“นั่งหน้าเศร้าคิดถึงเขาอยู่หรือกระหม่อม”
เสียงอันคุ้นเคยแว่วมาจากทางเข้าศาลากลางน้ำ พร้อมกับวรกายสูงสมส่วนของท่านชายปิ๋วผู้เป็นอนุชา ยังผลให้เชษฐาทรงเร่งปาดหยาดชลเนตรให้เกลี้ยงนวลปราง ก่อนจะทรงหันวงพักตร์ไปแสร้งสรวลส่งให้ผู้เสด็จมาใหม่ได้เห็นว่าองค์เองนั้นยังสำเริงหทัยดี
“อ้าว ชายปิ๋ว ไม่ได้ไปกระทรวงหรอกหรือ” ตรัสถามยิ้ม ๆ ทว่าน้ำสุรเสียงที่แหบพร่านั้นกลับบ่งบอกให้เห็นว่าเจ้าของพระวาจาท่าจะกันแสงหนักไม่น้อย
หม่อมเจ้าชายผู้น้องทรงประทับนั่งลงด้านข้าง ทรงกุมเอากรของเชษฐามาคลึงคล้ายกำลังปลอบหทัย “พี่ชายเดียวเหนื่อยหรือไม่กระหม่อม ถ้าที่ทนฝืนอยู่มันทรมารนัก ก็ปล่อยมันทิ้งเสีย”
ไร้เสียงสนทนาไปสักพักหนึ่ง ท่านชายเดียวทรงไม่รู้จะตรัสอะไร ทุกสิ่งอย่างในเวลานี้มีเพียงความระทมตรมเตรียมเท่านั้นที่ประเดประดังกันเข้ามา หาทางออกยากพอกันกับเข็นครกขึ้นภูเขา
ดำริว่าในเมื่อเขาคนนั้นไร้สิเน่หาในองค์เองแล้ว เขาขอตัดความสัมพันธ์ที่สั่งสมมาโดยสิ้นเชิง แม้จะเหนี่ยวรั้งไว้ ก็ไร้ผล และไม่ทรงรู้ว่าจะต้องทนต่อสู้กับอุปสรรคอยู่ฝ่ายเดียวไปเพื่อเหตุผลใด เขาตัดใจทิ้งได้ ก็จะทรงทำให้ได้เฉกเช่นเขา ทว่ามันกลับยากพอการ แต่ในเมื่อมองดูถึงความถูกต้องที่เสด็จพระองค์ชายท่านให้พระโอวาท ท่านชายเดียวจึงทรงวินิจฉัยยอมให้ผู้ใหญ่ท่านจับคลุมถุงชนเสกสมรสในครั้งนี้ต่อไปเสีย
“พี่ไม่เป็นอะไนหรอกนะชาย พี่ทำใจไว้แต่เนิ่น ๆ แล้ว เรื่องแค่นี้พี่ทนได้” ท่านชายเดียวตรัสมุสาเพื่อให้อนุชาคลายความเป็นห่วง ทรงคิดว่าองค์เองนั้นเข้มแข็งพอที่จะผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายเหล่านี้ไปได้โดยลำพัง
ทว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น… แม้แต่น้อย
การลบใครคนหนึ่งออกจากความทรงจำ หากมันทำกันได้อย่างง่ายดาย จะทรงนั่งก้มพักตร์หม่นไหม้อยู่อย่างนี้หรือ
“แน่หรือกระหม่อม หลอกคนอื่นหลอกง่าย หลอกตนเองหลอกแทบตาย สุดท้ายความจริงก็อยู่ติดใจ พี่ชายเดียวรักเขาไปหมดหัวใจแล้ว อย่ายอมแพ้ซีกระหม่อม”
“มันไม่มีความหมายอะไรแล้วล่ะชาย ความรักโง่ ๆ ของพี่น่ะ ป่านนี้เขาคงลืมพี่ มีคนอื่นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว” แล้วตรัสอย่างน้อยเนื้อต่ำหทัยในขณะที่ชลเนตรที่เพิ่งจะเหือดแห้งไปไหลกลับมาอีกคำรบสอง เอ่ยถึงเรื่องของคนผู้นั้นคราใด ก็ให้ประสงค์กลั้นอัสสาสะจนสิ้นชีพิตักษัยให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย
“ไม่จริงกระหม่อม ใครบอก” ฝ่ายอนุชาทรงเถียงกลับ ทรงมั่นหทัยเหลือเกินว่าไม่เป็นความจริงดังที่ดำรัสแน่
“มันเป็นจริงไปแล้วชาย เขาเป็นคนพูดเองกับปาก ว่าหมดรักพี่แล้ว เผลอ ๆ เขาอาจไม่เคยรักด้วยซ้ำไป”
“พี่ชายเดียวหูเบา คนที่พยามแสดงออกว่ารักขนาดนั้นหรือกระหม่อม ที่จู่ ๆ จะมาตัดเยื่อใยของหัวใจตัวเองกะทันหัน”
“ก็เขาพูดด้วยตัวเขาเอง จะให้คิดเป็นอื่นได้อย่างไรล่ะชาย”
“นั่นก็เพราะเป็นคำสั่งของเสด็จพ่ออย่างไรเล่ากระหม่อม ความจริงก็คือ วันนั้นน่ะชายตามเสด็จเสด็จพ่อไปที่บ้านของนายด้าว ท่านขึ้นไปคุยกับเขาข้างบน ชายอยู่ด้านล่าง แต่ก็แอบสงสัย จึงไปฟัง ก็พอจับใจความได้คร่าว ๆ ว่าเสด็จพ่อทรงขอให้เขาตัดขาดจากพี่ชายอย่างไรล่ะกระหม่อม”
หม่อมเจ้าชายขุนหาญห้าวแหนบาททรงอธิบายตามจริงเท่าที่ทรงได้ยินมา ด้วยความที่ทรงสนิทสนมกับพันวาจาสิทธิ์เฉกเช่นพระสหายมาค่อนสิบปี มีหนือจะเข้าไม่ถึงความคิดของอีกฝ่าย ว่าแท้ที่จริงแล้วเขาเป็นคนอย่างไร
ความซื่อสัตย์ของเขาหาได้ง่ายดั่งหาพระจันทร์บนฟ้า
“จริงหรือ” ทางเชษฐาเมื่อสดับแล้ว ก็ให้ทรงตื่นหทัย หากเป็นจริงอย่างที่อนุชาทูลว่าเขาจำต้องกระทำเช่นนั้นกับองค์เองก็เพราะพระบัญชาของพระบิดา ก็ยังพอทุเลาทุกข์ได้บ้าง เนื่องจากไม่ใช่เขาที่เป็นคนต้องการจบความสัมพันธ์นี้
“จริงแท้ที่สุดแล้วกระหม่อม เสด็จพ่อทรงทำอย่างนี้ก็เพราะต้องการให้พี่ชายเดียวแต่งงานกับน้องหญิงอ้อได้อย่างราบรื่นตามพระประสงค์ แต่ไม่ทรงเห็นใจลูกของตนเองบ้างเลย เฮ้อ” ท่านชายปิ๋วถอนปัสสาสะอ่อนล้า
ใช่ว่าการที่ท่านทรงทำอย่างนี้นั้นไร้เหตุผล คิดเอาที่ประโยชน์ของพระองค์เอง ทว่าทุกเหตุผลย่อมแฝงด้วยความหวังดีเสมอ
“แล้วพี่จะต้องทำอย่างไร”
“ไม่ต้องทำอย่างไรแล้วกระหม่อม เพียงรอจังหวะ จากนั้นชายจะช่วยพี่ชายเดียวเอง ไม่ต้องเป็นห่วงกระหม่อม” อนุชาตรัสยิ้มแย้มอย่างมีความหวัง ก่อนจะทรงล้วงบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “คืนกระหม่อม”
วัตถุวงกลมสีทองประกายส่องแสงกระทบดวงเนตรสีน้ำตาลอ่อน ในทันใดนั้นท่านชายเดียวจึงทรงประจักษ์โดยพลัน
“แหวนวงนี้… ชายไปได้จากที่ไหนมาหรือ”
“คนของชายเก็บได้ที่สวนข้างตำหนักใหญ่แล้วเอามาให้ชายกระหม่อม ชายเห็นแล้วมั่นใจว่าใครเป็นเจ้าของ ชายจึงเอามาคืน”
“พี่ขอบใจมากนะชายปิ๋ว ขอบใจจริง ๆ สำหรับทุกอย่าง” ตรัสพลางทางสวมออ้อมกอดกระชับอนุชาแน่น
แหวนทองวงนี้ เสด็จในกรมฯท่านทรงแย่งจากท่านชายเดียวแล้วเขวี้ยงทิ้งไปด้านนอกหน้าต่าง ทรงคิดไม่ถึงว่าจะได้กลับมาสวมมันอีกครั้ง เสมือนก่อเกิดความหวังขึ้นมาเล็กน้อย ว่าเขาคนนั้นก็คงจะได้กลับมารักกันเหมือนดั่งที่แหวนวงนี้กลับมา
ย่ำสนธยาฟ้าเริ่มมืดมน เป็นเวลากลับสู่รังนอนของนกกาเช่นเดียวกับเหล่าคนงานที่เสด็จพระองค์ชายทรงว่าจ้างให้มาต่อเติมเรือนปั้นหยาของท่านชายเดียว ซึ่งจะใช้สำหรับเป็นเรือนหอในงานมงคลในเร็ววันนี้แล้ว พวกเขากำลังทยอยกลับคืนสู่ครอบครัวของตนเอง ก่อนฝนจะกระหน่ำเทลง เพราะในตอนนี้เริ่มตั้งเค้าเห็นมาแต่ไกล ๆ
ท่านชายเดียวทรงถอนปัสสาสะทิ้งเสียยาว โล่งในหทัยเสียทีที่ที่พำนักได้กลับมาสู่ความเงียบสงบดังเดิมหลังจากเหล่าคนงานกลับไป ไม่โปรดนักหรอกที่จะให้ใครมายุ่มย่ามในสถานที่ส่วนองค์เช่นนี้ ทรงเกลียดความวุ่นวาย และยิ่งในช่วงที่หทัยกำลังปั่นป่วน ก็ยิ่งทรงหมดกำลังโดยง่าย
อ้ายโมกและอ้ายพุดขอตัวไปที่ตำหนักใหญ่เพื่อรับเครื่องเสวยจากห้องเครื่องมาเตรียมถวายสำหรับกระยาหารมื้อเย็นนี้ ในระหว่างที่เจ้านายของมันยังวนเวียนอยู่แต่กับความทรงจำสีจางอันคุ้นเคยในห้องทรงดนตรี ปลายองคุลีไล้สัมผัสกับไวโอลินตัวโปรด ก่อนจะทรงหยิบมันขึ้นมาวางบนอังสา และทรงใช้คันชักพาดลงสาย รู่ไปมาตามโน๊ตเพลงให้เกิดเสียงเป็นทำนองสุนทรีย์
เสียงบรรเลงเสนาะหูของไวโอลินลอยล่องไปตามสายลมเย็นที่คละเคล้าด้วยกลิ่นอายของเม็ดฝนซึ่งตกสู่ผืนดินให้กลิ่นหอมอบอุ่น สอดแทรกด้วยบุหงารายล้อมเรือนให้กลิ่นหอมเย้ายวน พานให้มีหทัยระลึกถึงใครคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของความทรงจำ
ในเวลาเดียวกันนั้น หากแต่ต่างที่อีกมุมหนึ่งในพระนคร ภายในห้องเรือนไม้ ชายหนุ่มหยิบเอาซอสามสายตัวเก่งของตนขึ้นมาประลองฝีมืออีกครั้ง เสียงไพเราะกังวานของเครื่องสายมีผลต่อหัวใจของเขาเหลือคณา
เสียงของมันทำให้เขาหวนนึกถึงดวงพักตร์เฉิดฉายดั่งอาทิตย์อุทัยของหม่อมเจ้าชายเพียงรพิพรรณผ่องด้าวอยู่ทุกชั่วขณะจิต ประหนึ่งว่าในยามนี้เขาได้ประคองวรองค์แล้วหัดบรรเลงดนตรีให้ทำนองนั้น
ทว่า… มันกลับเป็นเพียงภาพลวงตา
ความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้วว่า เขาไม่สามารถรักษาท่านชายของเขาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว
บทละครได้ดำเนินมาถึงจุดจบแล้ว… ก็ถึงเวลาต้องลาจาก
“หากชาติหน้ามีจริง กระหม่อมจะรอถึงวันนั้น วันที่ความรักของเราสองคนสมหวัง”