จารึกที่ 239 : หมอกเพลิงและเถ้ากระดูก : ด่านแรกแห่งหุบเขา
ในมรรคาแห่งการบำเพ็ญเพียร ทรัพยากรและปราณฟ้าดินคือหนึ่งในรากฐาน บนเส้นทางสู่ความเป็นอมตะที่ปูลาดและเหยียบย่ำด้วยเถ้ากระดูกของผู้พ่ายแพ้ สถานที่ซึ่งสามารถสะท้อนความจริงอันโหดร้ายนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือ 'หุบเขาเพลิงผลาญ' 焚火谷 (เฝินหั่วกู่) เมื่อ 'นาวาทะลวงเมฆา' แล่นฝ่ากระแสลมอุ่นจัดมุ่งหน้าลงสู่ทิศใต้ ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานประดุจถูกย้อมด้วยโลหิต อากาศรอบด้านหาใช่เพียงแค่ร้อนระอุ ทว่ามันคือ 'ปราณอัคคีบรรพกาล' ที่เข้มข้นจนมิติบิดเบี้ยว ทุกลมหายใจที่สูดเข้าไปเปรียบเสมือนการดื่มกินเพลิงกัลป์เข้าไปแผดเผาเส้นชีพจรวิญญาณจากภายใน หากผู้ใดมีรากฐานปราณที่อ่อนแอ เพียงแค่อ้าปากหายใจก็อาจธาตุไฟแทรกซ้อนจนร่างระเบิดเป็นจุลได้
เบื้องล่างคือหุบเหวที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ภูเขาทุกผืนดำเกรียมไร้ชีวิต ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนบนเรือต้องขนลุกซู่คือ 'หมอกสีขาวหม่น' ที่ปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ มันมิใช่ละอองน้ำทิพย์ ทว่าคือ 'เถ้ากระดูก' ของยอดคนนับล้านชีวิตที่พ่ายแพ้ต่อเปลวเพลิงสวรรค์ในอดีต เมื่อปราณวิญญาณถูกแผดเผาจนสิ้นเกลี้ยง ร่างสังขารจึงกลายเป็นธุลีล่องลอยเค้งคว้าง เป็นอนุสรณ์สถานแห่งความตายที่ไร้เสียง
"วิถีเซียน... ช่างปูลาดด้วยซากศพเสียจริง" ฉินมู่หลาง พึมพำขณะลืมตาขึ้น ยอดอัจฉริยะแห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ผนึกเจตจำนงกระบี่ตัดห้วงเวลาออกมาเป็นเกราะล่องหนรอบกาย ตัดขาดกระแสความร้อนไม่ให้ลุกล้ำเข้าถึงตัว ในขณะที่หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นต้องประสานพลังจารึก 'อักขระเหมันต์คุ้มกาย' ให้ทุกคนอย่างสุดกำลัง หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดซึมตามหน้าผากของทั้งสอง
"ฮ่าๆๆ! ปราณอัคคีที่นี่ช่างบริสุทธิ์ยิ่งนัก!" เฟิงอวี้หราน กางพัดจีบรับลมร้อนด้วยสีหน้าเปรมปรีดิ์ "หากข้าได้ทำสมาธิที่นี่สักปี ข้าต้องทะลวงระดับวิญญาณแรกก่อตั้งได้แน่นอน!"
"หุบปากไปเลยศิษย์พี่อวี้หราน! เจ้าคิดว่าหุบเขานี้เป็นอุทยานพักผ่อนหรืออย่างไร!" อาเจีย ตะโกนด่าจากหัวเรือ ดวงตาที่มีวงแหวนแห่ง อักขระหลิง (零) หมุนวนอยู่ภายในกำลังสอดส่องทะลุผ่านม่านเถ้ากระดูก ในสายตาของเขานาวาทะลวงเมฆามิใช่เพียงเรือไม้หอม แต่มันคือโครงข่ายอักขระอันซับซ้อน
เขาเห็น 'เบ้าหลอมปราณ' ใจกลางเรือที่กำลังเผาผลาญศิลาปราณอย่างบ้าคลั่ง พลังงานถูกส่งผ่าน 'เส้นสายวิถี' ที่สลักไว้ตามโครงเรือประดุจเส้นเลือด เพื่อไปหล่อเลี้ยง 'อักขระเบาหวิว (轻 - ชิง)' ใต้ท้องเรือให้พยุงน้ำหนัก และ 'อักขระปราการ (御 - อวี้)' ที่กำลังสร้างม่านพลังสีครามปะทะกับเปลวเพลิงภายนอก ทว่าบัดนี้เส้นสายเหล่านั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความร้อนเกินขีดจำกัด!
(ระวังตัวด้วยเจ้าเด็กหน้าเงิน... โอ๊ย! ยัยหนูตัวดี! อย่าเพิ่งดึงผมข้าสิ! มันจะหลุดหมดหัวแล้ว!) เสียงของ มู่เฉิน ดังก้องในจิตสำนึก น้ำเสียงที่เคยสุขุมบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน นับตั้งแต่ ดรุณีน้อยในร่างหยก จิตวิญญาณที่แท้จริงของพู่กันตื่นขึ้นมา วิญญาณเซียนผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขาก็ต้องรับบทเป็น 'พี่เลี้ยงเด็ก' คอยประคองไม่ให้ ยัยตัวแสบ ซุกซนจนห้วงวิญญาณของอาเจียปั่นป่วน
ในห้วงจิตสีขาว แม่นางน้อยจอมวุ่น กำลังกระโดดโลดเต้นเกาะหลังมู่เฉินพลางดึงผมสีเงินของเขาเล่นอย่างเอาแต่ใจ "ตาแก่ผมขาว! ปล่อยข้านะ ข้าจะออกไปดูดซับไฟพวกนั้น! ข้าได้กลิ่นของอร่อยเต็มไปหมดเลย! นายท่านขี้งกข้างนอกนั่นก็มัวแต่ชักช้า!" นางแหวเสียงใสพลางพองแก้มป่องอย่างแง่งอน
(อะแฮ่ม... นายท่านหญิงน้อย โปรดสำรวมกิริยาหน่อยเถิด ข้ากำลังสอนงานศิษย์ไม่รักดีนี่อยู่... อาเจีย! เปลวเพลิงเบื้องหน้าคือ 'ค่ายกลเพลิงสัจธรรม' หากพุ่งเข้าไปตรงๆ โครงเรือจะกลายเป็นธุลีในอึดใจ!) มู่เฉินพยายามประคองท่าทีนอบน้อมต่อ เจ้าของพู่กันจอมดื้อ ขณะที่ต้องเตือนอาเจียไปพร้อมกัน
'เรื่องนั้นข้าเห็นแล้ววิญญาณเฒ่า! ท่านมัวแต่วิ่งไล่จับเด็กจนตาฝ้าฟางหรือไง! เส้นใยปราณอัคคีนับล้านเส้นขวางหน้าอยู่ประดุจกำแพงเหล็ก บัดซบเอ๊ย... กลับต้องมาเจอทางขาดทุนแบบนี้รึ!' อาเจียสบถในใจ
(อย่ามัวแต่บ่น! ข้าต้องคอยประคอง ยัยเด็กดื้อ ไม่ให้นาง 'เล่น' จนพลังเจ้าตีกลับเนี่ย เห็นหรือไม่! ในเมื่อ เจ้านายตัวน้อยยอมให้เจ้าหยิบยืมพลังแล้ว ก็จงใช้สิ่งที่เจ้าเพิ่งเข้าใจจัดการซะ!) มู่เฉินดุศิษย์อย่างอดไม่ได้ พลางหันไปพึมพำกับ แม่นางน้อยผู้สูงส่ง ที่กำลังเอียงคอสงสัยในห้วงจิต (แม่นาง... ยามนี้ต้องรบกวนท่านช่วยเจ้าเด็กนี่สักครา แต่อย่าได้เผลอใช้พลังรุนแรงเกินไปนัก เดี๋ยววิญญาณมันจะแตกสลายเอา...)
"ทุกคนเตรียมรับแรงกระแทก! เรากำลังจะเข้าสู่... 'ค่ายกลเพลิงธรรมชาติ'!" อาเจียตะโกนลั่น มือกระชากคันบัญชาพยนต์เพื่อปรับทิศทางเรือให้มั่นคง
พริบตาที่เรือสัมผัสเขตแดน เปลวเพลิงสีแดงอมดำก็ระเบิดขึ้นล้อมรอบ! ม่านปราณป้องกันหลอมละลายประดุจเทียนไข ทว่า นักพรตหมื่นอีแปะ กลับยังนั่งจิบชาท้ายเรือประดุจรูปสลัก มือเหี่ยวย่นตวัดแส้ปัดเพียงนิดเดียวเพื่อเคลือบ 'แกนบัญชาอักขระ' และ 'เบ้าหลอมปราณ' ของเรือไว้ 'ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่อีแปะเดียว' เพื่อไม่ให้เรือตก แต่ปล่อยส่วนอื่นให้ไหม้ไปตามยถากรรม
"ไอ้ตาเฒ่าขี้งก! ท่านปกป้องแค่ ตาค่ายกลนาวา เนี่ยนะ! ดูสิกราบเรือข้าจะไหม้หมดแล้ว!" อาเจียหันไปด่าอาจารย์ด้วยความเหลืออด
"เพ้ย! ข้าเป็นผู้คุ้มกัน ไม่ใช่คนขัดเรือ! หน้าที่ของข้าคือทำให้เรือไม่ตก ส่วนเรื่องที่เหลือเป็นหน้าที่ของกัปตันอย่างเจ้า! ขืนเรือพัง เจ้าต้องจ่ายค่าเสียหายให้ตระกูลเฟิงจนหมดตัวแน่!" นักพรตเฒ่าตอกกลับ
คำว่า 'จ่ายค่าเสียหายจนหมดตัว' ปลุกเจตจำนงความตระหนี่ของอาเจียให้ตื่นตัวถึงขีดสุด! เขาไม่มีวันยอมเสียเงินทองเด็ดขาด!
"ไม่มีวัน! เงินของข้าคือชีวิตของข้า! ไอ้เพลิงนรก ถอยไปซะ!"
อาเจียคว้า 'พู่กันนิรันดร์' ออกมา ภายในใจรู้สึกได้ถึงกระแสพลังที่นุ่มนวลทว่าสูงส่งประดุจมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง มันคือเจตจำนงของ ยัยตัวแสบในร่างหยก ที่กำลังส่งเสียงหัวเราะคิกคักด้วยความตื่นเต้น นางกำลังมองดูทะเลเพลิงข้างหน้าด้วยความสนใจใคร่รู้ อาเจียบังคับจิตให้มั่นคง ก่อนจะตวัดปลายพู่กันวาดสัญลักษณ์ ไตรอักขระวัฏจักร [△] ซ้อนทับกันกลางอากาศ
นี่คือหัวใจของ อักขระผสานขั้นที่สาม : ผสานข้ามสภาวะ อักขระจุลภาคนับล้านตัวที่เปี่ยมด้วยอำนาจแห่งสูญตาแตกตัวออกจากรอยหมึกเงิน พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าไปปะทะเพื่อดับไฟ แต่พุ่งเข้าไป 'ครอบคลุม' และสอดแทรกเข้าไปใน 'เส้นสายวิถีปราณอัคคี' ของธรรมชาติ บังคับให้สัจธรรมของเพลิงในรัศมีหนึ่งร้อยชุน "สูญเสียสถานะการดำรงอยู่" ไปชั่วขณะ!
"ฟู่มมมม!"
แทนที่จะระเบิด เปลวไฟเหล่านั้นกลับพร่าเลือนและจางหายไปราวกับภาพลวงตา ค่ายกลเพลิงธรรมชาติพลันเกิด 'อุโมงค์สุญญากาศ' ที่ปราศจากอุณหภูมิขึ้นตรงหน้าอย่างปาฏิหาริย์! นาวาทะลวงเมฆาพุ่งลอดผ่านไปได้อย่างงดงาม ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนเพิ่มเติมบนลำเรือ
(หึ... ไอ้เด็กหน้าเงิน เริ่มเข้าใจการตบตาครรลองสวรรค์ขึ้นมาบ้างแล้วสินะ... นี่! แม่นางน้อยจอมป่วน! อย่าเคี้ยวเล่นเศษเสี้ยววิญญาณข้าสิ!) มู่เฉินเอ่ยชมในห้วงจิต ทว่าประโยคหลังกลับต้องรีบห้ามปราม ยัยหนูตัวร้าย ที่เริ่มซนจนพลังในห้วงวิญญาณเริ่มปั่นป่วน
ทว่าในความเป็นจริง...
'แฮ่ก... แฮ่ก... ข้าไม่ได้เล่นแง่กับสัจธรรมได้ง่ายๆ หรอกวิญญาณเฒ่า แต่ข้าโดน ยัยเด็กดื้อ ของท่านสูบพลังจนขาสั่นแล้ว!' อาเจียหอบแฮ่กในใจ เหงื่อเย็นไหลโชกแผ่นหลัง 'ปราณทิพย์สูญตาของข้าหายวับไปกว่าครึ่งเพียงเพื่อเปิดทางแค่อึดใจเดียว! การฝืนแทรกแซงสัจธรรมนี่มันขาดทุนย่อยยับ!'
เมื่อเรือหลุดพ้นจากค่ายกล บรรยากาศก็เปลี่ยนไปสู่ป่าศิลาเกรียม อาเจียสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่หนักแน่นมั่นคงอยู่เบื้องล่าง "ข้าเจอแล้ว... 'ปราณผลึกปฐพี' อยู่ข้างล่างนั่น!"
ทว่ารอยยิ้มหน้าเงินก็ต้องหุบลง เมื่อเนตรสูญตาเห็นโครงข่ายค่ายกลสังหารที่ซุ่มอยู่ พร้อมกลิ่นอายอัสนีที่คุ้นเคย
"ช้าก่อน! มีคนซุ่มอยู่ข้างล่าง... กลิ่นอายแบบนี้... พวกเวรตะไลจาก 'สำนักอัสนีบาต'!"
อาเจียตะโกนเตือน ทว่ายังไม่ทันที่เรือจะเลี่ยงพ้น อัสนีบาตสีม่วงดำขนาดมหึมาก็ผ่าเปรี้ยงลงมาจากฟากฟ้า พุ่งตรงเข้าใส่ตัวเรืออย่างอำมหิต!
ในชั่วพริบตาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ภายในห้วงจิตของอาเจีย จิตวิญญาณพู่กันตัวน้อย เบิกตากว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจขั้นสุด! นางมองเห็นสายฟ้าสีม่วงที่กำลังพุ่งมาเป็น 'ริบบิ้นสายสวย' ที่น่าสนุก นางหัวเราะคิกคักเสียงใสพลางกระโดดโลดเต้นไปมาในทะเลวิญญาณของอาเจีย มือเล็กๆ ของนางเอื้อมออกไปข้างหน้า และทำการ "ดึง" เอาปราณสูญตาของอาเจียไปใช้อย่างร่าเริงและเอาแต่ใจ เพื่อที่จะขยายมิติออกไป "จับ" สายฟ้านั้นมาเล่น!
(ว้าว! ริบบิ้นสีม่วงเส้นเบ้อเริ่มเลย! นายท่านขี้งก ข้าจะเอาอันนั้น! รีบไปจับมันมาให้ข้าเล่นเดี๋ยวนี้เลยนะ!)
'อั้ก! ยัยหนูบ้า! หยุดนะ! ปราณพลังข้า... ข้าขาสั่นจนจะยืนไม่อยู่แล้ว!' อาเจียหน้าซีดเผือด เมื่อพลังในร่างกายถูก ยัยตัวร้าย สูบหายไปในพริบตาประดุจทำนบพังทลาย
(นายท่านหญิงน้อย! ใจเย็นก่อนขอรับ! นั่นไม่ใช่ของเล่น! โอ๊ย... อาเจีย เจ้าเด็กโง่ รีบประคองเรือไว้ นางกำลังจะดึงพลังเจ้าไปจับสายฟ้าแล้ว!) มู่เฉินแผดเสียงเตือนอย่างลนลาน ขณะที่ต้องพยายามกัน ยัยเด็กซน ไม่ให้นางเผลอสูบเอาปราณพลังเยอะเกินไปจนทำลายทั้งศัตรูและอาเจียไปพร้อมกัน!