เรื่องนี้เซี่ยหยางมิได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อยตั้งแต่ตอนที่มันพบกับซ่งไป่หลาง เด็กหนุ่มเพิ่งจะมีอายุได้สิบห้าปีและใช้เวลาเพียงไม่ถึงห้าปีทะยานจากขั้นสามก่อกำเนิดมาจนถึงระดับรวมวิญญาณนี่ไม่นับว่าเป็นความเร็วที่น่าตกตะลึงหรอกหรือ
แม้ว่าในบรรดาคนที่มีอายุเท่ากันซ่งไป่หลางจะมิได้มีระดับพลังสูงส่งโดดเด่นเหนือผู้ใดทว่าต้องดูก่อนว่ารุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งเหล่านี้ล้วนได้รับการปลูกฝังที่ยอดเยี่ยมและมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและวิธีการฝึกฝนที่ดีตั้งแต่ยังเล็กบางคนเข้าสู่ระดับขั้นเที่ยงแท้ตั้งแต่อายุไม่ถึงแปดปีด้วยซ้ำใช้เวลาอีกนับสิบปีกว่าจะเข้าถึงระดับขั้นรวมวิญญาณหรือราชันยุทธ์ได้ หากนับเพียงระยะเวลาที่ใช้ในการฝึกฝนยังไม่มีรุ่นเยาว์ผู้ใดเทียบเคียงซ่งไป่หลางได้เลยสักคน
อาจจะยกเว้นไว้บ้างก็เพียงรั่วอวี่เนื่องจากนางใช้วิธีการฝึกฝนและพัฒนาที่แตกต่างจากมนุษย์อาศัยเพียงการทำความเข้าใจภูมิปัญญาแห่งธาตุพฤกษาก็เพียงพอที่นางจะก้าวหน้าไปได้ดังนั้นระดับพลังของนางจึงไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาเทียบวัดกับผู้อื่นมิเช่นนั้นอัจฉริยะทั้งหลายคงทำได้เพียงกัดลิ้นตายเท่านั้น
ในส่วนของซ่งหงเสวี่ยแม้ว่าปัจจุบันนางจะมีพลังใกล้เคียงกับรั่วอวี่ทว่านางเองก็มีโอกาสเข้าถึงการฝึกฝนที่เหนือกว่าซ่งไป่หลางอยู่มาก เนื่องจากนางอาศัยอยู่ในดินแดนราชันย์ที่แข็งแกร่งทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิมารอัคคีโชควาสนาของนางมิได้ด้อยไปกว่าซ่งไป่หลางเลยสักนิด
พิธีต้อนรับจบลงอย่างง่ายๆจวินเฟิงซื่อเทียนได้สั่งให้คนทั้งหมดออกไปหลงเหลือไว้เพียงองครักษ์ทั้งสี่เท่านั้นจากนั้นมันก็เอ่ยปากออกมา “มารเซี่ยมิได้พบเจอเสียนาน นึกไม่ถึงว่าอย่างเจ้าเองก็จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”
“เฮอะ หากเปลี่ยนจากข้าเป็นเจ้าเกรงว่าคงไม่เหลือกระทั่งสภาพวิญญาณทั้งยังไม่อาจสังหารคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้สักครึ่งหนึ่งของข้า” ร่างวิญญาณของเซี่ยหยางปรากฏตัวขึ้น เอ่ยโต้ตอบด้วยความเย่อหยิ่ง
“หึหึ ข้ายอมรับว่าอาจจะไม่สามารถทำลายรากฐานของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้เท่ากับเจ้าทว่านั่นก็เพราะข้าไม่คิดจะทำเอ่ยตามตรงแม้ว่าดินแดนราชันย์จะเป็นศัตรูกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์มาช้านานทว่าก็มิได้มีเรื่องราวบาดหมางถึงขนาดที่ไม่สามารถอยู่ร่วมโลก จะให้ต่อสู้จนตัวตายเพื่อทำลายตระกูลศักดิ์สิทธิ์ข้าจะดื้อด้านเช่นนั้นไปทำไม” จวินเฟิงซื่อเทียนแค่นเสียง
“นั่นก็เพราะเจ้ามันไร้อุดมการณ์อยู่ปกป้องวังเล็กๆแห่งนี้ของเจ้าไปเถอะ รอให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ครอบครองดินแดนอื่นๆให้หมดเสียก่อนแล้วเจ้าค่อยเคลื่อนไหวถึงตอนนั้นตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็จับดินแดนราชันย์ของพวกเจ้าไว้เป็นลูกไก่ในกำมือแล้ว”
พี่น้องตระกูลซ่งมองภาพการถกเถียงของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองด้วยความรู้สึกกระวนกระวายเล็กน้อยโดยเฉพาะซ่งหงเสวี่ยที่ฝ่ายหนึ่งเป็นบิดาบุญธรรมอีกฝ่ายเป็นลุงแท้ๆและยังเป็นอาจารย์ของพี่ชาย หากคนทั้งสองเกิดมีปากเสียงกันจนไม่อาจลงรอยเช่นนั้นนางควรจะทำเช่นไร
ต่างจากองครักษ์ทั้งสี่ที่มองภาพการโต้เถียงครั้งนี้ด้วยดวงตาเฉยเมยราวกับว่าพวกมันเคยชินมานานแล้วตัวพวกมันติดตามจวินเฟิงซื่อเทียนมาอย่างยาวนานย่อมรู้จักนิสัยของผู้เป็นนายเป็นอย่างดีขณะเดียวกันภาพที่จักรพรรดิมารอัคคีและมารเซี่ยที่กำลังโต้เถียงกันอยู่นี้ก็มิใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
หลังจากที่พ่นคำด่าใส่กันอีกครู่หนึ่งในที่สุดคนทั้งสองก็เงียบเสียงลงมองหน้ากันด้วยสายตาดุดันและไม่ยอมแพ้จากนั้นก็อ้าปากเปล่งเสียงหัวเราะที่ทำให้ท้องพระโรงทั้งหมดต้องสั่นสะท้าน
จวินเฟิงซื่อเทียนยกแขนเสื้อปาดน้ำตาที่หางตาซึ่งเกิดจากการหัวเราะของมันออก“มารเซี่ยเจ้านี่มันไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดตอนที่ข้ารู้ว่าเจ้าตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้เจ้าน่าจะเยือกเย็นและเติบโตขึ้นบ้างแต่เจ้าก็ยังเป็นเด็กน้อยที่ไม่เคยยอมใครเช่นเคย”
“เฮอะๆ ตาเฒ่าดื้อรั้นอย่างเจ้าก็เช่นกันจวินเฟิงซื่อเทียนทะเลาะกับเจ้ายังเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้ข้าสำราญใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งจริงๆ” เซี่ยหยางหัวเราะ
สองพี่น้องตระกูลซ่งต่างเผยสีหน้างุนงงออกมาพวกมันไม่อาจรับมือความเปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้ได้ หยุนฟู่เข้าใจคนทั้งสองจึงช่วยอธิบายให้ฟัง“คุณหนูคุณชายซ่ง พวกท่านมิต้องกังวลอันใดท่านจักรพรรดิมารอัคคีและมารเซี่ยนั้นแม้จะไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสหายสนิทแต่ในอดีตก็เคยพบเจอกันมาแล้วหลายครั้งมีทั้งที่ต่อสู้ฆ่าฟันกันไปจนถึงร่วมมือกัน จะเรียกว่าเป็นคนคุ้นเคยก็มิผิดนัก”
“ที่แท้ท่านพ่อกับท่านลุงก็รู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว” ซ่งหงเสวี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ตาเฒ่า แม้จะบอกว่าแขกที่มาเยือนเป็นผู้อาวุโสของสำนักพงไพรแต่การต้อนรับเช่นนี้เจ้าไม่คิดว่ามันมากเกินไปงั้นรึโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีใครรู้ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการมาเยือนคนภายนอกย่อมเพ่งเล็งไปที่ศิษย์ของข้าเป็นแน่ เจ้าต้องการฆ่าศิษย์ของข้ารึไง” เซี่ยหยางเอ่ยคาดโทษ
“เฮอะ แค่นี้ก็นับว่ามากเกินไปงั้นรึสำหรับจักรพรรดิอย่างข้าแค่เอ่ยปากคำเดียวก็รวบรวมคนนับล้านมาได้โดยง่ายแล้ว เพียงแค่การจัดงานต้อนรับเล็กๆนี้ไม่มีผู้ใดมาใส่ใจตามหาเหตุผลหรอกสำหรับคนภายนอกก็แค่มองว่าข้าให้เกียรติสำนักพงไพรเท่านั้น” จวินเฟิงซื่อเทียนไม่เคยใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
“หึหากการกระทำสิ้นคิดของเจ้านำพาภัยอันตรายมาแก่ศิษย์ของข้า อย่าโทษข้าที่ต้องลงมือจนทำให้วังจักรพรรดิมารอัคคีอันใหญ่โตหรูหราของเจ้าถูกทำลายไปด้วยแล้วกัน”
“ฮ่าๆหากมีผู้ใดต้องการสร้างปัญหาในเขตวังจักรพรรดิมารอัคคียังต้องเหลือถึงให้เจ้าลงมือด้วยหรือไงคนของข้าย่อมจัดการทุกปัญหาได้ในพริบตาอยู่แล้ว” จักรพรรดิมารอัคคีหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ
ฟังการโต้เถียงที่ดูเหมือนจะเป็นวิธีการทักทายของคนทั้งสองได้สักพักองครักษ์หยุนก็เอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ท่านจักรพรรดิพวกเราสมควรพาคุณชายซ่งไปพบกับฮูหยินเสียก่อน อาการของฮูหยินนับว่าไม่คงที่หากปล่อยไว้นานอาจจะเกิดอันตรายได้”
เมื่อได้ยินคนเอ่ยถึงฮูหยินของตนจวินเฟิงซื่อเทียนก็เงียบปากในทันทีองครักษ์อีกสามคนที่เหลือต่างประสานมือคารวะแล้วจากไปหลงเหลือเพียงคนที่มีสิทธิ์ล่วงรู้ถึงตัวตนของฮูหยินแห่งจักรพรรดิมารอัคคีเท่านั้นภายในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่
จวินเฟิงซื่อเทียนไม่พอใจเล็กน้อย “เจ้าสามคนนี้ ข้าเคยบอกแล้วแท้ๆว่าพวกมันก็เป็นดั่งแขนขาของข้าแม้ว่าตัวตนของฮูหยินจะสมควรเก็บเป็นความลับทว่าก็มิใช่สำหรับพวกมัน”
“เป็นข้าเองที่สั่งมิให้พวกมันสนใจเรื่องนี้” องครักษ์หยุนเอ่ยปาก
“เอาเถอะ ตอนนี้อาการของฮูหยินสำคัญกว่าซ่งไป่หลาง มารเซี่ย พวกเจ้าตามข้ามาก่อน”
จวินเฟิงซื่อเทียนพาซ่งไป่หลางไปยังเส้นทางลับที่ด้านหลังท้องพระโรงนี่เป็นเส้นทางที่มีเพียงไม่กี่คนในวังจักรพรรดิมารอัคคีจึงจะมีสิทธิ์รู้ทางหนึ่งเชื่อมต่อไปยังตำหนักมารอัคคีซึ่งเป็นที่ประทับของจักรพรรดิมารอัคคีเองอีกเส้นทางนำไปยังตำหนักลับวิมานเมฆาที่ถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้การคุ้มครองของค่ายกลโบราณ
ซ่งไป่หลางตรวจสอบค่ายกลบริเวณอาณาเขตของตำหนักวิมานเมฆาด้วยความตื่นตาตื่นใจความซับซ้อนและกลิ่นอายของมันแทบจะเทียบเคียงได้กับค่ายกลที่ถูกสร้างโดยอักขระเทวะต้นกำเนิดเลยทีเดียวนั่นหมายความว่ามันจะต้องเป็นค่ายกลที่เก่าแก่เป็นอย่างมากเป็นแน่
ทางเดินนี้ค่อนข้างยาวและมีค่ายกลเคลื่อนย้ายติดตั้งเป็นระยะทำให้ไม่อาจระบุได้ว่าตำแหน่งที่แท้จริงของตำหนักวิมานเมฆานั้นตั้งอยู่ที่ใด ความลึกลับซับซ้อนระดับนี้ทำให้ซ่งไป่หลางยิ่งรู้สึกสนใจเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของฮูหยินแห่งจักรพรรดิมารอัคคีผู้นี้
“ท่านพ่อ อาการของท่านแม่เป็นเช่นใดอาการทรุดลงอีกอย่างนั้นหรือ” ซ่งหงเสวี่ยเอ่ยปากถามด้วยความกังวลจากคำพูดของหยุนฟู่หรือว่าอาการของนางจะทรุดลงหนักยิ่งกว่าเก่า
“เจ้าวางใจเถอะ แม้ว่าจะไม่นับว่าสบายดีแต่อาการของนางก็ยังอยู่ในระดับที่ประคองตัวไหวเพียงแต่หากยื้อเวลานานเกินไปอาจจะทำให้อาการของนางอยู่ในจุดที่ไม่อาจเยียวยาได้อีกนี่คือสิ่งที่ข้ากังวลมากที่สุด” จวินเฟิงซื่อเทียนตอบกลับ
“ตาเฒ่า แม้ว่าเจ้าจะทะนุถนอมและห่วงใยฮูหยินของเจ้ามากเพียงใดแต่มันจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องปกปิดตัวตนของนางเอาไว้ถึงเพียงนี้กระทั่งสร้างตำหนักลับที่ผู้คนไม่อาจเข้าถึงขึ้นมา” เซี่ยหยางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกมา
“เจ้าจะเข้าใจทุกอย่างเองเมื่อพบกับนาง” จวินเฟิงซื่อเทียนตอบอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
เซี่ยหยางเลิกคิ้วเล็กน้อยจนกระทั่งเมื่อพวกมันก้าวเดินมาจนถึงสุดปลายทางของเส้นทางลับภาพทิวทัศน์อันงดงามเบื้องหน้าก็ทำให้ซ่งไป่หลางต้องตกตะลึงในทันที
แม้ว่าดินแดนราชันย์จะยิ่งใหญ่และวังจักรพรรดิมารอัคคีจะเป็นสถานที่ที่โอ่อ่าอลังการทว่ามันก็เป็นเพียงความงดงามเชิงวัตถุเท่านั้นแต่ตำหนักวิมานเมฆานี้กลับมีทิวทัศน์ที่งดงามอย่างมากถูกห้อมล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงามราวกับว่ากำลังอยู่ในสรวงสวรรค์
เซี่ยหยางสูดลมหายใจเข้าลึก หลังจากเห็นภาพเบื้องหน้ามันก็พลันเอ่ยออกมาคำหนึ่ง“เช่นนี้เองเพราะเหตุนี้เจ้าไม่สิเพราะเหตุนี้วังจักรพรรดิมารอัคคีจึงต้องเก็บตัวตนของนางเอาไว้เป็นความลับที่ลึกที่สุดเพราะเหตุนี้เช่นกันเจ้าจึงไม่สามารถมีบุตรแท้ๆของตัวเองและรับหงเสวี่ยเป็นบุตรสาวบุญธรรม และเพราะเหตุนี้เองนางจึงต้องตกอยู่ในอาการป่วยที่แปลกประหลาดยังเพราะเหตุนี้เช่นกันที่เจ้าและหงเสวี่ยเชื่อว่าศิษย์ของข้าจะสามารถช่วยเหลือนางได้”
“สมกับเป็นเจ้าจริงๆเพียงแค่เห็นทิวทัศน์เบื้องหน้าตำหนักก็คาดเดาได้แล้ว” จวินเฟิงซื่อเทียนถอนหายใจเบาๆ ใบหน้าที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเชื่อมั่นและห้าวหาญเวลานี้กลับแลดูแก่ชราลงหลายส่วนทั้งยังเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบางประการ
“อาจารย์ ท่านรู้จักตัวตนของนางงั้นหรือ” ซ่งไป่หลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจเหตุใดอาจารย์ของมันจึงสามารถระบุเรื่องราวต่างๆได้ทันทีที่มองเห็นทิวทัศน์นี้กัน
“ไป่หลางเจ้าเองก่อนหน้านี้ก็คิดเช่นกันใช่หรือไม่ว่าทิวทัศน์เบื้องหน้านี้ช่างคล้ายกับสรวงสวรรค์ยิ่งนัก” เซี่ยหยางเอ่ยถาม
ซ่งไป่หลางพยักหน้า เมื่อมันย้อนนึกก็พลันตระหนักได้ถึงความจริงที่น่าตกตะลึงบางอย่างสถานที่นี้สวยงามดั่งสรวงสวรรค์หรือว่าอาจารย์จะหมายความว่ามันคือทิวทัศน์ของดินแดนสวรรค์สถานที่ตั้งของตระกูลศักดิ์สิทธิ์
“เจ้าคาดเดาได้ถูกต้องแล้วสถานที่ที่สวยงามถึงเพียงนี้ กวาดตาทั่วทั้งโลกมีเพียงดินแดนสวรรค์เท่านั้นจึงจะมีภาพบรรยากาศเช่นนี้ดำรงอยู่แม้ว่าตำหนักวิมานเมฆานี้จะมิได้ตั้งอยู่ในดินแดนสวรรค์แต่ข้าเชื่อว่ามันจะต้องจำลองมาจากทิวทัศน์ในดินแดนสวรรค์เป็นแน่”
“นั่นหมายความว่าฮูหยินของจักรพรรดิมารอัคคีคือคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์” ซ่งไป่หลางตกตะลึงทันที
“เจ้าเองก็เคยได้ยินชื่อของนางมาแล้วเช่นกันทีแรกข้าก็สงสัยอยู่แล้วว่าเหตุใดหงเสวี่ยจึงมั่นใจนักว่าเจ้าจะสามารถช่วยเหลือนางได้แต่หลังจากรู้ว่านางมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทุกสิ่งก็สมเหตุสมผลแล้ว” เซี่ยหยางถอนหายใจมันยอมรับว่าเรื่องนี้ทำให้มันตกตะลึงได้ไม่น้อยเช่นกัน
“หรือว่าท่านต้องการให้ข้าใช้รากฐานศักดิ์สิทธิ์ของข้าเพื่อช่วยเหลือนางอย่างไรก็ตามข้าไม่คิดว่ารากฐานศักดิ์สิทธิ์ที่อ่อนแอของข้าจะช่วยเหลืออันใดได้หากให้ข้าหลอมโอสถยังมีโอกาสที่จะช่วยเหลือได้มากกว่า” ซ่งไป่หลางรู้สึกไม่มั่นใจนัก
“มิใช่รากฐานศักดิ์สิทธิ์สิ่งที่เจ้าจะต้องใช้เพื่อช่วยเหลือนางก็คือวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก” เซี่ยหยางตอบกลับ “อย่างที่ข้าบอกว่าเจ้าเองก็เคยได้ยินชื่อนางมาก่อนแล้วยังจำตอนที่เจ้าสำนักสระทิพย์ใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้หรือไม่ ”
“หรือว่านางก็คือเซียนหญิงเฉินจือหยา” ซ่งไป่หลางอุทานด้วยความตกตะลึง
“มารเซี่ยความเฉลียวฉลาดของท่านนั้นคู่ควรกับชื่อเสียงของท่านยิ่งนัก มิสงสัยเลยว่าเหตุใดท่านเพียงผู้เดียวกลับทำให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่นั้นต้องระส่ำระส่ายและสูญเสียอย่างใหญ่หลวงถึงเพียงนี้” เสียงอ่อนหวานและนุ่มนวลของสตรีดังขึ้นมาท่ามกลางสวนที่งดงามราวกับสรวงสวรรค์ ร่างอันงดงามของสตรีผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นนางสวมชุดสีฟ้าอ่อนรูปร่างอรชรงดงามใบหน้าราวกับนางเซียนจากสวรรค์ที่จุติลงบนโลกมนุษย์รอยยิ้มของนางนั้นราวกับสายน้ำที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจของผู้คน
น่าเสียดายที่ความงดงามของนางถูกบดบังไปบางส่วนเนื่องจากสีหน้าที่ซีดเซียวและท่าทางที่ดูอ่อนแรงเล็กน้อย
ทันทีที่พบกับนางซ่งไป่หลางก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงกลิ่นอายของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์นี่เป็นครั้งแรกที่มันมีโอกาสพบเจอกับคนจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์โดยตรงเช่นนี้
“เจ้าคงเป็นพี่ชายของเสวี่ยเอ๋อ” เฉินจือหยามองที่ซ่งไป่หลาง ดวงตาทอประกายชื่นชมสามส่วนและความรู้สึกผิดที่ขมขื่นอีกเจ็ดส่วน
ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อยเหตุใดนางจึงมองมันด้วยสายตาเช่นนี้ มันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเฉินจือหยาถูกความรู้สึกผิดนี้ทำให้จิตใจของนางสับสนวุ่นวายและยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของนางอีกด้วย
“ท่านพี่ท่านแม่รู้สึกผิดต่อตระกูลซ่งของพวกเราเพราะตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ที่ทำให้พวกเราต้องสูญเสียบิดามารดาที่แท้จริงไป” ซ่งหงเสวี่ยรู้ถึงความคิดของมารดาบุญธรรมนางถอนหายใจออกมาเบาๆ เฉินจือหยาอ่อนโยนจนเกินไปแม้ว่าการกระทำของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งผลร้ายต่อตระกูลซ่งจะมิได้เกี่ยวข้องกับนางแต่ในฐานะที่นางเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเช่นกันการที่ตระกูลของนางได้ทำลายครอบครัวของบุตรสาวบุญธรรมทำให้นางรู้สึกผิดตลอดเวลาที่ผ่านมาและนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่นางทุ่มเทดูแลบุตรสาวบุญธรรมอย่างเต็มที่เพื่อชดเชยความผิดของตระกูล
“เซียนเฉินจือหยาตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้สังหารบิดาของข้าและทำให้ข้าและน้องสาวต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าทว่านั่นมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับท่าน ตามที่ท่านอาจารย์เล่าให้ข้าฟังท่านได้ถอนตัวจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ไปนานแล้ว ดังนั้นในสายตาข้าท่านเป็นมารดาบุญธรรมของน้องสาวมิใช่ศัตรูจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์” ซ่งไป่หลางเอ่ยออกมามันรู้ถึงความผูกพันระหว่างน้องสาวและเฉินจือหยาดังนั้นจึงไม่อาจปล่อยให้นางต้องตกอยู่ในความทุกข์เช่นนี้
เฉินจือหยายิ้มอย่างขมขื่น “ความผิดของตระกูลจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับข้าได้ยังไงเอาเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าเอ่ยเช่นนี้ก็เพื่อน้องสาวของเจ้าเอง สำหรับบาปที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้ก่อขึ้นข้าเต็มใจที่จะรับผิดชอบมันในส่วนที่ตัวข้าทำได้ทว่าในเรื่องอื่นๆล้วนไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้า แค่กๆ”
เฉินจือหยายกมือขึ้นปิดปากและไอออกมาสองถึงสามครั้งสีหน้าของนางยิ่งซีดเซียวลงทำให้จวินเฟิงซื่อเทียนร้อนใจทันที
“จือหยา เจ้าไม่ควรออกมาด้านนอกตำหนักกลับเข้าไปที่ตำหนักก่อนเถอะ อากาศภายนอกนั้นไม่ดีต่อร่างกายของเจ้า”
เฉินจือหยาส่ายหน้าช้าๆ “ซื่อเทียน ท่านก็รู้ว่าข้ามิใช่บุปผาอ่อนแอที่จะถูกทำลายด้วยสายลมเล็กๆเช่นนั้นให้ข้าพักสักสองสามวันอาการก็จะกลับมาดียิ่งขึ้นเองเวลานี้ลูกสาวของพวกเราเพิ่งจะกลับมาข้าจึงต้องการออกมาต้อนรับนาง แค่กๆ”
“อาการของเจ้าไม่ดีนัก เข้าไปที่ตำหนักก่อนเถอะลองดูกันว่าพวกเราจะช่วยเจ้าได้หรือไม่” เซี่ยหยางถอนหายใจแม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่มันได้พบเฉินจือหยาแต่มันก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่เป็นปรปักษ์ต่อนางเหมือนกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆในทางตรงกันข้ามเซี่ยหยางรู้สึกเสียดายเล็กน้อยหากมันได้พบกับนางในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เฉินจือหยาอาจจะช่วยให้มันมีข้อมูลและหาวิธีรับมือกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้มากกว่านี้และชะตากรรมของมันก็อาจจะไม่ต้องจบในสภาพนี้ก็เป็นได้