แน่นอนว่าหวงเยี่ยซึ่งถูกหลงชิงเหลียนตบจนร่างปลิวกระเด็นออกไปก่อนหน้า ไม่ได้หมดสติไปเนิ่นนานอย่างที่หลายคนกังวล
เพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น สติสัมปชัญญะของชายหนุ่มก็ฟื้นคืนกลับมา
ท่ามกลางเสียงพูดคุยจอแจและสายตานับสิบคู่ที่จับจ้องอย่างไม่วางตา
แล้วในจังหวะที่ไม่มีผู้ใดทันตั้งตัว อยู่ดีๆร่างของชายหนุ่มก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ยาวอย่างฉับพลัน การเคลื่อนไหวรวดเร็วนั้นทำให้ผู้ที่ยืนล้อมอยู่รอบๆถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย บางคนเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“นะ.. นี่ข้า..”
หวงเยี่ยนั่งตัวตรงนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากฝันร้าย ลมหายใจยังคงถี่กระชั้น
ใบหน้าซึ่งเคยสงบนิ่งกลับเต็มไปด้วยความสับสนปะปนกับความตกใจ
สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าตนเองกำลังตกเป็นจุดสนใจของผู้คนจำนวนมาก
“เอ่อ..”
นักเรียนนับสิบคนยืนล้อมรอบเขาอยู่ มีทั้งชายและหญิง ต่างจ้องมองด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป บ้างเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างแฝงความขบขัน บ้างก็ยังไม่หายตกใจ
และในวินาทีนั้นเอง สิ่งแรกที่หวงเยี่ยทำย่อมไม่ใช่การตรวจสอบอาการบาดเจ็บของตน แต่เป็นการรีบอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
“ข้าหวงเยี่ยไม่ได้ลามกหรือคิดที่จะเข้าไปจับหน้าอกของนางนะ เพราะมัน…”
คำพูดของเขาหยุดชะงักกลางคัน ริมฝีปากอ้าค้างเล็กน้อย ราวกับคำอธิบายที่เตรียมไว้ในหัวพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เขาจะอธิบายอย่างไรดี
จะบอกว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของระบบกลืนกินมังกรที่ซ่อนอยู่ในจิตสำนึกของตนงั้นหรือ
คำพูดเช่นนั้นหากหลุดออกไปจริง เกรงว่าผู้คนตรงหน้าจะมองเขาเป็นคนเสียสติไปเสียมากกว่า
ความเงียบงันเพียงชั่วอึดใจเกิดขึ้นระหว่างเขากับฝูงชน
ก่อนที่นักเรียนชั้นปีสองบางคนจะพยักหน้ารับอย่างเข้าอกเข้าใจ พร้อมยกมือขึ้นตบไหล่ของเขาเบาๆ
“ไม่เป็นไรหรอกหวงเยี่ย.. พวกเราเข้าใจดีว่าการอยู่ต่อหน้าแตงโมขนาดใหญ่สองลูกที่เย้ายวนนั้นเป็นยังไง!”
คำพูดนั้นถูกกล่าวออกมาอย่างจริงจังเสียจนหวงเยี่ยแทบไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองอย่างไร
อีกคนรีบเสริมขึ้นทันที
“ถูกต้อง! อันที่จริงพวกเราเองก็อยากจะจับมันใจจะขาด ทว่าก็ไม่กล้าหาญชาญชัยเหมือนเจ้า!”
“เหอะๆ เจ้าชายน้อย เจ้าน่ะถือเป็นวีรบุรุษในสายตาของเหล่าชายหนุ่มฉกรรจ์เช่นพวกเราเลยนะ!”
“บางคนถึงขั้นยกย่องเจ้าให้เป็นต้นแบบที่ต้องทำตาม หรือกระทั่งเป็นดั่งพระเจ้าในสายตาเลยด้วยซ้ำ!”
คำพูดเหล่านั้นดังก้องและหลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีช่องว่างให้หวงเยี่ยได้แทรกคำอธิบายของตนเอง
“เพราะงั้นไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรหรอก พวกเราเหล่าบุรุษเพศชายล้วนเข้าใจดี!”
ประโยคสุดท้ายถูกตอกย้ำราวกับเป็นข้อสรุปที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน
“.................”
หวงเยี่ยอ้าปากค้างกว้าง พยายามจะเอ่ยบางอย่างออกมาอีกครั้ง แต่เสียงของเขากลับถูกกลืนหายไปในกระแสคำพูดของคนอื่น
ในขณะที่ฝั่งของนักเรียนชายกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ นักเรียนหญิงสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลับแสดงสีหน้าที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน พวกนางเบะปากเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงด้วยความไม่พอใจ
ก่อนจะถลึงตาเข้าใส่กลุ่มชายหนุ่มเหล่านั้นอย่างไม่เกรงใจ
เพียงชั่ววินาทีเสียงหัวเราะและบทสนทนาทั้งหมดก็หยุดลงทันที เหล่าชายหนุ่มสะดุ้งโหยง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่โดยไม่ทันตั้งตัว สีหน้าที่เคยผ่อนคลายพลันแข็งค้าง ก่อนจะค่อยๆเงียบปากลงอย่างพร้อมเพรียง
บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากความครึกครื้น กลายเป็นความเงียบที่น่าอึดอัด
หวงเยี่ยมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง
เขารู้สึกว่าตนเองกำลังถูกผลักไปสู่สถานการณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้
ความเข้าใจผิดได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ และดูเหมือนว่าจะไม่มีทางแก้ไขได้เลย
สุดท้ายชายหนุ่มก็ทำได้เพียงปิดปากเงียบ ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระแสของมัน
ก่อนที่หวงเยี่ยจะค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้ยาว ร่างกายยังคงรู้สึกชาเล็กน้อยจากแรงกระแทกก่อนหน้า แต่ก็สามารถยืนได้อย่างมั่นคง
เขาก้าวเท้าออกไปอย่างช้าๆ สายตาของผู้คนยังคงติดตามการเคลื่อนไหวของเขา
ไม่มีใครเอ่ยคำใด
ไม่มีใครขวางทาง
ท่าทางของเขาดูแปลกประหลาดเล็กน้อย
คล้ายกับมังกรที่หิวโซ
สัตว์ร้ายที่ยังไม่รู้ว่าควรจะพุ่งเข้าหาเหยื่อ หรือควรถอยกลับไปซ่อนตัวในความมืด
และท่ามกลางสายตาที่ยังคงจับจ้อง หวงเยี่ยก็เดินจากไป โดยทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในพื้นที่แห่งนั้น
...
ขณะที่หวงเยี่ยกำลังก้าวเดินออกจากอาณาเขตบริเวณ เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องไปตามทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาวสู่ส่วนลึกของมหาวิทยาลัย แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงมาผ่านแนวต้นไม้สูงใหญ่ ทอดเงาเป็นริ้วคลื่นบนพื้นดิน
ทว่าต่อให้บรรยากาศรอบกายจะสงบงดงามเพียงใด ภายในจิตใจของเขากลับปั่นป่วนราวกับพายุที่เพิ่งก่อตัวขึ้น
และต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น
【ก็โฮสต์มัวแต่อืดอาดยืดยาดอยู่นั่นแหละ】
【หญิงสาวเช่นนางถือว่าเป็นผู้หญิงในอุดมคติของโฮสต์เลยไม่ใช่หรือไงคะ? ใบหน้างดงามมีเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่ เส้นผมสีฟ้าครามเข้มปลิวสยายยาวไปจรดถึงสะโพกที่กลมกลึงสุดเย้ายวน ร่างสูงโปร่งเปิดเผยส่วนที่มีเสน่ห์】
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
เขาพึมพำเสียงต่ำ กัดฟันแน่นขณะเดินไปข้างหน้าโดยไม่หยุด
ทว่าระบบกลับไม่สนใจเลยซักนิด กลับยิ่งกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังปนหยอกล้อ
【แล้วที่สำคัญหน้าอกของนางก็ใหญ่โตเป็นอย่างมาก แค่เดินก็ยังกระเพื่อมไปมา ไม่ใช่สิ แค่หายใจก็กระเพื่อมขึ้นลงแล้วละ เป็นคุณสมบัติของหญิงสาวที่จะทำให้เหล่าบรรดาชายหนุ่มวัยหื่นเกิดความบ้าคลั่งขึ้นมาเลยละ】
คำพูดที่ตรงไปตรงมาทำให้หวงเยี่ยถึงกับชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ใบหน้าที่เพิ่งจะเย็นลงกลับร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้
เขาอยากจะเถียง อยากจะปฏิเสธ อยากจะอธิบายให้ระบบกลืนกินมังกรเข้าใจว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด
ทว่าเมื่อความคิดนั้นผุดขึ้นมา ภาพของหลงชิงเหลียนในห้วงขณะนั้นก็ผุดตามขึ้นมาอย่างชัดเจนเกินไป ราวกับถูกฝังลึกลงในจิตใต้สำนึกอย่างแน่นหนา ความสง่างามที่แฝงเสน่ห์ ความเย็นชาที่ผสมผสานกับความเย้ายวนอย่างประหลาด
และโดยเฉพาะส่วนโค้งเว้าของเรือนร่างที่ชัดเจนจนไม่อาจละสายตาได้
“….....”
หวงเยี่ยเงียบงันไปชั่วขณะ ลำคอขยับขึ้นลงเล็กน้อยเหมือนกลืนอะไรบางอย่างลงไปอย่างยากลำบาก
ภายใต้ส่วนลึกของหัวใจ ชายหนุ่มก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อยว่าตนเองรู้สึกถูกดึงดูดอย่างรุนแรงต่อหญิงสาวผู้นั้น แทบจะเรียกได้ว่าหลงใหล เพียงแต่ความหลงใหลนั้นกลับกลายเป็นหายนะในชั่วพริบตา
แล้วจากนั้นภาพเหตุการณ์ดังกล่าวก็ชัดเจนเหมือนกำลังเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
“บัดซบเอ๊ย!”
เขาพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ส่ายศีรษะอย่างพยายามสลัดความคิดเหล่านั้นออกไป
“นี่มันการพบกันครั้งแรกที่เลวร้ายที่สุดเลยไม่ใช่หรือไง?”
ระบบเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแฝงความขบขัน
【แต่ก็เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจมิใช่หรือคะ?】
หวงเยี่ยเกือบจะหลุดตะโกนออกมา แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงกัดฟันแน่นแล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ทว่าโลกภายนอกกลับไม่ปล่อยให้เขาหลบหนีจากความอับอายนี้ได้ง่ายนัก
เมื่อเขาเดินลึกเข้าสู่เขตของมหาวิทยาลัย เสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่านักเรียนก็ดังขึ้นเป็นระยะ และทันทีที่ใครบางคนสังเกตเห็นเขา
“นั่นมันหวงเยี่ยไม่ใช่หรือ!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยสายตานับสิบที่หันมองมาทางเดียวกัน
“โอ้โห! วีรบุรุษมาแล้ว!”
“เจ้าชายน้อยแห่งความกล้าหาญ!”
“สุดยอดไปเลยพี่ชาย!”
เสียงแซว เสียงหัวเราะ และเสียงเชียร์ดังระงมไปทั่วทางเดิน
นักเรียนชายหลายคนถึงกับยกนิ้วโป้งให้ บางคนทำท่าคารวะอย่างโอ้อวด บางคนส่งสายตาชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
หวงเยี่ยรู้สึกเหมือนพื้นดินใต้เท้ากำลังจะเปิดออก
แต่ยิ่งพยายามเดินหนี เสียงเหล่านั้นกลับยิ่งดังตามมาไม่หยุด
“ข้าเคารพเจ้าจริงๆนะ!”
“จะกล้าหาญเกินไปแล้ว!”
“สอนเคล็ดลับให้ข้าบ้างสิ!”
หวงเยี่ยแทบอยากจะมุดดินหนี ทว่าเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น
อีกฟากหนึ่งของทางเดิน
กลุ่มนักเรียนหญิงหลายคนที่ยืนรวมตัวกันอยู่พลันมองมาทางหวงเยี่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจปนประหลาดใจ บางคนก้มลงมองหน้าอกของตนเองโดยไม่รู้ตัว สีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“หรือว่าเราควร..”
“ทำให้มันใหญ่ขึ้นดี!”
อีกคนพยักหน้าช้าๆ ราวกับกำลังพิจารณาเรื่องสำคัญ
“ดูเหมือนเจ้าชายน้อยหวงเยี่ยจะชอบแบบรุ่นพี่หลงชิงเหลียน!”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนเริ่มหันมองตัวเองอีกครั้ง บรรยากาศแปลกประหลาดแผ่กระจายอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นอย่างฉับพลัน
“เจ้าชายน้อยยยย! ทำไมไม่มาบอกกับเราแทนละ จะให้จับมันทั้งวี่ทั้งวันเลยก็ว่าได้!”
ประโยคนั้นดังชัดเจนจนหวงเยี่ยสะดุดฝีเท้าเกือบล้ม
“พะ.. พวกเธอพูดอะไรออกมาน่ะ!”
เขาหันไปมองด้วยสีหน้าตกตะลึงสุดขีด ทว่ากลุ่มนักเรียนหญิงกลับหัวเราะคิกคักอย่างไม่สะทกสะท้าน บางคนโบกมือให้ บางคนยิ้มเย้า บางคนถึงกับทำท่าล้อเลียนอย่างเปิดเผย ทำให้ตัวของหวงเยี่ยรู้สึกว่าศีรษะของตนเองเริ่มหมุน
“นี่มัน…”
เขาพูดไม่ออกซักคำเดียว สุดท้ายจึงทำได้เพียงถอนหายใจยาว ดวงตาฉายแววหมดแรงต่อต้าน
ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินต่อไปโดยไม่สนใจเสียงรอบข้างอีก
เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียว อาณาเขตที่พักของคณบดีหวูเหยียนจีที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในส่วนลึกของมหาวิทยาลัยเทพอสูร