รถไฟแม่เหล็กไฟฟ้าสีดำสนิทพุ่งทะยานไปตามรางที่ดูเหมือนเส้นโลหะส่องประกายเหนือผิวน้ำ ความเร็วอันนุ่มนวลไม่ส่งผลให้ผู้โดยสารรู้สึกสะเทือน แต่วิวที่เปลี่ยนแปลงไปด้านนอกกลับทำให้ทุกคนเงียบสงบเพื่อซึมซับมัน
“นั่นมันอะไร?” ยูเอะเอ่ยขึ้นพร้อมกับจ้องตึกสูงลิบที่ปรากฏขึ้นลางๆ บนขอบฟ้าไกล ม่านหมอกที่ห่มคลุมเมืองค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกลุ่มควันดำ “เหมือนตึกพวกนั้นหายใจควันออกมาได้เลย…”
อาคิระเหลือบมองตามก่อนจะพึมพำ “ที่โลกมนุษย์ก็มีแบบนี้นะ เรียกว่านิคมอุตสาหกรรม…” เขาหยุดพูดชั่วครู่ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด “แต่มันไม่ถึงขั้นปล่อยควันจนมองไม่เห็นฟ้าแบบนี้หรอก”
ดราโก้พิงศอกกับหน้าต่าง “ดูท่าเราจะไม่ได้เห็นต้นไม้เยอะนัก” เขาพูดตามที่เห็น ขณะที่กลุ่มควันดำหนาทึบทำให้แสงอาทิตย์เลือนลาง “ไม่รู้ว่าจะมีอากาศให้หายใจพอหรือเปล่า”
“แค่เห็นก็อึดอัดแล้ว” มิเรลพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาของเธอแฝงความไม่พอใจ “พวกนี้คิดว่าโลกคือโรงงานสินะ ทุกอย่างเอาไว้ผลิตอย่างเดียว ไม่มีคำว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อมเลย”
ยูเอะหันไปมองมิเรลด้วยความสงสัย “ทำไมพี่มิเรลดูโกรธจัง?”
มิเรลสูดหายใจลึกพยายามระงับอารมณ์ “เพราะน้ำเสียพวกนี้แหละที่ทำให้ทะเลในอันดีนเสียสมดุลไปหมด ฉันกับลีอันร้องเรียนไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสนใจ”
“ฉันพยายามแล้วเหมือนกัน” อีลิน่ากล่าวเสียงเรียบขณะจ้องมองควันดำเบื้องหน้า “แต่ปัญหามันมาจากเขตไซบอร์ก พวกนั้นอยู่ต้นน้ำ ไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นกับที่อื่น…” เธอถอนหายใจ “เราการ์เดี้ยนก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะไซบอร์กกับการ์เดี้ยนไม่เคยร่วมมือกันเลย”
เมื่อรถไฟลดความเร็วลง เสียงเครื่องจักรดังแผ่วคล้ายหัวใจเมืองที่เริ่มเต้นเป็นจังหวะ ทุกคนได้เห็นดราฟต์อย่างชัดเจนขึ้น ทิวทัศน์ตรงหน้าช่างแตกต่างจากอันดีนที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ เมืองนี้กลับดูเหมือนหลุดออกมาจากยุคเหล็ก
ตึกเหล็กสูงตระหง่านเรียงรายเหมือนปราการขวางกั้นสายตา แสงอาทิตย์ถูกกลืนหายไปในม่านควัน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น เส้นสายไฟที่พาดผ่านถนนดูล่องลอยและรุงรัง บางจุดยังมีประกายไฟที่น่าหวาดเสียว
เมื่อรถไฟหยุดจอด เสียงเครื่องจักรและเสียงกรีดโลหะดังสะท้อนผ่านสถานีจนทีมของอาคิระต้องหันมองรอบตัว สถานีรถไฟนี้เหมือนถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานมากกว่าความสวยงาม โครงสร้างเหล็กสีหม่นเต็มไปด้วยสนิมและรอยเปื้อนน้ำมัน ช่องระบายอากาศส่งเสียงครางเบาๆ แฝงไปด้วยความน่ากังวล
“ระวังตัวไว้” อีลิน่าเตือนพลางมองไปรอบๆ ขณะที่ทีมเริ่มก้าวออกจากรถไฟ “เขตนี้ไม่ค่อยต้อนรับคนแปลกหน้า แต่ถ้าพวกเขารู้ว่าเราเป็นใคร ก็คงไม่กล้าหาเรื่อง”
พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยผู้คนในชุดสไตล์ไซเบอร์พังค์ เสื้อผ้าฉูดฉาดประดับไฟนีออนส่องแสงสลับสี สายเคเบิลและอุปกรณ์เสริมไซเบอร์เนติกส์ประดับทั่วตัว พวกเขามองมาที่ทีมของอาคิระด้วยสายตาเฉียบคมประเมินความเสี่ยง บางคนดูเหมือนกำลังซ่อมแซมชิ้นส่วนโลหะของตัวเอง ขณะที่อีกกลุ่มยืนจับกลุ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่พ่นควันกลิ่นโลหะออกมา
“ที่นี่เหมือนอีกโลก” อาคิระเอ่ยพึมพำ“เหมือนตัวละครเกมที่ไม่ได้ตั้งโปรแกรมให้ยิ้ม”
ยูเอะหันไปกระซิบถามดราโก้ด้วยความอยากรู้ “คนที่นี่เขาโกรธอะไรอยู่หรือเปล่า? หรือมีบาปแห่งความโกรธอีก?”
ดราโก้ผงะเล็กน้อย “ไม่น่ามีนะ ฉันไม่อยากโดนท่าฟันระเบิดภูเขาไฟนั่นอีก”
“เขาไม่ได้โกรธ แต่พวกเขาแค่ไม่สนใจ” อีลิน่าพูดเรียบๆ “เขตนี้เต็มไปด้วยพวกนอกกฎหมาย และที่พวกเขาไม่ยิ้มเพราะพวกเขาไม่รู้ว่ามันสำคัญ”
ทีมเดินผ่านตลาดที่เต็มไปด้วยแสงไฟสีส้มสลัว เสียงเครื่องจักรดังระงมจนแทบไม่ได้ยินเสียงพูดคุย ถนนขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อ น้ำมันเครื่องไหลนองจนมีกลิ่นเหม็นคลุ้ง เสาไฟฟ้าและสายไฟรุงรังพาดไปมาอย่างไม่เป็นระเบียบ บางจุดยังส่งประกายไฟที่น่าหวาดหวั่น
เมื่อมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ ยูเอะจับแขนอาคิระเบาๆ “เขามองเราตลอดเลย…”
“แค่มองเฉยๆ” อีลิน่าพูดขึ้นพร้อมจ้องชายคนนั้นกลับด้วยสายตาเย็นชา ชายคนนั้นเบือนหน้าหนีทันที ราวกับกลัวความผิด
ดราโก้หัวเราะเบาๆ “เธอมีพลังบางอย่างที่ทำให้คนกลัวจริงๆ นะ อีลิน่า”
อีลิน่าหันไปมองดราโก้ด้วยสายตาแบบเดียวกัน เขาถึงกับหันหน้าหนีไม่ทัน ราวกับเข้าใจแล้วว่าทำไมคนพวกนั้นถึงต้องเบือนหน้าหนีเธอ
หลังเดินผ่านความวุ่นวายและสภาพเสื่อมโทรมของเขตไซบอร์ก ทีมของอาคิระก็เข้าสู่ เขตการ์เดี้ยน ซึ่งแตกต่างจากพื้นที่เดิมโดยสิ้นเชิง ราวกับโลกทั้งใบเปลี่ยนไปทันทีที่ข้ามพรมแดน
ถนนสะอาดสะอ้านและเรียบเนียน มีต้นไม้เขียวขจีเรียงรายอยู่สองฝั่งทาง อาคารที่สร้างจากหินขัดเงาและโลหะสะอาดสะอ้านสะท้อนแสงอาทิตย์อย่างงดงาม บ่อบัวเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วบริเวณ มีน้ำใสจนมองเห็นหุ่นยนต์ปลาแหวกว่ายไปมา
เด็กๆ ที่มีชิ้นส่วนร่างกายเป็นโลหะกำลังวิ่งเล่นในสนามหญ้าเทียม บางส่วนกำลังขี่ม้าโลหะวิ่งวนรอบสนาม บ้างกำลังฝึกซ้อมวิชาต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจัง บางคนกำลังทดสอบรถถังขนาดเล็กที่พวกเขาประดิษฐ์ขึ้น เสียงหัวเราะและเสียงเชียร์ดังขึ้นเป็นระยะ
ยูเอะยืนมองตาโต “ตรงนี้ดูเหมือนสวนสวรรค์เลย!” เธอเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีใบไม้เขียวสดใส “เหมือนที่เซเลสเลย แต่เซเลสใบไม้เป็นสีขาว”
“ใช่ไหมล่ะ” ดราโก้พยักหน้าพลางสูดลมหายใจลึก “อากาศตรงนี้ดีกว่าเมื่อกี้ตั้งเยอะ!”
“นี่คือสิ่งที่การ์เดี้ยนพยายามรักษาไว้” อีลิน่าพูดขณะเดินนำทีมไปข้างหน้า “เราต้องการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีและธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้ามีความตั้งใจมากพอ”
มิเรลเดินตามหลังพลางมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย “พวกเขาทำได้ดีทีเดียว…” เธอกล่าวช้าๆ ก่อนจะพึมพำต่อ “แต่มันจะยั่งยืนจริงไหมล่ะ ถ้าพวกเขาไม่สามารถจัดการมลพิษจากเขตไซบอร์กได้”
ทีมเดินผ่านสวนขนาดเล็กก่อนมาถึงหน้าอาคารขนาดใหญ่ที่มีตราสัญลักษณ์ของการ์เดี้ยนเด่นชัด อาคารนี้สูงตระหง่านด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณผสมผสานกับความทันสมัย บานประตูเหล็กแกะลายอย่างบรรจงเปิดออก เผยให้เห็นชายชราผู้สง่างามนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ออกแบบมาเหมือนบัลลังก์แห่งปัญญา
เขาสวมชุดคลุมสีขาวประดับลวดลายละเอียดวิจิตรที่สะท้อนแสงไฟในห้อง สีหน้าของเขาดูสุขุมและทรงอำนาจในแบบของผู้นำที่ผ่านการตัดสินใจมาอย่างโชกโชน ดวงตาสีเข้มที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และความเด็ดเดี่ยวมองตรงมายังทีมของอาคิระ ริ้วรอยบนใบหน้าสื่อถึงวัยที่มากขึ้น แต่กลับทำให้เขาดูน่าเกรงขามและน่านับถือ
“พวกคุณคือทีมของอาคิระสินะ อีลิน่าเล่าให้ผมฟังแล้ว” เสียงของเขานุ่มลึกและหนักแน่น ดึงดูดให้ทุกคนตั้งใจฟัง “ผมคือคาสโตร์ ไลซิออส ผู้นำแห่งการ์เดี้ยน”
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างสง่างาม ท่วงท่าของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ มือที่ประสานกันไว้ด้านหน้าสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะรับฟังและแก้ไขปัญหา ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงทั้งความเมตตาและความเด็ดขาดในคราวเดียวกัน
ทีมของอาคิระรู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างจากตัวเขา แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความเชื่อมั่นและปลอดภัยที่คาสโตร์ถ่ายทอดออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดเพิ่มเติม…
อาคิระก้าวเข้าไปก่อนคนอื่นพร้อมจับมือทักทาย “เรามาตามคำเชิญของคุณ”
คาสโตร์พยักหน้าช้าๆ “ตามผมมา ผมมีเรื่องมากมายที่ต้องพูดกับพวกคุณ”
ทีมของอาคิระเดินตามคาสโตร์เข้าไปในอาคาร สายตาพวกเขาสำรวจรอบข้าง ทุกอย่างดูสงบ สะอาด และสง่างาม แต่ลึกลงไปก็แฝงไปด้วยความกดดันของเมืองที่กำลังแบกรับความขัดแย้ง…
เรื่องราวในดราฟต์กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง