(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 82 วีรบุรุษแห่งมหาวิทยาลัย

            แน่นอนว่าหวงเยี่ยซึ่งถูกหลงชิงเหลียนตบจนร่างปลิวกระเด็นออกไปก่อนหน้า ไม่ได้หมดสติไปเนิ่นนานอย่างที่หลายคนกังวล


            เพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น สติสัมปชัญญะของชายหนุ่มก็ฟื้นคืนกลับมา


            ท่ามกลางเสียงพูดคุยจอแจและสายตานับสิบคู่ที่จับจ้องอย่างไม่วางตา


            แล้วในจังหวะที่ไม่มีผู้ใดทันตั้งตัว อยู่ดีๆร่างของชายหนุ่มก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ยาวอย่างฉับพลัน การเคลื่อนไหวรวดเร็วนั้นทำให้ผู้ที่ยืนล้อมอยู่รอบๆถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย บางคนเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว


            “นะ.. นี่ข้า..”


            หวงเยี่ยนั่งตัวตรงนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากฝันร้าย ลมหายใจยังคงถี่กระชั้น


            ใบหน้าซึ่งเคยสงบนิ่งกลับเต็มไปด้วยความสับสนปะปนกับความตกใจ


            สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบว่าตนเองกำลังตกเป็นจุดสนใจของผู้คนจำนวนมาก


            “เอ่อ..”


            นักเรียนนับสิบคนยืนล้อมรอบเขาอยู่ มีทั้งชายและหญิง ต่างจ้องมองด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป บ้างเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างแฝงความขบขัน บ้างก็ยังไม่หายตกใจ


            และในวินาทีนั้นเอง สิ่งแรกที่หวงเยี่ยทำย่อมไม่ใช่การตรวจสอบอาการบาดเจ็บของตน แต่เป็นการรีบอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น


            “ข้าหวงเยี่ยไม่ได้ลามกหรือคิดที่จะเข้าไปจับหน้าอกของนางนะ เพราะมัน…”


            คำพูดของเขาหยุดชะงักกลางคัน ริมฝีปากอ้าค้างเล็กน้อย ราวกับคำอธิบายที่เตรียมไว้ในหัวพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย


            เขาจะอธิบายอย่างไรดี


            จะบอกว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของระบบกลืนกินมังกรที่ซ่อนอยู่ในจิตสำนึกของตนงั้นหรือ


            คำพูดเช่นนั้นหากหลุดออกไปจริง เกรงว่าผู้คนตรงหน้าจะมองเขาเป็นคนเสียสติไปเสียมากกว่า


            ความเงียบงันเพียงชั่วอึดใจเกิดขึ้นระหว่างเขากับฝูงชน


            ก่อนที่นักเรียนชั้นปีสองบางคนจะพยักหน้ารับอย่างเข้าอกเข้าใจ พร้อมยกมือขึ้นตบไหล่ของเขาเบาๆ


            “ไม่เป็นไรหรอกหวงเยี่ย.. พวกเราเข้าใจดีว่าการอยู่ต่อหน้าแตงโมขนาดใหญ่สองลูกที่เย้ายวนนั้นเป็นยังไง!”


            คำพูดนั้นถูกกล่าวออกมาอย่างจริงจังเสียจนหวงเยี่ยแทบไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองอย่างไร


            อีกคนรีบเสริมขึ้นทันที


            “ถูกต้อง! อันที่จริงพวกเราเองก็อยากจะจับมันใจจะขาด ทว่าก็ไม่กล้าหาญชาญชัยเหมือนเจ้า!”


            “เหอะๆ เจ้าชายน้อย เจ้าน่ะถือเป็นวีรบุรุษในสายตาของเหล่าชายหนุ่มฉกรรจ์เช่นพวกเราเลยนะ!”


            “บางคนถึงขั้นยกย่องเจ้าให้เป็นต้นแบบที่ต้องทำตาม หรือกระทั่งเป็นดั่งพระเจ้าในสายตาเลยด้วยซ้ำ!”


            คำพูดเหล่านั้นดังก้องและหลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีช่องว่างให้หวงเยี่ยได้แทรกคำอธิบายของตนเอง


            “เพราะงั้นไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรหรอก พวกเราเหล่าบุรุษเพศชายล้วนเข้าใจดี!”


            ประโยคสุดท้ายถูกตอกย้ำราวกับเป็นข้อสรุปที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน


            “.................”


            หวงเยี่ยอ้าปากค้างกว้าง พยายามจะเอ่ยบางอย่างออกมาอีกครั้ง แต่เสียงของเขากลับถูกกลืนหายไปในกระแสคำพูดของคนอื่น


            ในขณะที่ฝั่งของนักเรียนชายกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ นักเรียนหญิงสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลกลับแสดงสีหน้าที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน พวกนางเบะปากเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงด้วยความไม่พอใจ


            ก่อนจะถลึงตาเข้าใส่กลุ่มชายหนุ่มเหล่านั้นอย่างไม่เกรงใจ


            เพียงชั่ววินาทีเสียงหัวเราะและบทสนทนาทั้งหมดก็หยุดลงทันที เหล่าชายหนุ่มสะดุ้งโหยง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่โดยไม่ทันตั้งตัว สีหน้าที่เคยผ่อนคลายพลันแข็งค้าง ก่อนจะค่อยๆเงียบปากลงอย่างพร้อมเพรียง


            บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากความครึกครื้น กลายเป็นความเงียบที่น่าอึดอัด


            หวงเยี่ยมองภาพตรงหน้าด้วยความงุนงง


            เขารู้สึกว่าตนเองกำลังถูกผลักไปสู่สถานการณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้


            ความเข้าใจผิดได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ และดูเหมือนว่าจะไม่มีทางแก้ไขได้เลย


            สุดท้ายชายหนุ่มก็ทำได้เพียงปิดปากเงียบ ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระแสของมัน


            ก่อนที่หวงเยี่ยจะค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้ยาว ร่างกายยังคงรู้สึกชาเล็กน้อยจากแรงกระแทกก่อนหน้า แต่ก็สามารถยืนได้อย่างมั่นคง


            เขาก้าวเท้าออกไปอย่างช้าๆ สายตาของผู้คนยังคงติดตามการเคลื่อนไหวของเขา


            ไม่มีใครเอ่ยคำใด


            ไม่มีใครขวางทาง


            ท่าทางของเขาดูแปลกประหลาดเล็กน้อย


            คล้ายกับมังกรที่หิวโซ


            สัตว์ร้ายที่ยังไม่รู้ว่าควรจะพุ่งเข้าหาเหยื่อ หรือควรถอยกลับไปซ่อนตัวในความมืด


            และท่ามกลางสายตาที่ยังคงจับจ้อง หวงเยี่ยก็เดินจากไป โดยทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในพื้นที่แห่งนั้น


            ...


            ขณะที่หวงเยี่ยกำลังก้าวเดินออกจากอาณาเขตบริเวณ เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องไปตามทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาวสู่ส่วนลึกของมหาวิทยาลัย แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงมาผ่านแนวต้นไม้สูงใหญ่ ทอดเงาเป็นริ้วคลื่นบนพื้นดิน


            ทว่าต่อให้บรรยากาศรอบกายจะสงบงดงามเพียงใด ภายในจิตใจของเขากลับปั่นป่วนราวกับพายุที่เพิ่งก่อตัวขึ้น


            และต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น


            【ก็โฮสต์มัวแต่อืดอาดยืดยาดอยู่นั่นแหละ】


            【หญิงสาวเช่นนางถือว่าเป็นผู้หญิงในอุดมคติของโฮสต์เลยไม่ใช่หรือไงคะ? ใบหน้างดงามมีเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่ เส้นผมสีฟ้าครามเข้มปลิวสยายยาวไปจรดถึงสะโพกที่กลมกลึงสุดเย้ายวน ร่างสูงโปร่งเปิดเผยส่วนที่มีเสน่ห์】


            “หยุดพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”


            เขาพึมพำเสียงต่ำ กัดฟันแน่นขณะเดินไปข้างหน้าโดยไม่หยุด


            ทว่าระบบกลับไม่สนใจเลยซักนิด กลับยิ่งกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังปนหยอกล้อ


            【แล้วที่สำคัญหน้าอกของนางก็ใหญ่โตเป็นอย่างมาก แค่เดินก็ยังกระเพื่อมไปมา ไม่ใช่สิ แค่หายใจก็กระเพื่อมขึ้นลงแล้วละ เป็นคุณสมบัติของหญิงสาวที่จะทำให้เหล่าบรรดาชายหนุ่มวัยหื่นเกิดความบ้าคลั่งขึ้นมาเลยละ】


            คำพูดที่ตรงไปตรงมาทำให้หวงเยี่ยถึงกับชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ใบหน้าที่เพิ่งจะเย็นลงกลับร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้


            เขาอยากจะเถียง อยากจะปฏิเสธ อยากจะอธิบายให้ระบบกลืนกินมังกรเข้าใจว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด


            ทว่าเมื่อความคิดนั้นผุดขึ้นมา ภาพของหลงชิงเหลียนในห้วงขณะนั้นก็ผุดตามขึ้นมาอย่างชัดเจนเกินไป ราวกับถูกฝังลึกลงในจิตใต้สำนึกอย่างแน่นหนา ความสง่างามที่แฝงเสน่ห์ ความเย็นชาที่ผสมผสานกับความเย้ายวนอย่างประหลาด


            และโดยเฉพาะส่วนโค้งเว้าของเรือนร่างที่ชัดเจนจนไม่อาจละสายตาได้


            “….....”


            หวงเยี่ยเงียบงันไปชั่วขณะ ลำคอขยับขึ้นลงเล็กน้อยเหมือนกลืนอะไรบางอย่างลงไปอย่างยากลำบาก


            ภายใต้ส่วนลึกของหัวใจ ชายหนุ่มก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อยว่าตนเองรู้สึกถูกดึงดูดอย่างรุนแรงต่อหญิงสาวผู้นั้น แทบจะเรียกได้ว่าหลงใหล เพียงแต่ความหลงใหลนั้นกลับกลายเป็นหายนะในชั่วพริบตา


            แล้วจากนั้นภาพเหตุการณ์ดังกล่าวก็ชัดเจนเหมือนกำลังเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่


            “บัดซบเอ๊ย!”


            เขาพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ส่ายศีรษะอย่างพยายามสลัดความคิดเหล่านั้นออกไป


            “นี่มันการพบกันครั้งแรกที่เลวร้ายที่สุดเลยไม่ใช่หรือไง?”


            ระบบเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแฝงความขบขัน


            【แต่ก็เป็นความทรงจำที่น่าประทับใจมิใช่หรือคะ?】


            หวงเยี่ยเกือบจะหลุดตะโกนออกมา แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงกัดฟันแน่นแล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น


            ทว่าโลกภายนอกกลับไม่ปล่อยให้เขาหลบหนีจากความอับอายนี้ได้ง่ายนัก


            เมื่อเขาเดินลึกเข้าสู่เขตของมหาวิทยาลัย เสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่านักเรียนก็ดังขึ้นเป็นระยะ และทันทีที่ใครบางคนสังเกตเห็นเขา


            “นั่นมันหวงเยี่ยไม่ใช่หรือ!”


            เสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยสายตานับสิบที่หันมองมาทางเดียวกัน


            “โอ้โห! วีรบุรุษมาแล้ว!”


            “เจ้าชายน้อยแห่งความกล้าหาญ!”


            “สุดยอดไปเลยพี่ชาย!”


            เสียงแซว เสียงหัวเราะ และเสียงเชียร์ดังระงมไปทั่วทางเดิน


            นักเรียนชายหลายคนถึงกับยกนิ้วโป้งให้ บางคนทำท่าคารวะอย่างโอ้อวด บางคนส่งสายตาชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง


            หวงเยี่ยรู้สึกเหมือนพื้นดินใต้เท้ากำลังจะเปิดออก


            แต่ยิ่งพยายามเดินหนี เสียงเหล่านั้นกลับยิ่งดังตามมาไม่หยุด


            “ข้าเคารพเจ้าจริงๆนะ!”


            “จะกล้าหาญเกินไปแล้ว!”


            “สอนเคล็ดลับให้ข้าบ้างสิ!”


            หวงเยี่ยแทบอยากจะมุดดินหนี ทว่าเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น


            อีกฟากหนึ่งของทางเดิน


            กลุ่มนักเรียนหญิงหลายคนที่ยืนรวมตัวกันอยู่พลันมองมาทางหวงเยี่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจปนประหลาดใจ บางคนก้มลงมองหน้าอกของตนเองโดยไม่รู้ตัว สีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง


            “หรือว่าเราควร..”


            “ทำให้มันใหญ่ขึ้นดี!”


            อีกคนพยักหน้าช้าๆ ราวกับกำลังพิจารณาเรื่องสำคัญ


            “ดูเหมือนเจ้าชายน้อยหวงเยี่ยจะชอบแบบรุ่นพี่หลงชิงเหลียน!”


            คำพูดนั้นทำให้หลายคนเริ่มหันมองตัวเองอีกครั้ง บรรยากาศแปลกประหลาดแผ่กระจายอย่างรวดเร็ว


            ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นอย่างฉับพลัน


            “เจ้าชายน้อยยยย! ทำไมไม่มาบอกกับเราแทนละ จะให้จับมันทั้งวี่ทั้งวันเลยก็ว่าได้!”


            ประโยคนั้นดังชัดเจนจนหวงเยี่ยสะดุดฝีเท้าเกือบล้ม


            “พะ.. พวกเธอพูดอะไรออกมาน่ะ!”


            เขาหันไปมองด้วยสีหน้าตกตะลึงสุดขีด ทว่ากลุ่มนักเรียนหญิงกลับหัวเราะคิกคักอย่างไม่สะทกสะท้าน บางคนโบกมือให้ บางคนยิ้มเย้า บางคนถึงกับทำท่าล้อเลียนอย่างเปิดเผย ทำให้ตัวของหวงเยี่ยรู้สึกว่าศีรษะของตนเองเริ่มหมุน


            “นี่มัน…”


            เขาพูดไม่ออกซักคำเดียว สุดท้ายจึงทำได้เพียงถอนหายใจยาว ดวงตาฉายแววหมดแรงต่อต้าน


            ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินต่อไปโดยไม่สนใจเสียงรอบข้างอีก


            เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียว อาณาเขตที่พักของคณบดีหวูเหยียนจีที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในส่วนลึกของมหาวิทยาลัยเทพอสูร