ณกลางป่า
ตอนนี้ท้องฟ้าย้อมไปด้วยสีส้มพระอาทิตย์กำลังจะพ้นขอบฟ้า มีร่างเด็กหนุ่มชุดขาววิ่งอยู่ในป่าตอนนี้ความคิดของเขากระจัดกระจายไปทั่วเมื่อได้สติจึงได้หยุดร่างลง
"นี่เราวิ่งหนีมาทำไม"เด็กหนุ่มนั่งอยู่ริมทางก่อนมองซ้ายมองขวา บาดแผลทั่วร่างเริ่มที่สมานตัวลูคัสตัดสินใจปรับเปลี่ยนให้ชุดเป็นสีดำเพื่อปลอมตัวแผนแทรกซึมเข้าไปในสำนักอู๋เซี่ยนยังไม่ทันจะเริ่มดีก็ล้มครืนไม่เป็นท่า
ถ้าคนอื่นรู้เรื่องอีกล่ะไม่เท่ากับพาตัวเองไปตายหรอกหรือแต่อีกใจก็รู้สึกเป็นห่วงพี่น้องหากเรื่องที่ตนเป็นมัจจุราชสีขาวแดงขึ้น บางทีกงลั่วกับแทยอนอาจกลายเป็นแพะรับบาปหรืออาจจะถูกจับเป็นตัวประกันก็ได้ใครจะรู้ เมื่อสติกลับมาลูคัสก็กลับมานั่งวิเคราะห์ที่แน่ๆจ้าวตำหนักฟ้าลั่นรู้ความจริงแล้วหนึ่งคนแต่อีกฝ่ายกลับเลือกช่วยตนเองไว้ พอไตร่ตรองดู
อีกฝ่ายไม่ได้ช่วยเหลือตนเพียงครั้งเดียวยังเตือนให้ลบกลิ่นอายเคลื่อนตัวออกมาจากพื้นที่นั้นด้วยเพราะเขารู้ว่ามีคนจากสำนักอู๋เซี่ยนกำลังยกโขยงมาการที่เขาอยู่ในพื้นที่จะทำให้ดูน่าสงสัย
เด็กหนุ่มสูดหายใจลึกก่อนหยิบไหเหล้าจากตราราชสีห์ทองคำกระดกเข้าไปอึกใหญ่
"โดนไล่ฆ่ามาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่ชินเสียที" ลูคัสพึมพำกับตัวเอง
เมื่อได้เหล้าช่วยอารมณ์ก็เริ่มเย็นลง"เอาล่ะมาวางแผนกัน"
ผ่านไปเกือบชั่วโมง
ข้อหนึ่งที่ชัดเจนกลุ่มคนที่ไล่ฆ่าเขาในป่าไผ่ต้องเป็นพวกเดียวกับหยางอันแน่นอนส่วนสาเหตุที่พวกมันทราบการเคลื่อนไหวลูคัสก็เริ่มจะเดาได้กลายๆ เหลือเพียงต้องกลับไปพิสูจน์เพิ่มเท่านั้นส่วนเรื่องที่อีกฝ่ายจึงดึงดันจะหาตัวอากิโกะให้ได้ อาจเป็นเพราะดวงตาข้างซ้ายนี้ และด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันหากตัวเองออกมาวิ่งพล่านด้านนอกก็ไม่รู้วันใดตนจะถูกไล่ฆ่าอีก
ตอนแรกลูคัสจะกลับไปที่หอคอยราชันย์เมืองเอสแต่พอคิดดูศัตรูก็น่าจะรู้เช่นกันว่าเขาคิดอะไรเมื่อนึกถึงชายปริศนาที่สวมหน้ากากอินทรีดำเด็กหนุ่มก็ต้องขนลุกซู่ หากได้เจอกันอีกครั้งตนคงไม่โชคดีเช่นวันนี้ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังใคร่ครวญอยู่นั้น
"อะแฮ่ม ว่ายังไงเจ้าหนู" มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากหลังต้นไม้ไม่ไกล
ลูคัสสะดุ้งตัวด้วยความตกใจ ก่อนถอนหายใจเบาๆมีสามร่างซุ่มตัวอยู่แต่พวกเขากลับมีระดับอาณาจักรพลังที่ 1 ขั้นปลาย คนที่แกร่งที่สุดเป็นเพียงอาณาจักรพลังที่ 2 ขั้นต้นเท่านั้น เด็กหนุ่มตบศีรษะตัวเองเบาๆเพียงผ่านเรื่องเฉียดตายมาสติสตังเขากลับตาลปัตรไปหมด มีคนเข้ามาใกล้ขนาดนี้ยังไม่รู้ตัวอีกหากอีกฝ่ายอยู่ในอาณาจักรพลังที่ 4 หรือ 5 ตนคงตายอย่างไร้ที่ฝังไปแล้ว หลังจากนั้นผู้คนทั้งสามก็แสดงตัวออกมาเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางก็สรุปได้เลยว่าพวกเขาต้องประกอบอาชีพยอดนิยมอย่าง"โจร" เป็นแน่
ว่าแล้วชายคนกลางที่รูปร่างผอมสูงก็เริ่มพูดความต้องการออกมาตามบท
"ส่งของมีค่าออกมาให้หมดแล้วพวกเราสามขุนโจรบ้านนอกจะไว้ชีวิต"
เมื่อสักครู่ตอนที่ลูคัสหยิบตราราชสีห์ทองคำออกมาทำให้ชายคนนี้เห็นมันเข้าพอดีสีหน้าเด็กหนุ่มถึงกับกระตุกคิดจะเป็นโจรแต่ไม่มีชื่อกลุ่มที่ดีกว่านี้แล้วหรือยังไงเมื่อเห็นเป้าหมายยังนิ่งอยู่ชายที่เหลืออีกสองคนก็เอ่ยออกมาทันที
"ไอ้หนูเอ็งไม่ได้ยินที่พี่ใหญ่ข้าพูดหรือไร ส่งของมีค่ามาสิวะ"ชายคนนี้รูปร่างแคระแกร็นแต่น้ำเสียงที่ส่งออกมาดูโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นเพียงคำขู่เพราะอีกฝ่ายไร้ซึ่งจิตสังหารโดยสิ้นเชิง
"เจ้าบ้าข้ารู้ว่าเมื่อเห็นพวกเราสามขุนโจรบ้านนอกแกคงกลัวจนตัวสั่นแต่เชื่อเถอะหากส่งของมีค่าออกมาพวกข้าจะปล่อยไป" ชายร่างใหญ่คนสุดท้ายกล่าวออกมาเสียงของเขาเล็กแหลมจนน่าตลก
ผ่านไปสามลมหายใจ
"ตัดสินใจแล้ว"ลูคัสตะโกนเสียงดังพร้อมทะลึ่งตัวยืนขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เด็กหนุ่มตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะกลับไปที่สำนักอู๋เซี่ยนอีกครั้งเพื่อพิสูจน์บางสิ่งผนวกกับการอยู่ข้างนอกโดยไร้ความสามารถแบบนี้เขาก็เหมือนอยู่ในที่แจ้งไม่นานคงถูกพบตัวได้ง่ายบางทีหากอยู่ฝึกตนที่สำนักอู๋เซี่ยนเพิ่มสักปีอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี ด้วยความร้ายกาจของจ้าวตำหนักขาวเหล่าคนพวกนั้นคงเคลื่อนไหวได้ยากเมื่อเห็นเด็กหนุ่มอยู่ดีๆก็ลุกพรวดขึ้นมาทำให้สามขุนโจรบ้านนอกต่างพากันชักอาวุธด้วยทีท่าระมัดระวัง
"ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะผมพอจะมีเงินอยู่บ้างพวกคุณรับไปเถอะ"เด็กหนุ่มโยนถุงที่ใส่เหรียญทองไว้หนึ่งร้อยเหรียญให้
เมื่อพวกโจรรับมาก็มาสุมหัวนับกันอย่างจ้าละหวั่น
"พะพะพี่ใหญ่ ระเหรียญทอง"ชายร่างใหญ่ที่เป็นน้องเล็กเอ่ยอย่างตื่นเต้น เมื่อชายทั้งสามหันกลับมาก็พบว่าเด็กหนุ่มชุดดำผู้นั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ตอนนี้เด็กหนุ่มเหยียบอยู่บนคันศรทะยานร่างกลับไปทางสำนักอู๋เซี่ยนในหัวคิดอยู่เรื่องเดียวเขาต้องไปคุยกับฟ้าลั่นให้รู้เรื่อง พูดกันตามจริงเขาก็ไม่เคยฆ่าคนจากตำหนักฝ่ายขาวเลยแม้แต่คนเดียวกลางดึกลูคัสที่อยู่ในชุดขาวแบบฉบับศิษย์ฝ่ายเซี่ยนยืนอยู่ด้านบนของปากทางเข้าสำนักเขาเลือกที่จะใช้เหยียบเงาผ่านบันไดสวรรค์ขึ้นมาโดยไม่ให้ศิษย์เฝ้ายามรู้ตัว ก่อนปรับสีหน้าสีให้เป็นปกติที่สุดตาซ้ายของเขายังเจ็บปวดจนลืมไม่ขึ้นแต่ก็รู้สึกคุ้มค่าเพราะตอนนี้ทักษะวิชา
"นารายณ์แผลงศร" ที่ฟ้าลั่นใช้ซึมซับเข้าไปอยู่ในจิตวิญญาณของตนแล้ว
เมื่อก้าวเข้าไปก็พบว่าบรรยากาศกลางคืนภายในสำนักดูดีไม่น้อยโคมแดงประดับประดาอยู่เต็มเชิงเขาราวกับอยู่ในงานเทศกาล เมื่อเคลื่อนตัวเข้าไปช้าๆก็ได้ยินแต่เรื่องราว จ้าวตำหนักฝ่ายขาวผู้แข็งแกร่งสำแดงฝีมือในวันนี้
"พี่ชายหล่อเหลาท่านนี้พอดีผมพึ่งกลับมาจากไปซื้อของในเมืองวันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ" ลูคัสเรียกถามศิษย์ชั้นรองฝ่ายขาวผู้หนึ่ง
ชายคนนี้กำลังอารมณ์เสียเพราะทำของหายแต่พอได้ยินว่ามีคนชมว่าหล่ออารมณ์ก็เปลี่ยนไปทันทีเขาเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดยิบตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เรื่องที่สัตว์โบราณทั้งสองปรากฏกายเจ้าตำหนักฟ้าลั่นใช้วิชาเรียกองค์เทพมายิงศรสวรรค์ใส่ศัตรูที่กำลังจะยกพลมาบุกรุกหนีกระเจิงไปเมื่อฟังจบลูคัสก็สรุปได้แล้วว่าฟ้าลั่นคงอธิบายว่ามีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายกำลังจะบุกรุกสำนักตนจึงได้ไปขัดขวางไว้ได้ทัน
ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอกเรื่องที่ตนเป็นคนเดียวกับมัจจุราชสีขาวยังไม่ถูกเปิดโปงแต่อย่างใด ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจจะขอนอนค้างกับกงลั่วที่เรือนรับรองศิษย์ก่อนเพราะตนยังไม่ได้รายตัวหรือแจ้งเรื่องอะไรสักอย่าง การจะเดินตุ่มๆ เข้าไปที่เรือนดาราเลยคงเป็นไปไม่ได้
เมื่อมาถึงหน้าบริเวณเรือนไม้หลังใหญ่แห่งหนึ่งที่มีทางเข้าทางเดียวขณะที่จะก้าวเข้าไปนั้น
"ศิษย์น้อง"หลินฉีวิ่งมาอย่างน่าตาตื่นก่อนมองสำรวจร่างกายเด็กหนุ่มตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
"วันนี้ได้ข่าวว่ามีคนบุกรุกสำนักแถวเรือไผ่เขียวจ้าวตำหนักออกโรงขับไล่พวกมันไปเจ้าไม่ได้รับอันตรายอะไรใช่หรือไม่"หลินฉีเมื่อทราบข่าวหลังจากส่งเด็กหนุ่มเข้าไปในป่าไผ่เธอก็รู้สึกวิตกอย่างมาก
"ผมเห็นคนชุดดำวิ่งผ่านเมื่อเห็นท่าไม่ดีเลยรีบกลับมาที่สำนักก่อนน่ะครับเลยไม่ทันได้เห็นเหตุการณ์"ลูคัสเกาหัวอย่างเขินอาย
“แต่เสียดายที่เจ้าไม่เห็นวันนี้จ้าวตำหนักฟ้าลั่นลงมือเป็นครั้งแรกท่านช่างแข็งแกร่งมาก”หลินฉีพูดขึ้นด้วยสีหน้าเคารพ
"ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วเอาเป็นว่าเจ้ายังไม่ต้องไปพบเจ้าตำหนักฟ้าลั่นก็แล้วกัน ท่านอาจจะกำลังงานยุ่งเพราะต้องเข้าประชุมกับเหล่าอาวุโส"หลินฉีกล่าวก่อนหันหลังออกไป
"เดี๋ยวแล้วเจ้ามาทำอะไรที่เรือนรับรองศิษย์"หลินฉีที่เดินออกไปได้สามก้าวหันกลับมา
"ผมยังไม่ได้รายงานตัวกับสำนัก เลยกะว่าจะมาขอพักกับเพื่อนก่อนครับ"
"เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงสถานะของเจ้าข้าแจ้งส่วนกลางให้เรียบร้อยแล้ว ลูคัสไร้สกุล มาจากแดนเหนือ ข้าพูดถูกไหม" หญิงสาวไปสอบถามมาจากอาตู้
เมื่อเด็กหนุ่มพยักหน้าเธอก็พูดต่อ
"งั้นเราไปเรือนดาราพร้อมกันได้เลย"เมื่อหลินฉีกล่าวจบเธอก็ก้าวนำหน้าออกไป
ระหว่างทางเธอก็ทำตัวเป็นศิษย์พี่ที่ดีแนะนำสถานที่ต่างๆภายในสำนักไม่ต่างจากที่อาตู้ ก่อนแนะนำว่าการใช้ชีวิตในเรือนดารานั้นล้วนอิสระ ทุกคนจะต้องเปลี่ยนเครื่องแบบเป็นสีดำผ่านมาสักระยะทั้งสองก็หยุดอยู่ที่หน้าตำหนักสีทอง เมื่อดูใกล้ๆก็พบว่าบางส่วนของตำหนักนี้สร้างขึ้นจากทองคำแท้ ก่อนมาถึงเรือนดาราหลินฉีพาลูคัสแวะไปที่ส่วนกลางเพื่อรับป้ายประจำตัวเมื่อเด็กหนุ่มก้มมองแผ่นป้ายไม้ที่มีขนาดครึ่งฝ่ามือดู
"ศิษย์ชั้นรอง ลูคัส ฝ่ายเซี่ยน อันดับ 14" ตัวหนังสือสีทองราวกับมีชีวิตแสดงออกมา
ภายในเรือนดาราที่นี่กว้างขวางราวกับคฤหาสน์ต่างอากาศด้านหน้าสุดจะพบกับโถงใหญ่ที่มีโต๊ะหินยาวหลินฉีบอกว่าตรงนี้เป็นจุดที่ศิษย์แนวหน้าใช้รับประทานอาหาร หรือหากใครต้องการความเป็นส่วนตัวก็ให้คนรับใช้ยกไปในเรือนของตนได้ระหว่างเดินเข้าไปก็พบหญิงชายที่มีอายุไม่มากใส่ชุดคล้ายกับเสี่ยวเอ้อในโรงน้ำชารอตอนรับมากมาย
"พวกนี้เป็นสาวกของสำนักเราจากตีนเขาหากเจ้าอยากได้คนรับใช้ส่วนตัวก็เลือกเอาได้เลยหนึ่งคน"หลินฉีสอดส่ายสายตามองกลุ่มสาวกก่อนยืนอยู่ครู่หนึ่ง
"ผมเลือกได้ทุกคนเลยเหรอครับ" สายตาเด็กหนุ่มมองไปรอบๆ
"ใช่เลือกได้หมดจะเลือกสตรีก็ได้แล้วแต่ตัวเจ้า"กล่าวจบเด็กสาวก็เดินจากไปก่อนส่ายศีรษะเล็กน้อย
"บุรุษก็เหมือนกันทุกคน"เธอพำพึมกับตัวเอง
ขณะที่เหล่าคนรับใช้ได้ยินก็ส่งสายตามาที่ลูคัสด้วยสายตาคาดหวังศิษย์สาวกส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา การได้เป็นคนรับใช้ข้างกายผู้ฝึกตนศิษย์ชั้นแนวหน้าในเรือนดาราราวกับเลื่อนจากการอยู่ในโลกมนุษย์ขึ้นมาอยู่บนสรวงสวรรค์ก็มิปานเหล่าหญิงสาวที่หน้าตาสะสวยต่างทัดผมเพื่อให้ลูคัสเห็นใบหน้าพวกเธอได้ชัดเจน พวกเธอรู้ดีว่าเหล่าบุรุษวัยกำลังเติบใหญ่ชื่นชอบอะไร"บุรุษทุกผู้ล้วนพ่ายให้แก่หญิงงาม"
แม้แต่เหล่าชายหนุ่มเองก็ไม่ยอมแพ้ใครจะรู้เด็กหนุ่มหน้าหวานผู้นี้อาจจะไม่นิยมสตรีก็ได้ชายหนุ่มหัวโล้นที่มีร่างกายกำยำพยายามปลดเสื้อให้ดูหลวมเพื่อแสดงแผ่นอกที่แข็งแกร่งของชายชาตรีออกมาลูคัสที่เห็นภาพนั้นถึงกับส่ายศีรษะทำไมเขาจะไม่รู้ว่าคนพวกนี้คิดอะไรเขาปล่อยสัมผัสไร้ลักษณ์ออกไปบางคนเป็นถึงผู้ฝึกตนอาณาจักรที่ 1 ขั้นปลายไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผู้ฝึกตนยังเป็นได้แค่คนรับใช้ในสำนักแห่งนี้เท่านั้น
"แค่กๆ" มีเสียงไอดังขึ้นในหมู่คนที่กำลังตั้งแถวสร้างความสนใจให้กับทุกคน
"แค่กๆๆ" เสียงไอเริ่มดังถี่ขึ้นทำให้ลูคัสขมวดคิ้ว
อากัปกริยาของเด็กหนุ่มล้วนอยู่ในสายตาของบรรดาคนรับใช้ที่ยืนเรียงแถวอยู่หญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งก้าวออกมาทันที
"เจ้าหยุดไอได้แล้ว เห็นไหมท่านผู้ฝึกตนรู้สึกรำคาน" เธอตวาดหญิงสาวที่กำลังไอเสียงดังเพื่อเอาหน้า
เมื่อมีหนึ่งคนที่สองก็ตามมาทุกคนล้วนทำทุกวิธีทางเพื่อสร้างความประทับใจให้กับเด็กหนุ่ม
"ขะข้าขอโทษ" หญิงสาวต้นเรื่องก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด
โลกตอนนี้ราวกับหยุดหมุนเด็กหนุ่มไม่ใส่ใจว่าใครจะพูดอะไรสายตากำลังมองตรงไปยังหญิงสาวคนนั้นที่กำลังกล่าวขอโทษไม่หยุดภาพเหตุกาณ์วัยเด็กย้อนกลับมาอีกครั้ง
"ไอ้ปีศาจ" "ไอ้เด็กสกปรกยากจน" "ไปตายซะ"ภาพที่ตนถูกรังแกต่างๆนานาฉายขึ้นในจิตสำนึก
สุดท้ายความสนใจก็ถูกดึงกลับมา หญิงสาวผู้นี้มีผมข้างหนึ่งปกปิดครึ่งหน้าด้านซ้ายเอาไว้ทำให้เห็นใบหน้าไม่ชัดเจนตอนนี้คนรับใช้สิบกว่าคนเริ่มรุมกดดันเธอไม่หยุด
"พอแล้ว ผมตัดสินใจเลือกเธอคนนั้น"
ลูคัสกล่าวอย่างหัวเสียก่อนเดินไปคว้ามือเธอแล้วเดินจากไปทำให้สายตาที่หมองเศร้าของหญิงสาวหันมองชายด้านข้างอย่างเปล่งประกาย
.