“เดี๋ยวก่อน” หยางเฉิน เดินออกมาพร้อมกับใบหน้ายิ้มแย้มได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงของ เฟยหลง ก็ดังขึ้นจากข้างหลัง ร่างของมันชะงักจากนั้นค่อยๆหมุนกายกลับหลังก็พบ เฟยหลง ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ท่านอาจารย์” มันกล่าวออกพร้อมกับโน้มกาย “เงยหน้าขึ้น ข้ามีอีกสิ่งนึงที่จะให้มันกับเจ้า” เฟยหลง เยียดมืออกไปข้างหน้าที่ปลายนิ้วมีแสงสีน้ำเงินเข้ม หยางเฉิน สีหน้างุนงง “ท่านอาจารย์นี่คือ?”
ปลายนิ้วของ เฟยหลง จิ้มไปที่หว่างคิ้วของ หยางเฉิน แสงสีน้ำเงินเข้มค่อยๆซึมซับจนหายไป ร่างของหยางเฉินสั่นสะท้านรุนแรง ดวงตาโตปากอ้ากว้าง “นี่มัน คำภีร์หมาป่าโลหิต”
“คำภีร์หมาป่าโลหิต” นี้นับว่าเป็นสุดยอดวิชา ภายในพรรคผู้ที่สามารถได้รับการถ่ายทอดวิชานี้ ต้องเป็นระดับผู้อาวุโสหรือผู้ที่มีพลังปราณอยู่ขั้นปราณนภาเท่านั้น คำภีร์หมาป่าโลหิต แยกออกเป็น สามกระบวนท่าย่อย “หมาป่าอัสนี” วิชานี้จะเพิ่มพูนความเร็วของตนเองได้อย่างมหาศาล “คมเขี้ยวอสูร” จะเพิ่มพลังโจมตีให้กับตนเองขึ้นเป็นเท่าตัวและประสาทสัมผัสทั้งห้าล้วนเหนือล้ำขึ้นจากเดิม วิชาสุดท้าย “หมาป่าโลหิตขย้ำจันทร์” วิชานี้ไม่ต่างอะไรกับ “หมาป่าขย้ำจันทร์” เมื่อใช้ออกก็จะรู้เองว่าเป็นเช่นไร
หยางเฉิน สองเข่ากระทรุดลงมันก้มศรีษะกระแทกพื้นอย่างรุนแรง “บุญคุณอาจารย์สูงล้ำชั่วชีวิตนี้ของศิษย์คงไม่อาจทดแทนได้” เฟยหลง หันกายหลับสบัดมือออก “เจ้าไม่จำเป็นต้องกล่าวเรื่องบุญคุณอะไรทั้งนั้น เรื่องนี้ข้าผู้เป็นอาจารย์สมควรกระทำอยู่แล้ว”
เฟยหลง เหินร่างจากไปไกล หยางเฉิน จึงค่อยๆรุกขึ้น มันกำหมัดไว้แน่น “ท่านอาจารย์ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” มันเอ่ยเสียงเบา ก่อนที่จะวิ่งไปทางเวทีประลอง
ทั่วลานประลอง ผู้คนเริ่มทยอยมากันไม่ขาดสายพรรคต่างๆเริ่มเต็มไปด้วยผู้คน แต่ที่หน้าแปลกใจในวันนี้ก็คือ จิ๋นเม่ยหลง มันมานั่งรออยู่แล้ว ตลอดวันที่ผ่านมาถ้าหากไม่ใช่รอบประลองของมัน ก็ไม่มีใครเห็นแม้แต่เงาหัว
“เจ้าคิดว่าวันนี้มันจะเอาชนะ หยางเฉิน ได้รึไม่?”
“ข้าว่าไม่ที่ผ่านมามันแค่โชคดีเท่านั้น”
“ข้าว่ามันทำได้ และข้ายังลงพนันข้างมันไปเยอะเสียด้วยในวันนี้”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เงินเจ้าป่านนี้พวกมันเอาไปดื่มเหล้าเมาสตรีเป็นแน่แท้”
ท่าทีของ จิ๋นเม่ยหลง ในวันนี้ดูสงบเสงี่ยมแปลกพิกล ไม่มีใครเดาได้ว่าวันนี้ จิ๋นเม่ยหลง โชว์อะไรให้พวกมันประหลาดใจอีกรึไม่
ไม่นานผู้คนสำคัญก็ปรากฏตัว นั่นก็คือ ฟางหรง สองสามีภรรยา ตามหลังมาด้วย หลี่ต๋าและหลี่จง เมื่อทั้งห้าคนปรากฏตัวพื้นที่โดยรอบก็กลับสู่สภาวะเงียบสงบ
แต่ผู้ที่ปรากฏตัวสุดท้ายกลับไม่ใช่ห้าคนนี้ เงาร่างคนสายหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วที่มองเห็นจากใกลๆเป็นเงาจากนั้นค่อยๆชัดขึ้นจนเห็นว่าร่างเงานี้มันคือใคร
หยางเฉิน! ปราณทองคำขั้นเก้า!!!
ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างของมัน และสิ่งที่สัมผัสได้ทำให้ผู้คนตื่นตะลึงโดยแท้พลังปราณบนร่างของมันเพิ่มขึ้นจากเมื่อวันก่อนอย่างสิ้นเชิง แค่เจียวเหมย ก็ทำให้พวกมันตะลึงจนตาแทบหลุดออกจากเบ้า
ปราณนภาตอนอายุสิบเก้าปีนั้นนับเป็นเรื่องเพ้อฝันอย่างแท้จริง.. ใบหน้าของ หยางเฉิน มันแสดงถึงความมั่นใจในการประลองนี้และในตอนนี้มันยังกระหายการประลองยิ่ง
“โฮ่ การประลองในวันนี้ดูท่าจะสนุกเสียแล้ว”
หยางเฉิน ไม่รีรอมันกระโจนร่างลงไปยังเวทีลานประลองทันที สีหน้าของมันยังคงเรียบเฉย แต่ท่าทีของมันกลับไม่เรียบเฉยตามสีหน้าของมันที่แสดงออกอยู่ในตอนนี้ แขนขวาของมันกางออกกระบี่สีมรกตที่สลักลวดลายหมาป่าไว้อย่างงดงาม ก็ปรากฏต่อสายตาของทุกคน
“อำนาจกระบี่นี่ บรึ๊ยยยย ถ้าหากเทียบกับของที่ข้ามีต่างกันราวฟ้ากับโคลนตม”
หยางเฉิน สะบัดกระบี่ออกเป็นแนวขวางครานึง บังเกิดระลอกลมวายุโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง
“อู้ววว” ผู้คนต่างร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกัน จิ๋นเม่ยหลง ที่นั่งอยู่ก็ไม่รอช้ากระโดดจากที่นั่งของตนลงพื้นลานประลงทันที เมื่อประเชิญหน้ากับหยางเฉิน จิ๋นเม่ยหลง รู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากหยางเฉินได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าหากเทียบกับสัตว์อสูรที่ตนพบเจอในป่า กลับกลายเป็นว่าแรงกดดันของสัตว์อสูรพวกนั้นยังมากกว่าหยางเฉินในตอนนี้เสียอีก
“การประลองในครานี้ไม่จำเป็นต้องออมมือให้กับข้า ท่านสมควรลงมือเต็มที่ได้เลย” วาจานี้ของหยางเฉินนับว่าโอหังอยู่พอตัว ในเมื่อมันมีทั้งกระบี่ชั้นเลิศกับเคล็ดวิชา *หมาป่าโลหิต* ในรุ่นราวคราวเดียวกับมัน มันยังต้องเกรงกลัวผู้ใดอีก? และอีกอย่างจิ๋นเม่ยหลงดูไปยังเยาว์กว่ามันด้วยซ้ำ
“ฮึ” จิ๋นเม่ยหลง แค่นเสียงหัวเราะออกไปทีนึงจากนั้นก็กล่าวต่อ “เดิมทีศึกนี้ข้าว่าจะกล่าวขอยอมแพ้ แต่ดูไปคุณชายเฉินอยากจะทดสอบของที่เพิ่งได้รับมาตนตัวสั่น เช่นนั้น! ข้าจะเล่นเป็นเพื่อนด้วยก็ได้”
ครืนนนนนนนน
หลังกล่าวจบกระบี่ *เทพฟ้ามารราชันย์* ของจิ๋นเม่ยหลงก็พลันอยู่ในมือ ปฏิกิริยาของผู้คนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าโดยพลันทุกสายตาก็จับจ้องกลุ่มก้อนเมฆดำทมิฬที่ค่อยๆคืบคลานบดบังแสงสุริยัน
เปรี้ยงงงงงง
เสียงอัสนีบาตคำรามดั่งเช่นเมื่อคราวก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ไม่นานท้องฟ้าในระยะหนึ่งพันกิโลเมตรตอนนี้กลายเป็นรัตติกาลที่มืดมนสุดแสน เมื่อครู่ยังเป็นท้องฟ้าที่สว่างสดใสแต่ตอนนี้แสงเพียงเล็กน้อยก็ไม่อาจเล็ดลอดเข้ามาได้
หยางเฉิน สีหน้ามั่นอกมั่นใจเมื่อครู่กลับต้องกลายเป็นหน้านิ่วคิ้วขมวดออกไปเสียอย่างงั้น อำนาจกระบี่ของจิ๋นเม่ยหลง ดูธรรมดายิ่งหรือจะให้เรียกว่าไร้แรงกดดันเลยก็ไม่ผิด แต่เมื่อทุกครั้งที่จิ๋นเม่ยหลงนำกระบี่ออกมา เหตุการณ์ที่ผู้คนในที่นี้พบเจอนี่ก็เป็นครั้งที่สองแล้ว ไม่มีผู้ใดที่คิดว่ากระบี่ของจิ๋นเม่ยหลงเป็นกระบี่ธรรมดาๆสองเล่มแน่นอน!!
หยางเฉิน สัญชาตญาณของมันทำให้ต้องกระโดดถอยหลังมาทันที ระยะห่างของหยางเฉินกับจิ๋นเม่ยหลง ห่างกันเพียงร้อยเมตร หยางเฉินบนร่างของมันเริ่มปรากฏหยาดเหงื่อขึ้นเล็กน้อย ในศึกนี้เป็นมันที่คิดจะกำชัยในศึกนี้ได้ไม่ยากนัก แท้จริงแล้วเป็นมันที่คิดผิดอย่างมหันต์
เปรี้ยงงงงงงงง
จิ๋นเม่ยหลง เพียงยกกระบี่ขึ้นมาเล็กน้อยตามหลังมาด้วยเสียงอัสนีบาตดังขึ้นอย่างรุนแรง จิ๋นเม่ยหลงค่อยๆสาวเท้าเดินเข้าหาหยางเฉิน “ทำไมเรายังไม่เริ่มกันอีก หรือว่าท่านจะให้ข้าเป็นคนเริ่มก่อน” หยางเฉินยังคงนิ่งเฉยกระบี่หมาป่ามรกตของมันที่เพิ่งได้รับมาก็ตั้งท่าไว้รอแล้ว
“หลี่ต๋า เมื่อพวกมันทั้งสองพร้อมแล้วเหตุใดเจ้ายังไม่กล่าวให้พวกมันเริ่มประลองเสียที?” เสียงฟางหรงคล้ายกระตุ้นเตือนให้หลี่ต๋าที่ยืนอยู่ข้างหลังตื่นจากความฝัน ระดับตัวตนเช่นมันไม่น่าเชื่อว่าจะมีสิ่งใดให้เหม่อลอยไร้สติเช่นนี้ มันเหินร่างออกไปก่อนจะกล่าวคำว่า “เริ่มประลองได้” ก่อนที่จะเหินกลับมาที่เดิมอย่างเร็ว
สิ้นเสียงกล่าวของหลี่ต๋า เงาร่างสองสายพุ่งเข้าใส่กันดุจกับดาวหาง
เคร้ง.. เคร้งง...!!
เสียงกระบี่ของทั้งคู่เข้าปะทะกันแบบไม่มีใครยอมใคร หยางเฉิน เริ่มที่จะใช้ออกด้วยวิชา *วายุอัสนี* ทั่วร่างของมันปรากฏสายฟ้าครอบคลุมทำให้ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่หรือกระบี่ของมันล้วนแล้วรวดเร็วกว่าของจิ๋นเม่ยหลงอยู่พอสมควร หยางเฉิน กวาดกระบี่ออกเป็นแนวขวางกระบี่นั้นรวดเร็วจนทำให้ผู้คนที่รับชมเห็นเพียงเงากระบี่สีเขียวเข้มเท่านั้น จิ๋นเม่ยหลง ยกกระบี่ขึ้นมาป้องกันการโจมตีของหยางเฉินได้ กระบี่ที่สองของหยางเฉินก็ตามมาติดๆก่อนที่หยางเฉินจะกระโดดถีบจิ๋นเม่ยหลงส่งร่างตัวเองขึ้นไปบนฟ้า ก่อนที่มันจะใช้ออกด้วยเคล็ดวิชา *หมาป่าขย้ำจันทร์*
เงาร่างหมาป่าสามตัวปรากฏอยู่ที่ด้านหลังของหยางเฉิน ก่อนที่จะพุ้งลงเข้าใส่ จิ๋นเม่ยหลง อย่างโหดเหี้ยม จิ๋นเม่ยหลง เค้นพลังปราณออกมาสามส่วนก่อนที่จะใช้ *เงามรณะ* กระบี่ทั้งสองของจิ๋นเม่ยหลงกวาดออกเป็นรูปตัว X เข้าปะทะกับเงาร่างหมาป่าทั้งสาม
ตู้มมมมม
เงาร่างหมาป่าตัวแรกที่ถูกกระบี่ของจิ๋นเม่ยหลงสลายหายไปทันที ตัวที่สองทั้วร่างปรากฏไปด้วยร่องรอยกระบี่หกถึงเจ็ดแห่งก่อนที่จะหายไป ตัวที่สามร่างของมันเป็นไปด้วยร่องรอยกระบี่นับไม่ถ้วนก่อนที่จะระเบิดหายไปพร้อมกับการโจมตีของจิ๋นเม่ยหลง ร่างหยางเฉินค่อยๆลอยลงสู่ลานประลองอย่างพอดิบพอดี พร้อมกับอาการเหนื่อยเล็กน้อยเท่านั้น ต่างกับจิ๋นเม่ยหลงที่ไม่แสดงอาการใดๆเลย
หยางเฉิน เพิ่งจะยัดยืนได้ไม่ทันไรทั้งสองคนที่พุ่งเข้าปะทะกันอีกครั้ง เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นผู้ที่ชมการประลองอยู่ไม่มีใครกล้าที่จะกระพริบตา กลัวว่าเมื่อมันกระพริบตาลงอาจจะมีคนบางคนพ่ายแพ้ไปแล้วก็ได้ พวกมันนั่งเงียบชมการต่อสู้ของหยางเฉินกับจิ๋นเม่ยหลงแบบมิกล้าปริปาก
ตั้งแต่ทั้งคู่เข้าปะทะกันครั้งที่สองนี่ก็ผ่านไปแล้วกว่าหกสิบกระบี่ในเวลาไม่ถึงสองนาทีทั่วร่างของพวกมันทั้งคู่ปรากฏหยาดโลหิตไหลซึมเสื้อผ้าขาดว่อน แต่ไหนเลยพวกมันจะสนใจสิ่งเหล่านี้ พวกมันทั้งสองสนใจแค่ว่าตนต้องเป็นฝ่ายชนะ กระบี่ของหยางเฉินนั้นรวดเร็วและทุกกระบี่นั้นแทงเข้าจุดตายของจิ๋นเม่ยหลงทั้งสิ้น กระบี่สุดท้ายรวดเร็วสุดแทนเฉือนเข้าที่แขนขวาของจิ๋นเม่ยหลง โลหิตไหลออกมาดุจสายน้ำ จิ๋นเม่ยหลง กระโดนม้วนกายกลับหลังออกมา สายตาจับจ้องบาดแผลที่แขนขวา พลังมารกลุ่มนึงเข้ารักษาบาดแผลทันที
“นะนี่มันไม่โกงไปหน่อยรึ?” ตอนนี้เริ่มมีเสียงของผู้คนดังขึ้น อาการบาดเจ็บที่จิ๋นเม่ยหลงได้รับกลับถูกรักษาด้วยพลังประหลาด แต่หยางเฉินกลับไม่สามารถทำอะไรกับบาดแผลที่ถูกจิ๋นเม่ยหลงทำไว้ได้เลย กระบี่ของหยางเฉินนั้นรวดเร็วและแม่นยำและยังมีเคล็ดวิชาการต่อสู้มากมายประสบการณ์การต่อสู้ของจิ๋นเม่ยหลงเทียบกับหยางเฉินไม่ได้เลยสักนิด แต่จิ๋นเม่ยหลงพลันคิดอะไรได้บางอย่าง มีอีกหนึ่งวิชาที่มันยังไม่เคยได้ลองใช้ นั่นก็คือ *ลมหายใจมังกร*
จิ๋นเม่ยหลงไม่รอช้าคิดลองใช้วิชา *ลมหายใจมังกรทันที* “ดูนั่นดูกระบี่ของมัน” เป็นเสียงของศิษย์คนหนึ่งดังขึ้น ทั่วตัวกระบี่ของจิ๋นเม่ยหลงทั้งสองเล่มค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย พลังมารสีดำสนิทค่อยๆครอบคลุมตั้งแต่ด้ามกระบี่ไปจนถึงปรายกระบี่แม้กระบี่สีขาวนวลในมือซ้ายของจิ๋นเม่ยหลงยังเปลี่ยนเป็นสีดำ หากดูดีๆแล้วพลังมารที่ครอบคลุมกระบี่อยู่นั้นคล้ายเปลวไฟสีดำที่เหมือนน้ำ (งงมั้ย?5555+) เปลวไฟบางส่วนเริ่มที่จะย้อยหยดลงบนพื้นศิลา
ชี่...!!!!
เมื่อเปลวไฟกระทบกับพื้นศิลา พื้นศิลาละลายทันที จิ๋นเม่ยหลง จับจ้องพื้นศิลาที่เพิ่งจะถูกละลายไปตรงนี้ตนเองก็คิดได้ว่าขนาดพื้นศิลายังถูกหลอมละลายแต่ทำไมตนเองถึงไม่มีอาการแสบร้อนเลยสักนิด? จิ๋นเม่ยหลง เงยหน้าขึ้นจับจ้องไปยังร่างหยางเฉินที่ยืนหอบพะงาบๆอยู่ ริมฝีปากของจิ๋นเม่ยหลงก็ยกขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มที่ชั่วร้ายอย่างแท้จริง