Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 อสูรกลายพันธุ์ระดับกลางงั้นหรือ

            “อสูรกลายพันธุ์ระดับกลางอย่างนั้นหรือ?”

            เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าตนเองเยี่ยนเกาหย่วนสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที

            อสูรกลายพันธุ์ระดับกลางมีค่าพลังวิญญาณสูงสุดระหว่าง 4,000 ถึง 6,000 หน่วย พวกมันสามารถต้านทานกระสุนปืนและปืนใหญ่บางชนิดได้พลังรบอันแข็งแกร่งของมันเพียงพอที่จะคุกคามหน่วยรบติดอาวุธครบมือทั้งกองร้อย

            แม้เยี่ยนเกาหย่วนจะเป็นหนึ่งในเหล่าอัจฉริยะแถวหน้าของประเทศนี้แต่ตอนนี้เขายังคงอยู่ในระดับกลางเท่านั้น

            และในระดับเดียวกันนี้มนุษย์ที่ต้องเผชิญหน้ากับอสูรกลายพันธุ์ที่ผ่านสนามรบมาแล้วย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

            จุดที่ควรโฟกัสคือ‘ระดับกลาง’ เป็นการจัดแบ่งพลังเบื้องต้นของมนุษย์

            นอกจากระดับกลางแล้ว ยังมีระดับต่ำและระดับสูง

            ระดับต่ำ มีค่าพลังวิญญาณสูงสุดประมาณ 1,000ถึง 3,000 หน่วยพลังกายแข็งแกร่งเกินกว่าคนทั่วไปความสามารถทุกด้านพัฒนาขึ้นจากเดิมอย่างก้าวกระโดด

            ส่วนระดับสูง มีค่าพลังวิญญาณสูงสุดประมาณ 7,000ถึง 9,000 หน่วยสิ่งมีชีวิตในระดับนี้มีพละกำลังมากพอที่จะกระชากโลหะผสมเป็นชิ้นๆความเร็วของพวกมันว่องไวจนยากที่สายตามนุษย์จะมองตามได้ทันเป็นเครื่องจักรสังหารอย่างแท้จริง

            กล่าวอีกนัยหนึ่งอสูรกลายพันธุ์ระดับสูงตัวเดียวก็เพียงพอที่จะคุกคามความปลอดภัยของทั้งเมืองได้

            ลองจินตนาการดูก็ได้หากสัตว์อสูรมีความเร็วเหนือการมองเห็นของสายตามนุษย์ทั้งยังมีพละกำลังมากพอที่จะฉีกกระชากโลหะผสมปรากฏตัวขึ้นในเมืองภาพนั้นคง...ชวนให้ขวัญผวาอย่างยิ่ง

            แต่ถึงอย่างนั้นนี่ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวที่สุด เพราะเรื่องที่น่ากลัวที่สุดคือเหนือระดับสูงขึ้นไป ยังมีระดับที่เรียกว่า ‘เหนือธรรมชาติ’อยู่ด้วย

            แต่น่าเสียดายที่การมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ มนุษย์ยังเข้าถึงข้อมูลได้น้อยมากข้อมูลที่รวบรวมได้ไม่เพียงพอที่จะอธิบายถึงพวกมัน

            ......

            “คราวนี้ปัญหาใหญ่แล้วสิ”

            เยี่ยนเกาหย่วนหรี่ตาลงเล็กน้อยและใช้พลังวิญญาณห่อหุ้มอวัยวะสำคัญของร่างกายโดยไม่รู้ตัว

            สัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับกลางหนึ่งตัวก็มากพอที่จะทำให้ขนหัวลุกแม้แต่เขาก็ไม่เว้น

            ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือภาวนาว่าเผ่าพันธุ์ของสัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับกลางตัวนี้จะไม่ใช่สัตว์นักล่าขนาดใหญ่อย่างสิงโตเสือ หรือเสือดาว มิฉะนั้นแล้ว ความอันตรายของมันจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

            แต่ไม่นานเยี่ยนเกาหย่วนก็เหมือนเห็นบางอย่าง เขาเบิกตากว้างจ้องมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

            นั่นมันสัตว์ที่โด่งดังมากตัวหนึ่ง

            ทว่าเมื่อมองขนสีขาวราวหิมะที่ตั้งชี้ฟูคล้ายหนามเม่น ดวงตาสีแดงฉานและขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นหลายเท่าของมัน สีหน้าของเยี่ยนเกาหย่วนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

            “ฮันนี่แบดเจอร์กลายพันธุ์เหรอ?”

            เยี่ยนเกาหย่วนพึมพำขึ้นมาพร้อมกับถอยร่นออกไปอย่างรวดเร็ว

            เสียงฟาดดังสนั่นกรงเล็บแหลมคมของมันหวดใส่ต้นไม้ขนาดเท่าถังน้ำข้างตัวเยี่ยนเกาหย่วน

            จากนั้น ก่อนที่เขาจะได้ทันตั้งตัวต้นไม้ขนาดเท่าถังน้ำต้นนั้นก็แยกออกเป็นสองส่วนอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นรอยตัดเรียบเนียนราวกระจก

            “นี่ยิ่งกว่าปัญหาอีกมั้ง”

            เยี่ยนเกาหย่วนเผยรอยยิ้มขมขื่นก่อนที่เท้าขวาจะกระทืบลงบนพื้นพุ่งเข้าใส่ฮันนี่แบดเจอร์กลายพันธุ์ราวกับลูกปืนใหญ่

            การต่อสู้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

            ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้

            ตอนนี้เรื่องเดียวที่เยี่ยนเกาหย่วนปรารถนาคือหลังจากที่ขับไล่ฮันนี่แบดเจอร์กลายพันธุ์ตัวนี้ไปได้แล้วเขาจะสามารถพาทุกคนออกจากขุนเขาแห่งหมอกอันน่ารังเกียจนี้ไปได้ขณะที่ยังมีลมหายใจ

            ........

            ไม่นานหลังจากนั้น ณ ชายป่าแห่งหนึ่ง

            แค่ก แค่ก...

            ร่างหนึ่งเดินโซเซออกมาจากม่านหมอกมือกุมบริเวณหน้าอก

            และด้านหลังของเขายังมีอีกหลายร่างในสภาพสะบักสะบอมที่พยุงประคองกันและกัน

            “เราพักตรงนี้ไม่ได้”

            เยี่ยนเกาหย่วนกระอักเลือดออกมาคำหนึ่งก่อนจะหันไปมองส่วนลึกของขุนเขา พร้อมเตือนทุกคน

            “อืม...”

            ผู้พันหนวดเครายาวเฟิ้มพยักหน้าเห็นด้วย

            แต่หากเทียบกับก่อนหน้านี้ผู้พันคนนี้ดูน่าเวทนาเป็นพิเศษ หลังของเขามีบาดแผลเลือดอาบสามแห่งเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งไปไม่เหลือสภาพเค้าเดิม

            ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น คนอื่นๆก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากัน

            และที่โชคร้ายไปกว่านั้นคือพวกเขาสูญเสียพวกพ้องเพื่อนร่วมรบไปถึงหกคน

            ผู้พันกัดฟันกรอดพลางเร่งฝีเท้า

            ในที่สุดพวกเขาก็หนีจากฝูงหมาป่าวายุสีครามเหล่านั้นมาได้หากตอนนี้ยังไม่ถอยทัพ คงจะสายเกินไป

            และเรื่องที่เลวร้ายที่สุดก็คือในบรรดาสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่โจมตีพวกเขา มีฮันนี่แบดเจอร์อยู่ตัวหนึ่ง

            เมื่อนึกถึงมันขึ้นมาผู้พันก็เผยรอยยิ้มขมขื่น

            ทำไมต้องเป็นเจ้าตัวแสบจองเวรเก่งตัวนั้นด้วยนะ!

            เพราะเจ้าตัวนั้นแหละพวกเขาจึงต้องถอยทัพหนีจากสัตว์อสูรกลายพันธุ์โดยไม่กล้าหยุดพักแม้แต่น้อยซ้ำยังต้องมุ่งหน้าไปทางด้านนอกของขุนเขา

            ฮันนี่แบดเจอร์ ฮันนี่แบดเจอร์ตัวนั้น...

            ไม่หวั่นความตาย พร้อมสู้ไม่ถอย

            แม้พลังรบจะเทียบเท่าสิงโต เสือหรือเสือดาวไม่ได้เลย แต่ชื่อเสียงของมันก็เล่าลือไปทั่วโลก

            แต่ในบรรดาชื่อเสียงเหล่านั้นเรื่องที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือ เจ้าตัวนี้อาฆาตรุนแรง

            หากคุณไปยั่วโมโหมันและไม่ได้สังหารมันให้ตายสิ่งที่คุณจะได้รับคือการแก้แค้นแบบไม่หวั่นเกรงอะไรทั้งสิ้นจากเจ้าตัวบ้าคลั่งนั่น

            คุณอาจไม่รู้ฮันนี่แบดเจอร์ที่เคยถูกสิงโตจ้องมอง มันถึงกับขุดรูในตอนกลางคืนเจาะเข้าไปในสวนสัตว์เพื่อสู้กับสิงโตเลยทีเดียว

            แม้จะไม่ได้ชนะแต่ความอาฆาตที่เป็นธรรมชาติของเผ่าพันธุ์นี้ก็ทำให้ทุกคนหวาดกลัว

            และตอนนี้ฮันนี่แบดเจอร์กลายพันธุ์ตัวหนึ่งซึ่งทรงพลังจนแม้แต่เยี่ยนเกาหย่วนที่เป็นผู้มีพลังเหนือธรรมชาติยังเกือบพลาดท่ากำลังจ้องเล่นงานพวกเขาอยู่

            พวกเขาจะไม่ตื่นตระหนกได้ยังไงไหว?

            หากยังไม่รีบถอนตัวอาจจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ก็เป็นได้

            .......

            ในตอนนี้เยี่ยนเกาหย่วนและพวกพ้องที่เหลือไม่รู้เลยว่า ไกลออกไปในหุบเขาอันลึกลับนั้นต้นหลิวต้นหนึ่งที่จ้องมองพวกเขามาตลอด ได้ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก

            “ตัวปัญหาพวกนั้น ไปได้สักที”

            ใช่แล้ว ในที่สุดพวกนั้นก็ไปเสียที

            หากอวี๋จื่ออวี๋เดาไว้ไม่ผิดพวกเขาคงจะไม่กลับมาในระยะเวลาอันใกล้นี้

            จริงๆ แล้วต้องบอกว่าในขณะที่คนเหล่านั้นกำลังสู้อย่างดุเดือดกับหมาป่าวายุและฮันนี่แบดเจอร์อวี๋จื่ออวี๋ก็มีความคิดว่าจะลงมือเพื่อปิดปากพวกเขาทั้งหมด

            ด้วยพลังของเขาในตอนนี้การฆ่าปิดปากพวกเขาไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตรด้วยการผสานความสามารถหมอกหนาและสร้างภาพหลอนอวี๋จื่ออวี๋สามารถสังหารพวกเขาให้สิ้นซากได้ในพริบตา

            แต่เมื่อคิดไปคิดมาอวี๋จื่ออวี๋ก็เลือกที่จะยอมปล่อย

            เขาจำเป็นต้องใช้ปากของคนกลุ่มนี้ทำให้ผู้นำระดับสูงของมนุษย์หยุดสำรวจชั่วคราวเขาจะได้มีเวลาพัฒนาตัวเองอย่างแท้จริง

            ไม่ว่าการมีอยู่ของเขาจะถูกเปิดเผยหรือไม่เพียงแค่หมอกหนาและสัตว์อสูรกลายพันธุ์จำนวนมากที่ซ่อนอยู่ภายในก็เพียงพอที่จะทำให้บางคนไม่กล้าเสี่ยงเข้ามาสำรวจอีก

            ส่วนเรื่องที่มนุษย์จะปูพรมขีปนาวุธเพื่อทำลายขุนเขาแห่งนี้หรือไม่

            ตามหลักเหตุผลแล้ว ไม่น่าจะเป็นไปได้

            เพราะในยุคที่พลังวิญญาณฟื้นคืนเช่นนี้สถานที่อย่างขุนเขาที่อวี๋จื่ออวี้อาศัยอยู่นั้น มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน

            ก่อนที่จะยืนยันได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติซ่อนอยู่ในขุนเขาแห่งนี้อวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่า ‘มนุษย์’ ยังไม่มีความกล้าพอที่จะใช้ขีปนาวุธโดยตรงในทันทีหรอก

            แผนที่อวี๋จื่ออวี๋คิดจะทำจากนี้ก็คือการใช้สัตว์อสูรกลายพันธุ์เหล่านี้ซึ่งไม่ได้ถือว่ามีพลังด้อยไปกว่ากันทำการขับไล่พวกมนุษย์ออกไป โดยที่เขาไม่ต้องเปิดเผยตัวตน

            ด้วยวิธีนี้เขาจะสามารถซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังและพัฒนาตัวเองได้อย่างสบายใจ

            เมื่อคิดทบทวนแล้วอวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่พบจุดบกพร่องใดๆ

            “หากไม่มีอะไรผิดพลาดเรื่องนี้ก็น่าจะจบลงในอีกไม่นาน”

            ตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋ต้องการเพียงความ‘มั่นคง’ เท่านั้นส่วนเรื่องว่าในอนาคตจะถูกค้นพบหรือไม่นั่นไม่ใช่เรื่องที่สามารถพิจารณาได้ในตอนนี้

            เขาได้ทำในสิ่งที่ทำได้หมดแล้วที่เหลือก็คือสุดแล้วแต่โชคชะตาจะนำพา

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน