ตอนที่ 33
สลัดคราบยาจก
ทางด้านสุสานร้างหลังจากจ่านจือจากมาแล้วนางชีเทวราชชิ้วโส่วได้เผชิญหน้ากับยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้วตาเฒ่าเข็มวิเศษฝ่านอี้เฉิน หัตถ์ะหลี่ปู้เหว่ย อินทรีกลางฟ้าหว่าเกาเฉิง ความจริงแล้วนางชีเทวราชชิ้วโส่วเพียง้าสะกดรอยของคนทั้งสี่มาเพื่อสืบข่าวคราวเกี่ยวกับเื่ที่มีแม่ชีสองนางออกมาก่อกวนเื่ราวในยุทธจักรซึ่งที่ผ่านมานางและคนในอารามอเทวตามิเคยมีผู้ใดออกมาจากอารามมาก่อน
พอนางชีเทวราชชิ้วโสว่ได้ข่าวว่ามีคนของอารามนางออกมาเคลื่อนไหวเื่นี้จึงสร้างความแปลกประหลาดใจให้แก่นางถึงที่สุดอีกทั้งทราบจากแม่ชีในอารามว่าใน่ที่นางเก็บตัวฝึกวิชามีบรรดาชาวยุทธ์หลายฝ่ายคิดบุกเข้าไปในอาราม แต่ทว่าแม่ชีแปดนางพากันสกัดขัดขวางขับไล่ไปจนหมดสิ้นเื่ราวนี้จึงสะกิดความสงสัยว่าจะต้องมีผู้หนึ่งผู้ใดเล่นสกปรกอยู่เป็แน่
หลังจากสำเร็จวิชาเก้าชโลทรขั้นที่เก้า จึงได้ออกจากอารามมาเพื่อสืบหาว่าเป็ผู้ใดที่บังอาจกล้าแอบอ้างชื่ออารามอเทวตามาก่อเื่ราว ในจังหวะที่นางกำลังเดินทางพบเจอกับคนทั้งสี่เข้าจึงสะกดรอยติดตามมาห่าง ๆ ด้วยนางทราบดีว่าคนทั้งสี่เป็ยอดฝีมือจึงทิ้งระยะห่างมิได้ติดตามมาอย่างกระชั้นชิด
จนกระทั่งคนทั้งสี่เข้าไปในสุสานร้าง นางชีเทวราชชิ้วโส่วจึงคิดจะแอบฟังคนทั้งสี่สนทนาเื่ราวกันแต่นางคาดคิดไม่ถึงว่าจะพบกับเด็กน้อยอายุเยาว์ผู้หนึ่ง ซึ่งซ่อนกายอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วด้วยความสามารถอันสูงส่งของนาง จึงสามารถแยกแยะออกมาได้ว่าเด็กน้อยที่หลบซ่อนมีลักษณะเช่นไรแต่ทว่านางกลับคาดคิดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นคือเด็กน้อยผู้นี้มีวิชาติดตัวไม่ธรรมดาแถมยังชักนำคนทั้งสี่ในสุสานให้ออกมาเล่นงานนางก่อนจะจากไปอีกด้วย
คนทั้งสี่เมื่อพังทลายผนังสุสานร้างออกมาพบว่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านนอกสุสานร้างเป็แม่ชีนางหนึ่งคนทั้งสี่จึงคาดเดาได้ทันทีว่าเป็นางชีเทวราชชิ้วโส่วอย่างแน่นอนส่วนนางชีเทวราชชิ้วโส่วเมื่อเห็นคนทั้งสี่ออกมาจากสุสานร้างจึงก้าวเท้าออกมาจากที่กำบังพร้อมกับสะบัดแส่สีขาวในมืออยู่ไปมาแล้วส่งเสียงกล่าวกับคนทั้งสี่ขึ้นว่า
"ที่แท้เป็ประสกทั้งสี่นั่นเองตอนแรกเข้าใจผิดคิดว่าเป็มิจฉาชีพจากสารทิศใด มาสุมหัววางแผนการชั่วช้าในสุสานร้างแห่งนี้เมื่อเป็พวกท่านทั้งสี่ก็แล้วกันไปเถิด ไม่ได้เจอะเจอกันถึงยี่สิบปีมิทราบว่าประสกทั้งสี่สุขสบายดีหรือไม่?"
"พวกเราทั้งสี่สบายดีไม่นึกว่าจะเป็เ้าออไม่สินะต้องเรียกว่าท่านถึงจะเป็การให้เกียรติในเวลานี้ท่านมิได้เป็ศิษย์ของสำนักที่ล่มสลายแต่กลับเป็แม่ชีผู้ทรงศีลหลังจากไม่ได้เจอะเจอกันเสียเนิ่นนานตอนนั้นเมื่อท่านถูกขับออกจากสำนักอย่างอัปยศทำเสื่อมเสียชื่อสำนักอย่างใหญ่หลวงเมื่อท่านก่อตั้งอารามอเทวตาพวกเราล้วนมิเคยพบเห็นท่านปรากฏตัวอีกเลยในคราวแรกพวกเรากลับคิดว่าท่านอาจทนความอัปยศมิได้ตรอมใจตายภายในอารามไปเสียแล้วเมื่อเห็นท่านยังมีชีวิอยู่ย่อมรู้สึกยินดีมิทราบว่าท่านกับแม่ชีในอารามสุขสบายดีหรือไม่?"
ผู้กล่าววาจาเป็ยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้วคำกล่าวของยายเฒ่าผู้นี้นางชีเทวราชชิ้วโส่วย่อมดูออกว่าเป็การกล่าวเหน็บแนมเสียดสีเกี่ยวกับเื่ราวในอดีตที่นางถูกขับออกจากสำนักนั่นเองหากเป็เมื่อก่อนป่านนี้นางคงโกรธกริ้วต่อคำพูดของยายเฒ่าและลงมือสั่งสอนแล้วแต่ยามนี้นางเป็แม่ชีจึงเก็บสำรวมอาการ พร้อมกับกล่าววาจาโต้ตอบกลับไปว่า
"ข้าพเ้านางชีเทวราชชิ้วโส่วกับแม่ชีทุกนางในอารามล้วนสุขสบายดีที่ผ่านมาเก็บตัวศึกษาหลักธรรมคำสอนจนจิตใจสงบ คำกล่าวของยายเฒ่าท่านเมื่อครู่หาได้สร้างความเคืองขุ่นแม้แต่น้อยกลับคิดปลิดปลงว่ามนุษย์โลกอันชั่วช้ามักมีวาจาอันสกปรกพร้อมพฤติกรรมอันต่ำช้าเลวทรามติดตัวอันว่าสันดอนขุดได้สันดานขุดมิได้ฉันใดยายเฒ่าท่านย่อมฉันนั้น"
นางชีเทวราชชิ้วโส่วแม้อยู่ในอาการสำรวม แต่วาจาที่กล่าวโต้ตอบยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้วกลับมิได้เกรงอกเกรงใจในอดีตนางกับคนทั้งสี่มิได้ญาติดีกันอยู่เดิมแถมยังผ่านการลงไม้ลงมือห้ำหั่นกันมาก่อนดังนั้นเมื่อพบหน้าคนทั้งสี่อีกทั้งวาจาเสียดสีของยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้ว
ดังนั้นนางชีเทวราชชิ้วโส่วจึงมิเกรงอกเกรงใจเมื่อกล่าววาจาโต้ตอบกลับไปด้วยอาการสำรวมสีหน้าเรียบเฉย นางขยับโบกแส้คราหนึ่งแล้วกล่าววาจาต่อยายเฒ่าหมื่นพิษต่อจากเมื่อครู่ว่า
"นอกจากข้าพเ้าจะเก็บตัวขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์แล้วข้าพเ้านางชีเทวราชชิ้วโส่วกับแม่ชีอีกแปดนางใช้เวลาทั้งหมดฝึกปรือวิชาพัฒนาฝีมือที่ผ่านมาเลยไม่มีเวลาออกมายุ่งเกี่ยวกับเื่ราวในยุทธจักรอีกประการหนึ่งข้าพเ้าเองได้ลั่นวาจาเอาไว้ก่อนที่จะปลงผมออกบวชก่อตั้งอารามอเทวตาว่าจะไม่เหยียบย่างเข้าสู่ยุทธภพแม้แต่เพียงก้าวเดียวโดยมีข้อแม้ว่าห้ามมิให้ชาวยุทธ์ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปในบริเวณอารามอเทวตาของข้าพเ้าก่อนแต่บัดนี้มีผู้บุกรุกอารามอเทวตาพร้อมกับแอบอ้างชื่อของอารามข้าพเ้าก่อเื่ราวขึ้นมาให้เสื่อมเสียมาถึงสำนักจึงต้องออกมาสืบสาวหาตัวผู้กระทำอันต่ำช้าเลวทรามในครั้งนี้"
"ข้าพเ้ากลับคิดว่าท่านออกมาเพื่องานชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลินเสียอีก?"
อินทรีกลางฟ้าหว่าเกาเฉิงกล่าววาจาขึ้นบ้างพอกล่าวจบหัตถ์ะหลี่ปู้เหว่ยจึงกล่าวเสริมต่อทันทีว่า
"ใช่แล้วข้าพเ้าเองกลับคิดว่าท่านออกมาเพื่องานชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลินเช่นกันมิทราบว่าท่านเดินทางมากับผู้ใด เมื่อครู่เราทั้งสี่รับรู้ััได้ว่ามีคนอีกผู้หนึ่งอยู่ตรงนี้ด้วยมิทราบว่าเป็แม่ชีในอารามท่านหรือว่าเป็ผู้ใด? ท่านจงได้บอกกล่าวแก่พวกเราทั้งสี่ให้รับทราบโดยกระจ่างด้วย"
นางชีเทวราชชิ้วโส่วสำรวจมองคนทั้งสี่เห็นว่าตอนนี้ชราภาพมากแล้วยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้วกับตาเฒ่าเข็มวิเศษฝ่านอี้เฉินคนทั้งสองน่าจะมีอายุล่วงเลยวัยเก้าสิบปีเห็นจะได้ผมเผ้าบนศีรษะล้วนขาวโพลนดุจเส้นไหมเงิน
ยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้วเกล้าผมมัดไว้กลางศีรษะเสียบด้วยปิ่นปักผมรูปอสรพิษสีดำระหว่างหน้าผากพาดทับด้วยแถบผ้าสีดำมีสัญลักษณ์รูปอสรพิษดำอยู่กึ่งกลางปลายผ้าทั้งสองถูกผูกมัดเป็ปมไว้ด้านหลังท้ายทอยใบหน้าประดับประดาด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นปะปนขี้กระกับขี้แมลงวันอยู่ทั่วใบหน้าคิ้วสีขาวของนางช่วยลดความน่ากลัวของดวงตาอันลึกกลวงทั้งสองได้มากโขริมฝีปากเหี่ยวย่นสีขาวราวกระดาษแต่ทว่าขอบริมฝีปากกลับมีริ้วรอยสีดำสนิทอยู่โดยรอบเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนแต่เป็สีดำสนิทเช่นกัน
ส่วนตาเฒ่าเข็มวิเศษฝ่านอี้เฉินอยู่ในอาภรณ์สีขาวขุ่นสวมทับด้วยชุดคลุมสีดำสารรูปทั่วไปมิได้แตกต่างจากยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้วเท่าใดนักผมขาวบนศีรษะผูกเกล้าลวก ๆ ผูกมัดด้วยริบบิ้นสีดำปักปิ่นรูปอสรพิษดำด้านข้างส่วนอินทรีกลางฟ้าหว่าเกาเฉิงกับหัตถ์ะหลี่ปู้เหว่ยคนทั้งสองมีอายุอ่อนกว่าอยู่ปีสองปีทั้งสองมีใบหน้าดุดันส่วนสูงไล่เลี่ยกันราวเจ็ดเชี้ยะรูปร่างไม่ผอมไม่อ้วนเอนเอียงมาทางท้วมนิดหน่อยคนทั้งสองแม้เส้นผมจะยังไม่เป็สีขาวเสียทั้งหมดแต่หากจะให้เปรียบเทียบกับสีดำคงเก้าในสิบส่วน
เ้าสำนักทั้งสองอยู่ในอาภรณ์สีเทาสลับดำเพื่อสะดวกในกายเคลื่อนไหวยามค่ำคืนป้องกันมิให้ผู้คนพบเห็นได้โดยง่ายค่ำคืนนี้คนทั้งสี่มิได้พกพาอาวุธประจำกายติดตัวมาด้วย หลังจากไม่ได้เจอะเจอกันมาเป็เวลาถึงยี่สิบปี
นางชีเทวราชชิ้วโส่วแม้ว่าวัยจะอ่อนเยาว์กว่าคนทั้งสี่อยู่หลายสิบปีแต่มิได้แสดงอาการยำเกรงหรือให้ความเคารพนับถือแต่อย่างใดเนื่องจากครั้งที่นางยังเป็ศิษย์ของตำหนักหมื่นเทพในขณะนั้นนางมีฉายาว่าเทพธิดาชินแสคอยช่วยเหลือผู้คนจากเหล่ามารทั้งหลายซึ่งรวมถึงบุคคลตรงหน้าทั้งสี่นี่ด้วยดังนั้นนางกับคนทั้งสี่จึงเคยเป็คู่ปรับที่เคยประมือกันมาก่อนเมื่อสำรวจคนทั้งสี่แล้วนางชีเทวราชชิ้วโส่วกล่าวตอบคำถามว่า
"ข้าพเ้าเองไม่ทราบเช่นกันว่าเป็ผู้ใด ทราบแต่เพียงว่าเป็เด็กหนุ่มผู้หนึ่งมิเห็นใบหน้าลักษณะว่าเป็เช่นไรเด็กน้อยนั่นอาศัยจังหวะที่พวกท่านทั้งสี่ทลายผนังสุสานร้างออกมาหลบหนีไปอย่างรวดเร็วแต่ที่น่าแปลกประหลาดใจวิชาตัวเบาของเด็กน้อยช่างร้ายกาจนักดูอายุยังเยาว์ไม่น่าจะบรรลุถึงระดับนี้ได้แถมยังเก็บซ่อนงำเก็บประกายได้มิดชิดนักหากวันหน้าได้พบเจอข้าพเ้านางชีเทวราชชิ้วโส่วจะขอรับทราบว่าอาจารย์ของเด็กน้อยเป็ผู้ใดส่วนเื่งานชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลินข้าพเ้าต้องไปร่วมงานไม่พลาดแน่นอนข้าพเ้ากระหายใคร่ดูหน้าบรรดาชาวยุทธ์ทั้งหลายที่เคยเหยียดหยามซ้ำเติมข้าพเ้าไว้เมื่อยี่สิบปีก่อนดูสิว่าพวกมันจะมีกระไรพอมีหน้ามีตา หรือชั่วช้าสามานย์กว่ากาลก่อน"
พอนางชีเทวราชชิ้วโสว่กล่าวจบตาเฒ่าเข็มวิเศษฝ่านอี้เฉินจึงกล่าวถามขึ้นบ้างว่า
"มิทราบว่าท่านพอจะคาดเดาออกหรือไม่? ว่าผู้ใดมีคุณสมบัติในการเป็ผู้นำชาวยุทธ์ในครั้งนี้ในความเห็นของข้าพเ้าในการคัดเลือกผู้นำชาวยุทธ์ในครั้งนี้ผู้ที่ควรได้รับคัดเลือกสมควรเป็ฝ่ายเราหาใช่ฝ่ายที่เรียกตนเองว่าฝ่ายธัมมะไม่ ส่วนเื่ราวบาดหมางระหว่างท่านกับเราทั้งสี่ในอดีตขอให้ท่านอย่าได้ถือสาท่านเองล้วนถูกกล่าวหาว่าเป็มารอธรรมเข่นฆ่าชาวยุทธ์เช่นกันข้าพเ้ามีความเห็นว่าเราควรยุติความบาดหมางทั้งหมดในอดีตแล้วมาร่วมมือกันต่อแต่นี้เราทั้งหมดจะทำการโค่นล่มฝ่ายธัมมะให้ราบคาบ ส่วนที่เหลือจะต้องยอมศิโรราบให้แก่ฝ่ายเราซึ่งฝ่ายมารอธรรมจะตั้งตัวเป็ผู้นำชาวยุทธ์ปกครองบู๊ลิ้มท่านเห็นด้วยกับพวกเราหรือไม่?"
นางชีเทวราชชิ้วโส่วแสดงสีหน้าเรียบเฉยต่อคำพูดของตาเฒ่าเข็มวิเศษฝ่านอี้เฉินแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบตอบไปว่า
"เื่นี้ข้าพเ้าเองยังมิทันได้คิดติดสินใจเื่ที่ถูกเหยียดหยันพวกมันเ่าั้ข้าพเ้าต้องคิดบัญชีแน่นอนแต่ในเวลานี้เื่ที่ข้าพเ้า้ากระทำก่อนเป็อันดับแรกคือสืบหาว่าผู้ใดที่มันบังอาจแอบอ้างชื่อของอารามอเทวตาของข้าพเ้าก่อเื่ราวฉาวโฉ่เื่ที่สองข้าพเ้า้าสืบสาวเื่ราวในอดีตให้กระจ่างว่าสาเหตุใดหรือผู้ใดอยู่เื้ัเื่ราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในคราวนั้นจนเป็เหตุให้ท่านอาจารย์ขับข้าพเ้าพ้นสำนักอย่างอัปยศแล้วพวกท่านทั้งสี่เตรียมตัวสำหรับงานชุมนุมชาวยุทธ์ในครั้งนี้อย่างไร?"
ยายเฒ่าหมื่นพิษเนี๊ยะซิ้วจึงกล่าวตอบขึ้นว่า
"เื่นี้พวกเราได้เตรียมการไว้แล้วส่วนหนึ่ง ขาดเพียงแต่เรียกรวมตัวบรรดามารอธรรมทั้งหลายอีกครั้งอีกสามวันหลังจากนี้เหล่ามารทั้งหลายจะไปรวมตัวกันที่สำนักมาร์เพื่อคัดเลือกตัวผู้นำเหล่ามารอย่างเป็ทางการอีกทั้งยังจะเป็การคัดเลือกบุคคลที่ฝ่ายเราจะส่งเข้าชิงตำแหน่งผู้นำชาวยุทธ์ด้วยตามกติกามิได้บ่งบอกว่าฝ่ายใดส่งได้กี่คนหากฝ่ายเราส่งผู้ที่มีวิทยายุทธ์ลึกล้ำซ้ำมีไหวพริบอุบายอันชาญฉลาดคิดว่าฝ่ายธัมมะคงมิอาจเปรียบเทียบติดกับฝ่ายเรา หากท่านมิมีธุระอันใด พวกเราขอเชิญท่านไปร่วมงานในครั้งนี้ด้วย"
"เื่นี้ข้าพเ้ายังไม่ขอรับปากพวกท่าน หากว่าไม่ติดขัดธุระใด ข้าพเ้าอาจจะไปร่วมงานนี้กับพวกท่านนี่จวนใกล้จะสว่างแล้วข้าพเ้าต้องขอตัวกลับอารามก่อนไว้โอกาสหน้าค่อยพบเจอกันใหม่"
นางชีเทวราชชิ้วโส่วกล่าวตอบและนางจะเดินทางกลับอารามแล้วเพราะใกล้จะสว่างแล้วนั่นเองคนทั้งสี่เห็นเช่นนั้นจึงน้อมส่งนางชีเทวราชชิ้วโส่วโดยพร้อมเพรียงกันว่า
"ขอท่านเดินทางเถิดพวกเราทั้งสี่ขอน้อมส่งตรงนี้และหวังว่าพวกเราคงจะได้ร่วมมือกัน"
พอคนทั้งสี่กล่าวจบนางชีเทวราชชิ้วโส่วพลิ้วร่างจากไปดุจหมอกควันเบาบางยามเช้าทำให้คนทั้งสี่อดตื่นตระหนกใต่อท่าร่างวิชาตัวเบาของนางชีเทวราชโส่วออกมามิได้คิดไม่ถึงว่าไม่ได้เจอกับนางยี่สิบปีกำลังภายในและวิชาตัวเบาจะรุดหน้าไปมากมายปานนี้คนทั้งสี่มิมีผู้ใดกล้าปริปากต่อท่าร่างของนางชีเทวราชชิ้วโส่วต่างล่ำลาพากันทยอยเดินทางกลับยังสำนักของตนไป
ทางด้านดอยตะวันเวลานี้สองมารฟ้าดินหม่าจิ้งเถากับต้าเอ่อคาทั้งสองเดินทางบรรลุถึงดอยตะวันเรียบร้อยแล้วพร้อมกับแจกจ่ายยาถอนพิษให้กับเหล่าขอทานทั้งหมดแท้จริงแล้วหากถอนพิษผงหอมหวนสิบทิศั้แ่เนิ่น ๆ นั้นง่ายดายยิ่งนักเหมือนเส้นผมบังูเาสองมารฟ้าดินบอกออกมาว่าหากได้รับพิษทางการสูดดมเมื่อรู้ตัวว่าได้รับพิษเพียงสูดดมฉี่ของตัวเองเข้าไปเพียงเท่านี้สามารถสลายพิษของผงหอมหวนสิบทิศได้จนหมดสิ้นแล้ว
หลังจากบรรดาขอทานทั้งหลายฟื้นฟูพละกำลังกลับคืนมาส่วนหนึ่งแล้วสองมารฟ้าดินจึงแจ้งต่อทุกคนเกี่ยวกับจ่านจือที่มิได้เดินทางกลับมาด้วยว่าตอนนี้เขาต้องทำงานชิ้นหนึ่งให้กับนายน้อยของตนเพื่อแลกกับยาถอนพิษเหล่านี้หลังจากเสร็จงานแล้วเขาจะเดินทางกลับมาในภายหลังสองมารฟ้าดินเมื่อเห็นว่าทุกคนอาการดีแล้วตามคำสั่งของเยี่ยนผิงทั้งสองจึงเร่งรุดเดินทางลงจากดอยตะวันกลับไปยังที่พักของเยี่ยนผิงโดยมิชักช้า
หลังจากสองมารฟ้าดินคล้อยหลังไปได้ไม่นานนัก ปรากฏบุคคลสองคนเร่งรุดขึ้นดอยตะวันมาอย่างเร่งร้อนเมื่อเข้ามาใกล้ ๆ จึงได้ทราบว่าเป็หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีทั้งสองเมื่อมาถึงต่างประสานมือทำความเคารพแก่ผู้าุโทั้งหลายแล้วกล่าวแนะนำตัวขึ้นว่า
"ข้าพเ้ามีนามว่าหนานตี้เป็ศิษย์คนโตของสำนักเมฆฟ้าพิรุณ ขอคารวะาุโทุกท่านรวมถึงเหล่าขอทานทุกท่านในที่นี่ด้วย"
"ข้าพเ้ามีนามว่ากุ้ยโส่ว เป็ศิษย์คนรองของสำนักเมฆฟ้าพิรุณเราทั้งสองได้เดินทางมาตามคำสั่งของท่านขอทานพเนจรหวงเกาฉือมิทราบว่าบุคคลท่านใดคือจ่านจือ ข้าพเ้ามีเื่สำคัญจะแจ้งต่อเขา"
ที่แท้สองคนที่รีบรุดขึ้นดอยตะวันมาเป็ศิษย์ทั้งของสำนักเมฆฟ้าพิรุณทั้งสองได้รับข่าวจากพรรคไผ่หลิวว่าผู้เป็อาจารย์ถูกทำร้ายทั้งสองจึงได้ออกจากสำนักเดินทางไปยังพรรคไผ่หลิวในทันทีศิษย์ของสำนักเมฆฟ้าพิรุณมีเพียงสองคนศิษย์คนโตเป็บุรุษมีนามว่าหนานตี้อายุยี่สิบสามปี เป็บุรุษรูปงามใบหน้าหล่อเหลาผิวขาวสะอาดอุปนิสัยใจเย็นรักความถูกต้องด้านฝีมือได้รับการถ่ายทอดวิชาจากผู้เป็อาจารย์มาจนหมดสิ้น
ส่วนศิษย์คนเล็กเป็สตรีนามกุ้ยโส่วอายุยี่สิบปีรูปร่างบอบบางรูปโฉมโนมพรรณงดงามไร้ที่ติ ถึงแม้รูปร่างนางจะบอบบางอ้อนแอ้นแต่ด้านฝีมือกลับไม่ตกเป็รองศิษย์พี่เท่าใดนักทั้งสองเมื่อเดินทางไปถึงพรรคไผ่หลิวพบว่าอาจารย์กับประมุขพรรคไผ่หลิวพร้อมด้วยเ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวอาการสาหัส
ครั้นเมื่อสอบถามอาการจากผู้เป็อาจารย์และาุโทั้งสองท่านได้รับการยืนยันว่ามิเป็อะไรมากมิต้องเป็ห่วงเนื่องด้วยที่พรรคไผ่หลิวมีท่านขอทานพเนจรหวงเกาฉือท่านอยู่ด้วยทุกวันท่านใช้พลังวัตรของท่านช่วยรักษาอาการาเ็ภายในให้คาดว่าในหนึ่งสัปดาห์อาการของทั้งสามาุโคงหายสนิท
เมื่อเ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณได้พบกับศิษย์ทั้งสองแล้ว ท่านเห็นว่าใกล้วันชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลินเหลือเวลาไม่กี่วันดังนั้น้าให้ศิษย์ทั้งสองเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์ล่วงหน้าท่านมาก่อนพอดีท่านขอทานพเนจรหวงเกาฉือไหว้วานให้ทั้งสองช่วยเป็ธุระแจ้งข่าวนี้ให้กับศิษย์สตรีทั้งสองของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวให้ได้รับทราบด้วย
ขอทานพเนจรหวงเกาฉือเห็นว่าศิษย์ของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวเป็สตรีหากทราบข่าวว่าผู้เป็อาจารย์ถูกทำร้ายอาการสาหัสเกรงว่านางทั้งสองจะตระหนกใดังนั้นจึงสั่งกับศิษย์ทั้งสองของสำนักเมฆฟ้าพิรุณให้ถามหาจ่านจือก่อนแล้วบอกเล่ารายละเอียดทั้งหมดแก่เขา ซึ่งท่านเห็นว่าเขาน่าจะมีคำพูดที่จะมิทำให้พี่สาวทั้งสองของเขาไม่เสียขวัญมากนัก
ดังนั้นเมื่อเร่งรุดขึ้นดอยตะวันมาหลังจากคารวะและแนะนำตัวเรียบร้อยแล้วทั้งสองจึงได้เอ่ยถามถึงจ่านจือถึงแม้เวลานี้จะสายแล้วแต่จ่านจือยังมิได้เดินทางกลับดอยตะวันพอได้ยินกุ้ยโส่วเอ่ยถามถึงจ่านจือว่าคือผู้ใด? ซื่อเหมี่ยนกับอี้เซินจึงกล่าวว่าจ่านจือมิได้อยู่ดอยตะวันในขณะนี้
แต่ด้วยความสงสัยว่าทั้งสองถามหาจ่านจือด้วยสาเหตุใด อี้เซินจึงสอบถามแก่กุ้ยโส่วว่ามีธุระสำคัญอันใดกับจ่านจือหรือไม่ศิษย์ของทั้งสองสำนักเคยพบเจอกันมาก่อนหลายครั้งจึงมีความสนิทสนมอยู่บ้างพอได้รับทราบว่าจ่านจือมิได้อยู่ดอยตะวันและไม่ทราบชัดว่าจะกลับมาเมื่อใด
ดังนั้นทั้งหนานตี้กับกุ้ยโส่วจึงจำเป็ต้องค่อย ๆ บอกเล่าเื่ราวทั้งหมดให้แก่ซื่อเหมี่ยนกับอี้เซินได้รับทราบทั้งสองพอทราบว่าอาจารย์ถูกทำร้ายอาการสาหัสต่างรู้สึกใในคราวแรกแต่เมื่อกุ้ยโส่วกับหนานตี้ยืนยันว่าอาการไม่น่าห่วงแถมยังมีท่านขอทานพเนจรหวงเกาฉืออยู่ด้วยดังนั้นซื่อเหมี่ยนกับอี้เซินจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้บ้างแต่กระนั้นนางทั้งสองยังรู้สึกสำนึกเสียใจหากในเวลานั้นนางทั้งสองอยู่ด้วยกับอาจารย์อย่างน้อยจะได้ช่วยเหลืออาจารย์ได้ในระดับหนึ่งถึงแม้จะต้องตายมิเสียดายหากได้ตอบแทนบุญคุณของผู้เป็อาจารย์
หลังจากทั้งหมดพูดคุยเื่ราวต่าง ๆ อีกราวครึ่งชั่วยามบรรดาขอทานต่างฟื้นพลังกลับคืนมาได้หมดสิ้นดังนั้นจึงเริ่มทยอยเดินทางลงจากดอยตะวันเพื่อกลับไปเตรียมตัวสำหรับงานชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลินส่วนผู้เฒ่าลำดับเก้าทิกว่อกับสองผู้เฒ่ารักษากฎผู้เฒ่าโอ่วกับผู้เฒ่าลู่พร้อมด้วยเ้าผาแห่งสายลมเกาทิเหว่ยกับศิษย์คนโตนามเหมาต้า ซื่อเหมี่ยนและอี้เซินพร้อมหนานตี้กับกุ้ยโส่วเมื่อทั้งหมดปรึกษากันแล้ว จึงลงความเห็นว่าจะเดินทางไปยังพรรคไผ่หลิวเพื่อดูอาการของาุโทั้งสามอีกทั้งพบพานกับขอทานพเนจรหวงเกาฉือด้วยดังนั้นซื่อเหมี่ยนกับอี้เซินจึงทำเครื่องหมายบอกให้จ่านจือไปพบกันที่งานชุมนุมชาวยุทธ์ที่เส้าหลินหลังจากนั้นทั้งหมดจึงออกเดินทางสู่พรรคไผ่หลิวโดยพร้อมเพรียงกัน
ภายในตึกรโหฐานหลังหนึ่งซึ่งโอบล้อมด้วยกำแพงศิลาสูงราวสิบกว่าวาอันเป็ที่ตั้งสาขาของสำนักมาร์ตั้งอยู่ภายในตัวเมืองลั่วหยางภายในห้องนอนตกแต่งอย่างเลิศหรูโอ่อ่าสิ่งของเครื่องใช้ภายในห้องล้วนคัดสรรแต่สิ่งที่มีคุณภาพดีที่สุดราคาแพงบนเตียงนอนหนานุ่มในห้องนอนร่างหนึ่งนอนสงบนิ่งคล้ายยังไม่ตื่นแต่ทว่าแท้จริงร่างนั้นหาได้หลับไหลอย่างที่ทุกคนเข้าใจไม่สติสัมปชัญญะทุกประการยังคงแจ่มใสร่างที่นอนอยู่นั่นมิใช่ผู้ใดแต่เป็จ่านจือนั่นเอง
ตอนนี้เป็เวลายามซิ้ง(ประมาณแปดนาฬิกา)ถัดไปอีกห้องหนึ่งด้านข้างติดกันมีเสียงคนสนทนากันอย่างแ่เบาน้ำเสียงที่เล็ดลอดมากระทบโสตจ่านจือจดจำได้อย่างแม่นยำเสียงสนทนานั่นเป็เสียงของเยี่ยนผิงเองหลังจากที่เขาดื่มสุราซึ่งนางบรรจงรินให้กับเขาแม้ว่ากลิ่นของสุราจะหอมหวนสักปานใดหากเป็คนทั่วไปซึ่งมิได้ศึกษาตำรายาโอสถอาจจะไม่ระแวงหรือสงสัยแต่ประการใด
แต่สำหรับจ่านจือแล้วห้าปีที่อาศัยอยู่หุบเขาผีเสื้อทุกคืนวันล้วนคลุกคลีอยู่กับตัวยาสมุนไพรนานาชนิดไม่ว่าจะเป็การััสูดกลิ่นหรือลองลิ้มชิมรสชาติล้วนผ่านมาแล้วทั้งสิ้นดังนั้นพอลิ้นัักับน้ำสุราจ่านจือรับทราบได้ทันทีว่าในสุราของเยี่ยนผิงเจือยานอนหลับรุนแรงชนิดหนึ่ง
ถึงแม้ว่าตัวยาที่ใช้จะไร้กลิ่นไร้รสแต่สำหรับจ่านจือแล้วหาได้รอดพ้นััไปได้เยี่ยนผิงเป็คนเ้าเล่ห์เฉลียวฉลาดแอบใส่ยาลงไปเมื่อใดจ่านจือไม่ทันสังเกตเห็นซึ่งตัวนางเองดื่มสุราป้านเดียวกับเขาเช่นกันดังนั้นนางต้องมีวิธีการอื่นในการวางยาลงในถ้วยสุราอย่างแน่นอน
ยาพิษชนิดอื่น ๆ จ่านจือหาได้หวาดกลัวมีเพียงผงหอมหวนสิบทิศเท่านั้นซึ่งการถอนพิษจะต้องให้ผู้ที่ใช้พิษเท่านั้นเป็ผู้รักษาเพราะว่าพิษชนิดนี้มีการเปลี่ยนตัวยาในการผสมจึงไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวหากการรักษาพลาดพลั้งนอกจากแก้พิษมิได้แล้วยังทำให้พิษกระจายได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิมเยี่ยนผิงนางใช้เฉาลู่ฟางโปรยยาหอมหวนสิบทิศลงไปในกองไฟต่อให้ผู้ทักษะยุทธ์ยังมิอาจระแวงสงสัยหรือระวังป้องกันได้ทัน
จ่านจือเมื่อดื่มสุราถ้วยที่สองลงท้องไปเขาจึงแสร้งทำเป็สลบฟุบหน้าลงอาศัย่จังหวะนั้นล้วงเม็ดยาในอกเสื้อกลืนกินลงไปโดยที่เยี่ยนผิงมิทันสังเกตเห็นดังนั้นยานอนหลับรุนแรงของนางจึงใช้มิได้ผลขณะที่แกล้งเป็นอนสลบได้ยินนางกล่าวกับสองมารฟ้าดิน ว่าให้ทั้งสองเดินทางไปรักษาบรรดาขอทานที่ดอยตะวันดังนั้นเขาจึงหมดห่วงขอทานทั้งหลายจึงแกล้งเล่นละครตบตานางทำเป็นอนสลบต่อไปเพื่อดูว่าเยี่ยนผิงสะคราญโฉมผู้นี้จะมีแผนการชั่วร้ายกระไรอีก
หลังจากเฉาลู่ฟางแบกร่างของจ่านจือกลับมายังห้องนอนภายในตึกใหญ่โตแห่งนี้เขาอาศัยเวลาตอนใกล้รุ่งงีบหลับไปราวหนึ่งชั่วยาม ในเวลานั้นเยี่ยนผิงกับคนอื่น ๆ ภายในตึกต่างแยกย้ายกันไปนอนพักผ่อนเช่นเดียวกันเยี่ยนผิงนางมั่นใจในตัวยาของนางว่าสองถึงสามชั่วยามจ่านจือไม่อาจฟื้นตื่นขึ้นมาอย่างแน่นอนหลังจากหลับไหลไปราวหนึ่งชั่วยามเขาจึงตื่นขึ้นมารู้สึกสดชื่นแจ่มใสขึ้นมากหลังจากเดินทางมาหลายวันพอได้ยินเสียงสนทนาดังมากระทบโสต จึงตั้งใจรับฟังว่าผู้คนเ่าั้สนทนากระไรกัน
"เฉาลู่ฟางท่านแน่ใจใช่หรือไม่? ว่าคนแซ่เฟิ่นทั้งสองเดินทางมาถึงตัวเมืองลั่วหยางและพักอยู่ที่โรงเตี้ยมเจ็ดดาวห่างจากที่นี่ราวสิบลี้"
"นายน้อยข้าพเ้าเฉาลู่ฟางสืบทราบมาจนแน่ชัดไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยเมื่อคืนคนของเราที่หาข่าวอยู่ในเมืองลั่วหยางส่งข่าวกลับมาว่าพบเห็นพี่น้องแซ่เฟิ่นเข้าจองห้องพักที่โรงเตี้ยมเจ็ดดาวพร้อมจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าเป็เวลาห้าวันและยังได้ยินพี่น้องแซ่เฟิ่นสนทนากันด้วยว่าจะพักแรมที่โรงเตี้ยมเจ็ดดาวเพื่อรอชมเทศกาลโคมไฟที่ใกล้จะมาถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้จึงแน่ใจได้ว่าข่าวนี้ไม่ผิดเพี้ยนอย่างแน่นอน"
เฉาลู่ฟางกล่าวรายงานต่อเยี่ยนผิงเกี่ยวกับสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นซึ่งเป็บุคคลที่สองคนนั่นกล่าวถึงคือเฟิ่นมู่เหอกับเฟิ่นไป่ชิงนั่นเองทั้งสองคงเดินทางมาเพื่อชมโคมไฟในเทศกาลสารทง่วนเซียวที่จะมาถึงในไม่กี่วันข้างหน้าจ่านจือเมื่อได้ยินเช่นนั้นรู้สึกยินดียิ่งนักหลังจากแยกย้ายกับคนทั้งสองก่อนเดินทางไปหมู่บ้านเย้ยอรุณคาดคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอทั้งสองในตัวเมืองลั่วหยางอีก จึงตั้งใจรับฟังว่าคนทั้งสองที่อยู่ห้องถัดไปกล่าวกระไรต่อไป
"หากเป็เช่นนั้นนับว่าประเสริฐนักนับแต่วันพรุ่งนี้เฉาลู่ฟางเ้าจงคอยติดตามคนแซ่เฟิ่นทั้งสองเอาไว้ให้ดีหากมีการเคลื่อนไหวรีบให้คนส่งข่าวมาแจ้งต่อข้าพเ้าอย่าได้ผิดพลาดส่วนตัวท่านจงติดตามประกบคนทั้งสองเป็เงาตามตัวอย่าได้คลาดคลาเป็อันขาด"
จ่านจือได้ยินเยี่ยนผิงสั่งกำชับเฉาลู่ฟางให้คอยติดตามเฮียม่วยแซ่เฟิ่นเขาเองพอจะคาดเดาได้ว่าสาเหตุมาจากเื่ใด เนื่องด้วยสองเฮียม่วยเคยบอกเล่าเื่เกี่ยวกับตัวยาเก้าพิษกร่อนิญญาให้แก่เขาซึ่งยาพิษนี้เป็อาจารย์ของเขาเองเป็ผู้คิดค้นขึ้นและมีเพียงสิบเม็ดเท่านั้นหากจะปรุงยาพิษชนิดนี้ขึ้นมาอีกจะต้องใช้เวลาหายาสมุนไพรหลายชนิดซึ่งหาได้ยากยิ่งอีกทั้งวิธีการปรุงนั้นยังแสนยุ่งยากลำบาก
เ้าโอสถสายรุ้งเส้าเยี๊ยะเทียนใช้เวลาถึงสิบห้าปีในการปรุงยาตัวนี้จึงสำเร็จออกมาได้ตัวยาเก้าพิษกร่อนิญญาในยุทธภพมีเพียงสิบเม็ดตัวยาแบ่งออกเป็สองสีด้วยกันเม็ดยาสีแดงเรียกว่าเก้าพิษโหยหวนส่วนเม็ดสีดำเรียกว่าเก้าพิษดับโลกันตร์หากรับประทานเม็ดหนึ่งเม็ดใดลงไปเพียงลำพังจะทำให้ผู้นั้นตายอย่างสุดทรมานดั่งชื่อเรียกหาเก้าพิษกร่อนิญญา มันจะกัดกร่อนอวัยวะภายในให้ิญญาโหยหวนชวนสยองก่อนที่จะกระชากิญญาผู้นั้นลงสู่หุบเหวโลกันตร์มิได้ผุดมิได้เกิดเลยทีเดียว
หยกเหินลม/ชลชโลทร