เด็กผู้หญิงยืนชิดกำแพงฝั่งหนึ่ง ส่วนผมอยู่ชิดกำแพงอีกฝั่งพยายามรักษาระยะห่างให้มากที่สุด
ผมไม่อยากยุ่งกับเธอ เพียง้ารีบออกจากที่นี่โดยเร็ว แต่เมื่อผมเดินเข้าไปใกล้เธอในระยะประมาณห้าถึงหกเมตรเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ขยับตัว แล้วค่อยๆ หมุนตัวกลับมา และเมื่อเธอหมุนตัวผมก็เห็นหน้าของเธอชัดเจน
ใบหน้าของเธอสีขาวซีด ไม่มีแม้แต่สีเื
และตอนที่เธอหมุนตัว ผมเห็นชัดเจนว่าเธอไม่มีเงาปรากฏอยู่บนกำแพง
เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มฝ่ามือ ผมเข้าใจทันทีว่าเด็กผู้หญิงตรงหน้านี้ไม่ใช่คนแต่ผมไม่มีทางถอยแล้ว ทางเดียวคือต้องเดินหน้า เธอจ้องมาที่ผมพลางเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะสูดหายใจเบาๆ
ผมเริ่มตึงเครียด มือกำด้ามมีดหัวัแน่น ผมก้มหน้าลงเล็กน้อยพยายามหลบสายตา ไม่สบตากับเธอ ผมเดินเบียดไปตามกำแพงอย่างระมัดระวังตั้งใจว่าจะไม่หยุดอยู่ที่นี่แม้แต่วินาทีเดียว แต่แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นด้วยเสียงแหลมเล็กและเย็นเยียบ
“พี่ชายให้อะไรหนูกินหน่อยสิ!” เสียงนั้นแ่เบาแต่เต็มไปด้วยความเ็าและไร้ความรู้สึก
พูดจบ เธอก็ขยับตัวมาที่กลางทางเดิน ขวางทางผมไว้ เธอไม่ได้ใส่รองเท้าและยืนเขย่งปลายเท้าเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าเธอยืนขวางทางผมก็รู้ทันทีว่าถ้าไม่หาวิธีจัดการกับเด็กผู้หญิงคนนี้ ผมคงผ่านไปไม่ได้แน่ เมื่อไม่มีทางเลือกผมรีบหยิบถั่วลิสงทอดขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วโปรยลงบนพื้น ความหวังของผมคือเธอจะก้มลงเก็บถั่วลิสงที่ตกกระจัดกระจายอยู่รอบตัวเธอ ส่วนผมรีบวิ่งผ่านไป
เสียงถั่วลิสงตกลงบนพื้นดัง “กราวๆ” กระจายรอบตัวเด็กหญิง แต่เธอเพียงแค่ก้มมองดูถั่วลิสงเ่าั้แล้วเงยหน้าขึ้นมาส่ายศีรษะ เธอไม่พูดอะไร ไม่ส่งเสียงใดๆแต่ยกมือขึ้นชี้ที่ตะกร้าบนหลังของผม ความหมายชัดเจนเธอไม่สนใจถั่วลิสงที่ตกอยู่เลย เธอ้าอาหารในตะกร้าของผม
นี่มันเื่บ้าอะไรกัน! อาหารเหล่านี้ ผมเตรียมไว้สำหรับจางเฉียงิญญาที่จมน้ำตาย ถ้าให้เด็กผู้หญิงคนนี้กิน แล้วผมจะไปส่งจางเฉียงได้ยังไง
เมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมหลีกทาง และยังยืนยันจะกินอาหารในตะกร้าของผมผมก็เริ่มหมดทางเลือก จะอ้อมไปก็ไม่ได้ ผมจึงพยายามพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“น้องสาว อาหารพวกนี้พี่ให้เธอกินไม่ได้มันเป็ของสำคัญที่พี่ต้องใช้เพื่อช่วยชีวิตตัวเอง
“ช่วยหลีกทางให้พี่ด้วยนะถ้าเื่นี้ผ่านไปได้ พี่สัญญาว่าจะกลับมาเผากระดาษและเซ่นไหว้ให้เธอแน่นอน”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ทำได้
แต่ใครจะคิดว่าเธอไม่สนใจสิ่งที่ผมพูดเลยแม้แต่น้อย หลังจากผมพูดจบเธอยังคงส่ายศีรษะ และเริ่มเขย่งปลายเท้าเดินตรงมาหาผมอย่างช้าๆ
เธอเดินเข้ามาใกล้โดยไม่มีเสียงแต่ผมกลับรู้สึกได้ถึงความเย็นะเืที่พุ่งเข้าหาตัวเป็ระลอก ความรู้สึกนั้นเหมือนกับการเปิดประตูตู้เย็นในฤดูร้อนราวกับความเย็นทะลุเข้ากระดูก ความเย็นที่เสียดแทงทำให้ขนลุกชันไปทั้งตัวใจผมเริ่มเต้นแรงขึ้นด้วยความตึงเครียดและหวาดหวั่น
ผมถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว พร้อมพูดขึ้นอีกครั้ง “น้องสาว ช่วยหลีกทางหน่อยพี่ไม่อยากมีปัญหากับเธอ”
พูดจบ ผมหยิบถั่วลิสงขึ้นมาอีกกำมือแล้วโปรยลงบนพื้น แต่เธอก็ยังไม่สนใจแม้แต่น้อยกลับหรี่ตาลงมองผม พร้อมยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สีหน้าราวกับมั่นใจว่าผมไม่มีทางหนี
ผมได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว แต่เธอกลับไม่ลดราวาศอก เมื่อเธอยิ่งเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆผมจึงกัดฟันแน่น แล้วชักมีดหัวัออกมาทันที
“ชิ้ง!”
เสียงมีดที่ดึงออกจากฝักดังก้องในตรอกมีดหัวัคมกริบแผ่ประกายเย็นเยียบอยู่ในมือผม
เมื่อเธอเห็นผมชักมีดออก สีหน้าที่เ็าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที จากที่เคยมีรอยยิ้มเยาะเย้ยตอนนี้กลับกลายเป็ความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
เธอหยุดเดินหน้า และถอยหลังกลับไปสองก้าว มองมีดในมือผมด้วยความระแวง เมื่อเห็นเธอมีปฏิกิริยาแบบนั้นผมก็โล่งใจและรู้สึกดีใจมาก มีดหัวัที่ลุงอวี๋ให้มาไม่ใช่ของธรรมดาแน่ๆ กลิ่นอายของมันคงทำให้เธอหวาดกลัวแต่ผมไม่ได้ชะล่าใจ ยังคงพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“น้องสาว พี่ไม่ได้อยากมีเื่กับเธอช่วยหลีกทางให้พี่เถอะนะ” พูดจบ ผมค่อยๆ เดินหน้าไปสองก้าวเพื่อดูปฏิกิริยาของเธอ
เธอดูหวาดระแวงอย่างชัดเจน และรีบถอยกลับไปจนชิดกำแพงที่เธอยืนอยู่ในตอนแรก จากนั้นเธอก็ค่อยๆย่อตัวลงนั่ง และก้มหน้าไม่มองมาทางผมอีก เธอค่อยๆ เอื้อมมือออกมาอย่างระมัดระวังเพื่อเก็บถั่วลิสงที่ผมโปรยไว้บนพื้น ท่าทางของเธอดูเหมือนเด็กกำพร้าที่ไร้พ่อแม่ถูกทอดทิ้งให้เร่ร่อนอยู่ตามท้องถนน ดูน่าสงสาร
แต่ในสถานการณ์นี้ ผมไม่มีเวลาจะรู้สึกสงสารหรือเห็นใจอะไรทั้งนั้น ผมยังคงจ้องมองเธอด้วยความระวังกลัวว่าเธอจะฉวยโอกาสตอนที่ผมเผลอเข้ามาโจมตี มือที่กำด้ามมีดหัวัยังคงจับแน่นผมเดินชิดกำแพงอีกฝั่งอย่างระมัดระวัง เร่งฝีเท้าผ่านไปให้เร็วที่สุด
แต่ตอนที่เดินผ่านเด็กผู้หญิงคนนั้น เธอเงยหน้าขึ้นมามองผมแวบหนึ่ง เส้นผมยุ่งเหยิงของเธอปกปิดบางส่วนของใบหน้าแต่ใบหน้าสีขาวซีดของเธอกลับเผยให้เห็นดวงตาข้างหนึ่งที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
แค่เห็นเพียงแวบเดียวก็ทำให้ผมขนลุกจนหัวใจเต้นไม่เป็จังหวะ ผมไม่กล้ามองนานรีบก้มหน้าวิ่งหนีออกจากตรอกนั้นอย่างรวดเร็ว วิ่งไปจนไกลผมถึงได้หยุดและถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เส้นทางที่เหลือจากนี้เป็ถนนใหญ่ที่ผมเคยเดินผ่านเมื่อคืนก่อน
สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ ไม่มีบ้านเรือน ผมก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างเร่งรีบแต่บรรยากาศรอบข้างกลับให้ความรู้สึกวังเวงเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองหรือเดินตามผมอยู่แต่ผมไม่หันกลับไปมองและไม่หันซ้ายหันขวาตราบใดที่พวกนั้นไม่ออกมากวน ผมก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกเขา
เมื่อเดินมาถึงทางแยกที่เมื่อคืนผมเจอเด็กหนุ่มส่งอาหาร ผมหยุดฝีเท้า
ตรงจุดนั้น ผมหยิบถั่วลิสงทอดขึ้นมาสองกำมือแล้วโปรยไว้ข้างทางแยกพร้อมพูดกับถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า “พี่ชาย ขอบคุณที่ช่วยเมื่อคืน ขอโทษด้วยนะที่ผมทำชามของพี่แตกไปแล้ว ถั่วลิสงสองกำนี้เอาไว้กินรองท้องไปก่อนเดี๋ยวถ้าผมผ่านเื่คืนนี้ไปได้ ผมสัญญาว่าจะกลับมาทำพิธีเผากระดาษให้พี่เผาบ้านหลังใหญ่ๆ ให้เลย”
พูดจบ ผมก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความขอบคุณต่อความช่วยเหลือของเขาเมื่อคืนแต่ทันทีที่ผมโค้งลำตัวลงก็มีลมเย็นพัดผ่านมาที่ทางแยก
เสียงลมทำให้ต้นไม้ไหวดัง “ซ่าๆ” อยู่เพียงไม่กี่วินาทีก็เงียบลง
ผมไม่แน่ใจว่านั่นใช่การตอบรับของเด็กหนุ่มส่งอาหารหรือเปล่าจึงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกสักพักก่อนเดินต่อไปยังสวนสาธารณะ
เมื่อเดินเข้ามาในสวนสาธารณะ ผมก็ตรงไปที่ริมทะเลสาบตามที่ลุงอวี๋บอกทันที
ผมเลือกจุดที่ห่างจากริมน้ำประมาณสามเมตรเพื่อจัดโต๊ะแต่ตั้งใจเดินอ้อมศาลาเมื่อคืนเพราะไม่รู้ว่าคืนนี้ยังมีพวกสิ่งสกปรกอยู่ในนั้นอีกหรือเปล่า
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นผมจึงเดินอ้อมไปยังจุดที่ไกลออกมาเล็กน้อย
คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง สาดแสงลงมายังผืนน้ำ ทำให้เกิดแสงระยิบระยับ
ผมจัดโต๊ะพับบนพื้นหญ้าริมทะเลสาบ ซึ่งห่างจากริมน้ำประมาณสามเมตร จากนั้นวางถ้วยข้าวสวยลงกลางโต๊ะและปักธูปยาวหนึ่งดอกลงในถ้วยข้าว ก่อนจุดธูป
สิ่งที่ผมต้องทำต่อจากนี้คือรอ รอให้จางเฉียงิญญาที่จมน้ำตายตามกลิ่นอาหารขึ้นมาจากทะเลสาบ เมื่อพลังอาฆาตของเขาถูกขจัดผมก็น่าจะปลอดภัยเสียที
ผมจ้องมองผืนน้ำอย่างระแวดระวัง ในใจภาวนาให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีแต่ใครจะคิดว่าพอผมจุดธูปแล้ว คนที่ผมตั้งใจรอไม่มา คนที่ไม่ควรมากลับมาแทน...