ไป๋เฟิ่งเซียน

    เก็บตัวฝึกฝน

    เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ก็ได้ข้อสรุปว่าในระยะเวลาเดือนครึ่งนี้ ตัวแทนแคว้นทั้งหมดจะได้รับทรัพยากรสำหรับการฝึกจากสำนักเพลิงบุปผาโดยไม่ต้องเสียค้าใช้จ่ายแม้แต่ตำลึงเดียว


    ข้อตกลงที่ดูคล้ายว่าเฟิ่งเซียนจะเสียเปรียบแต่แท้จริงแล้วมีข้อตกลงบางอย่างที่พอจะทดแทนกันได้อยู่ ซึ่งข้อตกลงนี้ได้ถูกร่างขึ้นมาอย่างยุติธรรมสำหรับทั้งสองฝ่าย เนื้อหามีใจความอยู่ว่า


    'ในระยะเวลาหนึ่งเดือนครึ่งนี้ทางสำนักเพลิงบุปผาจะเป็นผู้จัดสรรทรัพยากรทุกอย่างให้กับตัวแทนทุกคน แต่มีข้อแม้ในกรณีที่หากมีวันใดที่แคว้นฉีถูกโจมตีไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม ตัวแทนและสำนักจะต้องให้ความช่วยเหลือโดยทันที'


    ข้อตกลงนี้หากเทียบกันตามจริงฝ่ายตัวแทนถือว่าได้เปรียบมากกว่า ผู้ใดก็ทราบกันดีว่าแคว้นทั้งห้ามีพันธะสัญญาห้ามรุกรานกัน ด้วยเหตุผลประการนี้จึงไม่มีสงครามระหว่างแคว้นมานับร้อยปีแล้ว


    และยิ่งเป็นสัตว์อสูรแล้วยิ่งแทบไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ผู้ใดจะรู้เล่าว่าข้อตกลงที่เฟิ่งเซียนกล่าวออกมานั้นจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีนี้


    เมื่อสิ้นสุดการประชุมตัวแทนทั้งหมดได้ลงรายชื่อตกลงในสัญญาฉบับนี้ โดยมีฮ่องเต้ฉีหยางเล่อและเหล่าผู้อาวุโสสำนักใหญ่ลงนามเป็นพยาน


    ตัวของฮ่องเต้ฉีหยางเล่อในครั้งแรกที่เห็นสัญญาฉบับนี้ก็ได้แต่คิดสงสัยในใจ เหตุใดนางจึงร่างสัญญาเช่นนี้ ทั้งที่จะหาประโยชน์เข้าตนก็ทำได้แต่นางกลับไม่ทำ แต่ตัวฮ่องเต้นั้นก็คิดไปถึงฐานะของนางในตอนนี้บางทีนางอาจจะกำลังทำเพื่อราษฎรในแคว้นอยู่ก็เป็นได้


    เฟิ่งเซียนลอบมองสีหน้าเหล่าตัวแทนและผู้เข้าประชุมทุกคนอยู่ตลอด ในตอนแรกที่นางคิดจะร่างพันธะสัญญานี้ขึ้นนางได้เข้าไปปรึกษาสัตว์เทพภายในมิติเป็นที่เรียบร้อย


    ซ้ำยังได้เอ่ยกล่าวเรื่องที่พบกับบิดาให้พวกเขาฟัง สีหน้าที่ตกใจจนแทบไม่เชื่อหูของแต่ละคนนั้นไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของนางเท่าใดนัก


    แต่ที่แย่ที่สุดคงเป็นชิงหลงที่ครั้งอดีตเป็นถึงคนที่อยู่ข้างกายของเทพมังกรทอง แต่กลับไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนของนางแม้แต่น้อย


    เมื่อเอ่ยกล่าวเรื่องนั้นจบลงนางและเหล่าสัตว์เทพก็มาช่วยกันคิดเรื่องข้อตกลงต่อทันที ซึ่งสิ่งที่เฟิ่งเซียนเดิมพันมีอยู่สองอย่างคือฐานะและทรัพยากรล้ำค่าของนาง


    แล้วสิ่งใดที่จะพอเป็นหลักประกันที่จะทำให้นางไว้วางใจคนเหล่านี้ได้เต็มร้อยบ้าง เหล่าสัตว์เทพจึงเสนอใช้เป็นพันธะสัญญาเท่าเทียมขึ้น สัญญาฉบับนี้แม้จะระบบุว่าผู้คัดเลือกจะต้องให้ความช่วยเหลือแคว้นฉีเมื่อเกิดภัยอันตราย


    แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมอย่างยิ่งคือสำนักเพลิงบุปผาในยามนี้นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นฉี ดังนั้นอีกนัยหนึ่งของสัญญาก็คือเมื่อสำนักเพลิงบุปผามีภัยพวกเขาจะต้องเขามาช่วยในทันที


    เมื่อผู้คนต่างแยกย้ายกลับไปยังที่พักของตนแล้วในตอนนี้ยังเหลือคนอีกสามคนที่ยังนั่งอยู่ด้านในของศาลาหลวง


    "ท่านหญิงคิดดีแล้วหรือ ที่จะทำเพื่อแคว้นฉีถึงเพียงนี้ แม้ท่านจะมีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงคุ้มแคว้น แต่เราก็ไม่ได้ต้องการทำให้ท่านต้องลำบากใจแม้แต่อย่างใด"


    เสียงของฮ่องเต้ฉีหยางเล่อดังขึ้น ในคราแรกที่เขาได้ยินสัญญาก็แอบนึกดีใจแทนราษฎรแคว้นฉีทั้งหมดไม่ได้


    แต่กระนั้นในฐานะของกษัตริย์หากทำได้เพียงแค่เกาะอยู่หลังผู้อื่นเพื่อปืนขึ้นไปยังจุดที่สูง คงไม่หลงเหลือความภาคภูมิกับสิ่งที่ได้มา ซ้ำภาระหน้าที่นี้เขากลัวเหลือเกินว่าจะทำให้นางลำบากใจ


    "ฝ่าบาท หม่อมฉันกล่าวตามตรงสิ่งที่หม่อมฉันทำนั้นไม่ได้ทำให้ลำบากใจแม้แต่น้อย และไม่เคยคิดจะเข้าไปก้าวก่ายงานของพระองค์เลยเพคะ แต่ที่หม่อมฉันทำเพราะมีเหตุผลบางสิ่งอย่างเพียงเท่านั้น"


    ฉีหมิงเซียนที่นั่งฟังอยู่ก่อนแล้วหันไปพยักหน้าให้เสด็จพ่อของตน ฉีหมิงเซียนเชื่อว่าสิ่งที่เฟิ่งเซียนกระทำนั้นย่อมมีเหตุผล และนางคงไม่ยอมทำสิ่งใดที่ตนต้องเสียหายโดยเปล่าประโยชน์เป็นแน่


    "หากเป็นเช่นนั้นเราในฐานะฮ่องเต้ผู้ปกครองแคว้นต้องกล่าวขอบคุณท่านหญิงแล้ว"


    เมื่อสิ้นสุดการสนทนาเฟิ่งเซียน ฉีหมิงเซียนและฮ่องเต้ฉีหยางเล่อก็แยกย้ายกลับตำหนักของตน


    เมื่อกลับมาถึงตำหนักเมฆาเฟิ่งเซียนก็ปิดประตูอย่างแน่นหนาก่อนที่จะเข้าไปภายในมิติของตนในทันที


    ภายในมิติที่มีแสงสว่างไสวอยู่ตลอดเวลา ความงามที่ไม่เคยลดน้อยลงแม้แต่นิด ซ้ำความงามนี้กลับเพิ่มขึ้นในทุกครั้งที่พลังนางเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ


    เฟิ่งเซียนเดินไปที่ริมน้ำตกก่อนจะหยิบผลท้อเหมันต์ขึ้นมากัดกินก่อนที่จะเริ่มนั่งดูดซับพลังปราณ เฟิ่งเซียนตั้งใจว่าจะฝึกวรยุทธ์จนพลังของตนข้ามขั้นไปยัง ระดับกษัตริย์ขั้นปลาย


    ก่อนการประลองในอีกไม่ถึงสองเดือนข้างหน้านี้ ระยะเวลาเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่นางทำ หากเป็นยามปกติกว่าที่เฟิ่งเซียนจะข้ามขั้นที่สูงเช่นนี้ได้จะต้องใช้เวลาอยู่หลายเดือนเลยทีเดียว แต่นางไม่มีเวลาแล้ว


    เฟิ่งเซียนดูดซับพลังปราณหนาแน่นอยู่หลายชั่วยามภายในมิติ ก่อนที่จะไปฝึกวรยุทธ์ในห้องตำราของนางมีเคร็ดวิชาอยู่มากมาย ทั้งเคร็ดวิชาดาบ แส้ หอกหรือแม้แต่การต่อสู้ด้วยมือเปล่าเอง


    เฟิ่งเซียนนำเคล็ดวิชาอสุราพันมือขึ้นมา วิชานี้เป็นเคล็ดวิชาการต่อสู้ด้วยมือเปล่า โดยการเน้นหนักซัดพลังไปที่ฝ่ามือ ผู้ที่สามารถสำเร็จเคร็ดวิชานี้ได้นั้นจะมีความรวดเร็วในการออกกระบวนท่าลดการใช้พลังลงถึงครึ่งหนึ่ง และยังดูเหมือนมีมือนับพัน


    เคล็ดวิชาต่อไปคืออัสนีทะลวงภพ เป็นเคร็ดวิชาของผู้ที่มีธาตุสายฟ้าโดยเฉพาะ ว่ากันว่าสายฟัานั้นเปรียบเสมือนโทษทัณฑ์ของสวรรค์สำหรับผู้ที่กระทำผิด ความแรงของสายฟ้านั้นสามารถทำให้ร่างๆ


    หนึ่งแหลกสลายได้เลย แต่กระนั้นพลังที่จะทำได้เองก็ต้องสูงมากเช่นกันในยามนี้เฟิ่งเซียนมุ่งฝึกเคล็ดวิชาทั้งสองให้ชำนาญ เพื่อที่จะเริ่มฝึกเคล็ดวิชาอื่นต่อไป


    ยามเฉินของเช้าวันถัดมา เป็นเวลาที่ตัวแทนแคว้นทุกคนถูกเรียกเพื่อมาจัดแจงเตรียมฝึกฝนกัน เฟิ่งเซียนที่ในยามนี้จัดการทำกิจธุระส่วนตัวของตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว


    จึงเดินออกมาจากตำหนักเพื่อมุ่งสู่สถานที่ที่นัดหมายกันไว้ในครั้งนี้สถานที่คือ สถานศึกษาหลวงซึ่งเป็นสถานที่ฝึกฝนเหล่าทหารองค์รักษ์และหมอหลวงมากมายภายในวัง


    ถือเป็นสถานศึกษาที่ดีเทียบเท่ากับสำนักใหญ่ๆ ในแคว้นกันเลยทีเดียว และด้วยที่สถานที่นี้เป็นที่ศึกษาทั้งด้านการปรุงโอสถและวรยุทธ์ สถานที่นี้จึงเหมาะเเก่การเป็นสถานที่ฝึกฝนของเหล่าตัวแทนที่มิได้มีสำนักหรือสถานที่ฝึกในเมื่องหลวง


    เมื่อถึงเวลานัดหมายเหล่าตัวแทนแคว้นทั้งยี่สิบคนได้มารวมตัวกัน ณ ห้องโถงใหญ่ของสถานศึกษาโดยมีอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษามารับหน้าที่ดูแลเหล่าตัวแทนโดยตรง


    อาจารย์ใหญ่ได้บรรยายถึงสถานที่ต่างๆ ภายในสถานศึกษา รวมถึงบอกกฎและข้อห้ามต่างๆ ที่ไม่สามารถกระทำได้


    "ตัวแทนแคว้นทุกท่านด้านหน้าของพวกเรานี้เป็นหอปรุงโอสถ มีห้องโอสถอยู่มากมายหลายห้อง ให้ท่านเลือกได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนรบกวน แต่หากต้องการความส่วนตัวยิ่งแล้วล่ะก็ตัวข้าสามารถหาเรือนปรุงโอสถแยกให้ท่านได้"


    สิ้นคำของอาจารย์ใหญ่เหล่าผู้ใช้โอสถต่างพยักหน้าอย่างพอใจ โดยทั่วไปผู้ปรุงโอสถจะมีนิสัยชอบปลีกวิเวกไม่สุงสิงกับผู้ใดมากนัก


    แม้รู้ว่านี่เป็นคำสั่งขององค์ฮ่องเต้ที่รับสั่งให้อาจารย์ใหญ่ผู้นี้มาดูแลพวกตน ก็ยังอดที่จะพึงพอใจไม่ได้


    เมื่อเดินดูสถานที่ของผู้ปรุงโอสถทั้งหลายอยู่นานแล้ว ตัวแทนแคว้นทั้งหมดก็เดินไปยังสถานที่ฝึกวรยุทธ์ที่อยู่ห่างกันมากที่เดียว


    สถานที่ฝึกวรยุทธ์มีขนาดใหญ่กว่าผู้ปรุงโอสถเกือบเท่าตัว เนื่องจากจะต้องมีการฝึกขบวนท่าต่างๆ รวมทั้งการนั่งฝึกตนดูดซับลมปราณ


    ลานฝึกวรยุทธ์นั้นถูกแบ่งเป็นลานย่อยหลายๆ ลาน และมีลานฝึกใหญ่อยู่ตรงกลาง ถัดไปด้านหลังของลานฝึกเกือบสองลี้นั้นเป็นสถานที่ดูดซับลมปราณสถานที่นี้มีความเข้มข้นของพลังปราณมากกว่าที่อื่นมากเกือบสองเท่า


    แต่เมื่อเทียบกับมิติของนางนั้นยังห่างกันมากสถานที่นี้มีทั้งผู้ปรุงโอสถและผู้ฝึกวรยุทธ์เดินทางมาดูดซับพลังปราณกัน


    เมื่อเดินชมสถานที่กันเสร็จเรียบร้อยกันแล้วนั้นทุกคนต่างพากันจับจองพื้นที่ของตน สถานศึกษานี้ไม่ได้มีศิษย์มากมายเท่ากับที่อื่น เพราะเหล่าศิษย์เมื่อจบออกไปต้องขึ้นตรงต่อแคว้น


    หรือกล่าวคือเป็นสถานที่ฝึกของเหล่าองครักษ์ทหารและหมอหลวงของวังหลวงนั่นเอง


    และด้วยเหตุผลนี้เหล่าตัวแทนที่ได้ที่พักรวมถึงห้องฝึกของตนแล้วจึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ในครั้งนี้จะเป็นการแจกจ่ายสิ่งของที่จำเป็นต่อการเก็บตัวฝึกฝน


    ซึ่งโชคดีอยู่อย่างหนึ่งคือตัวแทนทุกคนมีแหวนมิติกัน แต่นอกจากศิษย์สำนักเพลิงบุปผาแล้วแหวนมิติเหล่านั้นล้วนเป็นระดับต่ำทั้งสิ้น แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว


    เฟิ่งเซียนเอ่ยชื่อเรียกเหล่าตัวแทนออกมาทีละคนเพื่อรับของที่ตนจำเป็นต้องใช้ในการฝึกตลอดเดือนครึ่งนี้


    เฟิ่งเซียนเอ่ยชื่อตัวแทนคนแรกจากฝั่งของผู้ปรุงโอสถ สมุนไพรล้ำค่ามากมายถูกเรียงรายในกล่องหยกอย่างดี พิษและเลือดสัตว์อสูรรวมถึงส่วนต่างๆ ของสัตว์อสูรชั้นสูง


    ที่ใช้ในการปรุงโอสถก็เรียงรายกันอยู่มากมา ทำให้ผู้ที่พบเห็นไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้ปรุงโอสถและผู้ฝึกวรยุทธ์เองต่างตื่นตกใจ สิ่งที่พวกตนจะได้นั้นมากมายเพียงนี้เชียวหรือแล้วผลท้อที่ใสราวน้ำแข็งนั่นคือสิ่งใด


    "นี่คือผลท้อเหมันต์ช่วยในการเพิ่มพลังปราณให้สูงยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฝึกปรุงโอสถหรือในเวลาดูดซับพลังปราณก็ได้เช่นเดียวกัน และผลท้อเหมันต์นี้ยังมีความพิเศษอีกสิ่งอย่างคือช่วยปรับเส้นปราณธาตุให้แกร่งขึ้น สามารถพลังได้นานและอานุภาพร้ายแรงยิ่งขึ้น"


    เมื่อสิ้นคำกล่าวของเฟิ่งเซียนเหล่าตัวแทนก็มีสีหน้าตกใจเสียยิ่งกว่าเดิม ผลไม้ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้เหตุใดพวกตนถึงไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน สมแล้วที่เป็นถึงเจ้าสำนักเพลิงบุปผาสิ่งวิเศษเช่นนี้ก็หามาได้มากมาย


    ตัวแทนแคว้นต่างเอ่ยชื่นชมเฟิ่งเซียนอยู่ในใจ ความคิดนี้นั้นแม้แต่เหล่าศิษย์และฉีหมิงเซียนเองก็คิดไม่ต่างกัน


    เมื่ออธิบายและแจกจ่ายสิ่งของให้กับเหล่าผู้ปรุงโอสถแล้ว ก็มาถึงเวลาของเหล่าผู้ฝึกวรยุทธ์ ด้านผู้ฝึกวรยุทธ์ผู้ที่ได้ลำดับสองรองลงมากจากเฟิ่งเซียนก็คือฉีหมิงเซียน แม้ฉีหมิงเซียนจะมีฐานะเป็นถึงองค์ชายใหญ่แต่นะที่นี้ทุกคนถือเป็นตัวแทนแคว้นฉีและมีฐานะเทียบเท่ากัน


    เมื่อฉีหมิงเซียนเดินก้าวเข้ามายืนตรงหน้าเฟิ่งเซียนจึงเริ่มนำสิ่งต่างๆ ออกมา โอสถมากมายถูกวางตรงหน้าของฉีหมิงเซียน


    ทั้งโอสถสมานแผลความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนกว่ายี่สิบเม็ด โอสถบำรุงปราณ หยกธาตุรวมถึงแก่นวิญญาณระดับสูงเกือบห้าสิบชิ้นถูกว่างในกล่องอย่างดี และมีผลท้อเหมันต์อีกยี่สิบผลเฉกเช่นเดียวกับผู้ปรุงโอสถ


    ในการแจกจ่ายสิ่งของต่างๆ นั้นเฟิ่งเซียนอ้างอิงมาจากสิ่งที่จำเป็นต่อการฝึกและในวันก่อนนี้เฟิ่งเซียนได้สอบถามเรื่องสิ่งที่ต้องการกับเหล่าตัวแทน


    ดังนั้นบางสิ่งอย่างจึงไม่เหมือนกันเท่าใดนัก เช่นผู้ฝึกวรยุทธ์ที่มีธาตุไฟและลม จะได้หยกธาตุไฟและลมไปตามธาตุของตน ผู้ปรุงโอสถก็เช่นเดียวกัน แต่สำหรับผู้ปรุงโอสถนั้นเฟิ่งเซียนยึดถือความต้องการของผู้ปรุงเป็นหลัก


    หากต้องการปรุงโอสถชนิดใด นางก็จัดหาให้เป็นพิเศษแต่สมุนไพรที่ปรุงโอสถชนิดอื่นก็ยังมีอยู่เช่นเดียวกัน


    เมื่อจัดแจงแจกของให้เหล่าตัวแทนทั้งหมดแล้วเฟิ่งเซียนได้แนะแนวทางในการฝึกให้กับตัวแทนอยู่หลายประโยค


    เช่นผู้ปรุงโอสถที่ใช้ธาตุไฟและไม้ประสานกันที่หม้อปรุงโอสถนั้นให้รวมไว้ที่จุดเดียวเพื่อง่ายต่อการปรุงและลดการสูญเสียพลังปราณโดยใช่เหตุ และบอกขั้นตอนและวิธีการปรุงอย่างละเอียด


    ด้านของผู้ฝึกวรยุทธ์นั้นค่อนข้างมีอยู่หลากหลายเฟิ่งเซียนจึงแนะแนวทางการใช้พลังและลดความเสียหายของตนเพียงเท่านั้น


    กว่าจะจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้นเวลาในยามนี้ก็ล่วงเลยมาหลายชั่วยามแล้ว เหล่าตัวแทนที่เก็บของของตนเรียบร้อยฟังคำแนะนำจากเฟิ่งเซียนจบก็ต่างพากันแยกย้ายไปเรือนพักของตน


    ในครั้งนี้เฟิ่งเซียนก็พักอยู่ที่นี่เฉกเช่นเดียวกัน เรือนพักที่เฟิ่งเซียนเลือกนั้นเป็นเรือนพักขนาดกลางและอยู่ห่างไกลจากเรือนอื่นๆ


    โดยรอบมีเพียงต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ที่ปลูกเรียงรายกันอย่างงดงาม ด้านในนั้นมีอยู่เพียงสองห้อง หนึ่งคือห้องนอนและสองคือห้องปรุงโอสถ


    ด้านหน้าเรือนมีระเบียงยื่นออกไปเล็กน้อยและมีโต๊ะสำรับทานอาหารและเก้าอี้อยู่สองตัว แลดูเป็นสถานที่สงบสุขจนำไม่คิดว่าเป็นสถานที่ที่ห่างจากเมืองหลวงที่วุ่นวายไม่ไกลมากนัก


    ทางด้านของฉีหมิงเซียนที่ในยามนี้เดินทางมาจัดการงานต่างๆ ในวังหลวงก่อนที่ในวันรุ่งตนจะกลับไปยังสำนักศึกษา


    เพื่อเก็บตัวฝึกฝนเช่นกัน ฉีหมิงเซียนได้ไปกล่าวลาไปฝึกฝนกับมารดาหรือก็คือกุ้ยเฟยในยามนี้ และได้สั่งงานองครักษ์คนสนิทถึงเรื่องของอดีตฮองเฮาและเหล่าตระกูลฮุ่ยเพื่อที่ในยามที่ฝึกฝนนั้น ตนจะได้ไม่ต้องคอยห่วงเรื่องด้านหลังและฝึกอย่างเต็มที่


    ****

    คล้ายกับเรื่องไป๋เฟิ่งเซียน ที่คุณอ่าน