อิสราแยกตัวไปแล้วทิ้งให้ผมยืนรอชั้นบนสุดของเวทีที่ 1 เพียงลำพัง ใจยังกังวลกับงานที่ไม่คุ้นเคยอีกไม่นานพิธีกรคงก้าวขึ้นเวทีแล้วผมจะได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้ช่วยของนักข่าวสาวเต็มตัว
ทันใดนั้นผมรู้สึกถึงของแข็งบางอย่างที่กระทบที่ข้อเท้าไม่แรงมากเมื่อก้มลงดูก็พบว่าเป็นลูกบอลที่กำลังกระดอนเปลี่ยนทิศทางกลิ้งเข้าไปยังพื้นที่วัยรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งกำลังยืนจับกลุ่มคุยกันผมเขย่งก้าวกระโดดไปทิศทางนั้นแล้วใช้เท้าหยุดบอลให้อยู่นิ่งด้วยความว่องไวถ้าลูกบอลไม่บังเอิญมาชนข้อเท้าผม มันคงกลิ้งต่อไปถึงขั้นบันไดของเวทีหาเสียงและอาจตกไปตามแรงโน้มถ่วงจนถึงขั้นสุดท้าย จนคนข้างล่างแตกตื่นอาจไปขัดจังหวะการปราศรัย หรือทำให้เกิดอันตรายได้
สักครู่หนึ่งก็มีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งมาทางผมน่าจะอายุสักห้าหกขวบ
“เราชื่อออซเราขอลูกบอลคืนได้ไหมครับ ท่าน...” เด็กชายหยุดยืนหอบเหนื่อยเล็กน้อยแล้วเงยหน้าจ้องผมสีหน้าเว้าวอน ดูน่าเอ็นดูไร้เดียงสา แม้เสียงจะใส ๆ ตามวัยแต่ผมรู้สึกว่าคำพูดคำจาของคนสมัยนี้ช่างฟังดูขัดหูปราศจากความไพเราะเพราะพริ้งอย่างที่ควรจะเป็น ตั้งแต่เล็กจนโตเขาคงถูกสอนให้ใช้สรรพนาม ‘เรา-ท่าน’ กับคนทุกคนอย่างเท่าเทียมผมเพิ่งสังเกตว่าข้อมือข้อเท้าของเด็กชายก็มีกำไลเอ็มซีเอสซีแบบเดียวกับผม
“ได้สิจ๊ะพี่ชื่อประชานะ” ผมฉีกยิ้ม ทำตัวเป็นคนรักเด็ก ผมย่อตัวลงใช้มือหนึ่งจับลูกบอลยื่นให้ อีกมือหนึ่งเอื้อมไปข้างหน้าหมายจะจับไหล่เขาแล้วแนะนำดี ๆ ว่าให้ไปเล่นไกลจากที่นี่หน่อยเดี๋ยวบอลจะกระเด็นเข้าไปรบกวนเวทีปราศรัยหาเสียง
แต่ฉับพลันที่มือผมสัมผัสเนื้อผ้าบนหัวไหล่เล็กๆ นั้น เด็กชายก็สะบัดตัวอย่างแรงแล้วกระโดดหนีราวกับมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมือผมไปแผดเผาผิวหนังอันบอบบางของเขาทั้งที่ผมไม่ได้มีพลังวิเศษเหนือธรรมชาติแบบนั้นดวงตาที่เคยไร้เดียงสาเบิกโพลงด้วยความตระหนก ปากน้อย ๆ อ้าค้างก่อนจะเปล่งเสียงร้องไห้จ้าออกมาผมชะงักงัน มือยังคงค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ทำอะไรไม่ถูกนอกจากยืนลุกลี้ลุกลนมองภาพตรงหน้า
“ท่านทำอะไรของท่านน่ะ”เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งแผดดังมาจากด้านหลัง ทำให้ผมสะดุ้งสุดตัวเธอวิ่งอ้อมไปก้มลงโอบกอดเด็กชายที่ซบลงบนอ้อมแขนเธออย่างรวดเร็ว หญิงสาวตวัดสายตาแข็งกร้าวมาที่ผมแววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นราวกับผมเป็นฆาตกร
“เราไม่ได้ทำอะไร”เสียงของผมแหบพร่ารีบทิ้งมือลงข้างตัวอย่างมีพิรุธ
“คนหน้าด้าน! ไอ้คนชั่ว! ไร้มารยาท! เราเห็นกับตาว่าท่านจับตัวลูกชายเรา”หญิงสาวพรั่งพรูถ้อยคำบริภาษออกมาไม่หยุดหย่อน ไม่แม้แต่จะถามชื่อแซ่ผมสักคำ
เสียงของเธอดังก้องจนคนรอบๆ หันมามอง ผมเห็นหญิงวัยรุ่นกลุ่มที่ยืนข้าง ๆ หยิบรีโมทออกมาเปิดฝาเตรียมไว้ ปลายรีโมทอันหนึ่งมีแสงเลเซอร์สีแดงเล็กๆ ฉายวาบมาที่หน้าอกผม นี่ไม่ใช่แค่การขู่ แต่มันคือการเตรียมพร้อมที่จะลงทัณฑ์ ผมรู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูกสันหลังได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นโครมครามในช่องอกขาที่สั่นเทาทั้งสองไม่กล้าขยับเขยื้อน ผมรีบแบมือสองข้างยกกวัดแกว่งในอากาศเป็นสัญลักษณ์ว่าปลอดอาวุธริมฝีปากสั่นระริกเกินกว่าจะอธิบายกับทุกคนว่าไม่ได้ทำอะไรผิด สาบานได้เลยว่าแค่จะแตะไหล่เขาด้วยความเอ็นดูไม่ได้ออกแรงผลักแม้แต่น้อยถ้าคิดว่าจะลักพาตัวลูกเธอต่อหน้าต่อตาสาธารณชนยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่
แทนที่ลำแสงสีแดงที่จ่อลำตัวผมจะหายไปกลับค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นช้า ๆ ถ้าทุกคนพร้อมใจกันเล็งมาทางนี้ผมคงลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้น
“ขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะค่ะ” เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง ผมหันขวับไป
อิสรายืนอยู่ตรงนั้นแล้วไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพื่อนร่วมงานผมน้อมตัวไหว้หญิงสาวผู้นั้นผมรีบทำตามก้มหัวลงต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้หญิงสาวยังคงกอดเด็กไว้แน่นไม่แสดงการตอบโต้ใด ๆ แม้แต่รับไหว้
“เขาไม่ค่อยได้เจอเด็กเลยเผลอแตะตัวลูกของท่าน ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแน่นอนค่ะ” อิสราช่วยพูดแก้ตัวแทนผมตีสีหน้านบน้อมในขณะที่ฟันขบกันแน่น ในใจรู้สึกโกรธแค้นแม่ของเด็กที่ประคบประหงมลูกมากเกินไปจริงอยู่ที่ควรสอนให้ระวังคนแปลกหน้า แต่นี่แค่แตะตัวไม่ใช่ให้ขนมหลอกล่ออะไรสักหน่อย ท่าทางผมก็ไม่ได้ดูโรคจิตเป็นคนใคร่เด็กแน่นอนคนที่ผิดควรจะเป็นแม่เด็ก เธอไม่ควบคุมดูแลลูกให้ดีปล่อยปะละเลยให้มาเล่นในสถานที่ไม่เหมาะสม เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูคิดอะไรถึงยอมให้เอาลูกบอลมาเล่นในพื้นที่นี้ ผมไม่มีวันเอ่ยคำขอโทษ เรื่องที่ไม่ได้ทำผิดแน่ที่ไหว้ไปเมื่อครู่แค่ทำเป็นเพื่ออิสราเท่านั้นถ้าทุกคนจะรุมชี้เป้าช็อตไฟฟ้าก็ต้องเล็งแม่ของเด็ก ไม่ใช่ผมแต่ผมไม่ได้สนับสนุนการลงโทษที่รุนแรงอะไรถึงเพียงนั้นหรอก
“วันหลังก็ช่วยบอกเพื่อนของท่านด้วยนะค่ะว่าอย่าทำแบบนี้อีก” หญิงสาวพูดกับอิสรา แล้วหันมาอาฆาตผมด้วยสายตาผมทำทีหันไปอีกทางไม่สนใจ เกรงว่าถ้าสบตากันจะกลั้นคำสบถตอบโต้ไปไม่ไหวตั้งแต่มาถึงโลกนี้เพิ่งถูกด่าทอหนักขนาดนี้เป็นครั้งแรกขนาดไมตรีที่วิพากวิจารณ์ผมแทบทุกวันยังไม่ได้ทำให้ผมโกรธเกรี้ยวขนาดนี้หัวหน้าเพียงตำหนิเพื่อหวังดีให้ผมปรับปรุงตนเองแต่หญิงสาวผู้นี้กลับสาดถ้อยคำใส่ผมอย่างไร้เหตุผลสิ้นดีบ้าคลั่งจนไม่ละอายใจว่าลูกจะเอาแบบอย่าง ผมขบกรามแน่นจนรู้สึกปวดหนึบถ้าอิสราไม่อยู่ด้วย ผมอาจจะเผลอตะคอกกลับไปด้วยคำหยาบคายไปแล้ว
ผู้คนรอบๆ ตัวที่หันมามอง กลับไปสนใจเวทีที่เริ่มมีเสียงปรบมือต้อนรับใครบางคน
“สวัสดีค่ะพ่อแม่พี่น้องทุกท่านขอกราบเรียนพ่อแม่พี่น้องชาวพฤฒธานีทุกคน” หญิงที่เดาว่าเป็นพิธีกรกล่าวทักทายผู้ชมเสียงดังก้องไปทั้งอัฒจันทร์
เลเซอร์ที่เล็งมาทางผมค่อยๆ ลดระดับลงวัยรุ่นหนุ่มสาวเก็บอาวุธรีโมทประจำกายใส่กระเป๋ากางเกงของตนเองแล้วหันไปสนทนากันต่ออิสรายืนกอดอกเอียงคอ จ้องมาทางผมด้วยสายตาจริงจัง
“ท่านทำอะไรของท่านจู่ ๆ ไปจับตัวคนอื่นแบบนั้นได้ไง”
“เออ...เราแค่อยากพาเขาไปเล่นที่ห่างๆ จากเวที...กลัว...กลัวจะเกิดอุบัติเหตุ” ผมตอบติด ๆ ขัด ๆ
"เฮ้อ... เกือบไปแล้วนะ ท่านก็รู้นี่ว่าถ้าไปจับตัวใครโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจะเป็นความผิดฐานล่วงละเมิดได้ โชคดีที่แม่เขาไม่เอาเรื่อง”อิสราพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ดูมีเจตนาเตือนมากกว่าสั่งสอน ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ธรณีเคยบอกว่าคนยุคนี้จะถูกเนื้อต้องตัวกันต้องได้รับอนุญาตก่อน ไม่ว่าจะจับมือหรือตบไหล่ คนที่เป็นครอบครัวเดียวกันหรือเพื่อนสนิทกันจะทำข้อตกลงกันไว้ล่วงหน้าโดยมีข้อมูลบนคลาวด์ที่บันทึกจากเอวีเอสอีของทั้งสองฝ่ายเป็นหลักฐานตอนที่พิมพ์พาผมตระเวนแนะนำตัวทั่วบริษัทก็ไม่ได้จับมือทักทายใครยกเว้นสหายที่ขออนุญาตแล้ว ตอนนั้นผมยังนึกว่าสหายเป็นลูกครึ่งฝรั่ง
สิ่งที่ผมพลาดคือลืมไปเสียสนิทว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้ค่านิยมบ้า ๆ บอ ๆ นี้กันหมดแม้แต่เด็กก็ไม่เว้น นี่น่ะหรือคือโลกที่ดีกว่าที่ธรณีเคยพร่ำบอก เป็นเพียงโลกที่ความเมตตาถูกตีตราว่าเป็นการล่วงละเมิด หัวใจของผมพลันรู้สึกว่างโหวง ขึ้นมาอย่างประหลาด
“ขอโทษเราแค่...แค่นึกถึงน้องชายตอนเด็ก...มันเลยเผลอไป” ผมพยายามตั้งสติตอบ ไม่ได้โกหกแม้แต่น้อยหน้าตาของเด็กชายผู้นั้นละม้ายกับน้องชายมากภาพน้องชายที่อ้าปากรับอาหารที่ผมป้อนในตอนเด็กยังติดอยู่ในห้วงความทรงจำตั้งแต่จำความได้ผมก็ได้รับหน้าที่ให้ดูแลน้องชายที่พิการทางสติปัญญามาตลอดทั้งป้อนอาหาร อุ้มเขาไปนั่งเล่นข้างนอก เปลี่ยนกางเกงให้เขาแล้วเอาตัวที่เปื้อนสิ่งปฏิกูลไปให้แม่ซัก ผมรู้สึกเวทนาทุกครั้งที่นึกถึงจึงสลัดความคิดนั้นออกไป
“อึมอันที่จริงเราก็ว่ากฎหมายนี้มันเข้มงวดเกินไปเหมือนกันแต่ก็ต้องทำตามคนส่วนใหญ่นั่นแหละ” อิสราพูด ก่อนที่จะจุปากให้เงียบแล้วหันไปสนใจเรื่องบนเวทีชั่วขณะ
แม้ไม่ได้มีคำปลอบใจสักคำแต่คำพูดของเธอทำให้ผมโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยอิสราก็คิดเหมือนผมคนในยุคนี้ไม่ได้เป็นบ้ากันทุกคน เพียงแต่เป็นคนส่วนน้อยในสังคม