จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 45 ค่ำคืนของแต่ละคน Re

            หลังเลิกคลาส  ไป่ฉีเห็นข้อความไลน์ที่เมิ่งชิงชิงที่ส่งมา  ว่าจะรอเขาอยู่ที่โรงอาหาร  นั่นทำให้เขาอดยิ้มไม่ได้  ก่อนที่จะเดินไปที่โรงอาหารทันที


            “พี่ชิงชิง  เราจะกลับกันเลยไหมครับ” ไป่ฉีถาม


            “ยัง  ก่อนอื่น  นายเห็นกระดาษปึกนี้ไหม” เมิ่งชิงชิงตบไปที่ปึกกระดาษบนโต๊ะ


            “อย่าบอกนะว่า  พวกนี้คือ งาน เหรอ” ไป่ฉีถาม


            “ใช่  ฉันนั่งคัดมาให้  นายอ่านดูก่อนว่าจะรับงานไหนบ้าง” เมิ่งชิงชิงหยิบเอกสารแผ่นแรกยื่นให้ไป่ฉี


            “ทำไมพี่ไม่เลือกให้ผมล่ะครับ” ไป่ฉีถาม  เขารับเอกสารมาอ่านรายละเอียด


            “ฉันไม่รู้ว่านายมีความสามารถอะไร  เลือกโดยไม่ถามนายไม่ได้หรอก” เมิ่งชิงชิงอธิบายเหตุผล


            “งั้นเอาเป็นพวกเกมโชว์ตอบคำถาม หรือเกมเปิดแผ่นป้าย  ส่วนพวกนิตยสารถ้าพี่จะรับผมก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ  แต่คุยกับคุณเฉินเฟิงไว้ด้วย  ละครใกล้จะเปิดกล้องอยู่แล้ว  เขาน่าจะจัดคิวของผมกับนักแสดงคนอื่นเอาไว้แล้ว” ไป่ฉีกล่าว


            ไป่ฉีนั่งคัดงานที่เขาคิดว่ามันจะสร้างชื่อเสียงให้เขาได้มากมา 2-3 งานแล้วส่งให้เมิ่งชิงชิง  เพื่อให้เธอโทรไปประสานงานกับทางกองถ่ายของเฉินเฟิง  เพื่อจัดทำตารางงานของเขา


            “เรื่องค่าตัวลองปรึกษาคุณฉีฟงดูนะครับ  ผมรู้เรื่องพวกนี้เลย” ไป่ฉีกล่าว


            “อืม  ฉันก็ว่าจะปรึกษาคุณฉีฟงเหมือนกัน  ส่วนตารางการถ่ายละคร  ฉันจดวัน  เวลา  สถานที่ให้แล้ว  งานที่นายเลือกไว้  เดี๋ยวฉันจะประสานกับทางลูกค้าอีกที  ถ้าเรียบร้อยแล้ว  ฉันจะแจ้งนายอีกครั้ง” เมิ่งชิงชิงกล่าว  ก่อนจะรวบเอกสารทั้งหมดใส่กระเป๋าถือ  ซึ่งไป่ฉีได้อาสาจะถือกระเป๋าให้เธอ


            “จะว่าไปเสาร์นี้  รายการราชานักกินที่นายไปถ่ายทำจะออกอากาศนี่” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ของผมคงได้ออกช่วงท้าย ๆ นั่นแหละครับ  รายการจัดแข่งทั่วประเทศ  พวกที่โดดเด่นจะอยู่ช่วงท้าย ๆ เพื่อเรียกเรตติง  เมื่อกี้ทางรายการโทรมาแจ้งว่าสัปดาห์หน้าจะนัดผมไปทานข้าวกับราชินีนักกินซีซั่นที่แล้วในวันอังคาร  ยังไงฝากพี่ชิงชิงด้วยนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “เข้าใจแล้ว  วันอังคารสินะ” เมิ่งชิงชิงจดกำหนดการณ์นี้ลงในสมาร์ทโฟนของเธอ


            จากนั้นทั้ง 2 ก็เดินไปขึ้นรถ  เมิ่งชิงชิงขับรถไปส่งไป่ฉี  ระหว่างทางเธอพยายามจะไม่ชวนไป่ฉีคุย  เพราะเธอกลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายหลอกเอาเปรียบเธออีก


            ระหว่างนั่งรถ  มีข้อความส่งมาหาไป่ฉีเกี่ยวกับกำหนดการณ์ทานข้าวร่วมกับผู้โชคดี 30 คนจากกิจกรรมที่บริษัทมู่เทียนจัดขึ้น  เขาไม่คิดเลยว่าเพียงวันเดียวจะมีคนหาภาพ 100 ภาพจนครบแบบนี้


            “พี่ชิงชิงครับ  วันอาทิตย์ตอนกลางวันผมต้องไปร่วมทานอาหารกับผู้โชคดีทั้ง 30 คนของมู่เทียนนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “อ้อ  กิจกรรมตามล่ารูปของนายทั้ง 100 แบบน่ะเหรอ  มีคนหาครบแล้วเหรอเนี่ย” เมิ่งชิงชิงอดทึ่งไม่ได้


            “ขนาดผมยังตกใจเลย  ใครจะไปคิดว่าจะหากันได้เร็วขนาดนี้” ไป่ฉีเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน


            “เดี๋ยวฉันจะจดไว้  ว่าแต่ต้องให้ฉันไปส่งไหม” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ไม่ต้องหรอก  พี่พักผ่อนเถอะ” ไป่ฉีห้ามเอาไว้  เพราะเขาต้องไปที่ตระกูลไป๋ด้วย


            “ตามใจก็แล้วกัน  ถ้าเจอแฟนคลับรุมแล้วไปไหนไม่ได้  อย่ามาร้องขอให้ฉันช่วยละกัน ฮึ” เมิ่งชิงชิงสะบัดหน้าให้รู้ว่าเธองอน


            “อย่างอนสิคร้าบ  กินลูกอมไหม” ไป่ฉีถามพร้อมกับหยิบลูกอมออกมาจากกระเป๋ากางเกง


            “ไม่ย่ะ  เดี๋ยวนายลวนลามฉันอีก” เมิ่งชิงชิงตัดบททันที


            “แล้วใครกันนะ  ที่คราวก่อนเป็นคนปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตผมน่ะ” ไป่ฉีพูดลอย ๆ


            “นั่นเพราะนายทำให้สติฉันหลุดตะหาก” เมิ่งชิงชิงหน้าแดง  เธอกำพวงมาลัยแน่นขึ้น  พลางนึกดูว่าหากตอนนั้นไป่ฉีไม่หยุดเธอไว้  ป่านนี้เธอกับเขาอาจจะ……..


            หลังจากนั้นไป่ฉีก็หัวเราะขึ้น  แม้เมิ่งชิงชิงจะอาย  แต่เธอก็รู้สึกเป็นกันเองกับไป่ฉี  ซึ่งทำให้เธอนึกถึงซีโม่  ช่วงหลังซีโม่งานยุ่งมาก  เธอกับเขาเลยห่าง ๆ กัน  พอเจอกันจึงรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้ากันไปแล้ว


            “อ้อ พี่ชิงชิง  เอานี่เก็บติดตัวไว้นะครับ” ไป่ฉียื่นขวดพลาสติกสีเขียวขนาดเล็กเท่านิ้วก้อยมาให้


            “อะไรน่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม  เธอรับมาพลิกดูเพื่อหาฉลาก


            “มันเป็นยาแก้ถอนฤทธิ์ยานอนหลับกับยาปลุกกำหนัดน่ะ  ถ้าพี่กินอะไรแล้วรู้สึกไม่ดี  ให้พี่จิบเข้าไปแล้วโทรหาผมนะ” ไป่ฉีกล่าว


            “นายกลัวฉันโดนมอมยาเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม  ไม่รู้ทำไมภายในใจเธอถึงรู้สึกตื้นตันขึ้นมา


            “ใช่ครับ  พี่เป็นผู้หญิงที่สวย  ใครจะไปรู้  อาจจะมีคนในบริษัทคิดจะมอมยาพี่ตอนไปกินเลี้ยงแผนกก็ได้” ไป่ฉียิ้ม  ส่วนเมิ่งชิงชิงไม่พูดอะไร  เธอตัดสินใจจะรับมันไว้  ถึงยังไงไป่ฉีก็ให้เธอด้วยความปรารถนาดี


            ห้องของครอบครัวไป่

            คืนนั้นไป่ฉีรอพ่อกับแม่ของเขาหลับ แล้วค่อยแอบออกไปข้างนอก  เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าและกินยาแปลงโฉมเป็นอวี้กง  ก่อนจะใช้ท่องดารา  เพื่อไปยังแหล่งปราณบริสุทธิ์ที่เขาค้นพบระหว่างเดินทางไปเมืองหลวง


            ภูเขาแห่งหนึ่ง

            ไป่ฉีมาถึงถ้ำใหญ่กลางป่าที่อยู่ในภูเขา  เขาถือว่าโชคดีมาก  เพราะผู้ฝึกยุทธ์ของโลกนี้มีระยะการรับรู้ปราณแค่ 10 เมตร  มากสุดก็ไม่เกิน 20 เมตร  ทำให้ยังไม่มีใครค้นพบถ้ำแห่งนี้


            “ก่อนอื่นต้องสร้างเขตแดนซะก่อน” ไป่ฉีไม่รอช้า  เขาวาดอักขระลมปราณอย่างต่อเนื่อง  เพื่อสร้างอาคมเขตแดนสำหรับป้องกัน และอำพรางถ้ำแห่งนี้


            “ข้าจะแฝงเจตจำนงที่แข็งแกร่งเอาไว้  หากอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นราชันย์ทรราช  ค่ายกลนี้ไม่มีทางสะเทือนแน่นอน  รอให้ข้าก้าวเข้าสู่ขั้นปราณนภาก่อนเถอะ  ข้าจะอัพเกรดที่นี่ให้กลายเป็นสวนสมุนไพรลมปราณขนาดย่อม ๆ เลยคอยดู” ไป่ฉีพอใจกับสถานที่นี้มาก  ก่อนจะเดินเข้าไปสำรวจถ้ำแห่งนี้


            “แสง” ไป่ฉีใช้เจตจำนงสร้างตะเกียงขึ้นมา  พร้อมกับใช้อักขระลมปราณทำให้เจตจำนงของเขาสร้างแสงขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องใช้ไฟ


            “หืม  พื้นที่ด้านในเป็นหินซะมาก  แบบนี้เราก็ปลูกสมุนไพรลำบากน่ะสิ  ไว้ค่อยปรับมันทีหลังก็แล้วกัน” ไป่ฉีเริ่มวาดอักขระลมปราณเป็นวงอาคม  เขากำลังเตรียมตัวสำหรับการฝึกเคล็ดบ่มเพาะรากฐานกายาโพธิสัตว์  ซึ่งเป็นเคล็ดบ่มเพาะร่างกายที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงจีนไท่ซื่อคง


            ใช้เวลาไม่นาน  ไป่ฉีก็วาดอาคมเสร็จ  เขาเดินเข้าไปนั่งขัดสมาธิในวงอาคมที่สร้างขึ้น   หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นคงจะเริ่มการดูดซับพลังปราณโดยรอบเข้าสู่ตันเถียนทันที  แต่ไป่ฉีกลับสำรวจพลังปราณบริเวณที่เขาอยู่  จากนั้นก็ปรับพลังปราณในร่างกายของตนให้เหมือนกับพลังปราณที่อยู่รอบตัว และเริ่มดูดซับปราณโดยรอบเข้าสู่ตันเถียน  โดยการหายใจเข้าเอาพลังปราณบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกาย และโคจรไปตามจุดชีพจรลมปราณ  เมื่อเขาหายใจออก  เขาก็ขับเอาสิ่งสกปรกในร่างกายของตัวเองออกมา  เคล็ดบ่มเพาะนี้แม้จะเรียบง่าย  แต่ยิ่งฝึกร่างกายก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น  ในขั้นสูงสุดของเคล็ดบ่มเพาะนี้จะทำให้ร่างกายของผู้ฝึกแข็งแกร่งราวกับเทพเซียนที่แม้แต่อาวุธหนักของโลกนี้ก็ไม่อาจทำอันตรายใด ๆ ต่อผู้ฝึกได้


            ผ่านไป 6 ชั่วโมง  ร่างกายของไป่ฉีก็มีแสงสีขาวแผ่ออกมา  ราวกับเขาเป็นเทพเจ้าที่ลงมายังโลกมนุษย์  สภาวะนี้คือการสำเร็จเคล็ดบ่มเพาะรากฐานกายโพธิสัตว์ขั้นสูง  ซึ่งในชาติก่อน  เขาต้องใช้ความพยายามอยู่ถึง 10 ปี  กว่าจะบรรลุถึงขั้นนี้  แต่เพราะเคยผ่านสภาวะนี้มาแล้ว  เมื่อทำมันอีกครั้ง  จึงใช้เวลาไม่นานในการบ่มเพาะจนมาถึงจุดนี้


            ไป่ฉีหยุดการฝึกเพียงเท่านี้  เขาลุกขึ้นและเดินออกจากถ้ำ  ก่อนจะใช้ท่องดารากลับไปที่ห้องเช่าของเขา  เพื่อนอนอีกเล็กน้อย  แน่นอนว่าเขาไม่ลืมทานโอสถคืนร่างเดิมก่อนเข้านอน


            สมาคมการค้าตะวันจันทรา

            “สวัสดีครับ  นายน้อยเฟิงจิน  วันนี้มีอะไรให้กระผมรับใช้ครับ” ผู้อาวุโสซานถาม


            “เรื่องข้อมูลของอวี้กง  ได้อะไรมาบ้าง” เฟิงจินถาม  ก่อนยื่นบัตรระดับศิลาปราชญ์ให้  เพื่อจ่ายค่าข้อมูล


            ผู้อาวุโสซานรับบัตรมารูดพร้อมกับกดจำนวนเงินที่ต้องชำระ  เขาให้เฟิงจินตรวจสอบตัวเลข  ก่อนที่จะให้เฟิงจินเซ็นสลิป  เมื่อเรียบร้อยแล้วเขาจึงเชิญเฟิงจินไปยังห้องพิเศษที่สามารถป้องกันการดักฟังได้  แม้จะใช้ปราณก็ไม่อาจได้ยินการสนทนาของคนในห้องนี้ได้


            “เรื่องอวี้กงนั้น  ทางเราสืบมาได้ว่า เขามีความสัมพันธ์กับไป๋กุ้ยอิง  ส่วนพวกเขาไปพบเจอหรือรู้จักกันที่ไหนนั้นไม่สามารถระบุได้  ระดับปราณของชายคนนี้อยู่ในระดับปราณปฐพี   เพียงแต่เจตจำนงกระบี่ของเขาแข็งแกร่งพอที่จะเอาชนะคนที่อยู่ในระดับปราณจักรพรรดิขั้นต้นได้ (ประมาณขั้นที่ 1-4 จากระดับขั้นทั้งหมด 10 ขั้น)  ซึ่งข้อมูลนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน  เพราะเขายังไม่เคยแสดงฝีมือในการต่อสู้กับพวกที่มีปราณระดับจักรพรรดิขั้น 5 ขึ้นไปเลย และข่าวล่าสุดที่หามาได้อย่างยากลำบากคือ ในวันอาทิตย์นี้อวี้กงจะเดินทางไปที่ตระกูลไป๋  เพื่อไปฝึกน้องชายของไป๋กุ้ยอิง  นั่นคือข้อมูลทั้งหมดที่สามารถหามาได้ครับ” ผู้อาวุโสซานกล่าว


            “หืม  งั้นเหรอ  เห็นทีผมกับผู้อาวุโส 5 คงต้องไปเยี่ยมตระกูลไป๋เสียหน่อยแล้ว” เฟิงจินยกยิ้มขึ้น  จากเหตุการณ์คราวก่อนที่ปะทะกับอวี้กง  เฟิงจินนั้นไม่กล้าลงมือโดยที่ไม่รู้ข้อมูลของอีกฝ่าย  ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงขอให้พ่อของเขาส่งผู้อาวุโส 5 ที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณจักรพรรดิขั้น 6 มาคุ้มกันเขาแทน 2 คนก่อนหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับอวี้กงคราวก่อน


            หลังจากนั้นเฟิงจินได้ตัดสินใจไปยังลานประลองเพื่อเล่นพนันการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกยุทธ์กับสัตว์อสูรสัก 2-3 เกม  ก่อนจะกลับไป


            คฤหาสน์หรูแห่งหนึ่งในเมืองหลวง

            คฤหาสน์หรูแห่งนี้เป็นของนักธุรกิจหนุ่ม ชื่อ ฟางตง อายุ 25 ปี  เห็นแบบนี้เขามีปราณระดับนภา ขั้น 10 เลยทีเดียว


            ในโลกยุทธภพรู้จักเขาในชื่อ เปลวเพลิงไร้ลักษณ์ฟางตง  เหตุเพราะเขามีวิชาที่สามารถรังสรรค์เปลวเพลิงที่มีคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ได้หลากหลายรูปแบบ  จัดเป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่เป็นที่รู้จักกันในโลกยุทธภพ  


            ธุรกิจที่ฟางตงทำคือบริษัทผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับองค์กรการไฟฟ้าของประเทศ


            นอกจากนี้  ภายในคฤหาสน์หรูหลังนี้ยังมีหญิงสาวอายุ 24 ปี ชื่อฟางเซียน เธอเป็นน้องสาวของฟางตง  ทำธุรกิจผลิตเสื้อผ้าวัยรุ่นแบรนด์ปิงหู่  แต่ในโลกยุทธภพนั้น  เธอมีฉายาว่าเจ้าหญิงเหมันต์  เนื่องด้วยเธอเป็นผู้ใช้ปราณนภาขั้น 10 และมีวิชาน้ำแข็งที่แข็งแกร่งอย่างมาก


            ตอนนี้เหลาเหล่ามาอาศัยอยู่กับทั้ง 2 คนนี้  ตอนแรกฟางตงไม่เห็นด้วยกับการให้เหลาเหล่ามาอยู่ที่นี่  เพราะจะนำภัยมาสู่ตัว  เขาเป็นผู้มีปราณหยางแข็งแกร่ง จากการฝึกปราณธาตุไฟ  แต่ฟางเซียนบอกว่าเธอได้แจ้งเรื่องให้ทางสมาคมการค้าตะวันจันทราทราบแล้ว และนำเรื่องนี้ไปขอความช่วยเหลือจากตำหนักเทพมังกรคราม  ทำให้ตอนนี้รอบคฤหาสน์มีแต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิอยู่เต็มไปหมด


            ทางเหลาเหล่านั้นได้ติดต่อไปหาอี้หาน  ว่าช่วงนี้ให้ฝึกเองไปก่อน  อย่ากลับไปที่นั่นอีก  เพราะนางมารปิงโหย่วอาจจะวนเวียนอยู่แถวนั้น  ซึ่งอี้หานก็รับคำ  ทำให้เหลาเหล่าสบายใจไปเปราะหนึ่ง


            “เหลาเหล่า วันอาทิตย์นี้คุณจะไปสมาคมการค้าตะวันจันทรากับฉันไหม” ฟางเซียนถาม


            “เรื่องงานประมูลน่ะเหรอ  ฉันได้ข่าวว่ามีโอสถเสริมลมปราณที่ปรุงด้วยวิธีโบราณมาให้ประมูลด้วย  หรือว่าเธอสนใจโอสถนั่น” เหลาเหล่ากล่าว


            “นั่นแหละ  ฉันอยากเห็นมันด้วยตาตัวเอง  แต่คงไม่มีปัญญาซื้อหรอกนะ” ฟางเซียนแสดงสีหน้าจนปัญญา


            “ไปสิ  ฉันได้ข่าวว่าเทพกระบี่อวี้กงจะมางานประมูลครั้งนี้ด้วย  ฉันถึงขนาดจ่ายเงินซื้อรูปของเขาจากสมาคมการค้าเชียวนะ” เหลาเหล่าหยิบรูปของอวี้กงตอนกำลังสู้กับคิไมร่าออกมาให้ฟางเซียนดู  ซึ่งเธอจ้องตาชายหนุ่มในรูปไม่กระพริบเลยทีเดียว


            “หืม  ฟางเซียนของเราดูเหมือนจะถูกใจอวี้กงเข้าเสียแล้ว ฮิ ฮิ” เหลาเหล่าพูดหยอกล้อฟางเซียน


            “บะ...บ้าเหรอเหลาเหล่า  ฉันแค่จะจำหน้าของเขาไว้  เวลาเจอจะได้ทักถูกคน หรือไม่เผลอไปล่วงเกินเขา” ฟางเซียนพูดแก้ตัว


            “ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า อวี้กงสนิทกับคุณหนูไป๋มาก  บางข่าวบอกว่าอวี้กงจะมาเป็นเขยของตระกูลไป๋  แต่มันก็เชื่อถือไม่ได้หรอกนะ” เหลาเหล่ากล่าว  เขาลุกขึ้นเตรียมเดินกลับไปยังห้องพัก  ส่วนฟางเซียนเองก็จะกลับไปพักผ่อนเช่นกัน


            ค่ำคืนนี้ของแต่ละคน  จบลงไป  ตอนนี้ไป่ฉีได้หลับไปแล้ว  แต่บนดาดฟ้าอาคารฝั่งตรงข้าม  กลับมีเงาของหลวงจีนรูปหนึ่งยืนอยู่  สายตาจ้องมองมาที่ห้องของครอบครัวไป่


            “สหายข้า  โชคชะตาช่างเล่นตลกกับเจ้ายิ่งนัก  จากรุ่งเรืองสู่เสื่อมถอย  จากเสื่อมถอยสู่รุ่งเรือง  แม้จะหมุนเวียนเปลี่ยนเช่นนี้  แต่เจ้าก็ยังเลือกทางแห่งการฝึกตนเช่นเดิม  ข้าหวังว่าเจ้าจะได้สร้างครอบครัวที่มีความสุข สมดังที่เจ้าได้เคยบอกข้าเอาไว้  ข้าไท่ซื่อคงจะคอยเฝ้ามองเจ้าอยู่” กล่าวจบร่างของหลวงจีนก็สลายหายไปราวกับหมอก

    ________________________________

    ตอนสุดท้ายของวันนี้ครับ ^^