“อสูรกลายพันธุ์ระดับกลางอย่างนั้นหรือ?”
เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าตนเองเยี่ยนเกาหย่วนสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที
อสูรกลายพันธุ์ระดับกลางมีค่าพลังวิญญาณสูงสุดระหว่าง 4,000 ถึง 6,000 หน่วย พวกมันสามารถต้านทานกระสุนปืนและปืนใหญ่บางชนิดได้พลังรบอันแข็งแกร่งของมันเพียงพอที่จะคุกคามหน่วยรบติดอาวุธครบมือทั้งกองร้อย
แม้เยี่ยนเกาหย่วนจะเป็นหนึ่งในเหล่าอัจฉริยะแถวหน้าของประเทศนี้แต่ตอนนี้เขายังคงอยู่ในระดับกลางเท่านั้น
และในระดับเดียวกันนี้มนุษย์ที่ต้องเผชิญหน้ากับอสูรกลายพันธุ์ที่ผ่านสนามรบมาแล้วย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
จุดที่ควรโฟกัสคือ‘ระดับกลาง’ เป็นการจัดแบ่งพลังเบื้องต้นของมนุษย์
นอกจากระดับกลางแล้ว ยังมีระดับต่ำและระดับสูง
ระดับต่ำ มีค่าพลังวิญญาณสูงสุดประมาณ 1,000ถึง 3,000 หน่วยพลังกายแข็งแกร่งเกินกว่าคนทั่วไปความสามารถทุกด้านพัฒนาขึ้นจากเดิมอย่างก้าวกระโดด
ส่วนระดับสูง มีค่าพลังวิญญาณสูงสุดประมาณ 7,000ถึง 9,000 หน่วยสิ่งมีชีวิตในระดับนี้มีพละกำลังมากพอที่จะกระชากโลหะผสมเป็นชิ้นๆความเร็วของพวกมันว่องไวจนยากที่สายตามนุษย์จะมองตามได้ทันเป็นเครื่องจักรสังหารอย่างแท้จริง
กล่าวอีกนัยหนึ่งอสูรกลายพันธุ์ระดับสูงตัวเดียวก็เพียงพอที่จะคุกคามความปลอดภัยของทั้งเมืองได้
ลองจินตนาการดูก็ได้หากสัตว์อสูรมีความเร็วเหนือการมองเห็นของสายตามนุษย์ทั้งยังมีพละกำลังมากพอที่จะฉีกกระชากโลหะผสมปรากฏตัวขึ้นในเมืองภาพนั้นคง...ชวนให้ขวัญผวาอย่างยิ่ง
แต่ถึงอย่างนั้นนี่ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวที่สุด เพราะเรื่องที่น่ากลัวที่สุดคือเหนือระดับสูงขึ้นไป ยังมีระดับที่เรียกว่า ‘เหนือธรรมชาติ’อยู่ด้วย
แต่น่าเสียดายที่การมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ มนุษย์ยังเข้าถึงข้อมูลได้น้อยมากข้อมูลที่รวบรวมได้ไม่เพียงพอที่จะอธิบายถึงพวกมัน
......
“คราวนี้ปัญหาใหญ่แล้วสิ”
เยี่ยนเกาหย่วนหรี่ตาลงเล็กน้อยและใช้พลังวิญญาณห่อหุ้มอวัยวะสำคัญของร่างกายโดยไม่รู้ตัว
สัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับกลางหนึ่งตัวก็มากพอที่จะทำให้ขนหัวลุกแม้แต่เขาก็ไม่เว้น
ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือภาวนาว่าเผ่าพันธุ์ของสัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับกลางตัวนี้จะไม่ใช่สัตว์นักล่าขนาดใหญ่อย่างสิงโตเสือ หรือเสือดาว มิฉะนั้นแล้ว ความอันตรายของมันจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
แต่ไม่นานเยี่ยนเกาหย่วนก็เหมือนเห็นบางอย่าง เขาเบิกตากว้างจ้องมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
นั่นมันสัตว์ที่โด่งดังมากตัวหนึ่ง
ทว่าเมื่อมองขนสีขาวราวหิมะที่ตั้งชี้ฟูคล้ายหนามเม่น ดวงตาสีแดงฉานและขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นหลายเท่าของมัน สีหน้าของเยี่ยนเกาหย่วนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ฮันนี่แบดเจอร์กลายพันธุ์เหรอ?”
เยี่ยนเกาหย่วนพึมพำขึ้นมาพร้อมกับถอยร่นออกไปอย่างรวดเร็ว
เสียงฟาดดังสนั่นกรงเล็บแหลมคมของมันหวดใส่ต้นไม้ขนาดเท่าถังน้ำข้างตัวเยี่ยนเกาหย่วน
จากนั้น ก่อนที่เขาจะได้ทันตั้งตัวต้นไม้ขนาดเท่าถังน้ำต้นนั้นก็แยกออกเป็นสองส่วนอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นรอยตัดเรียบเนียนราวกระจก
“นี่ยิ่งกว่าปัญหาอีกมั้ง”
เยี่ยนเกาหย่วนเผยรอยยิ้มขมขื่นก่อนที่เท้าขวาจะกระทืบลงบนพื้นพุ่งเข้าใส่ฮันนี่แบดเจอร์กลายพันธุ์ราวกับลูกปืนใหญ่
การต่อสู้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้
ตอนนี้เรื่องเดียวที่เยี่ยนเกาหย่วนปรารถนาคือหลังจากที่ขับไล่ฮันนี่แบดเจอร์กลายพันธุ์ตัวนี้ไปได้แล้วเขาจะสามารถพาทุกคนออกจากขุนเขาแห่งหมอกอันน่ารังเกียจนี้ไปได้ขณะที่ยังมีลมหายใจ
........
ไม่นานหลังจากนั้น ณ ชายป่าแห่งหนึ่ง
แค่ก แค่ก...
ร่างหนึ่งเดินโซเซออกมาจากม่านหมอกมือกุมบริเวณหน้าอก
และด้านหลังของเขายังมีอีกหลายร่างในสภาพสะบักสะบอมที่พยุงประคองกันและกัน
“เราพักตรงนี้ไม่ได้”
เยี่ยนเกาหย่วนกระอักเลือดออกมาคำหนึ่งก่อนจะหันไปมองส่วนลึกของขุนเขา พร้อมเตือนทุกคน
“อืม...”
ผู้พันหนวดเครายาวเฟิ้มพยักหน้าเห็นด้วย
แต่หากเทียบกับก่อนหน้านี้ผู้พันคนนี้ดูน่าเวทนาเป็นพิเศษ หลังของเขามีบาดแผลเลือดอาบสามแห่งเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งไปไม่เหลือสภาพเค้าเดิม
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น คนอื่นๆก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากัน
และที่โชคร้ายไปกว่านั้นคือพวกเขาสูญเสียพวกพ้องเพื่อนร่วมรบไปถึงหกคน
ผู้พันกัดฟันกรอดพลางเร่งฝีเท้า
ในที่สุดพวกเขาก็หนีจากฝูงหมาป่าวายุสีครามเหล่านั้นมาได้หากตอนนี้ยังไม่ถอยทัพ คงจะสายเกินไป
และเรื่องที่เลวร้ายที่สุดก็คือในบรรดาสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่โจมตีพวกเขา มีฮันนี่แบดเจอร์อยู่ตัวหนึ่ง
เมื่อนึกถึงมันขึ้นมาผู้พันก็เผยรอยยิ้มขมขื่น
ทำไมต้องเป็นเจ้าตัวแสบจองเวรเก่งตัวนั้นด้วยนะ!
เพราะเจ้าตัวนั้นแหละพวกเขาจึงต้องถอยทัพหนีจากสัตว์อสูรกลายพันธุ์โดยไม่กล้าหยุดพักแม้แต่น้อยซ้ำยังต้องมุ่งหน้าไปทางด้านนอกของขุนเขา
ฮันนี่แบดเจอร์ ฮันนี่แบดเจอร์ตัวนั้น...
ไม่หวั่นความตาย พร้อมสู้ไม่ถอย
แม้พลังรบจะเทียบเท่าสิงโต เสือหรือเสือดาวไม่ได้เลย แต่ชื่อเสียงของมันก็เล่าลือไปทั่วโลก
แต่ในบรรดาชื่อเสียงเหล่านั้นเรื่องที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือ เจ้าตัวนี้อาฆาตรุนแรง
หากคุณไปยั่วโมโหมันและไม่ได้สังหารมันให้ตายสิ่งที่คุณจะได้รับคือการแก้แค้นแบบไม่หวั่นเกรงอะไรทั้งสิ้นจากเจ้าตัวบ้าคลั่งนั่น
คุณอาจไม่รู้ฮันนี่แบดเจอร์ที่เคยถูกสิงโตจ้องมอง มันถึงกับขุดรูในตอนกลางคืนเจาะเข้าไปในสวนสัตว์เพื่อสู้กับสิงโตเลยทีเดียว
แม้จะไม่ได้ชนะแต่ความอาฆาตที่เป็นธรรมชาติของเผ่าพันธุ์นี้ก็ทำให้ทุกคนหวาดกลัว
และตอนนี้ฮันนี่แบดเจอร์กลายพันธุ์ตัวหนึ่งซึ่งทรงพลังจนแม้แต่เยี่ยนเกาหย่วนที่เป็นผู้มีพลังเหนือธรรมชาติยังเกือบพลาดท่ากำลังจ้องเล่นงานพวกเขาอยู่
พวกเขาจะไม่ตื่นตระหนกได้ยังไงไหว?
หากยังไม่รีบถอนตัวอาจจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ก็เป็นได้
.......
ในตอนนี้เยี่ยนเกาหย่วนและพวกพ้องที่เหลือไม่รู้เลยว่า ไกลออกไปในหุบเขาอันลึกลับนั้นต้นหลิวต้นหนึ่งที่จ้องมองพวกเขามาตลอด ได้ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“ตัวปัญหาพวกนั้น ไปได้สักที”
ใช่แล้ว ในที่สุดพวกนั้นก็ไปเสียที
หากอวี๋จื่ออวี๋เดาไว้ไม่ผิดพวกเขาคงจะไม่กลับมาในระยะเวลาอันใกล้นี้
จริงๆ แล้วต้องบอกว่าในขณะที่คนเหล่านั้นกำลังสู้อย่างดุเดือดกับหมาป่าวายุและฮันนี่แบดเจอร์อวี๋จื่ออวี๋ก็มีความคิดว่าจะลงมือเพื่อปิดปากพวกเขาทั้งหมด
ด้วยพลังของเขาในตอนนี้การฆ่าปิดปากพวกเขาไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตรด้วยการผสานความสามารถหมอกหนาและสร้างภาพหลอนอวี๋จื่ออวี๋สามารถสังหารพวกเขาให้สิ้นซากได้ในพริบตา
แต่เมื่อคิดไปคิดมาอวี๋จื่ออวี๋ก็เลือกที่จะยอมปล่อย
เขาจำเป็นต้องใช้ปากของคนกลุ่มนี้ทำให้ผู้นำระดับสูงของมนุษย์หยุดสำรวจชั่วคราวเขาจะได้มีเวลาพัฒนาตัวเองอย่างแท้จริง
ไม่ว่าการมีอยู่ของเขาจะถูกเปิดเผยหรือไม่เพียงแค่หมอกหนาและสัตว์อสูรกลายพันธุ์จำนวนมากที่ซ่อนอยู่ภายในก็เพียงพอที่จะทำให้บางคนไม่กล้าเสี่ยงเข้ามาสำรวจอีก
ส่วนเรื่องที่มนุษย์จะปูพรมขีปนาวุธเพื่อทำลายขุนเขาแห่งนี้หรือไม่
ตามหลักเหตุผลแล้ว ไม่น่าจะเป็นไปได้
เพราะในยุคที่พลังวิญญาณฟื้นคืนเช่นนี้สถานที่อย่างขุนเขาที่อวี๋จื่ออวี้อาศัยอยู่นั้น มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน
ก่อนที่จะยืนยันได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติซ่อนอยู่ในขุนเขาแห่งนี้อวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่า ‘มนุษย์’ ยังไม่มีความกล้าพอที่จะใช้ขีปนาวุธโดยตรงในทันทีหรอก
แผนที่อวี๋จื่ออวี๋คิดจะทำจากนี้ก็คือการใช้สัตว์อสูรกลายพันธุ์เหล่านี้ซึ่งไม่ได้ถือว่ามีพลังด้อยไปกว่ากันทำการขับไล่พวกมนุษย์ออกไป โดยที่เขาไม่ต้องเปิดเผยตัวตน
ด้วยวิธีนี้เขาจะสามารถซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังและพัฒนาตัวเองได้อย่างสบายใจ
เมื่อคิดทบทวนแล้วอวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่พบจุดบกพร่องใดๆ
“หากไม่มีอะไรผิดพลาดเรื่องนี้ก็น่าจะจบลงในอีกไม่นาน”
ตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋ต้องการเพียงความ‘มั่นคง’ เท่านั้นส่วนเรื่องว่าในอนาคตจะถูกค้นพบหรือไม่นั่นไม่ใช่เรื่องที่สามารถพิจารณาได้ในตอนนี้
เขาได้ทำในสิ่งที่ทำได้หมดแล้วที่เหลือก็คือสุดแล้วแต่โชคชะตาจะนำพา