บทที่ 26 หากข้าคุยกับเ้าอีก ข้าก็เป็สุนัขตัวหนึ่ง
องค์ชายเจ็ดเอ่ยขู่เสียงเบา "เซิ่งิจู ดูสิ แมลงตัวใหญ่จะมากัดเ้าแล้ว!"
ทว่าจูจูในฐานะเด็กน้อยวัยสามขวบ ยังไม่ถึงวัยที่จะต้องกลัวแมลง นางมองตามสายตาของเขาแล้วรีบปลอบทันที
"พี่ชายเจ็ดม่ายกลัว ๆ แมลงน้อยไม่กัดคน"
ฝันไปเถอะ!
องค์ชายเจ็ดแสยะยิ้ม "ข้าไม่เชื่อ เ้าลองดูสิ ลองจับดูสิ"
ลองก็ลอง
จูจูผู้ว่าง่ายรีบยื่นมือน้อย ๆ ที่อวบอ้วนออกไปเด็ดดอกไม้นั้นลงมาหนึ่งดอก แล้วกำก้านดอกไม้ส่งยัดใส่มือเขา
"พี่ชายดู แมลงน้อยไม่กัดคนเลย..."
องค์ชายเจ็ดสูดลมหายใจเข้าลึก รีบสะบัดมือทิ้ง แต่... มันสายไปแล้ว
ผึ้งตัวนั้นต่อยเข้าที่หลังมือของเขาอย่างไม่ลังเล องค์ชายเจ็ดเจ็บจนต้องสะบัดมือรัว ๆ พร้อมกับสูดปากเสียงดัง ซี้ด ๆ แต่ก็ไม่กล้าร้องะโออกมา...
เมื่อมองเห็นสายตาใสซื่อไร้เดียงสาของเซิ่งิจู องค์ชายเจ็ดก็โกรธจนแทบร้องไห้
นี่มันสมเหตุสมผลที่ไหนกัน!? ห๊า!
เห็น ๆ กันอยู่ว่าเซิ่งิจูเป็คนเริ่มก่อน!
นางเด็ดดอกไม้ลงมา! นิ้วมือก็ััโดนผึ้ง แต่ผึ้งกลับไม่ต่อยนาง กลับมาต่อยเขาที่เป็คนนอกแทน!
นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด! นี่มันรังแกกันชัด ๆ!
น้ำตาของเขาไหลพราก เ้าก้อนแป้งรีบยื่นมือมาจะแตะมือเขา องค์ชายเจ็ดจึงชูแขนขึ้นสูง ไม่ยอมให้นางแตะ จูจูจึงได้แต่ตบเข่าเขาเพื่อปลอบใจ
"อย่าร้อง พี่ชายอย่าร้อง แมลงน้อยบินหนีไปแย้ว พี่ชายไม่ต้องกลัวน้า จูจูช่วยพี่ชายไล่แมลงน้อยไปแย้ว..."
บิดาเ้าเถอะ! ข้าไม่ได้กลัวแมลงเสียหน่อย!
องค์ชายเจ็ดโกรธจัดจนไม่อยากจะสนใจนาง เ้าก้อนแป้งน้อยใช้คำปลอบโยนอันน้อยนิดที่มีทั้งหมดก็ยังปลอบพี่ชายไม่ได้ ในที่สุดนางก็เริ่มร้อนใจ จึงะโบอกบ่าวรับใช้
"เร็วเข้า ช่วยด้วย! พี่ชายเจ็ดกัวแมลงน้อยจนร้องห้ายแย้ว!!"
องค์ชายเจ็ด "..."
ข้าเปล่า! ข้าไม่ได้ร้องเพราะกลัวนะ! ข้าไม่ได้เป็แบบนั้น!!
อ๊ากกกกกก! ชีวิตนี้มันอยู่ไม่ได้แล้ว! อยากจะล้มโต๊ะประชดชีวิตนัก!
โชคดีที่องค์ชายเจ็ดค่อนข้างแข็งแรง เมื่อถูกผึ้งต่อยจึงเป็เพียงรอยแดงเล็ก ๆ เมื่อเรียกหมอประจำจวนมาช่วยคีบเหล็กในออกและทายาให้ก็หายดี
จูจูไม่ได้เห็นตอนที่ผึ้งต่อยคน และไม่รู้สึกเลยว่าเื่นี้เกี่ยวข้องกับนางอย่างไร นางขยับเข้าไปใกล้ ๆ พลางทำแก้มเนื้อป่อง ๆ เป่าลมฟู่ ๆ ให้พี่ชาย และไม่ลืมที่จะสั่งสอนเขา
"พี่ชาย วันหลังห้ามวิ่งซ่อนไปทั่วนะ เด็กดื้อที่ไม่เชื่อฟัง จะถูกแมลงน้อยกัด"
องค์ชายเจ็ดแทบจะกระอักเืตาย เขากัดฟันแน่น ชูมือขึ้นมาตรงหน้านาง
"นี่คือผึ้งต่อย! เป็เ้าที่จับผึ้งมา แล้วผึ้งถึงต่อยข้า! เ้าเข้าใจหรือไม่? เข้าใจหรือยัง? นี่เป็ความผิดของเ้า!"
"ไม่ใช่!" จูจูโต้แย้งอย่างเต็มที่ "ไม่ใช่จูจู! พี่ชายต่างหากที่ไม่เชื่อฟัง!"
"เป็เ้าต่างหาก!"
"ไม่ใช่!" เ้าก้อนแป้งน้อยทำหน้าเศร้า "ทำไมพี่ชายไม่พูดไม่มีเหตุผล!"
"ใครไม่พูดด้วยเหตุผล! ตกลงว่าใครกันแน่ที่ไม่พูดด้วยเหตุผล!!" องค์ชายเจ็ดโกรธจนะโไปมาทั่วห้อง "เห็นชัด ๆ ว่าเป็เ้า..."
"จูจูไม่มี! ไม่ใช่จูจู!" เ้าก้อนแป้งะโเสียงดัง "ห้ามโกหก โกหกมั่ยดี! ถ้าพี่ชายว่าจูจูอีก จูจูจะ... จะเรียกพี่ชายว่าเ้าหัวโล้น!"
อ๊ากกกกกกกกกกก! องค์ชายเจ็ดโกรธจนอยากจะแหงนหน้าะโใส่ฟ้า
"ไม่ว่าเ้าจะเรียกข้าว่าอะไร ข้าก็พูดถูก! อยากเรียกก็เรียกไปเลย! ข้าไม่กลัวหรอก!"
จูจูะโลั่น "เ้าหัวโล้น! หัวโล้น! จูจูไม่เล่งด้วยแย้ว!"
"ใครเขาอยากเล่นด้วย!" เ้าหัวโล้นแสดงท่าทางดูแคลน "ข้าี้เีจะสนใจเ้าด้วยซ้ำ! วันหลังไม่ต้องมาพูดกับข้า พูดไปข้าก็ไม่ตอบ! หากข้าสนใจเ้าอีกครั้ง ข้าก็เป็สุนัข!"
พริบตาต่อมา ม่านประตูถูกเลิกขึ้น แม่ทัพใหญ่เซี่ยเดินเข้ามา
จูจูที่เดิมทีไม่ได้ร้องไห้ จู่ ๆ ก็ร้องไห้โฮออกมาทันที พร้อมกับยื่นมือไปหาเขา
"ท่านลุงใหญ่ พี่ชายไม่พูดด้วยเหตุผล รังแกจูจู... ฮือ ๆ ๆ..."
องค์ชายเจ็ดที่เพิ่งประกาศกร้าวไปเมื่อครู่ "..."
เขารีบลุกขึ้นยืนทันที เมื่อมองเห็นแม่ทัพใหญ่เซี่ย ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำไปจนถึงลำคอ ทั้งหวาดหวั่นและรู้สึกน้อยใจ
แม่ทัพใหญ่เซี่ยนั่งลง ยิ้มพลางตบหลังนางเบา ๆ
"เด็กดี ไม่ร้องนะ ลุงกอดนะ..."
องค์ชายเจ็ดอธิบายด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น "เป็จูจูที่เอาดอกไม้มาจริง ๆ นะขอรับ ผึ้งถึงต่อยข้า..."
แม่ทัพใหญ่เซี่ยพยักหน้าให้เขาเป็เชิงว่ารับรู้แล้ว ในขณะที่ยังคงปลอบหลานสาวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ความจริงแล้วจูจูเริ่มง่วงนอน ยามนี้จึงงอแงเอาแต่ใจมากเป็พิเศษ
หลังจากร้องไห้อยู่พักใหญ่จนเหนื่อย นางก็ค่อย ๆ หลับไป แม่ทัพใหญ่เซี่ยอุ้มนางในท่าอุ้มเด็กอย่างชำนาญ พลางตบเบา ๆ และถามเสียงเบา
"ทำไมถึงหลับตอนนี้ล่ะ?"
ลี่จือรีบก้าวเข้ามาอธิบาย "คุณหนูตั้งใจอยากจะไปเรียน เมื่อวานจึงดีใจมากจนนอนดึก และเมื่อเช้ายังตื่นเร็วกว่าปกติครึ่งชั่วยามเ้าค่ะ"
แม่ทัพใหญ่เซี่ยพยักหน้า ใช้มือใหญ่บังใบหน้านางไว้ แล้วพาส่งจูจูกลับไปนอนที่เรือนของนาง
ตอนเที่ยง แม่ทัพใหญ่เซี่ยและองค์ชายเจ็ดรวมถึงคนอื่น ๆ รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จยังไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ ทุกคนจึงนั่งพักผ่อนครู่หนึ่ง แม่ทัพใหญ่เซี่ยได้สอบถามความคืบหน้าจากท่านอาจารย์เฝิงพั่วจู๋
องค์ชายเจ็ดรู้สึกว่าตนเองมีชะตากรรมเดียวกันกับเซิ่งิหลิน จึงหาโอกาสระบายเื่ความไม่สมเหตุสมผลของจูจูให้เขาฟัง
เซิ่งิหลินเพียงแต่ยิ้มและถามเขาว่า "ทำไมจู่ ๆ จูจูถึงไปจับผึ้งล่ะ? ปกติจูจูไม่ชอบจับแมลงเล่นนะ"
องค์ชายเจ็ดถึงกับพูดไม่ออก เขานึกขึ้นได้ว่าตนเองเป็คนยุยงด้วยความประสงค์ร้ายว่า 'เ้าลองจับดูสิ'
ดังนั้น นี่มันคือผลกรรมใช่หรือไม่?!
ทำไมกรรมถึงตามสนองเขาเร็วขนาดนี้ พูดปุ๊บโดนปั๊บ แต่ตอนที่เซิ่งิจูทำเื่ชั่วร้ายไว้มากมายในชาติก่อน กรรมกลับมาช้าเหลือเกิน!
เื่กรรมนี่มันเลือกปฏิบัติด้วยหรืออย่างไร?
องค์ชายเจ็ดยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ
เซิ่งิหลินเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์ พร้อมรอยยิ้มราวกับจูกัดเหลียง
ดังนั้นเขาจึงบอกว่า คนที่คิดจะทำร้ายผู้อื่นแต่สมองไม่เพียงพอนั้นน่าสงสารจริง ๆ เ้านี่โดนกรรมตามสนองเพราะการกระทำของตัวเองอีกแล้ว!
ทว่า ไม่นานนัก เขาก็ยิ้มไม่ออก
แม่ทัพใหญ่เซี่ยไม่เพียงแต่เก่งกาจเื่การจัดทัพ แต่ฝีมือยุทธ์ในยุทธภพก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน สำหรับองค์ชายเจ็ด เนื่องจากเขามีกำลังมาก จึงต้องสอนตามความเหมาะสมและฝึกฝนเป็พิเศษ แต่คนอื่น ๆ รวมถึงเซิ่งิหลิน ้าเพียงแค่ฝึกเพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงเพียงเท่านั้น
แต่กลุ่มขององค์ชายเจ็ด รวมถึงขุนนางฮั่นหลินทั้งสองคน ต่างก็เรียนวรยุทธ์มาั้แ่เด็ก มีเพียงเซิ่งิหลินที่เป็ 'บัณฑิตผู้อ่อนแอ' โดยแท้จริง ไม่เคยเรียนวรยุทธ์มาั้แ่เล็ก
ตอนนี้เขาอายุแปดขวบ จะว่าโตก็ไม่โต แต่หากจะเริ่มเรียนวรยุทธ์ ก็ถือว่าช้าไปนิดหน่อย
ดังนั้น ยามที่องค์ชายเจ็ดกวัดแกว่งกระบองศึกจนเกิดกระแสลมพัดวูบวาบ และะโด้วยความตื่นเต้น ตัวเขากลับต้องมาเริ่มต้นฝึกฝนจากการยืนตั้งท่าปักหลัก ซึ่งก็คือการยืนนั่งม้านั่นเอง
การย่อตัวท่าม้านั่งนี้ ดูเหมือนไม่มีอะไร ทว่ายามลงมือปฏิบัติจริง... มันช่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเหลือเกิน!
เซิ่งิหลินยืนได้เพียงครู่เดียว ร่างกายก็เริ่มโอนเอนสั่นเทาไปมา
ท่านอาจารย์เฝิงพั่วจู๋เองก็เป็ยอดฝีมือและยังหนุ่ม อายุยังไม่ถึงสามสิบปี เมื่อมองไปทางที่แม่ทัพใหญ่เซี่ยสอนก็รู้สึกอิจฉา จึงหันไปมองทางนั้น และในขณะเดียวกันก็ฟาดขาเขาไปหนึ่งทีโดยที่ไม่ได้มอง
เซิ่งิหลินกัดฟันอดทน ผ่านไปครู่หนึ่งก็เริ่มโอนเอนอีกครั้ง จากนั้นเฝิงพั่วจู๋ก็ฟาดต่อ
จนกระทั่งเขาไม่สามารถทนได้อีกต่อไปและหงายหลังล้มลง เฝิงพั่วจู๋จึงรับตัวเขาไว้ ลากไปด้านข้าง แล้วนั่งลงนวดคลายกล้ามเนื้อให้ เมื่อพักผ่อนครู่หนึ่งแล้วจึงพยุงให้กลับไปยืนต่อ
ตลอดขั้นตอนไม่แม้แต่จะเหลือบสายตามามองดูเขาเลยสักนิด
เซิ่งิหลิน "..."
เมื่อได้ยินเสียงองค์ชายเจ็ดะโด้วยความตื่นเต้น ประกอบกับคำชม 'ไม่เลว!' 'ดีมาก!' ของแม่ทัพใหญ่เซี่ยเป็ระยะ ๆ ในใจของเซิ่งิหลินก็มีเพียงประโยคเดียวว่า 'โชคชะตามันหมุนเวียนกันไปจริงๆ!'
อีกด้านหนึ่ง จูจูตื่นขึ้นมา สองชั่วยามก็ผ่านพ้นไปแล้ว
จูจูรับประทานอาหารที่ไม่รู้ว่าเป็อาหารกลางวันหรืออาหารเย็น จากนั้นจึงสวมชุดอีกชุดที่ท่านแม่เตรียมไว้ให้... เสื้อกั๊กเกราะสีดอกคำฝอยตัวเล็กแบบผ่าหน้า หมวกอี้ซ่านใบเล็ก แล้วเดินอย่างองอาจมุ่งหน้าไปเรียน
พอเดินทางมาถึงก็มองเห็นฝุ่นควันคละคลุ้งเต็มท้องฟ้า องค์ชายเจ็กกำลังถือกระบองศึก กวัดแกว่งไปมาจนสลับซับซ้อนดูละลานตาไปหมด
จูจูลืมไปแล้วว่าเมื่อเช้าทะเลาะกันและยังไม่ได้คืนดีกัน เท้ายังไม่ทันจะยืนมั่นคง ก็รีบตบมือรัว ๆ
"พี่ชายเจ็ดเก่งที่สุดเยย!"
นี่เ้าเป็ฝ่ายสนใจข้าก่อนนะ!
องค์ชายเจ็ดแอบฮึดฮัดในใจ แสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน และควงกระบองให้เร็วขึ้นไปอีก
เ้าก้อนแป้งไม่รู้จักกลัว วิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาจับแขนเสื้อของท่านลุงใหญ่
"จูจูก็อยากเยียนด้วย!"