บทที่ 17 ขยะแขยงจนอยากอ้วก
“ลูกสาวแท้ ๆ แล้วอย่างไร? ลูกสาวแท้ ๆ ก็สามารถทำตามอำเภอใจได้หรือ แม้แต่ความเป็ความตายของแม่แก่ ๆ ของตัวเองก็ไม่ต้องสนใจแล้ว? ตอนที่ข้านอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง เ้าอยู่ที่ใด? ข้าให้เ้าเคารพพี่เจ็ดของเ้าบ้าง เ้าเชิดหน้าใส่ข้าอย่างไร? ั้แ่เมื่อวานจนถึงวันนี้ เ้าขอโทษข้าหรือยัง? ข้ามีเ้าเป็ลูกสาวคนเดียว ไม่ได้ขอให้เ้าเป็ลูกสาวที่อ่อนโยนช่างเอาใจใส่ เ้าก็มาโมโหใส่ข้าแบบนี้หรือ? หรือว่าต้องทำให้ข้าอกแตกตาย เ้าถึงจะพอใจ? ถ้าเ้าอยากให้ข้าตายก็พูดมาตรง ๆ ให้ข้าเอาหัวชนกำแพงตายต่อหน้าเ้า ให้เ้าสมปรารถนาเสียเลยดีหรือไม่?”
เย่อวี๋หรานซักไซ้ไม่หยุดดุจสายฟ้าฟาด ทำเอาจูปาเม่ยใจนโง่งมไปเสียแล้ว
แม้นางจะรักสบายไปบ้าง เอาแต่ใจไปหน่อย เห็นแก่ตัวเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วก็เป็แค่เด็กสาวอายุสิบกว่าปีคนหนึ่ง จะมีจิตใจเลวร้ายปานนั้นได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น เ้าของร่างเดิมยังรักถนอมนางมาตลอด ความรู้สึกพื้นฐานระหว่างนางกับเ้าของร่างเดิมยังมีอยู่ นางไม่เคยอยากให้มารดาของนางตาย
ด้วยเหตุนี้ประโยคที่ว่า ‘ให้ข้าเอาหัวชนกำแพงตายต่อหน้าเ้า ให้เ้าสมปรารถนาเสียเลยดีหรือไม่?’ ของเย่อวี๋หรานจึงทำให้นางใกลัวจนปัสสาวะราดแล้วจริง ๆ
“ท่านแม่...ท่านแม่ ท่านอย่าทำข้ากลัวสิเ้าคะ...” จูปาเม่ยเสียงสั่นเครือ พลันคุกเข่าลงแล้วคลานเข่าเข้ามาหา นางกอดขาของเย่อวี๋หรานร้องไห้พลางพูดว่า “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ นะเ้าคะ ท่านอย่าทำข้ากลัวเลยนะ”
“ฮือ ๆๆ...ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ท่านแม่ ท่านอย่าทำให้ข้ากลัว ท่านอย่าตายนะ”
“ถ้าท่านตายแล้ว ข้าจะทำอย่างไร?”
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พี่สะใภ้สาม พี่สะใภ้สี่ กับพี่สะใภ้ห้า พวกนางล้วนไม่ชอบข้า ท่านพ่อก็หาว่าข้ากินดีแต่ทำตัวเกียจคร้าน มีแต่ท่านแม่คนเดียวที่ดีกับข้า ถ้าท่านแม่ไม่อยู่แล้ว จะมีใคร้าข้าอีก?”
“ฮือ ๆๆ...”
จูปาเม่ยแค่ถูกตามใจจนเหลิง ถูกประคองไว้สูงส่งเกินไป หยิ่งยโสไปบ้าง แต่ไม่เคยได้รับความลำบากมาก่อน
นางถูกกักบริเวณมาตลอดเช้า ทั้งยังถูกขังกับปัสสาวะเอย อาเจียนเอย นางที่เป็คนรักสะอาด พิถีพิถันไม่สมฐานะจะรับไหวได้อย่างไร?
เดิมทีก็ทรมานมากพออยู่แล้ว จิตใจตึงเครียดจวนจะะเิอยู่รอมร่อ ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้เห็นดาวช่วยชีวิตของตนเอง ยังนึกว่าจะได้ทำตัวเอาแต่ใจสักนิด เก็บเกี่ยวผลประโยชน์สักหน่อย แต่ว่าเย่อวี๋หรานกลับไม่ได้ปฏิบัติต่อนางอย่างที่คิดเอาไว้ โยนนางที่เคยรักใคร่โปรดปรานทิ้งไปอย่างไม่ไยดีราวขว้างแจกันเสียงดังเพล้ง ที่พึ่งทั้งหมดของนางแตกกระจัดกระจายออกเป็เสี่ยง ๆ
ฟางเส้นสุดท้ายของจูปาเม่ยขาดสะบั้น ในที่สุดก็ร้องไห้ออกมา
คราวนี้ไม่ได้เสแสร้งร้องไห้ แต่เป็ความสิ้นหวังเสียใจอย่างแท้จริง
ที่พึ่งพิงสุดท้ายไม่้านางแล้ว อย่างนั้นชีวิตนางก็จบสิ้นแล้วจริง ๆ
จูปาเม่ยแค่ ‘หยิ่งยโส’ แต่ไม่ถึงขั้นโง่งมเหมือนหมู นางทราบว่าที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบ้านของนางคือใคร เมื่อไม่มีคนผู้นี้แล้ว นางยังจะทำเหมือนในอดีตที่ ‘เรียกลมได้ลม เรียกฝนได้ฝน’ อยู่อีกหรือ?
ไม่!
ไม่ได้แน่นอน
เย่อวี๋หรานหาได้ใจอ่อนง่าย ๆ และเข้าใจชัดเจนดุจเดียวกันว่า ถ้า้าให้จูปาเม่ยอยู่ในโอวาทก็ต้องใจร้ายกับนางสักครั้ง จัดการให้เด็ดขาดในคราวเดียว
ถ้าครั้งนี้ยอมถอยให้ง่าย ๆ ก็จะมีครั้งที่สองตามมา หลายครั้งเข้า ไม่ว่านางหรือจูปาเม่ยต่างก็ ‘ชินชา’ เสียแล้ว ถึงยามนั้นคิดจะสั่งสอนจูปาเม่ยก็ไม่ง่ายแล้ว
“ฮือ ๆๆ...ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ท่านยกโทษให้ข้าเถอะนะเ้าคะ!” จูปาเม่ยคิดไม่ถึงว่านางร้องไห้จนขนาดนี้แล้ว ท่านแม่ก็ยังไม่ใจอ่อน
หรือว่าเื่ที่เคยเกิดขึ้นกับคนอื่น วันนี้ก็จะมาเกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว?
นี่ก็คือกรรมตามสนองจากการที่นางละเลยการขอความช่วยเหลือของบรรดาพี่สะใภ้กับพี่ชายอย่างนั้นหรือ?
นางยิ่งร้องไห้ก็ยิ่งปวดใจ ยิ่งร้องไห้ก็ยิ่งจิตใจหนาวเหน็บ
“ท่านแม่ ท่านเคยพูดว่าลูกสาวคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลก จะต้องทะนุถนอมไว้ให้ดีไม่ใช่หรือเ้าคะ? ทำไมท่านถึงใจร้ายกับข้าเช่นนี้?” นางเงยใบหน้าซึ่งเล็กเท่าฝ่ามือ น้ำตาไหลอาบแก้ม ซักไซ้สตรีใจร้ายผู้นี้
ที่แล้วมา ท่านแม่โกหกนางอย่างนั้นหรือ?
คนอื่น ๆ ในครอบครัวสกุลจูคิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่จูปาเม่ยน่าเวทนาเช่นนี้ เพราะว่าในความทรงจำของพวกเขา จูปาเม่ยมักถูกยกย่องเทิดทูนอยู่เสมอ
โดยเฉพาะลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามาทั้งหลาย วันแรกที่พวกนางเห็นจูปาเม่ย คนที่พวกนางมองเห็นก็คือสาวน้อยที่หยิ่งยโสเกินใคร มักเป็ฝ่าย ‘กระทำ’ พวกนาง พวกนางรู้ดีว่าตนเองถูกรังแก แต่เหนือศีรษะขึ้นไปยังมีแม่สามีกดเอาไว้ ไม่อาจทำอย่างไรได้
ยกย่องน้องสามีให้สูง กดตนเองให้ต่ำ เป็เื่ปกติของบ้านนี้
แต่พวกนางคิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งน้องสามีจะมีจุดจบเช่นนี้
เมื่อวานยังดี ๆ อยู่เลย แต่ผ่านมาแค่่เช้า ทั้งปัสสาวะทั้งอาเจียน น่าขยะแขยงจนเกือบจะอาเจียนออกมาแล้ว
พวกนางไม่รู้เลยว่าแม่สามีทำอะไรกับน้องสามี ถึงได้ทำให้นางมีสภาพแบบนี้ได้
เย่อวี๋หรานเองก็ไม่รู้ว่าทำอะไรลงไปถึงได้กดดันจนจูปาเม่ยมีสภาพเช่นนี้
ความจริงแล้ว นางยังไม่ได้เริ่มทำอะไรโหด ๆ เลยด้วยซ้ำ แค่ขังจูปาเม่ยไว้ในเรือนเท่านั้นเอง
คิดไม่ถึงว่าจูปาเม่ยจะไม่เอาไหน ทำตนเองจนมีสภาพน่าอนาถแบบนี้
“ข้าโหดร้ายกับเ้า?” เย่อวี๋หรานสังเกตเห็นสายตารอบข้างแล้ว นางไม่อยากแบกหม้อก้นดำใบนี้หรอกนะ นางยกมุมปากขึ้นอย่างเ็า “ในเมื่อเ้าบอกว่าข้าโหดร้าย อย่างนั้นเ้าก็พูดมาว่าข้าไปทำอะไรให้เ้า?”
“ข้ามีสภาพแบบนี้แล้วยังไม่พออีกหรือ?” จูปาเม่ยพูดอย่างน้อยอกน้อยใจ
“เฮอะ ๆ! ข้าเป็คนทำให้เ้ามีสภาพแบบนี้หรือ?” เย่อวี๋หรานโยนคำถามกลับไป “เมื่อเช้าตอนที่ข้าออกมาจากห้อง เ้าทำอะไรอยู่?”
“นอน...นอนหลับ...” จูปาเม่ยเอ่ยเสียงเบา
“ตอนข้าออกไปข้างนอก ข้าได้ตีเ้าหรือดุด่าเ้าไหม?”
“เปล่า”
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็บอกมาว่าทำไมพอข้ากลับมาเ้าถึงมีสภาพแบบนี้ได้?” โยนคำถามออกไปไม่กี่ประโยค เย่อวี๋หรานก็พลิกสถานการณ์ได้แล้ว ข้าไม่ได้ตีเ้า ไม่ได้ดุด่าเ้า ยุ่งอยู่ทั้งเช้าจนกลับมา เ้าก็มีสภาพแบบนี้เอง ยังจะมาโทษว่าข้าใจร้าย?
เฮ้ ๆ เ้าทำแบบนี้จะให้มารดาแท้ ๆ ของเ้าแบกหม้อก้นดำอย่างนั้นรึ?
คนทั้งครอบครัวพลันหันไปมองจูปาเม่ยด้วยท่าทางไม่อยากเชื่อ ร้ายกาจ! ที่แท้ก็จะให้ท่านแม่แบกหม้อก้นดำหรือนี่!
เสี่ยวเม่ย เ้าเก่งกาจเสียจริง!
น้องสามี เ้าสมกับเป็แก้วตาดวงใจของแม่สามีจริง ๆ แม้แต่เื่แบบนี้ก็ทำออกมาได้ ถ้าเป็พวกข้า ถลกหนังเป็เื่เล็ก คงต้องถูกไล่กลับบ้านเดิมไปรับการอบรมมาใหม่เป็แน่
จูปาเม่ยกล่าวอย่างไม่ได้รับความเป็ธรรมว่า “แต่ว่าท่านใส่กลอนประตูไว้ ทั้งยังไม่ให้อาหารข้ากิน ข้าทั้งหิวทั้งกระหาย...”
ไม่รอให้นางพูดจบ เย่อวี๋หรานก็พูดขึ้นว่า “ดังนั้น? ดังนั้นเ้าเลยทำตัวเองให้มีสภาพน่าอนาถแบบนี้แล้วโยนความผิดให้ข้า? เฮอะ ๆ! สมกับเป็ลูกสาวคนดีของข้าจริง ๆ ปกติข้าดีต่อเ้าขนาดนั้น เ้ากลับทำแบบนี้กับแม่แท้ ๆ ของเ้า? ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมยิ่งนัก จูปาเม่ย เ้าช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
จูปาเม่ยเบิกตากว้าง คิดไม่ถึงว่าเื่ราวจะเปลี่ยนแปลงฉับพลันเช่นนี้ กลับกลายเป็ว่าเปลี่ยนเป็ไม่เอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง
นางไม่รู้แล้วว่าทุกอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าตอนที่นางร้องไห้ สถานการณ์ไม่ใช่แบบนี้นี่นา
นางได้แต่ร้อนรน “ไม่ใช่นะ ไม่ใช่แบบนี้ ท่านขังข้าไว้ในห้อง ข้าออกมาเข้าห้องน้ำไม่ได้ ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริง ๆ ถึงได้ถ่ายเบาในห้อง แต่ว่าห้องจะกว้างสักเท่าไหร่เชียว เหม็นยิ่งนัก...ถ้าท่านแม่ไม่ได้ขังข้าไว้ในห้องจนข้าออกมาเข้าห้องน้ำไม่ได้ ข้าก็คงจะไม่ถ่ายเบาอยู่ในนั้น ทั้งไม่ทำเสื้อผ้าร่วงลงในอ่างเปื้อนฉี่เข้า เหม็นคลุ้งไปทั้งตัว แล้วยังไม่ขยะแขยงจนอยากอ้วก สุดท้ายถึงได้มีสภาพแบบนี้ ถึงที่สุดแล้วก็เป็ความผิดของท่านแม่ ถ้าท่านแม่ไม่ได้ขังข้าไว้แล้วจะเกิดเื่แบบนี้ได้อย่างไรกัน?”