วิถีแห่งค้อนไม้และการฝึกของบาร์นัส
วันเวลาแห่งความสงบสุขผ่านไปอย่างรวดเร็ว สำหรับอัลคาร์ดแล้ว หลายวันที่ผ่านมาที่หมู่บ้านโกลเด้นเกรนคือช่วงเวลาที่เขารู้สึกถึง "ลมหายใจ" ของตัวเองอย่างแท้จริง ชีวิตที่ตื่นมาพร้อมกับกลิ่นดินและเสียงไก่ขันนั้นช่างห่างไกลจากความวุ่นวายและกลิ่นอายคาวเลือดทางการเมืองในกำแพงหินของนครหลวงอาร์คีรัสเหลือเกิน
ในสายของวันที่สาม หลังจากภารกิจพรวนดินและเตรียมไร่นาเสร็จสิ้นลงด้วยความรวดเร็ว อัลคาร์ดและบาร์นัสก็มุ่งหน้าไปยังลานกว้างชายป่าเช่นเคย
เมื่อถึงลานกว้าง อัลคาร์ดปล่อยให้บาร์นัสนั่งสมาธิเพื่อจับสัมผัสมานาในร่างเหมือนวันก่อนๆ ส่วนตัวเขาเองนั้นขอยืมมีดพกมาจากกราดอส เขาเลือกกิ่งไม้ใหญ่ที่มีเนื้อไม้เหนียวและแข็งแรงมานั่งเหลาอย่างใจเย็น เสียงใบมีดถากเนื้อไม้ดัง แควก... แควก... สม่ำเสมอ อัลคาร์ดกำลังสร้าง "ค้อนไม้ขนาดใหญ่" ที่มีน้ำหนักสมดุลและรูปทรงใกล้เคียงกับขวานศึก เพื่อให้บาร์นัสใช้เป็นอาวุธฝึกซ้อมควบคู่ไปกับการไหลเวียนมานา
ทว่า... การฝึกของบาร์นัสนั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เจ้าตัวหวังไว้ แม้เขาจะมีความสามารถในการใช้ร่างกายจดจำทักษะต่างๆ ได้ดี แต่มันสมองกลับไม่ได้ปราดเปรื่องหรือเป็นอัจฉริยะมาจากไหน ออกจะไปทางหัวทึบเสียด้วยซ้ำ บ่อยครั้งที่บาร์นัสเผลอทำมานาตีกลับจนหน้าแดงก่ำ หรือไม่ก็เผลอหลับกลางอากาศเพราะสมาธิหลุดลอย
"เฮ้อ... มันวิ่งไปทางไหนแล้วล่ะเนี่ย อัลคาร์ด! ข้าหาปลาน้อยในตัวข้าไม่เจอแล้ว!" บาร์นัสบ่นอุบพลางลืมตาขึ้นมาอย่างหงุดหงิด
ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความสับสน
"ใจเย็นๆ บาร์นัส ถ้าเจ้าไม่นิ่ง มานาก็จะสับสนตามใจเจ้า" อัลคาร์ดเอ่ยเสียงเรียบขณะที่มือยังคงเหลาค้อนไม้
"จดจำความรู้สึกตอนที่ข้ากระตุ้นให้เจ้าเมื่อวันแรกไว้... ถ้าไม่มีข้าคอยชี้แนะ เจ้าอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อหาจุดเริ่มต้น แต่นี่เจ้าเริ่มขยับมันได้บ้างแล้ว นับว่าก้าวหน้ากว่าคนทั่วไปมากนัก"
วันคืนแห่งการเคี่ยวกรำดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ช่วงเช้าทั้งคู่จะสวมวิญญาณชาวนาช่วยงานในไร่ของครอบครัวบาร์นัส พอเข้าช่วงสายถึงบ่ายจะเป็นเวลาของสมาธิและการรีดเร้นมานา ส่วนช่วงเย็นคือเวลาที่ดุเดือดที่สุด เมื่ออัลคาร์ดจะใช้ดาบไม้สู้กับค้อนศึกไม้ของบาร์นัส เพื่อทดสอบปฏิกิริยาตอบโต้และฝึกฝนพื้นฐานการต่อสู้
บางวันพวกเขาก็พากันเข้าไปในชายป่า ล่ามอนสเตอร์ระดับต่ำในละแวกหมู่บ้านเพื่อฝึกฝนสถานการณ์จริงและนำเนื้อกลับมาเป็นมื้อเย็น จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง...
สายของวันหนึ่ง หลังจากที่อัลคาร์ด บาร์นัส และกราดอส ช่วยกันหว่านเมล็ดข้าวลงบนผืนดินที่เตรียมไว้จนเสร็จสิ้น กราดอสปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางมองดูลูกชายและเด็กหนุ่มลึกลับด้วยสายตาเอ็นดู
"เอ้อ... วันนี้พวกเจ้าทำได้ดีมาก งานเสร็จเร็วกว่าที่พ่อคิดไว้เยอะเลย" กราดอสเอ่ยขึ้นพลางตบไหล่บาร์นัสที่ยืนหอบแฮก
"วันนี้พ่อตั้งใจจะเข้าเมืองเสียหน่อย จะเอาพวกขนสัตว์ เขี้ยวเล็บ แล้วก็หินเวทของพวกมอนสเตอร์ที่พวกเจ้าช่วยกันล่ามาได้ไปขายในเมืองใกล้ๆ นี้เสียที"
กราดอสหันมามองอัลคาร์ดแล้วยิ้มกว้าง
"พวกเจ้าอยากจะติดรถม้าไปด้วยกันไหมล่ะ? ถือว่าไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย ข้าจะพาริน่าไปด้วย ยัยหนูนั่นบ่นอยากกินขนมในเมืองมาหลายวันแล้ว"
"ไปสิพ่อ! ข้าอยากเข้าเมืองจะแย่แล้ว!" บาร์นัสร้องตอบอย่างตื่นเต้น นัยน์ตาเป็นประกายเมื่อนึกถึงตลาดในเมืองที่เต็มไปด้วยของกินและอาวุธแปลกตา
อัลคาร์ดพยักหน้าตอบรับน้อยๆ "ผมก็อยากเห็นเมืองในละแวกนี้เหมือนกันครับ"
เมื่อเก็บอุปกรณ์ทำนาเสร็จสิ้น ทั้งสามคนก็เดินกลับมาที่บ้านไม้หลังย่อม พบริน่ากำลังช่วยแม่จัดเรียงผักอยู่ในบ้าน กราดอสจึงเดินเข้าไปหาลูกสาวตัวน้อยพลางเอ่ยชวน
"ริน่า... วันนี้พ่อจะเข้าเมืองนะ อยากจะไปกับพ่อและพวกพี่ๆ เขาไหม?"
"ไปค่ะ! ไปแน่ๆ!" เด็กสาวที่ได้ยินคำชวนถึงกับเบิกตากว้าง
"เย้! จะได้เข้าเมืองแล้ว! พี่อัลคาร์ด พี่บาร์นัส ไปด้วยกันนะ!"
ริน่ารีบวิ่งไปคว้าตะกร้าใบโปรดพลางยิ้มจนแก้มปริ บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความสดใสและการเตรียมตัวอย่างคึกคัก อัลคาร์ดมองภาพความวุ่นวายที่แสนอบอุ่นนี้พลางยิ้มมุมปาก เขาไม่รู้เลยว่าการเข้าเมืองครั้งนี้จะเป็นก้าวแรกที่พาเขาและบาร์นัสออกไปไกลกว่าทุ่งนาสีทองแห่งโกลเด้นเกรน
การเดินทางสู่เมือง 'เซนทริส'
หลังจากที่ทั้งสี่ออกเดินทางโดยรถม้าไม้สภาพเก่าแต่แข็งแรงที่ไปยืมมาจากผู้ใหญ่บ้าน ร่างท้วมของกราดอสทำหน้าที่สารถีบังคับม้าอยู่ด้านหน้า โดยมีริน่านั่งตาโตเกาะขอบที่นั่งอยู่ข้างๆ ส่วนบาร์นัสและอัลคาร์ดนั่งขัดสมาธิอยู่กระบะหลัง ท่ามกลางกองสัมภาระที่เป็นซากสัตว์ชำแหละและหินเวทที่ส่งกลิ่นอายมานาจางๆ
รถม้าเคลื่อนตัวไปตามทางดินอย่างช้าๆ เสียงล้อไม้บดเบียดกับกรวดหินดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ สองข้างทางในยามนี้ไม่ใช่ทุ่งรวงทองอย่างที่ควรจะเป็นในฤดูเก็บเกี่ยว แต่กลับเป็นภาพของ "การเริ่มต้น" ผืนดินกว้างไกลสุดสายตาถูกไถพรวนจนเห็นดินสีน้ำตาลเข้มชุ่มชื้น กลิ่นดินที่เพิ่งถูกพลิกขึ้นมาผสมกับกลิ่นปุ๋ยคอกและไอแดดอ่อนๆ โชยมาตามลม ชาวนาในชุดผ้าป่านหลายครัวเรือนกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานปะปนไปกับวัวลากคันไถ
ถัดจากพื้นที่นาข้าวสาลีที่กำลังรอการหว่านเมล็ด คือเนินเขาเตี้ยๆที่ประดับไปด้วยไร่องุ่นที่ตัดแต่งกิ่งไว้อย่างเป็นระเบียบ และทิวต้นมะกอกใบสีเขียวอมเงินที่แผ่กิ่งก้านรับแสงแดด หมู่บ้านโกลเด้นเกรนช่างกว้างขวางและสมชื่อเขตเกษตรกรรมหลักของนครหลวงเสียจริง
"พี่อัลคาร์ดดูนั่นสิ! ตั๊กแตนยักษ์ล่ะ! มันกระโดดสูงกว่าหัวหนูอีก!" ริน่าชี้ชวนดูนกดูไม้ตลอดทาง พลางชี้ไปที่แมลงปีกแข็งสีสันสดใสที่เกาะอยู่ตามพุ่มไม้ เสียงใสๆ ของเธอที่ดังจ้อไม่หยุดนั้นไม่ได้ทำให้อัลคาร์ดรู้สึกรำคาญ
แต่มันกลับช่วยเติมเต็มช่องว่างในใจที่เคยแห้งแล้งให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง
อัลคาร์ดทอดสายตามองทัศนียภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกดื่มด่ำ เขาปล่อยให้สายลมเย็นๆ ปะทะใบหน้าพลางสูดลมหายใจลึก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เชยชมความงามของโลกภายนอกในฐานะ "มนุษย์คนหนึ่ง" ไม่ใช่ในฐานะ "ตุ๊กตาของราชวงศ์" ตอนที่เขาหนีออกจากวังเมื่อไม่กี่วันก่อน ในหัวเขามีแต่ความหวาดระแวงและสิ้นหวัง เขาเดินทางผ่านป่ารกชัฏและหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดจนแทบไม่ได้เห็นความงดงามของเพื่อนร่วมโลก แต่ในวันนี้ เมื่อความกังวลถูกปัดเป่าด้วยความจริงใจของครอบครัวบาร์นัส เขากลับพบว่าโลกที่เขาเคยเห็นเพียงในตำรา มันช่างมีชีวิตชีวาและกว้างใหญ่กว่าที่จินตนาการไว้หลายเท่าตัวนัก
รถม้าเดินทางมาหลายชั่วโมง จนกระทั่งที่เส้นขอบฟ้าปรากฏเงาของกำแพงหินมหึมาสีเทาอ่อน เมืองนี้มีชื่อว่า "เซนทริส" (Centris) มันเป็นเมืองการค้าขนาดเล็กที่ตั้งอยู่รอยต่อทางตอนใต้ของเขตนครหลวง ติดกับเขตปกครองทางตอนใต้อันไพศาลของมาร์ควิส ‘เดอ วาลครัวซ์’ ซึ่งเปรียบเสมือนประตูหน้าด่านสู่ดินแดนใต้สุดของจักรวรรดิ
เมื่อรถม้าขยับเข้าไปใกล้ประตูเมือง ความเงียบสงบของทุ่งนาก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงอึกทึก อัลคาร์ดมองเห็นแถวของรถม้าและเกวียนสินค้าต่อคันยาวเหยียด ริน่าชะเง้อหน้ามองพลางทำหน้ายู่ใส่พ่อด้วยความขัดใจ
"พ่อ ทำไมเราต้องมาจอดรอต่อแถวกันด้วยคะ? เข้าไปเลยไม่ได้เหรอ ริน่าอยากกินขนมจะแย่แล้ว"
กราดอสหัวเราะหึๆ ในลำคอพลางลูบหัวลูกสาวเบาๆ
"ไม่ได้หรอกริน่า เราต้องให้ทหารยามตรวจสอบก่อนถึงจะเข้าไปข้างในได้ มันเป็นกฎนะ"
"หนูไม่ชอบคุณทหารเลย ท่าทางน่ากลัวจะตาย" ริน่าบ่นพึมพำพลางซุกตัวเข้าหาพ่อ แต่ความช่างพูดของเธอกลับไขข้อข้องใจให้อัลคาร์ดได้พอดี เขากระชับผ้าคลุมไหล่เก่าๆ เล็กน้อย แววตาแฝงความกังวลว่าการตรวจนี้จะเข้มงวดจนสาวถึงตัวตนที่เขาปิดบังไว้หรือไม่
"พวกทหารตรวจอะไรกันหรือครับ?" อัลคาร์ดลองถามกราดอสด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ดูเหมือนสงสัยตามประสาเด็กบ้านนอกทั่วไป
"อ๋อ... ตรวจเพื่อเก็บภาษีเข้าเมืองน่ะ" กราดอสอธิบาย
"คนทั่วไปที่ไม่มีบัตรกิลด์นักผจญภัยหรือกิลด์การค้าต้องเสียค่าธรรมเนียมรายครั้ง แต่พวกเจ้ายังเป็นเด็ก ทหารเขาไม่ใจร้ายเก็บเงินกับเด็กหรอกไม่ต้องกลัว"
"ใช่ๆ คราวก่อนข้ามาช่วยพ่อซื้อของ เขาก็ไม่เห็นเก็บภาษีข้านะ" บาร์นัสช่วยเสริมพลางตบไหล่อัลคาร์ดดังปึก ส่วนกราดอสก็ชูบัตรแผ่นเหล็กเก่าๆ ที่มีตรากิลด์นักผจญภัยให้ดู
"ตัวพ่อเองมีบัตรนี้ก็ได้รับการยกเว้นเช่นกัน"
อัลคาร์ดขมวดคิ้วเล็กน้อย "ทำไมบัตรจากกิลด์ทั้งสองถึงได้รับการยกเว้นภาษีหรือครับ?"
กราดอสเกาหัวแกรกๆ พลางทำหน้าเก้อ
"อืม... พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาบอกมาแบบนี้พ่อก็ทำตาม ไม่เคยสงสัยจนต้องไปถามที่มาที่ไปซะด้วยสิ แต่วันนี้เราจะเอาวัตถุดิบไปขายที่กิลด์นักผจญภัยอยู่แล้ว เดี๋ยวลองไปถามพวกพนักงานที่นั่นดูก็ได้"
ไม่นานนักก็ถึงคิวรถม้าของพวกเขา ทหารยามสองนายในชุดเกราะเกล็ดสีเข้มเดินเข้ามาใกล้ กราดอสทักทายอย่างคุ้นเคยพลางยื่นบัตรให้ตรวจสอบ
"อ้าว กราดอส! วันนี้พาลูกชายมาด้วยเรอะ? แล้วนั่น... สมาชิกใหม่เหรอ?" ทหารยามทักทายพลางพยักพเยิดไปทางอัลคาร์ด
"ใช่... นี่ริน่าลูกสาวข้า ส่วนอีกคนคืออัลคาร์ด เด็กในหมู่บ้านเดียวกันน่ะ พอดีวันนี้ได้ของดีมาเยอะเลยจะเอามาปล่อยที่กิลด์เสียหน่อย" กราดอสตอบด้วยท่าทางสบายๆ จนอัลคาร์ดเริ่มคลายใจลง
ทหารยามคนหนึ่งพยักหน้าพลางหันไปมองบาร์นัสที่นั่งตัวยักษ์อยู่ข้างหลัง
"เจ้าบาร์นัส ตัวเจ้าโตขึ้นจนจะคับเกวียนแล้วนะเนี่ย คราวหน้าถ้ามาคนเดียวต้องเริ่มเสียภาษีเข้าเมืองแบบผู้ใหญ่แล้วนะ หรือไม่ก็ไปสอบเอาบัตรนักผจญภัยมาโชว์ซะ พ่อเจ้าจะได้ไม่เสียหน้า"
"เข้าใจแล้วพี่ชาย!" กราดอสตอบแทนลูกชายด้วยรอยยิ้มพร้อมบาร์นัสที่พยักหน้ารับทราบ ก่อนจะกระตุกบังเหียนให้รถม้าเคลื่อนตัวผ่านประตูเมืองขนาดใหญ่เข้าไป
เสียงอึกทึกของรถม้าคันอื่น เสียงพ่อค้าตะโกนเรียกแขก และกลิ่นอายของเมืองเซนทริสที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเริ่มปะทะโสตประสาท อัลคาร์ดมองดูตึกแถวหินที่ปลูกเรียงรายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น นี่คือจุดเริ่มของการเดินทางที่เขาจะได้สัมผัสโลกในฐานะ 'คนธรรมดา' อย่างเต็มภาคภูมิเสียที
การเริ่มต้น ณ กิลด์นักผจญภัย
บรรยากาศภายในเมืองเซนทริสช่างคึกคักและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินเบียดเสียดกันบนถนนที่ปูด้วยหิน ตั้งแต่ชาวเมืองในชุดสะอาดสะอ้าน ชาวนาที่แบกผลผลิตสดใหม่มาวางขาย พ่อค้าที่ตะโกนป่าวประกาศสรรพคุณสินค้าด้วยน้ำเสียงกังวาน ทหารประจำเมืองในชุดเกราะขัดเงาวับ ไปจนถึงเหล่านักผจญภัยที่สวมชุดเกราะหนังรอยขีดข่วนโชกโชนและพกอาวุธดูน่าเกรงขาม
นานๆ ครั้งจะมีรถม้าหรูหราของขุนนางหรือพ่อค้ารายใหญ่แล่นผ่านไป พร้อมกับเสียงฝีเท้าม้าที่ดังกึกก้องข่มเสียงอื้ออึงของฝูงชน แต่สำหรับชาวบ้านสามัญชนอย่างพวกเรา หลังจากผ่านประตูเมืองเข้ามา กราดอสต้องบังคับรถม้าไปฝากไว้ที่จุดจอดรถม้าสำหรับบุคคลภายนอกตามระเบียบของเมือง จากนั้นพวกเราทั้งสามคน—กราดอส บาร์นัส และอัลคาร์ด—ก็ต้องช่วยกันแบกหามสัมภาระที่เป็นหนักเอาการ ทั้งซากมอนสเตอร์และถุงใส่หินเวท เดินเท้าฝ่าฝูงชนมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมือง
"โอ้! ท่านพ่อดูนั่นสิคะ!" ริน่าร้องขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่แผงลอยข้างทาง
น้ำตาลกวนสีน้ำตาลแดงวาววับที่ถูกเคี่ยวจนเหนียวข้นแล้วปั้นเป็นทรงกลมเสียบไม้เรียงรายอยู่อย่างน่าทาน กลิ่นหอมหวานปนไหม้นิดๆ ของน้ำตาลโชยมาตามลมจนเด็กสาวแทบจะอดใจไม่ไหว
กราดอสหัวเราะอย่างเอ็นดู ก่อนจะควักเหรียญทองแดงที่เพิ่งได้จากการทอนเงินค่าฝากรถออกมา
"เอาเถอะๆ วันนี้ริน่าได้มาที่เมืองครั้งแรก พ่อจะซื้อให้นะ สัญญาไว้แล้วด้วยว่าจะซื้อขนมให้"
น้ำตาลปั้นราคา 5 ไม้ต่อ 1 เหรียญทองแดงถูกส่งให้เด็กๆ อัลคาร์ดและบาร์นัสรับมาเพียงคนละไม้เพื่อชิมรสชาติเรียบง่ายที่เขาไม่เคยสัมผัสในรั้ววัง ส่วนที่เหลืออีก 3 ไม้ตกเป็นของริน่าทั้งหมด เด็กสาวเคี้ยวมันด้วยความฟินจนแก้มตุ่ยพลางเดินกึ่งกระโดดไปตามทาง
เดินลึกเข้าไปในย่านการค้าไม่นานนัก อาคารหลังใหญ่ที่ดูโดดเด่นกว่าตึกโดยรอบก็ปรากฏสู่สายตา ชั้นล่างสร้างด้วยหินก่อสีเทาหนาทึบแสดงถึงความมั่นคงและปลอดภัย ส่วนชั้นบนเป็นอาคารไม้แกะสลักอย่างโอ่อ่าสไตล์โบราณ เหนือประตูทางเข้ามีป้ายเหล็กกล้าขัดเงาสลักรูป 'มังกรคาบดาบ' เด่นเป็นสง่าสะท้อนแสงแดดวาววับจนแสบตา
"มาถึงแล้ว ที่นี่แหละคือกิลด์นักผจญภัย" กราดอสเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
ทันทีที่ก้าวผ่านประตูไม้หนาหนักเข้าไป อัลคาร์ดก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นกลุ่มคนหลากช่วงวัยพากันเข้ามาทักทายกราดอสอย่างเป็นกันเอง
"เฮ้! กราดอส ไม่เจอนานนะ!" นักผจญภัยรุ่นใหญ่คนหนึ่งตะโกนทัก บ่อยครั้งที่มีคนเข้ามาพยักหน้าให้หรือตบบ่าทักทายตามประสาคนคุ้นเคย 'ดูท่าว่าอากราดอสจะเป็นคนที่กว้างขวางในระดับที่น่าทึ่งเลยนะ' อัลคาร์ดคิดในใจพลางลอบสังเกตผู้คนรอบตัวที่ดูจะเกรงใจชายเจ้าของไร่คนนี้อยู่ไม่น้อย
พวกเราเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ไม้ขัดมัน พนักงานสาวสวยใบหน้ายิ้มแย้มในชุดเครื่องแบบเข้ารูปทักทายกราดอสด้วยความสนิทสนม ก่อนที่สายตาของเธอจะหยุดลงที่พวกเด็กๆ
"สวัสดีค่ะคุณกราดอส วันนี้พาสมาชิกใหม่มาด้วยเหรอคะ?" เธอกล่าวทักทายพลางก้มลงยิ้มให้ริน่า
"ฉันชื่อเอร่านะจ๊ะ ยินดีที่ได้รู้จักจ้ะหนูน้อย น่ารักจังเลยนะเราน่ะ"
กราดอสหันมาทางเด็กๆ พลางพยักหน้าให้
"เอาล่ะ แนะนำตัวกับพี่เขาซะสิ"
"หนูชื่อริน่าค่ะ! เป็นลูกสาวคนสวยของท่านพ่อกราดอส!" เด็กสาวตอบกลับอย่างฉะฉาน
แววตาสดใสเป็นประกายพร้อมรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆ ทำเอาเอร่าหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
"ขะ...ข้าชื่อบาร์นัสครับ เป็นลูกชายของพ่อ..." บาร์นัสแนะนำตัวติดๆ ขัดๆ
ใบหน้าคมเข้มเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อด้วยความประหม่าเมื่อต้องคุยกับสาวสวยจากในเมือง เขาหลบสายตาพลางเกาหัวแกรกๆ
"ผมชื่ออัลคาร์ดครับ" อัลคาร์ดเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แฝงไปด้วยความสุภาพที่ดูเป็นธรรมชาติจนดูขัดกับชุดผ้าป่านเก่าๆ ที่เขาสวมใส่
กราดอสแจ้งจุดประสงค์
"วันนี้ข้าเอาวัตถุดิบมอนสเตอร์มาขายน่ะเอร่า แล้วก็..." เขาหันมาทางอัลคาร์ด
"อัลคาร์ด เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วนะ?"
"ผมเพิ่งจะอายุครบ 15 ปีมาเมื่อไม่นานมานี้เองครับ" อัลคาร์ดตอบตามความจริง
กราดอสพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"ดีล่ะ... เอร่า ช่วยลงทะเบียนนักผจญภัยให้เด็กๆ ทั้งสองคนนี้ด้วยนะ"
คำพูดนั้นทำให้อัลคาร์ดตกใจเล็กน้อย ลึกๆ ในใจเขารู้สึกเต้นรัวอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกตื่นเต้นที่โหยหาเสรีภาพกำลังปะทุขึ้นมา ส่วนบาร์นัสกลับมีสีหน้ากังวลขึ้นมาทันที
"พ่อ... แต่มันต้องมีสอบไม่ใช่เหรอ? มันจะยากไหมน่ะ ข้ากลัวทำไม่ได้" บาร์นัสกระซิบถามเสียงสั่น
กราดอสหัวเราะร่วนพลางขยี้หัวลูกชายจนผมฟู
"วางใจเถอะเจ้าลูกชาย มันไม่ได้ยากเกินความสามารถของเจ้ากับอัลคาร์ดหรอก วางใจเถอะ!"
เอร่ายิ้มพลางยื่นแผ่นเอกสารใบสมัครกระดาษเนื้อหยาบให้
"ถ้าใครอ่านเขียนไม่คล่อง แจ้งเอร่าได้นะคะ เดี๋ยวเอร่าจะช่วยกรอกให้เองค่ะ"
"ข้าไม่รู้หนังสือครับ รบกวนพี่สาวด้วย" บาร์นัสตอบอ้อมแอ้มด้วยความเขินอาย เอร่าจึงตั้งท่าจะกรอกข้อมูลให้ตามคำบอก แต่อัลคาร์ดนั้นเอื้อมมือไปรับปากกาขนนกมาไว้ในมือด้วยท่วงท่าที่เคยชิน
"ผมขอกรอกเองนะครับ"
อัลคาร์ดจรดปลายปากกาลงบนกระดาษด้วยท่าทางที่ดูคล่องแคล่ว ปลายปากกาตวัดเป็นตัวอักษรที่สวยงามและสง่างามจนเอร่าและกราดอสแอบเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ อัลคาร์ดรีบดึงสติและเขียนข้อมูลอย่างเรียบง่ายที่สุดเพื่อไม่ให้ดูผิดปกติเกินไป:
ชื่อ: อัลคาร์ด
อายุ: 15 ปี
อาวุธที่ถนัด: ดาบ
เวทมนตร์ที่ใช้ได้: เสริมพลัง (Reinforcement)
เขาสลักข้อมูลลงไปเพียงแค่นั้น ปิดบังความสามารถที่แท้จริงและนามสกุลอันสูงส่งไว้ภายใต้แผ่นกระดาษธรรมดาใบนี้ ก้าวแรกสู่การเป็นนักผจญภัยของเจ้าชายผู้ถูกลืมจะได้เริ่มต้นขึ้น
หลังจากที่แผ่นกระดาษใบสมัครถูกส่งคืนให้พนักงานสาว เอร่าตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนจะส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มทั้งสอง กราดอสเห็นว่าทุกอย่างกำลังเข้าที่จึงหันไปหาอัลคาร์ดและลูกชาย
"เอาล่ะ พ่อจะแยกตัวไปจัดการเรื่องซากมอนสเตอร์ที่จุดรับซื้อด้านหลังก่อนนะ ของเยอะขนาดนี้คงต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ประเมินราคานานหน่อย พวกเจ้าอยู่นี่ก็ฟังพี่สาวเขาอธิบายกฎกติกาไปก่อนล่ะ ริน่า... มากับพ่อลูก เดี๋ยวพาไปดูเขาชั่งน้ำหนักเขี้ยวมอนสเตอร์"
"ไปค่ะ! พี่อัลคาร์ด พี่บาร์นัส เดี๋ยวหนูมานะคะ!" ริน่าโบกมือลาหย็อยๆ พลางเดินจูงมือกราดอสหายลับเข้าไปในเขตพื้นที่รับซื้อวัสดุ
เมื่อเหลือกันเพียงสามคน เอร่าก็เริ่มปรับสีหน้าให้ดูเป็นงานเป็นการมากขึ้น เธอวางมือลงบนเคาน์เตอร์พลางโน้มตัวเข้ามาอธิบายกฎเหล็กของอาชีพที่ทั้งคู่กำลังก้าวเท้าเข้าไปสัมผัส
"กฎของกิลด์มีอยู่ว่า แรงค์จะเริ่มไต่ระดับจากต่ำสุดคือ F ไปจนถึงสูงสุดคือ SSS ค่ะ สำหรับผู้เริ่มต้นอย่างพวกเจ้า จะต้องเริ่มที่ Rank F งานหลักจะเป็นพวกเก็บสมุนไพรพื้นฐาน หรืองานจิปาถะอย่างการขุดลอก ทางระบายน้ำ หรือปราบหนูยักษ์ในท่อน้ำเสีย... และการสอบเข้ากิลด์ครั้งนี้ คือการให้พวกเจ้าเลือกคำขอ Rank F มาทำให้สำเร็จหนึ่งอย่างนะจ๊ะ"
เอร่าเว้นจังหวะพลางชี้ไปยังกระดานภารกิจขนาดใหญ่ที่ติดอยู่ผนังด้านข้าง
"จะเลือกเก็บสมุนไพรนอกเมืองก็ได้ หรือจะช่วยลอกท่อระบายน้ำ หรือปราบหนูยักษ์ก็ได้เช่นกัน ทั้งหมดนี้ถือเป็นการทดสอบความรับผิดชอบเบื้องต้นจ้ะ"
บาร์นัสเกาหัวแกรกๆ พลางทำหน้าปูเลี่ยน
"เอ่อ... ขุดท่อกับล่าหนูในท่อเนี่ยนะ ฟังดูไม่ค่อยน่าสนุกเลยแฮะ อัลคาร์ด เจ้าว่าไง? เราเลือกแบบไหนกันดี?"
อัลคาร์ดนิ่งคิดครู่หนึ่ง นึกย้อนไปถึงแผนที่ทางภูมิศาสตร์และสารานุกรมพฤกษศาสตร์ที่เขาเคยอ่านในหอสมุดหลวงอาร์คีรัส เขาจำรูปภาพและแหล่งของสมุนไพรล้ำค่าได้ขึ้นใจ และที่สำคัญ... ป่าแถวหมู่บ้านโกลเด้นเกรนที่เขาเพิ่งผ่านมานั้นมีความชื้นที่เหมาะกับการเติบโตของพืชหายากบางชนิดพอดี
"ที่ป่าแถวบ้านเจ้าน่ะ มีพวกสมุนไพรงอกอยู่เต็มไปหมดเลยนะบาร์นัส" อัลคาร์ดออกความเห็นเสียงเรียบ
"ข้าว่าเราเลือกคำขอเก็บสมุนไพรเถอะ มันดูไม่อันตรายเกินไป และเราก็คุ้นเคยกับพื้นที่แถวนั้นดีอยู่แล้วด้วย"
"เอาอย่างนั้นก็ได้! ข้าก็ไม่ค่อยอยากไปคลุกในท่อระบายน้ำเท่าไหร่หรอก" บาร์นัสเห็นดีเห็นงามด้วย
ทั้งคู่จึงหันไปหาเอร่าเพื่อขอรับภารกิจเก็บสมุนไพร เธอพยักหน้าอย่างพอใจในทางเลือกที่รอบคอบของเด็กหนุ่มทั้งสอง ก่อนจะดึงใบคำขอออกมาอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม
"เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดจ้ะ งานเก็บสมุนไพรจะสอนให้พวกเจ้ารู้จักการสังเกต รายละเอียดมีดังนี้จ้ะ..." เอร่าชูรูปภาพประกอบที่วาดด้วยมือของสมุนไพรสองชนิดขึ้นมา
"หนึ่งคือ 'หญ้าหยาดค้างคาว' ให้เด็ดเฉพาะส่วนยอดนะจ๊ะ ห้ามถอนรากเด็ดขาดเพื่อให้มันงอกใหม่ได้ตลอด สองคือ 'รากมานาคราม' ต้นนี้ต้องขุดรากขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แต่ถ้ามีดอก ให้เจ้าเด็ดดอกโปรยลงกลับไปที่เดิมเพื่อให้เมล็ดมันงอกใหม่... หนึ่งกำต้องมี 10 ต้น การสอบครั้งนี้พวกเจ้าต้องรวบรวมให้ได้ชนิดละ 5 กำจ้ะ"
"ค่าตอบแทนคือกำละ 5 เหรียญทองแดงนะ แต่ว่า..." เอร่าเริ่มทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
"หลังจากสอบผ่าน ทั้งคู่จะต้องเสียค่าสมัครลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยถาวรคนละ 2 เหรียญเงินนะจ๊ะ ซึ่งมันก็..."
"เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอก!"
เสียงที่คุ้นเคยดังขัดขึ้น กราดอสเดินกลับเข้ามาพร้อมกับริน่าที่กำลังคาบอมยิ้มไม้ใหม่ในปาก ชายวัยกลางคนวางเหรียญเงิน 4 เหรียญลงบนเคาน์เตอร์ไม้เสียงดัง แกร๊ง! จนบาร์นัสและอัลคาร์ดหันไปมองเป็นตาเดียว
"ยังไงเด็กสองคนนี้ก็ผ่านฉลุยอยู่แล้ว ข้าจ่ายล่วงหน้าไว้เลยจะได้ไม่เสียเวลา มีปัญหาอะไรไหมเอร่า?" กราดอสยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ดูท่าว่าซากมอนสเตอร์ที่นำไปขายจะประเมินราคาได้สูงกว่าที่คาดไว้มาก
เอร่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเบาๆ
"คุณกราดอสนี่ใจป้ำเหมือนเดิมเลยนะคะ ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะออกหลักฐานการรับสมัครล่วงหน้าให้เลย"
เธอหยิบปากกาขนนกมาตวัดตัวอักษรลงบนใบยืนยันการสอบของทั้งคู่ พร้อมกับเขียนกำกับตัวโตๆ ว่า [ชำระค่าลงทะเบียนเรียบร้อย] ก่อนจะยื่นส่งให้มือของอัลคาร์ดและบาร์นัส
"นี่คือใบยืนยันการสอบจ้ะ ทำภารกิจให้เสร็จแล้วเอาสมุนไพรมาส่งที่ฉันนะ... ขอให้โชคดีนะจ๊ะ ว่าที่นักผจญภัยทั้งสองคน!"
เอร่าส่งยิ้มพิมพ์ใจขณะส่งมอบใบยืนยันการสอบที่มีลายมือของเธอสลักไว้ว่าชำระเงินแล้วให้แก่เด็กหนุ่มทั้งสอง
“อ้อ... เกือบลืมบอกไปจ้ะ ใบยืนยันการสอบฉบับนี้มีผลคุ้มครองชั่วคราวนะคะ พวกเจ้าสามารถใช้แสดงตัวตนที่หน้าประตูเมืองแทนบัตรจริงได้ชั่วคราว และจะไม่มีการเรียกเก็บภาษีค่าเข้าเมืองจนกว่าการสอบจะสิ้นสุดลงค่ะ”
อัลคาร์ดที่กำลังพิจารณาใบกระดาษในมือชะงักไปเล็กน้อย คำพูดของเอร่าสะกิดความสงสัยที่เขาติดค้างมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่ประตูเมือง เขาจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับพนักงานสาวแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจัง
“พี่เอร่าครับ... ผมสงสัยมาสักพักแล้ว เพราะอะไรบัตรประจำตัวของกิลด์ถึงได้รับการยกเว้นภาษีเข้าเมืองหรือครับ? ทั้งที่นักผจญภัยก็นับเป็นบุคคลทั่วไปที่เข้ามาทำการค้าในเมืองเหมือนกัน”
เอร่าเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจในคำถามที่ดูมีความคิดเกินวัยของเด็กหนุ่มตรงหน้า เธอวางมือประสานกันบนเคาน์เตอร์แล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“เป็นคำถามที่ดีมากจ้ะอัลคาร์ด เหตุผลมันคือระบบหมุนเวียนเศรษฐกิจน่ะ อย่างแรกเลยคือรายได้ส่วนหนึ่งของกิลด์นักผจญภัยจะต้องจ่ายภาษีโดยตรงให้แก่เมืองและจักรวรรดิอยู่แล้ว หากทางเมืองยังต้องมาเก็บภาษีหยิบย่อยที่หน้าประตูเมืองจากนักผจญภัยรายคนอีก มันจะกลายเป็นภาระซ้ำซ้อน นักผจญภัยก็จะไม่อยากมายังเมืองที่เก็บค่าธรรมเนียมจุกจิก ผลที่ตามมาคือคำขอต่างๆ ในเมืองนั้นก็จะไม่มีคนรับทำ เมื่อคำขอไม่ถูกทำ รายได้หมุนเวียนของกิลด์ก็น้อยลง ภาษีที่กิลด์ต้องส่งให้เมืองก็น้อยตามไปด้วยจนเสียผลประโยชน์กันทุกฝ่ายจ้ะ”
เธอกล่าวต่อพลางชี้นิ้วไปยังตรามังกรคาบดาบ
“ด้วยเหตุนี้จึงมีข้อตกลงพิเศษระหว่างกิลด์นักผจญภัยกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ว่าจะยกเว้นการเก็บภาษีเข้าเมืองแก่นักผจญภัยทุกคน เพื่อรักษาความคล่องตัวของบุคลากรที่จะเข้าไปแก้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ยังไงล่ะ”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายที่กระจ่างแจ้ง อัลคาร์ดก็พยักหน้าเบาๆ พลางจมดิ่งลงในความคิดของตนเอง 'เป็นอย่างที่ในหนังสือว่าไว้จริงๆ สินะ...'
เขาจำเนื้อหาในตำราประวัติศาสตร์และการเมืองโลกที่เคยอ่านในหอสมุดหลวงได้ดี กิลด์นักผจญภัยแห่งเอเทลเรีย คือองค์กรอิสระที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก พวกเขาไม่ขึ้นตรงต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง มีกฎหมายและระเบียบเป็นของตนเองโดยยังรักษากฎหมายของประเทศที่สาขาไปตั้งอยู่อย่างเคร่งครัด และที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาไม่ยอมให้ประเทศไหนเข้าแทรกแซงกิจการภายในโดยเด็ดขาด ฐานะของนักผจญภัยจึงเปรียบเสมือนพลเมืองของโลกที่ข้ามพรมแดนได้โดยมีสิทธิพิเศษคุ้มครอง
'อำนาจที่คานกับกษัตริย์และจักรพรรดิ... นี่คือสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับข้าในตอนนี้' อัลคาร์ดคิดในใจพลางลอบยิ้มที่มุมปาก
"เป็นอะไรไปอัลคาร์ด? ยืนเหม่อเชียว รีบไปกันเถอะ ข้าอยากกลับไปเก็บสมุนไพรจะแย่แล้ว!" บาร์นัสที่ยืนรออยู่ข้างๆ ตบไหล่เพื่อนเรียกสติ
"นั่นสินะ... ไปกันเถอะบาร์นัส" อัลคาร์ดตอบรับ
ริน่ากระโดดเกาะแขนพี่ชายทั้งสองพลางร้องดีใจ
"ว้าว! พี่ๆ จะได้เป็นนักผจญภัยจริงๆ แล้ว! พยายามเข้านะคะ!"
แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าของเจ้าชายหนุ่มในคราบเด็กชาวนา ขณะที่เขาเดินออกจากกิลด์ ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเริ่มเบาบางลง ก้าวต่อไปของเขาไม่ใช่การหนีอีกต่อไป แต่คือการก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเทลเรีย ในฐานะนักผจญภัยแรงค์ F นามว่า... อัลคาร์ด