กลับมาถึงวิทยาลัยกุหลาบขาว อาจารย์เกรียงไกรมีสีหน้าชื่นบาน ตั้งแต่อยู่ร้านอาหารกระทั่งแยกไป วันนี้เขาดูเอิบอิ่ม ทั้งยังหนักท้องเพราะกินเยอะอีกด้วย
ลาอีกฝ่ายเสร็จ เจมส์เดินไปที่ห้องอธิการบดีทันที
อาจารย์หนุ่มขับรถตามกลับมาที่วิทยาลัย ต้องรออยู่ด้านนอกร้านอาหาร'เรือนหงส์หยก'ครึ่งค่อนชั่วโมง ใบหน้าจึงร้อนผ่าว เหงื่อไคลผสมเม็ดเหงื่อทำเอาเหนียวตัวเหนอะหนะ นักศึกษาพบหน้าเป็นต้องรีบเอามือปิดจมูก เดินให้ห่างโดยเร็ว
อาจารย์หนุ่มไม่สนใจสิ่งรอบตัว พอลงจากรถเสร็จเข้าไปในตัวอาคารเรียนก็นำโทรศัพท์มือถือออกมา เปิดไฟล์คลิปวิดีโอที่เพิ่งถ่ายไปหน้าร้าน ใบหน้าที่สมควรแย้มยิ้มกลับถมึงตึง
“บ้าเอ้ย ช่วงเที่ยงวันแดดแรงชะมัด กล้องก็กาก แค่ย้อนแสงนิดหน่อยทำไมถึงมืดแบบนี้ แล้วจะทำยังไงดี อุตส่าห์คิดว่าจะได้เล่นงานแล้วเชียว”
โทรศัพท์มือถือเครื่องละห้าพันบาท กล้องเองก็สมกับราคา แถมยังถ่ายในระยะไกลมุมย้อนแสง ภาพที่ถ่ายดูราวกับกล้องราคาถูกรุ่นดึกดำบรรพ์ ผลที่ได้จึงอย่างที่เห็น อาจารย์หนุ่มดูไม่ค่อยพอใจถึงขั้นโมโหหนัก
“ไม่ได้การ ต้องซื้อกล้องที่ดีกว่านี้ ไม่งั้นคราวหน้าหากพลาดโอกาสอีกก็คงแย่!” อาจารย์หนุ่มมุ่งมั่นแรงกล้าที่จะเอาผิดนักศึกษา ส่วนเรื่องการสอนในคาบของตัวเอง เขาดูไม่ค่อยกระตือรือร้น
......
เดินเข้าไปในห้องอธิการบดีหน้าตาเฉย
โดยไม่ต้องขออนุญาตเพราะเจมส์ถือเป็นผู้สนับสนุนวิทยาลัยรายใหญ่ แม้แต่อธิการบดียังต้องเกรงใจ
“โอ้มาแล้วเหรอ ผลเป็นยังไงบ้าง” สุรพล อธิการบดีที่สูงเพียง 1.5 เมตรถามอย่างกันเอง
เจมส์พยักหน้าให้อีกฝ่าย หลังพิงพนักเก้าอี้ “ทุกอย่างราบรื่นดีครับ อาจารย์เกรียงไกรเป็นคนดีจริงๆ เลี้ยงอาหารมื้อเดียวก็ออกปากช่วย ทำเอาผมซึ้งจนน้ำตาไหลพราก”
อาจารย์เกรียงไกรหากได้มาเห็นเจมส์พูดแบบนี้คงยากร้องไห้
สุพรพลอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่คิดเลยว่านักศึกษาคนรวยจะมีอารมณ์ขันด้วย
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ทุกอย่างราบรื่นอธิการบดีอย่างฉันก็ดีใจด้วย”
“ขอบคุณท่านอธิการบดีที่แนะนำผมให้รู้จักกับอาจารย์เกรียงไกรนะครับ”
“ไม่เป็นไร คนกันเองยังไงก็ต้องช่วย” สุรพลปัดไม้ปัดมือ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
เจมส์พูดคุยกับอธิการบดีไม่กี่ประโยค ก็ขอตัวกลับออกมาแล้วขึ้นรถไปที่เรือ'เมจิกเชี่ยน'
อธิการบดีสุรพลพูดด้วยค่อนข้างยาก ไม่สามารถบีบน้ำตาหรือขอความเห็นใจ คนประเภทนี้นอกจากเงินแล้วก็ไม่มีสิ่งใดซื้อเขาหรือทำให้หันมาสนใจได้
ขึ้นมาบนเรือ เจมส์เลือกเดินเข้าไปที่ห้องเก็บของ ล็อกประตูหลังจากเข้ามา เพราะไม่ต้องการให้สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ของแฟนมากวน
ในห้องนี้นอกจากเก็บอัญมณีแล้วยังเก็บของจำพวกวิเศษ ตุ๊กตาที่กำลังร่วมรักกันทุกอริยาบท'ประตูหลากสีที่สามารถย่นระยะการเดินทางได้
ห้องนี้ดูค่อนข้างรก ของเก็บไม่เป็นระเบียบ และนอกจากเจมส์แล้วก็ไม่มีใครสามารถเข้ามาได้ก่อนได้รับอนุญาต
เขานั่งลงบนเก้าอี้สีเลือดที่มีลวดลายลูกเต๋า ตรงหน้าคือแลปท็อปเครื่องหนึ่ง หลังจากได้ข้อมูลของลูกสาวเกรียงไกรมายังไม่รีบติดต่อไปทันที เพียงแต่เลือกที่จะมาส่องดูผ่านเฟสบุ๊ค ว่าเป็นคนยังไง
.......
ทอยเดินทางมาที่กรุงเทพฯ ตามคำสั่งของเจมส์ งบการซื้อบ้านหนึ่งหลังคือ 20 ล้านบาท ฟังดูอาจเหมือนแพงแต่เชื่อเถอะว่าบ้านในเมืองกรุงฯ ราคาไม่ใช่ถูกๆ
ทอยเดินคู่นายหน้าค้าบ้านชื่อพร หล่อนเป็นคนรู้จักกับปุ้ย หนึ่งในนายหน้าค้าที่ดินในพัทยาที่ทำเรื่องร้านนี้มีหอยให้
หมู่บ้านจัดสรรที่กำลังเดินเตร่มีชื่อว่า 'เสียงอักษร' บรรยากาศรื่นรมย์และสงบ ถนนกว้างขวาง ไม่ค่อยมีรถจอดหน้าบ้านเหมือนกับหมู่บ้านราคาล้านสองล้าน
ทอยทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี ในขณะที่พรเอ่ยถึงอะไรเขาก็ผงกศีรษะตามด้วยรอยยิ้ม
ทั้งสองเดินมาถึงบ้านหลังใหญ่สองชั้นที่ถูกวางขายในตลาด กำแพงเป็นสีขาวสูงสองเมตร ประตูรั้วเป็นเหล็กสีเงินสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ
เปิดเข้าไปจะพบกับลานหญ้าเล็กๆ และบ้านหลังสีขาวแบบสองชั้น โรงจอดรถสำหรับรถสองคัน สามห้องนอนสี่ห้องน้ำ ห้องรับแขกมีขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป ห้องครัวก็ไม่ได้แย่
หลังจากเดินสำรวจรอบหนึ่งทอยพยักหน้าชื่นชม
“เป็นยังไงบ้างคะคุณทอย บ้านหลังนี้ถูกใจคุณหรือเปล่าคะ” พร หญิงสาวในวัย 30 ปีใช้มือเล่นปอยผม ดวงตาคู่สวยจ้องมองทอยไม่ห่าง สำหรับผู้ชายตรงหน้าดูก็รู้ว่าเป็นคนรวย แถมยังได้ฟังจากปากปุ้ยว่าแข็งแรง โคตรแซ่บเรื่องบนเตียง ไม่แปลกหากตลอดการเดินด้วยกันพรจะมองอีกฝ่ายจนแทบเดินเท้าสะดุด
ทอยนั่งลงบนโซฟาที่ยังมีซีลพลาสติก สัมผัสเฟอร์นิเจอร์ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบ “ถูกใจครับ เพียงแต่ผมต้องปรึกษาเจ้านายก่อนว่าชอบบ้านหลังนี้หรือเปล่า ถ้ายังไงคุณช่วยส่งข้อมูลมาที่อีเมลผมด้วยนะครับ จะได้ให้เจ้านายพิจารณา”
“ทราบแล้วค่ะ” พรไม่รู้สึกเหนือความคาดหมาย บ้านหลังนี้มีราคายี่สิบกว่าล้านบาทรวมเฟอร์นิเจอร์ ของแบบนี้ต้องใช้เวลาคิดให้ดีๆ
ทอยลุกขึ้นยืน กำลังจะเดินออกไปนอกบ้านกับนายหน้าสาว แต่แล้วเท้าของหล่อนดันเดินสะดุด เซเข้ามาในอ้อมกอดของทอย
พรหน้าแดง หลับตาพริ้มใจเต้นตึกตัก
“คุณจงใจเดินสะดุดขาตัวเองสินะ” ทอยกระตุกยิ้มมุมปาก มือขวาจับเอวคอดกิ่วลูบไล้เบามือ
“เอ๋...ไม่ใช่นะคะ” เธอหน้าตาตื่น ไม่คิดว่าเขาจะจับได้
“วันนี้ผมว่าง แล้วคุณล่ะว่างหรือเปล่า ไปดูแมวที่ห้องผมไหม”
“เอ๋...จะดีเหรอคะ แมวพันธุ์อะไร มันจะไม่ข่วนฉันใช่ไหมคะ”
“หึหึ พันธุ์บิ๊กไซส์ อยู่ใต้กางเกงผม”
แม้แต่คนโง่ยังเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร สิ่งนั้นไม่ใช่แมวเหมียวตัวน้อย แต่เป็น...
......
กรุงโซล เกาหลีใต้
ไทเกอร์อยู่เกาหลีมาเป็นปี นอกจากคนในตลาดขายปลาโซแรแล้วเขายังรู้จักคนส่วนหนึ่งในกรุงโซล
ด้วยลักษณะนิสัยขี้เล่น เข้าถึงคนได้ง่ายของหุ่นแบนเนอร์ ไม่ว่าจะอยู่สถานที่ใดพวกเขามักจะได้พบเพื่อนบ้านที่แสนดีเสมอ
ไทเกอร์เดินเลียบไปกับนักศึกษาคนหนึ่งในวัย 20 ปี อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี แต่ค่อนข้างตัวเล็กเมื่อเทียบกับเขา
ทั้งสองเดินทางไปดูคอนโดโน้นทีทางนี้ที ซึ่งแต่ละแห่งก็มีราคาแพงลิ่ว เป็นที่เข้าใจได้ว่าโซลคือศูนย์กลางของเกาหลีใต้ เป็นเมืองหลวงที่มีความเจริญ ของราคาถูกย่อมไม่มีที่นี่
“คอนโดที่นี่ไม่เลวนะครับ อยู่ติดกับห้างสรรพสินค้าแถมยังอยู่ใกล้ศูนย์อาหาร นอกจากนั้นเดินลงมาจากคอนโดเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงสวนสาธารณะกรุงโซล” พังบุคชี้ให้ดูตรงหน้า
'เอริเชี่ยน'คอนโดอยู่ในรูปแบบแสนธรรมดา ดูเรียบแต่ภูมิฐานตามผู้มีฐานะอาศัยอยู่ ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง
“ไปดูข้างในกัน” ไทเกอร์จับมืออีกฝ่าย ลากเข้าไปข้างในทั้งอย่างนั้น
พังบุคไม่สามารถปฏิเสธ ทำตัวเป็นแมวเชื่องๆ อย่างเชื่อฟัง
..........
อย่างรวดเร็ว เจมส์ดูข้อมูลของบ้านที่ทอยส่งมา คอนโดที่ไทเกอร์ส่งมา
หากคิดคำนวณดูแล้วที่เกาหลีดูจะแพงที่สุด แถมยังเทียบไม่ได้กับขนาดบ้านสองชั้นในเมืองไทย แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มันเป็นแบบนี้เพราะค่าเงิน รวมถึงโซลคือเมืองหลวง
เจมส์อนุมัติวงเงินร้อยล้านกว่า บ้านสองหลังที่กรุงเทพฯ และสัตหีบ คอนโดในกรุงโซล จัดการเรื่องเงินๆทองๆ แล้วเสร็จก็ลุกขึ้นยืน หยิบแบงค์พันออกมา เดินไปที่ประตูสีแดงที่ตั้งเด่นกลางห้อง
สแกนนิ้วมือ สอดแบงค์พันเข้าไปในช่องใต้จุดสแกน เลือกสายรุ้งเป็นสีน้ำเงิน หมุนลูกบิดประตูแล้วตามด้วยผลัก เดินเข้าไปข้างใน โผล่มาอีกที่ก็ห้องนอนของตัวเองในบ้านสองชั้น'ไร่นายเจมส์'
“ใช้เวลาไปเพียงไม่กี่นาที เยี่ยม มีหวังแบบนี้เฮลิคอปเตอร์คงได้จอดทิ้งไว้เฉยๆ” เจมส์พยักหน้าพึงพอใจ หลังจากปิดประตูลงแล้วเดินไปชั้นล่าง ก็เดินออกไปดูผลผลิตในไร่ทันที
ช่วงหลังๆ มาสายฟ้าเจ็ดสีไม่ค่อยโผล่ให้เห็น แต่ถึงอย่างนั้นบรรดานักท่องเที่ยวก็ยังเข้ามาไม่ขาดสาย นั่นรวมถึงพื้นที่รอบๆ ไร่ที่กลายเป็นจุดกางเต็นท์ เรียกได้ว่าตอนนี้ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่คนพลุกพล่าน
“เจ้านายสวัสดีค่ะ” โมนิก้าทักทาย เดินข้างๆ อย่างไม่แปลกใจว่าทำไมเจมส์ถึงมาโผล่ที่นี่ทั้งที่ไม่มีทอย
เมื่อไม่กี่วันก่อนหุ้นแบนเนอร์มาไร่ ทำการติดตั้งประตูสายรุ้งเสร็จก็ไปทำอย่างอื่นต่อ ดังนั้นโมนิก้าจึงพอรู้รายละเอียดเกี่ยวกับประตูมาบ้าง ว่าใช้ทำงานด้านไหน
“สวัสดี” เจมส์พยักหน้าตอบ “ผลผลิตช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง”
“ยังทำได้ตามมารตฐานค่ะ”
“ดีแล้ว พยายามรักษาตลาดไว้”
ตอนนี้เรียกได้ว่าเจมส์กลายเป็นเจ้าพ่อทุเรียนก็ไม่ผิดนัก อาศัยทุเรียนที่มีขนาดใหญ่เกินพอดี เนื้อหวานละมุนที่หาที่ไหนไม่ได้ มีใครบ้างกินแล้วไม่ติดใจ
เดินมาไกลสองคน เจมส์มองพื้นที่ว่างเปล่าเล็กๆ ตรงหน้า ซึ่งเป็นจุดที่เหลือสำหรับการเพาะปลูก แต่ดูท่าคงไม่พอหากต้องปลูกองุ่นแถวยาว แต่ถึงกระนั้นชายหนุ่มกลับยิ้มมุมปาก