(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์

    ตอนที่ 46 ขัดเกลาร่างกายและจิตวิญญาณ

            หลังจากที่ได้กินร่างของช้างเผือกสามหัวไปเกินกว่าครึ่ง ในที่สุดทันย่าก็ได้มาถึงขีดจำกัดของร่างกาย เขาพร้อมที่จะยกระดับไปยังขั้นดาวเคราะห์ได้ทุกเมื่อ


            ทว่าสิ่งที่กำลังฉุดรั้งยีนเบฮีมอทเอาไว้อยู่ในเวลานี้ มันก็คือเทคนิคลับระดับสุดยอดของจักรวาล เทคนิควิชาทั้งสองยังไม่ได้ยกระดับไปเป็นขั้น 2


            หมายความว่าทันย่าเองก็ยังไม่อาจวิวัฒนาการขึ้นไปสูงกว่านี้ได้ จนกว่าที่วิชาดังกล่าวจะข้ามผ่านขีดจำกัดไปสู่ระดับใหม่


            [ไม่ต้องแปลกใจศิษย์รัก สองวิชาดังกล่าวได้ถูกสลักและเชื่อมต่อเข้ากับเซลล์พันธุกรรมในร่างกายโดยตรง สอดคล้องกับขั้นพลังชีวิต]


            [ว่าแต่ตัวของเจ้าไม่สังเกตเลยหรือว่าทำไมวิชาทั้งสองนี้มันถึงมีทั้งหมด 10 ขั้นใหญ่ด้วยกัน? ไม่คิดว่ามันเป็นความบังเอิญหรือไง?]


            คำพูดของเด็กสาวได้ทำให้นัยน์ตาของทันย่าต้องเบิกกว้าง แล้วเขาเองก็ไม่ได้โง่ ชายหนุ่มจึงได้กล่าวโพรงขึ้นมาทันที


            “หรือว่าตราบใดที่เทคนิควิชาทั้งสองยังไม่สามารถยกระดับไปเป็นขั้นต่อไปได้ ฉันจะไม่สามารถผ่านคอขวดในแต่ละระดับขั้นไปได้?”


            “ใช่ไหมละท่านอาจารย์!”


            สิ่งที่ทันย่ากำลังคิดอยู่นั้นถูกต้องทั้งหมด


            เขารู้สึกว่าที่ตนเองไม่อาจผ่านไปยังขั้นดาวเคราะห์ได้ ทั้งหมดก็เป็นเพราะวิชาทั้งสองนี้


            [เจ้าก็ไม่ได้โง่นะทันย่า เทคนิคการขัดเกลาร่างดวงดาวของเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด กับเทคนิควิชาคริสตัลจิตดาวฤกษ์ของชนเผ่าโบราณที่หายาก เผ่าพันธุ์มังกรกาลอวกาศ วิชาของพวกเขาขึ้นชื่อว่าร้ายกาจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของจักรวาล เป็นหนึ่งและไม่มีสอง]


            [เทคนิคการขัดเกลาร่างดวงดาวมุ่งเน้นไปที่ร่างกายและยีนพันธุกรรม ร่างกายเป็นดั่งจักรวาล ปรับปรุงโลหิต เสริมความแข็งแกร่งให้กับเปลือกแห่งชีวิต มุ่งเน้นความคิดเข้าไปในทั่วทุกอณูของเซลล์ เปลี่ยนเซลล์ทุกเซลล์ให้เป็นดวงดาวแห่งอนันต์ เปลี่ยนหยดเลือดที่ไหลเวียนให้เป็นกาแล็กซี่ดาราจักร จินตนาการว่าร่างกายคือดวงดาวที่เปลี่ยนแปลงไร้ที่สิ้นสุด ขัดเกลาจนร่างกายจะไปสู่จุดที่น่าสะพรึงกลัว]


            [วิชานี้ถือเป็นเทคนิคลับที่มีเพียงสัตว์อวกาศกลืนกินดวงดาวเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนได้ เหมือนวิชาดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ แล้วในแต่ละระดับขั้น คุณสมบัติและความพิเศษของมันก็จะปรากฏออกมา แตกต่างไปจากวิชาอื่นๆที่มีอยู่อย่างมากมายในห้วงจักรวาล]


            [เทคนิคขั้นที่ 1 เหมาะสมสำหรับระดับนักสู้พันธุกรรมขั้น 1 - 9 ดาว]


            [เทคนิคขั้นที่ 2 เหมาะสมสำหรับระดับขั้นดาวเคราะห์ 1 - 9 ดาว]


            [เทคนิคขั้นที่ 3 เหมาะสมสำหรับระดับขั้นดาวฤกษ์ 1 - 9 ดาว]


            [เทคนิคขั้นที่ 4 เหมาะสมสำหรับระดับขั้นอวกาศ 1 - 9 ดาว]


            [เทคนิคขั้นที่ 5 เหมาะสมสำหรับระดับขั้นผู้ครองดินแดน 1 - 9 ดาว]


            [แต่ในขั้นนี้ รากฐานของวิชาจะแปรเปลี่ยนไป เซลล์อมตะจะถูกสร้างขึ้นมาก่อนกำหนด แปรเปลี่ยนยีนพันธุกรรมภายในร่างให้มีเมล็ดพันธุ์แห่งความอมตะ ร่างกายจะแข็งแกร่งและไร้เทียมทานเป็นอย่างมาก โดยปกติเซลล์อมตะจะถูกสร้างขึ้นในขั้นพลังนักสู้อมตะ มันไม่มีทางเลยที่จะสร้างเซลล์อมตะขึ้นก่อน นี่แหละคือความพิเศษของเทคนิคที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด]


            คำพูดของดาวาลได้ทำให้ทันย่าพลันอ้าปากค้างขึ้น เขาไม่รู้จะตกใจในเรื่องไหนก่อนดี จากนั้นดาวาลก็ได้อธิบายออกมาต่อ


            [เทคนิคขั้นที่ 6 เหมาะสมสำหรับขั้นผู้ครองดาว 1 - 9 ดาว]


            [เทคนิคขั้นที่ 7 เหมาะสมสำหรับขั้นผู้เป็นอมตะที่แท้จริง 1 - 9 ดาว]


            [เทคนิคขั้นที่ 8 เหมาะสมสำหรับขั้นอัศวินอมตะ ผู้เป็นอาจารย์ของเจ้าอย่างเลโกลัสก็อยู่ในระดับขั้นนี้ เขาถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือยิ่งกว่าผู้เป็นอมตะ มีพลังที่ยิ่งใหญ่จนสามารถกระทำการได้ทุกสิ่ง น่าเสียดายที่เขาไปยั่วยุศัตรูระดับเดียวกันหลายร้อยคนเข้า สภาพก็เป็นอย่างที่เห็น]


            [เทคนิคขั้นที่ 9 เหมาะสมสำหรับขั้นจ้าวแห่งจักรวาล สิ่งมีชีวิตที่มีพลังอยู่เหนือจุดสูงสุด]


            [ส่วนเทคนิควิชาขั้นที่ 10 ไม่มีใครรู้หรือได้สัมผัส แต่ว่ากันว่าบรรพชนของสัตว์อวกาศกลืนกินดวงดาวได้บรรลุพวกมันไปอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาอาจกลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งและมียีนพันธุกรรมชีวิตที่เหนือไปกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมด แข็งแกร่งไร้เทียมทานเลยเชียวละ]


            ทันย่ารับฟังอย่างเงียบๆ ทว่าหัวใจภายในร่างของเขาเวลานี้กำลังเต้นระรัวขึ้นอย่างหนัก


            นอกจากผู้เป็นอมตะแล้ว เส้นทางเบื้องหน้าที่จะต้องก้าวเดินไปก็ยังคงมีอยู่อีกมาก


            ระดับอัศวินอมตะ ระดับจ้าวแห่งจักรวาล หรือแม้แต่ระดับที่ไม่มีใครเคยใฝ่ฝันถึง


            [ส่วนเทคนิควิชาคริสตัสจิตดาวฤกษ์ก็เช่นเดียวกัน สายพันธุ์มังกรกาลอวกาศนั้นไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแกร่งเหมือนกับสัตว์อวกาศกลืนกินดวงดาว ทว่าพวกเขาเกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมพลังจิตที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด]


            [ถ้าเผ่าพันธุ์สัตว์อวกาศกลืนกินดวงดาวคือผู้ที่เชียวชาญในด้านการฝึกฝนร่างกายและยีนพันธุกรรม มังกรกาลอวกาศก็เชียวชาญในการสร้างรากฐานพลังจิต ควบคุมพลังจิต มีเจตจำนงอันยิ่งใหญ่และไม่สั่นคลอนต่อสิ่งใดๆ]


            [เทคนิควิชาของพวกเขาก็ต่างเป็นที่ต้องการในจักรวาลเช่นเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่รากฐานวิชาที่เผ่าพันธุ์อื่นๆได้รับ มันไม่ได้สมบูรณ์แบบซักเท่าไหร่นัก ทว่าท่านเลโกลัสสามารถสังหารมังกรกาลอวกาศรุ่นเยาว์ได้ตนนึง เขาจึงได้รับยีนพันธุกรรมส่วนนึงของมันมาทดลองในที่สุด]


            [คริสตัสจิตดาวฤกษ์ ร่างกายพันธุกรรมแทนที่สำแดงพลังจิต เคลื่อนย้ายพลังผ่านดวงดาว จินตนาการสร้างเจตจำนงแห่งพลังจิตอันยิ่งใหญ่ ปรับเปลี่ยนเซลล์พันธุกรรมในร่างกาย หลอมรวมทุกสิ่งก่อร่างเป็นดาวฤกษ์แห่งพลังจิต ควบแน่นเจตจำนงขึ้นในส่วนลึกอันลี้ลับ ไร้รูปร่างเปรียบได้ดั่งสายน้ำ ก่อเกิดรูปแบบอันไร้ที่สิ้นสุด สามารถปรับเปลี่ยนไปมาไร้แบบแผน เป็นการสร้างพลังจิตที่ร้ายกาจมากที่สุดของจักรวาล มีทั้งหมด 10 ขั้นใหญ่เช่นเดียวกัน แล้วในแต่ละระดับขั้นก็สอดคล้องกับขั้นพลังของสิ่งมีชีวิตที่ฝึกฝนพลัง]


            [โดยปกติ วิชาทั้งสองนี้จะไม่สามารถมารวมกันได้ ทว่าเบฮีมอทนั้นมีรากฐานมาจากยีนพันธุกรรมทั้งสอง เจ้าถึงสามารถฝึกฝนวิชานี้ได้อย่างพร้อมเพรียงกัน ช่วงแรกๆอาจจะไม่เห็นผลมากนัก เพราะเทคนิควิชายังคงอยู่ในระดับที่ต่ำต้อย]


            [ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เมื่อเจ้าได้ยกระดับยีนพันธุกรรมของตนเองอย่างต่อเนื่อง เอกลักษณ์ของวิชาทั้งสองจะค่อยๆปรากฏออกมาอย่างเด่นชัด]


            เมื่อดาวาลอธิบายจบ เธอก็ได้หันมองไปทางทันย่าที่ตอนนี้กำลังร่างกายสั่นสะท้าน


            เธอรู้สึกว่าทันย่านั้นไม่ได้กำลังแสดงอารมณ์ที่หวาดกลัวหรืออะไรทั้งสิ้น ในทางกลับกัน ทันย่าตอนนี้เหมือนกำลังตื่นเต้นอย่างถึงขีดสุด เหมือนพร้อมที่จะยกระดับไปเป็นขั้นถัดไปแล้ว


            “ละ..แล้วจะรออะไรละ การที่ฉันจะยกระดับเทคนิควิชาทั้งสองให้ได้อย่างรวดเร็วนั้น ก่อนอื่นต้องมีพลังงานในการเติมเต็มพวกมันให้เพียงพอ”


            “ซากศพที่เหลือก็เหมาะสมมากที่สุด!!”


            ไม่รอให้อินทรีทองคำหรือมอนเตอร์ตัวอื่นๆเคลื่อนไหว ในที่สุดทันย่าก็ได้เข้าไปกัดกินซากศพที่เหลืออีกกว่าหลายสิบเมตร


            สิ่งที่เกิดขึ้นได้ทำให้พวกเหล่ามอนเตอร์มากมาย่างตกใจ พวกมันไม่คาดคิดเลยว่าทันย่าผู้นี้จะยังกินไม่อิ่ม อย่าลืมนะว่านั้นคือมอนเตอร์ระดับชนชั้นราชา ก่อนหน้านี้เขาก็กินพวกมันไปเกินครึ่งแล้ว


            จะบอกว่าร่างกายเล็กๆเช่นนี้สามารถเผาผลาญพลังงานได้เหมือนกับหลุมดำ และยิ่งกินมากเท่าไหร่ช้างเผือกมันก็ยิ่งเหลือน้อยลงเท่านั้น จะไม่แบ่งให้กับพวกมันกินกันเลยหรือไง


            “เอ่อ.. งั้นเจ้ากินไปให้หมดเลยละกัน!”


            อินทรีทองคำไม่กล้าขัดใจในตัวของทันย่า เขาทำได้เพียงปล่อยให้ทันย่ากลืนกินเจ้าช้างโง่นี้ไปจนหมดสิ้น แต่เขาก็ยังไม่ลืมที่จะหันไปบอกกล่าวกับมอนเตอร์ภายในอาณาเขต ซึ่งพวกมันก็กำลังนั่งมองเข้ามากันตาละห้อย


            “ขอโทษด้วยละกันพวกเจ้า สงสัยวันนี้คงไม่ได้เหลือเศษซากให้กับพวกเจ้ากินกันแล้วละ”


            “วันนี้แยกย้ายไปก่อน ไว้เดียวข้าจะออกล่ามอนเตอร์ในอาณาเขตอื่นมาให้พวกเจ้ากินละกัน”


            สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มอนเตอร์หลายตนเดินกลับออกไปอย่างคอตก บ้างก็ส่งเสียงครวญครางออกมาอย่างเสียดาย โอกาสในการกลืนกินมอนเตอร์ระดับชนชั้นราชา ทั้งหมดได้ถูกน้องสาวของเขากลืนกินไปจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือไว้แม้แต่กระดูกเลยด้วยซ้ำ


            หงึก!หงึก!หงึก!(นายท่านกินมากยิ่งกว่าข้าซะอีก แต่ทำไมท่านไม่อ้วนเหมือนข้านะ)



            ..

            555+


    คล้ายกับเรื่อง(ดรอปไม่เขียนต่อ)BEHEMOTH ราชันแห่งมอนเตอร์ ที่คุณอ่าน