นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 400 สู่นครรูนิค

        ตอนที่ 400 สู่นครรูนิค

         

         

        คนโคตรเยอะเลย…

         

        มองอะไรกันนักหนาเนี่ย..

         

        อยากกลับบ้านอะ..

         

        เบี้ยวเลยได้มั้ย ไหน ๆ ก็ได้ขนปีกมาแล้ว

         

        นิทานบ่นพึมพำในใจตลอดเวลาที่ทั้งสองเข้าสู่นครเอเม็ต ซอเด็ตนั้นไม่ต้องการปลอมตัวอีกต่อไป สำหรับปีกแห่งผืนฟ้าแล้วตัวตนของเธอคือเกียรติยศ ทางด้านนิทานเองก็ไม่มีเหตุผลใดให้ต้องปลอมตัวอีก เป้าหมายของเขานั้นสำเร็จไปแล้ว ไม่อาจถูกขัดขวางได้อีก

         

        ไพลินและเพชฌฆาตก็ดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษกับการที่เขาและซอเด็ตต้องออกไปทำภารกิจร่วมกัน ไพลินเป็นฝั่งเสนอด้วยตนเองว่าให้พวกเขาเคลื่อนย้ายไปที่นครเอเม็ตก่อน ออกจากเมืองด้วยร่างปลอม แล้วจึงเข้านครด้วยร่างจริง

         

        เป็นการสร้างภาพลวงขั้นพื้นฐานว่าทั้งสองนั้นเดินทางมาด้วยกันจนถึงนครแห่งนี้ ผลลัพธ์นั้นไม่ทราบว่าคุ้มค่าหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตอนนี้นครเอเม็ตต่างสั่นสะเทือนกับการปรากฏตัวของทั้งสาม

         

        การกลับคืนร่างนั้นทำให้นิทานปวดกล้ามเนื้อมากกว่าที่เขาคิดมาก เขาต้องใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะกลับมาคุ้นเคยกับสภาพร่างกายเดิม ทางด้านคีตาเองก็ไม่ต่างกันนัก สรีระหมาป่าของมันคล่องแคล่วกว่าสรีระม้ามาก

         

        นิทานเหม่อมองมือของตนที่ว่างเปล่า ร่มปกปักหทัยนั้นอยู่ที่ดักลาสแล้ว เขาไม่ชินกับอาการมือว่างเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ยามเป็นเรนเดลเขาก็ต้องคอยห้ามตนเองไม่ให้เผลอเอาร่มปกปักหทัยในสภาพไม้เท้าไปพาดบ่า

         

        หลังการกลับคืนร่าง ซอเด็ตจ้องมองร่างของเขาอยู่พักใหญ่โดยไม่ยอมพูดอะไร เธอยังไม่เคยเจอนิทานหลังจากที่เขาเริ่มแต่งเนื้อแต่งตัว นิทานที่มัวแต่วุ่นอยู่กับการยืดกล้ามเนื้อเองก็เหนื่อยเกินกว่าจะใส่ใจ หลังจากยืดกล้ามเนื้อเสร็จเธอก็ลากพาเขาเข้านครเอเม็ตอย่างรวดเร็ว

         

        ก้าวเหยียบนภายังคงทำงานได้ดีในระยะทางที่ไม่ไกลจนเกินไปเช่นนี้ ความเร็วในแนวระนาบของนิทานนั้นแทบไม่ด้อยไปกว่าซอเด็ตที่เป็นเผ่าซือบาสยามกระพือปีกสุดแรง

         

        เสียเพียงทางด้านความคล่องตัวและความอึดเขานั้นเทียบเธอไม่ติดแม้แต่นิดเดียว เธอสามารถเปลี่ยนทิศทางการบินและหมุนตัวได้อย่างอิสระ ต่างกับนิทานที่เคลื่อนไหวได้เป็นเส้นตรงเท่านั้น

         

        คีตานั้นสบายกว่านิทานมาก มันอาศัยใช้ไล่ตามคอยตามติดมาปรากฏตัวข้าง ๆ นิทานอย่างต่อเนื่อง น่าแปลกที่การเคลื่อนที่เช่นนั้นกลับกินพลังจิตวิญญาณน้อยกว่าก้าวเหยียบนภาของนิทาน

         

        ภายในนครเอเม็ต ทุกสายตาจับจ้องทั้งสามราวกับกำลังพยายามจะมองให้ทะลุ ภายใต้พลังอาณาเขตของคีตา มันพบคนที่แอบมองพวกเขาในหลักสิบคน ต่างคนต่างหามุมแอบซุ่มมองดูพวกเขาด้วยวิธีต่าง ๆ นานา บางจุดถึงขั้นเกิดการปะทะกันเพื่อแย่งชิงพื้นที่สอดแนมที่ดีกว่า

         

        ซอเด็ตไม่ยี่หระสายตาเหล่านั้นแต่อย่างใด เมื่อผ่านเข้านครได้สำเร็จ เธอลากพานิทานตรงไปสู่สถานีของกลุ่มการค้าเชียนเป่า พวกเขามาที่นครนี้ก็เพื่อใช้งานสถานีของกลุ่มการค้าเชียนเป่าเท่านั้น

         

        นิทานและคีตาผู้คุ้นเคยกับการนั่งนกยักษ์ 8ปีกของกลุ่มการค้าเชียนเป่าเดินตรงเข้าไปยังจุดขายตั๋ว แน่นอนว่าเขาย่อมเลือกตั๋วสมบัติทอง นิทานกะว่าจะซื้อในส่วนของซอเด็ตไปด้วยเลยเพื่อตอบแทนที่เธอออกเงินค่าใช้ข่ายอาคมเคลื่อนย้ายให้

         

        ซอเด็ตมองนิทานอย่างงุนงง เมื่อเห็นว่าเขาเข้าไปพูดคุยกับคนขายเธอก็ดึงเขากลับมาอย่างรวดเร็ว “ทำอะไรคะ?”

         

        คราวนี้เป็นฝั่งนิทานที่งุนงง เขามองมือของซอเด็ตที่คว้าแขนเขาไว้แน่น พยายามเมินเสียงโหวกเหวกและสายตาของคนรอบข้าง “ก็ซื้อตั๋วไงครับ?”

         

        “นิทานไม่เคยใช้บริการกลุ่มการค้าเชียนเป่าเหรอคะ?” ซอเด็ตเอียงคอมองนิทาน เธอไม่คาดมาก่อนว่านิทานจะไม่เคยใช้บริการที่แพร่หลายของกลุ่มการค้าเชียนเป่า

         

        จากที่เธอสืบค้นมา นิทานเติบโตในเมืองห่างไกลของอาณาจักรไฟกัลป์ชื่อว่าเมืองศิลาลัย พึ่งผ่านมาไม่ถึงปีที่เขาย้ายเข้าสู่เมืองหลวงอย่างนครรัตนะและเริ่มสั่งสมชื่อเสียง การที่เขาจะไม่รู้หลาย ๆ อย่างจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

         

        “ผมก็บินกับนกยักษ์ 8ปีกบ่อย ๆ นะครับ เคยนั่งตั๋วสมบัติทองด้วย” นิทานมุ่นคิ้ว เขาเองก็รู้ตัวว่าตนเองมีชาติกำเนิดไม่สูงนัก แต่คุณหญิงคนนี้ดูจะดูถูกกันเกินไปหน่อยหรือเปล่า?

         

        “พวกเรานั่งนกยักษ์ 8ปีกไม่ได้ค่ะ” ซอเด็ตถึงบางอ้อ เธอเข้าใจแล้วว่านิทานเดินเข้าไปซื้อตั๋วทำไม

         

        นิทานกลับยิ่งงงกว่าเดิมกับคำตอบที่เขาได้รับ ซอเด็ตปรายตาน้อย ๆ มองรอบตัว นิทานเห็นดังนั้นจึงเข้าใจในที่สุด

         

        ด้วยสถานะของทั้งสอง พวกเขาไม่เหมาะสมจะไปนั่งนกยักษ์ 8ปีกที่มีคนเยอะเช่นนั้น โดยเฉพาะซอเด็ตที่เป็นเผ่าซือบาส เผ่าซือบาสไม่ค่อยใช้งานพาหนะอยู่แล้ว หากจะให้เธอผู้เป็นปีกแห่งผืนฟ้าไปนั่งนกยักษ์ 8ปีกกับคนนับร้อยยิ่งไม่สามารถ

         

        นิทานถอนหายใจยาว ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอปลอมตัวอยู่เธอยังว่าง่ายและช่างสงสัยอยู่เลย เธอทั้งตื่นเต้นที่จะได้เข้าบาราทรัม สายตาเป็นประกายยามได้ลองนั่งกระเช้า และพูดเยอะจนน่าเหลือเชื่อยามที่เขาพาเธอไปชมถ้ำหมื่นสีแสนผลึก หากเมื่อกลับคืนสู่สถานะหลัก ซอเด็ตผู้น่ารักคนนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย กลับคืนสู่ปีกแห่งผืนฟ้าผู้สูงส่งเต็มตัว

         

        หากจะให้เขาเดา บางทียามที่เธอปลอมแปลงตัวนั่นต่างหากจึงจะเป็นนิสัยที่แท้จริง ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเธอเป็นใคร ไม่จำเป็นต้องใส่ใจสายตาของใคร และไม่จำเป็นต้องแบกสิ่งใดไว้บนบ่า หากเมื่อคืนสู่ร่าง น้ำหนักของทุกสิ่งนั้นจึงหวนกลับคืนมาอีกครั้ง ทำให้เธอไม่อาจทำอย่างที่ใจต้องการได้อย่างแท้จริง

         

        เมื่อเข้าใจแล้วซอเด็ตจึงลากนิทานไปยังข่ายอาคมเคลื่อนย้ายอีกครั้ง แน่นอนว่าก็เป็นซอเด็ตที่ออกเงิน นิทานที่พยายามจะควักเงินจ่ายส่วนของตัวเองถูกบังคับให้อยู่เงียบ ๆ เมื่อได้เห็นว่าซอเด็ตนั้นจ่ายด้วยบัตรสีดำทองที่สลักรูปภูเขาสมบัติเอาไว้

         

        นั่นคือบัตรสำหรับสมาชิกกิตติมศักดิ์ของกลุ่มการค้าเชียนเป่า เทียบได้กับสถานะสมาชิกกิตติมศักดิ์ของกลุ่มการค้าอิสึกะที่เขาได้รับเป็นหนึ่งในรางวัลจากการพิชิตสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม

         

        สิทธิ์ที่เขาได้รับทำให้เขาได้รับส่วนลดจำนวนมากเมื่อซื้อสินค้าของกลุ่มการค้าอิสึกะ รวมถึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ สำหรับการบริการจำพวกซ่อมแซมดูแลสมบัติ

         

        เหล่าสมบัติที่นิทานพกพาจำนวนมากอย่างยันต์รักษาหรือยันต์ป้องกันเองก็เป็นนิทานใช้สถานะนี้ซื้อมาในราคาถูก แต่ของกลุ่มการค้าเชียนเป่านั้นต่างออกไป บัตรระดับทองคำดำนั้นทำให้ผู้ถือครองสามารถใช้งานบริการต่าง ๆ ของกลุ่มการค้าเชียนเป่าได้ในราคาถูก

         

        ข่ายอาคมเคลื่อนย้ายถูกเปิดใช้งาน เพียงครู่เดียวร่างของทั้งสองก็จางหายไปจากนครเอเม็ต ทิ้งไว้เพียงพายุและความวุ่นวายที่ชาวนครเอเม็ตไม่เคยพบพานมาก่อน

         

        ไม่กี่ชั่วโมงถัดมาผู้ขีดเขียนชะตาจำนวนมากต่างก็แห่แหนกันมาปรากฏตัวที่นครเอเม็ต นักผจญภัยมากหน้าหลายตา เผ่าพันธุ์ชั้นรองนับร้อยที่อยู่ใกล้ เหล่านักบวชของศาสนาปฐมมันตรารวมถึงนักเรียนของหอสมุด ทุกคนล้วนมารวมตัวกันที่นครเอเม็ตโดยไม่ได้นัดหมาย

         

        ทั้งหมดก็เพื่อจะได้พบพานกับสองยอดอัจฉริยะแห่งยุคที่ปรากฏตัวพร้อมกัน หนึ่งสิ่งที่เหล่าผู้ขีดเขียนชะตาจากฝั่งปีกเกือกซ้ายของมหาทวีปไม่พอใจฝั่งปีกเกือกขวาที่สุด คือการที่ยอดอัจฉริยะแห่งยุคทั้งสองนั้นล้วนปรากฏตัวในฝั่งปีกเกือกขวา

         

        ปีกแห่งผืนฟ้าแห่งเผ่าซือบาสและอีกหนึ่งนภาแห่งอาณาจักรไฟกัลป์ ผู้เรียนรู้ 5คำในตำนานทั้งสองคนนี้เป็นคนของฝั่งปีกเกือกขวาทั้งสิ้น และเพราะระดับชั้นของสองยอดอัจฉริยะที่ยังเป็นเพียงนักสลักเอก พวกเขาจึงไม่มีโอกาสได้เดินทางมากเท่าใดนัก

         

        ฝั่งปีกเกือกซ้ายที่ห่างไกลจึงแทบไม่มีโอกาสได้พบตัวสองยอดอัจฉริยะแห่งยุค เมื่อมีข่าวทั้งสองปรากฏตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน ความตื่นเต้นผสมผสานกับความเลือดร้อนจึงโถมทะลักในใจของเหล่าผู้ขีดเขียนชะตาจากฝั่งปีกเกือกซ้าย

         

        นครเอเม็ตพลันคึกคักที่สุดในรอบหลายสิบปี กลุ่มคนจำนวนมหาศาลที่เดินทางมาต่างเข้าจองโรงแรมและที่พัก ร้านอาหารมากมายมีลูกค้าเข้าไม่ขาดสาย ร้านอาวุธและสมบัติต่าง ๆ ล้วนถูกเยี่ยมเยือนและเหมาซื้อสมบัติเพื่อเตรียมตัว

         

        สำนักงานสถิติของหอสมุดได้บันทึกไว้ว่าวันนี้คือวันที่มีเงินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของนครเอเม็ต และทั้งหมดเกิดจากการที่หนึ่งมนุษย์ หนึ่งสุนัขป่า และหนึ่งเผ่าซือบาสปรากฏตัวเพียงไม่กี่นาที

         

        น่าเสียดายที่ความสุขของเหล่าผู้ประกอบการนั้นอยู่ไม่นาน เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงถัดมาหลังจากที่เศรษฐกิจของนครเอเม็ตพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด ข่าวเรื่องที่ทั้งสองไปปรากฏตัวที่นครรูนิคก็ตามมา

         

        นกยักษ์ 8ปีกและพาหนะอีกหลากหลายรูปแบบต่างถูกจองเต็มอย่างรวดเร็วโดยที่ทั้งหมดมีเป้าหมายร่วมกัน เมืองแห่งการศึกษา นครรูนิค

         

        —————————————————————————————————————————————————

         

        ข่ายอาคมเคลื่อนย้ายที่ทั้งสามเคลื่อนย้ายมานั้นอยู่บนดาดฟ้าของตึกสูงที่กลุ่มการค้าเชียนเป่าเป็นเจ้าของ เมื่อร่างของทั้งสามถูกเคลื่อนย้ายมาจนเรียบร้อย ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาของนิทานและคีตาจึงเป็นภาพของมหานครยักษ์ใหญ่ที่เต็มไปด้วยตึกสูงทรงแหลม

         

        สถาปัตยกรรมของมหานครแห่งนี้ต่างไปจากทุกมหานครที่นิทานเคยไปมา ไม่เหมือนอาณาจักรไฟกัลป์ที่เต็มไปด้วยบ้านทรงต่ำและความหลากหลายของรูปทรง ไม่เหมือนบาราทรัมที่บ้านมักทำจากหินและขุดขึ้นในภูเขา และไม่เหมือนนครโอคานอสที่บ้านนั้นอยู่ใต้บาดาล

         

        หากจะให้เปรียบเทียบก็คงจะคล้ายกับสถาปัตยกรรมของมาลาไคที่นิทานเคยเห็นในหนังสือ สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นจากอิฐและหินตัดเป็นหลัก

         

        หลังคาของที่นี่เป็นทรงสามเหลี่ยมหากจะแหลมกว่าของอาณาจักรไฟกัลป์เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักของหิมะและป้องกันการทับถม ตึกแทบทุกตึกมีปล่องไฟสำหรับเตาผิงไว้รับมือหน้าหนาว ซึ่งแน่นอนว่าอาณาจักรไฟกัลป์ไม่มีอะไรเช่นนั้น

         

        หน้าต่างเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมแต่จะแคบกว่าที่นิทานคุ้นชิน หลายจุดของเมืองเต็มไปด้วยโคมไฟถนนที่ดูอบอุ่น

         

        สิ่งที่แตกต่างที่สุดเห็นจะเป็นการแต่งกาย ประชาชนในเขตของหอสมุดนั้นแต่งกายคลุมมิดชิดแทบทั้งร่าง หากไม่ใช่ทรงเสื้อคลุมแบบเดียวกันกับของศาสนาปฐมมันตรา แต่เป็นเสื้อผ้าแขนยาวขายาว กระโปรงของเหล่าสตรีเองก็คลุมยาวจนถึงข้อเท้า

         

        เสื้อผ้าของที่นี่ถูกตัดเย็บด้วยผ้าหนาที่นิทานมั่นใจว่าไม่มีชาวไฟกัลป์คนใดทนใส่ไหว กระดุมทั้งหมดเองก็ถูกกลัดแน่น แล้วยังมีเสื้ออีกชั้นหนึ่งสวมทับคล้ายกันกับเสื้อกั๊กของเขาแต่ดูอึดอัดกว่ามาก

         

        แทบทุกคนพกหนังสือติดตัว ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็สามารถเห็นคนอ่านหนังสือหรือเขียนบางสิ่งในกระดาษ ทุกหัวมุมเต็มไปด้วยร้านหนังสือ แม้แต่ราคาเองยังถูกจนน่าตกใจ ประชากรส่วนมากล้วนใส่แว่นสายตาที่ช่วยสำหรับการอ่าน

         

        สมแล้วล่ะนะที่ถูกเรียกว่านครแห่งการศึกษา นิทานมองรอบตัวด้วยความประทับใจ ในฐานะนักอ่านคนหนึ่งเช่นกันที่นี่ดูไปคล้ายกันกับสวรรค์ ไม่มีเสียงดังรบกวนมากจนเกินไป อากาศเย็นสบาย และหนังสือสามารถหาได้ทั่วไปและจับต้องได้ง่าย เพียงแค่สัญลักษณ์รูปหนังสือซ้อนกันของหอสมุดก็บ่งบอกอย่างชัดเจนว่านครแห่งนี้ให้ความสำคัญกับหนังสือเพียงใด

         

        นครรูนิคเองก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่บูชาความรู้ แม้จะไม่ได้เหมือนกันกับศาสนาปฐมมันตราที่ศรัทธาในเดรฟัสและศึกษามันตราโบราณหากก็มีจุดร่วมที่คล้ายกันในหลาย ๆ ส่วน

         

        มันตราโบราณเองก็คือภูมิความรู้แห่งอดีตกาลและความรู้เกี่ยวกับเทพเจ้าและวิญญาณ ศาสนาปฐมมันตราเองก็สนับสนุนการศึกษาเล่าเรียนและการอ่าน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่มหาทวีปฝั่งปีกเกือกซ้ายนั้นสงบกว่าฝั่งปีกเกือกขวามาก

         

        สองขุมกำลังใหญ่ที่อยู่ติดกันอย่างศาสนาปฐมมันตราและหอสมุดนั้นเป็นมีแนวความคิดที่คล้ายกัน เป็นขุมกำลังใหญ่ที่แพร่หลายไปทั่วมหาทวีปเช่นเดียวกัน และแน่นอนว่าทั้งสองนั้นเป็นพันธมิตรกัน

         

        ความสงบสุขนี้ไม่เพียงเกิดจากสองขุมกำลังใหญ่ แต่ยังเป็นเพราะอีกสองขุมกำลังที่มีแหล่งกำเนิดในฝั่งปีกเกือกซ้ายอย่างกลุ่มการค้าอิสึกะและสมาคมนักผจญภัยเองก็เป็นพันธมิตรที่ดีเช่นกัน

         

        สภาพสังคมและการเมืองมหาภาคของมหาทวีประหว่างทั้งสองปีกเกือกนั้นต่างกันอย่างชัดเจน ทางฝั่งปีกเกือกซ้ายหอสมุด ศาสนาปฐมมันตรา กลุ่มการค้าอิสึกะ และสมาคมนักผจญภัยล้วนไม่มีใครเกลียดชังกันอย่างเปิดเผย สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสงบสุข

         

        หากทางฝั่งปีกเกือกขวากลับไม่ใกล้เคียง อาณาจักรไฟกัลป์เคยก่อสงครามกวาดล้างสัตว์อสูร สัตว์อสูรระดับสูงบริเวณหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวจึงเกลียดชังชาวไฟกัลป์ จักรวรรดิมาลาไคเองแม้จะเป็นพันธมิตรหากก็รักการต่อสู้ เผ่ารูเบียสและเผ่าซือบาสนั้นแทบไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า คงมีเพียงกลุ่มการค้าเชียนเป่าที่สงบที่สุด

         

        นิทานสูดลมหายใจเข้าลึก หวังว่าจะได้เก็บเกี่ยวความสงบสุขเช่นนี้กลับไปบ้านเกิดบ้าง


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน