาวที่หน้าเหมือนแพงอรคนรักเก่าของเจ้าภูแสนก็มักจะเข้ามาวุ่นวายอยู่ในหัวใจมิเว้นวางและเป็นอลินตาคนเดียวที่ตอนนี้อยู่ในความสนใจของเจ้าภูแสน

                    ก็แน่ล่ะ โปรไฟล์แม่นางไม่ธรรมดาเลยสักนิดแค่หน้าเหมือนแพงอรนี่ก็ทะลุเข้าไปอยู่ในความสนใจของเจ้าภูแสนอย่างไม่ต้องพยายามอะไรเลยไหนจะเป็นหมอผีฝีมือร้ายกาจ ไหนจะข้ามยุคข้ามสมัยได้ ไหนจะฉลาดล้ำเกินคนปกติไปอีกดังนั้นอลินตาจึงเป็นจุดสนใจเดียวที่เจ้าภูแสนมี

                    แต่ในตอนนี้เวลานี้กับสิ่งที่เจ้าภูแสนจะบอกทุกคนนั้นเจ้าภูแสนเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนัก ว่าถ้าหากพูดเรื่องของแพงอรออกไปไม่รู้ว่าจะมีพระญาติองค์ไหนในคุ้มยังจะบันเทิงเริงรื่นกับการแสดงอยู่หรือเปล่า

                    เนื่องจากเจ้าภูแสนรู้ดีว่าทุกคนไม่มีใครยินดีกับการมีชีวิตอยู่ของแพงอรเลย!!แล้วอยู่ๆ แพงอรก็กลับมีชีวิตประหนึ่งฟื้นทะลุขึ้นมาจากหลุมเช่นนี้มีหรือที่ทุกคนจะไม่ตกใจ และถ้าแพงอรมีตัวตน เดินเข้ามาที่คุ้มหลวงแห่งนี้จริงเจ้าภูแสนก็จะจับตาดูเช่นกันว่าผู้ใด ที่น่าสงสัยที่สุดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแพงอร! เพราะเจ้าภูแสนเชื่อคำพูดอลินตา 100% ว่าแพงอรถูกฆาตกรรม!!

                    ในขณะที่เจ้าภูแสนกำลังเดินเดินเข้าตำหนักแห่งองค์รัชทายาทโดยมีทหารอารักขาอีกเก้านายเดินตามเหมือนขบวนกีฬาสี ไร้เงาของชัยยันต์และอวยชัยเพราะทั้งสองได้รับมอบหมายให้ควบคุมกลุ่มคนที่ไปขนสมบัติในถ้ำกลางป่าพร้อมด้วยยาติ่นและลูกน้องคนสนิทของพ่อครูจายเปิงมาทำการสอบสวนตามคำสั่งของเจ้าภูแสนส่วนพ่อครูจายเปิงนั้นก็ได้หนีเอาตัวรอดไปแต่เพียงผู้เดียว

                    และในท้ายขบวนโหรหลวงหนานเมืองอินทร์เดินรั้งท้ายตามมาห่างๆเมื่อขบวนของเจ้าภูแสนเดินห่างออกไป หนานเมืองอินทร์ก็ค่อยๆ ชะลอระยะก้าวเดินแล้วปลายตาไปทางด้านข้างทางเดินที่มีกลุ่มต้นไม้รกครึ้มขนาดใหญ่ซึ่งอยู่นอกเขตรั้วของคุ้มต้นไม้เหล่านั้นขึ้นเรียงแซมด้วยกอหญ้าหนาทึบอีกชั้นหนึ่ง โหรหลวงหนานเมืองอินทร์กวาดตามองไปยังบริเวณนั้นราวกับว่ากำลังมองหาใครบางคน...