“เจ้าบอกว่าสินค้าของพวกเจ้าขายหมดแล้วก็ต้องหมดอย่างนั้นหรือ พวกเจ้ารีบไปจัดเป็ดย่าง หมูกรอบ หมูแดง แล้วก็เป็ดพะโล้มาให้ข้าอย่างละตัว เจ้าคงไม่รู้สินะว่าเจ้านายของข้าเป็นใคร พวกเจ้าคงไม่อยากค้าขายในเมืองนี้แล้วล่ะสิ” พ่อบ้านสงพูดขึ้นเสียงดัง วันนี้ฮูหยินของเขาอยากกินอาหารที่ร้านนี้มาก ท่านเขยก็ยังกำชับมาว่าต้องไปหาซื้ออาหารเหล่านี้มาให้ฮูหยินกินให้ได้ เขาซึ่งเป็นพ่อบ้านยังต้องออกมาซื้อด้วยตัวเอง แต่พอมาถึง เจ้าของร้านกลับบอกว่าสินค้าขายหมดแล้ว นี่ไม่เท่ากับว่าเขาเดินทางมาเสียเที่ยวหรอกหรือ
“สินค้าของพวกเราขายหมดแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ หากว่าท่านต้องการ ท่านก็สั่งเอาไว้ พรุ่งนี้พวกเรานำไปส่งให้ท่านที่บ้านก็ได้ แต่จะให้พวกเราเอาออกมาขายให้ท่านตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้เลย อีกทั้งกรรมวิธีในการทำก็ต้องใช้เวลา ท่านไม่เห็นหรือเจ้าคะว่าลูกค้าท่านอื่นก็รอว่าจะกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้เหมือนกัน” หนิงลี่เบื่อกับความไม่มีเหตุผลของตาแก่คนนี้มาก อีกทั้งวันนี้พวกเขาก็กำลังรีบเพื่อที่จะกลับไปเยี่ยมท่านตากับท่านยาย ต้องมาเสียเวลากับคนไม่มีเหตุผลอย่างนี้มันช่างน่าเบื่อจริงๆ
“ข้าบอกว่าข้าจะเอาวันนี้และตอนนี้ พวกเจ้าก็ต้องไปหามาให้ได้ หรือว่าพวกเจ้าอยากให้ข้าพังร้านของเจ้าเสียก่อนพวกเจ้าถึงจะยอม” พ่อบ้านสงเริ่มพูดอย่างเป็นอารมณ์ หากวันนี้เขาซื้อของกลับไปไม่สำเร็จ ท่านเขยจะต้องหักเงินเดือนของเขาแน่ อีกทั้งนายท่านใหญ่ก็อาจจะปลดเขาออกจากตำแหน่งพ่อบ้านอีก ไม่ได้ เขาไม่ยอม
“นี่มันเหตุผลใดกัน ท่านบอกว่าจะพังร้านของข้าก็จะพังได้เลยหรือเจ้าคะ พวกเราบอกแล้วว่าสินค้าของพวกเราต้องใช้เวลาในการทำ หากท่านต้องการซื้อ ท่านก็ต้องมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ เพราะวันนี้พวกเราขายของออกไปจนหมดแล้ว พี่ป้าน้าอาทั้งหลายเจ้าคะ พวกท่านช่วยเป็นพยานให้กับร้านค้าเล็กๆ ของข้าด้วย ท่านลุงท่านนี้ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย อีกทั้งยังขู่ว่าจะพังร้านค้าของข้าอีกเจ้าค่ะ” หนิงลี่พูดขึ้นเสียงดัง
ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่ก็พยักหน้าให้ตามๆ กัน พร้อมทั้งยังมองดูพ่อบ้านสงด้วยสายตาไม่เป็นมิตร อยากมาซื้อของจากเขา พอเขาบอกว่าของหมดก็บังคับ และยังขู่ว่าจะพังร้านค้าของเขาอีก นี่มันเหตุผลใดกัน อีกทั้งคนแถวนี้ต่างก็รู้กันดีว่าครอบครัวของหนิงลี่ล้วนมีน้ำใจและขายอาหารในราคาเป็นกันเอง ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แล้วทำไมตาแก่คนนี้ถึงมาทำตัวไม่มีเหตุผลและตั้งตนอยู่เหนือกฎหมายอย่างนี้ล่ะ
“พวกเจ้าเป็นชาวบ้านก็อย่ามายุ่งเรื่องของข้า เจ้านายของข้าเป็นถึงเถ้าแก่ร้านขายข้าวและธัญพืชร้านใหญ่ของตำบลชิงสีแห่งนี้ พวกเจ้าไม่อยากซื้อข้าวกินกันแล้วใช่ไหม หรืออยากซื้อข้าวสารในราคาแพงกัน” พ่อบ้านสงพูดขึ้นอย่างวางอำนาจ
“อ้อ...ที่แท้ก็เป็นพ่อบ้านสงของตระกูลจ้าวนี่เอง ข้าก็นึกว่าใครเสียอีก ตระกูลจ้าวช่างใหญ่โตเสียจริง ทั้งยังขึ้นราคาข้าวเองก็ได้ แต่ข้าจำได้ว่าราคาข้าวเป็นทางการเท่านั้นที่จะกำหนดราคาได้ ที่พ่อบ้านสงพูดขึ้นมาอย่างนี้ก็แสดงว่าตระกูลจ้าวยิ่งใหญ่กว่าทางการอย่างนั้นสิ” ว่านเฉียงพูดขึ้น วันนี้เขาตั้งใจมาชวนเซียวหยางฟางออกไปดื่มน้ำชากับสหายาของเขาที่เดินทางมาจากเมืองหลวง แต่ไม่นึกว่าจะมาเจอเข้ากับเหตุการณ์นี้เสียก่อน
“เจ้าเป็นใคร! อ่อ...คุณชายว่าน เป็นท่านเองหรือ เรื่องนี้เป็นเรื่องของข้ากับร้านค้าเล็กๆ แห่งนี้ ท่านอย่ายื่นมือเจ้ามายุ่งจะดีกว่า” พ่อบ้านสงพูดกับว่านเฉียงอย่างไม่เกรงใจ ตระกูลว่านก็เปิดกิจการร้านขายข้าวสารและธัญพืชเช่นเดียวกับตระกูลจ้าวของเจ้านายตน ซึ่งถือเป็นคู่แข่งกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
ว่านเฉียงยืนกอดอกอย่างกวนประสาท “บังเอิญเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสหายของข้า จะไม่ให้ข้าเข้ามายุ่งก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะให้พี่เซียวไปแจ้งต่อทางการสักสองเรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องที่ท่านกำลังข่มขู่ร้านค้าของพี่เซียวด้วยวาจาว่าท่านจะพังร้านของเขา และเรื่องที่สองดูจะเป็นเรื่องใหญ่สักหน่อย ข้าจะให้เขาร้องเรียนว่าตระกูลจ้าว คิดจะปรับขึ้นราคาข้าวสารที่จะขายให้กับชาวบ้านในตำบลชิงสี โดยที่ยังไม่ขออนุญาตต่อทางการ ชาวบ้านที่ยืนอยู่ที่นี่ล้วนเป็นพยานได้ พ่อบ้านสงคิดว่าอย่างไร”
“เอ่อ...คุณชายว่าน นี่คงเป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าแค่พูดออกไปเพราะความโกรธเท่านั้น” พ่อบ้านสงหันไปพูดกับเซียวหยางฟาง “คุณชายเซียว ข้าต้องขออภัยที่ทำตัวไม่เหมาะสม วันนี้ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
พ่อบ้านสงพูดจบก็รีบเดินหลบผู้คนออกไป วันนี้เพราะความโกรธเขาเกือบต้องทำให้เจ้านายเดือดร้อนแล้ว หากเรื่องนี้ไปถึงทางการจริงๆ เรื่องคงใหญ่โตมาก เพราะตามกฎหมายของแผ่นดินต้าซ่ง ข้าวสารและเกลือถือเป็นสินค้าควบคุมสูงสุด ผู้ที่มีอำนาจกำหนดราคาขายได้ จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการเท่านั้น หากพ่อค้าคนใดคิดที่จะปรับขึ้นราคาด้วยตนเอง คงต้องโดนโทษสูงสุดของแคว้นเป็นแน่
“พี่เซียว พี่สะใภ้ คงทำให้พวกท่านตกใจอยู่ไม่น้อย ชายแก่คนนั้นคือพ่อบ้านสงแห่งครอบครัวตระกูลจ้าว ครอบครัวนี้เปิดกิจการค้าข้าวสารและธัญพืชเจ้าใหญ่ในตำบลของเรา ครอบครัวจ้าวกับครอบครัวของข้าเปิดศึกการค้ากันมาแล้วหลายรุ่น” ว่านเฉียงบอกข้อมูลให้เซียวหยางฟางและหนิงลี่ฟัง
“ท่านไปมีเรื่องกับเขา แล้วเช่นนี้ต่อไปจะไม่เกิดปัญหาขึ้นกับท่านหรือคุณชายว่าน” หนิงลี่ถามขึ้น
“ปัญหาของบ้านข้ากับบ้านจ้าวที่ผ่านมาก็มีไม่ใช่น้อย เมื่อไม่กี่เดือนก่อนพวกเขาก็ชิงตัดหน้าข้าเพื่อไปรับซื้อข้าวที่เมืองหลินมาขาย ทั้งที่ข้าได้เดินทางไปเจรจาการค้าก่อน พวกเขาใช้วิธียัดเงินใต้โต๊ะให้กับผู้ใหญ่ในสมาคมค้าข้าวของเมืองหลินว่าจะต้องขายส่งข้าวให้ตระกูลจ้าวแต่เพียงผู้เดียว ช่างเป็นคนทำการค้ามากเล่ห์จริงๆ”
“นี่คงเป็นสามารถที่คุณชายว่านเดินทางเข้าเมืองหลวงล่ะสิ ท่านไปติดต่อขอซื้อข้าวที่เมืองหลวงหรือ”
“ข้ารู้จักกับพ่อค้าข้าวที่เมืองหลวง ก็เลยจะไปขอปรึกษาเขาถึงแหล่งรับซื้อข้าวสารกับธัญพืชจากที่อื่น เพราะไม่อย่างนั้นร้านค้าสาขาต่างๆ ของข้าคงต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีสินค้าขายแน่ๆ” ว่านเฉียงทำท่าทางกลุ้มใจ ตั้งแต่เขาเรียนจบจากสำนักศึกษา เขาก็เข้ามารับผิดชอบกิจการของครอบครัวอย่างเต็มตัว แต่ไม่นึกว่าอุปสรรคชิ้นใหญ่อย่างตระกูลจ้าวจะปิดทางทำกินของเขาได้โหดร้ายเพียงนี้
“คุณชายว่านอย่าเพิ่งกลุ้มใจไป ข้ารู้จักกับพ่อค้าอยู่หลายคน บางทีพวกเขาอาจจะช่วยได้ เอาไว้ข้าจะลองไปสอบถามพวกเขาให้” หนิงลี่เริ่มวางแผนอยู่ในใจอีกครั้ง นางไม่อยากให้เซียวหยางฟางเอาความสามารถของตนเองมาจมอยู่ที่ร้านขายอาหารเพียงอย่างเดียว แต่นางก็ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าสามีชอบงานแบบใด เพราะตั้งแต่เด็กเขาก็ถูกท่านปู่เซียวพาขึ้นเขาไปล่าสัตว์แล้ว เอาไว้ค่อยลองกลับไปปรึกษากับสามีดูก่อน เผื่อว่าบางทีอาจจะมีงานที่เขาอยากทำ
“ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขอขอบคุณพี่สะใภ้ล่วงหน้าขอรับ”
“ว่าแต่วันนี้คุณชายเซียวมีธุระใดกับพวกเราหรือไม่” หนิงลี่ถามอย่างนึกขึ้นได้
“สหายของข้าเดินทางมาจากเมืองหลวง ข้าอยากพาพี่เซียวไปรู้จักกับพวกเขาสักหน่อย ไม่ทราบว่าวันนี้พี่เซียวสะดวกหรือไม่ขอรับ” ว่านเฉียงหันไปถามเซียวหยางฟาง
“ข้าต้องขออภัยคุณชายว่านด้วย วันนี้พวกเราตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมท่านตากับท่านยายของลี่เอ๋อที่หมู่บ้านหลีสือสักหน่อย” เซียวหยางฟางปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ไม่เป็นไรหรอกพี่เซียว เพื่อนข้ายังอยู่ที่ตำบลชิงสีของเราอีกหลายวัน เอาไว้ข้าค่อยมาชวนท่านใหม่ หรือไม่...ข้าอาจจะพาสหายมากินข้าวที่ร้านของท่านแทนก็ได้”
เมื่อส่งว่านเฉียงกลับ หนิงลี่และครอบครัวไม่เว้นแม้แต่ท่านหมอฉีก็ตามไปดูอาการของพ่อเฒ่ากับแม่เฒ่าหวังที่หมู่บ้านหลีสือด้วยกันทั้งหมด