เฉินหมิงเยว่ มิได้สนใจว่าตนจะต้องมีสินสมรสติดตัวแบกออกจากจวนแม่ทัพไปจำนวนเท่าใด นางสนใจเพียงคนที่นางจะแต่งด้วยถูกใจนางหรือไม่เท่านั้น นางจะสนใจไปเพื่อการใดกิจการของนางทั้งหอโอสถและสำนักคุ้มภัยที่ต่างมีสาขาเพิ่มมากขึ้นกว่าปีแรกล้วนทำกำไรให้นางมากมาย เรียกได้ว่ากินใช้ไม่หมดในชาตินี้ด้วยซ้ำ
วันนี้นางเดินมาห้องปีกซ้ายของเรือนหลักที่ท่านพ่อและท่านลุงซางกวนต่างเห็นพ้องกันที่จะใช้เป็นห้องเตรียมสินสมรสทั้งยังส่งคนมาตามนางให้ไปดูข้าวของที่นั่นเกือบทุกวัน นางจึงต้องมาในยามนี้ นางเห็นสตรีกลางคนกำลังตรวจสอบสิ่งของอยู่กับสาวใช้และบ่าวรับใช้ที่คอยยกของตามจุดต่างๆ เพื่อเรียงให้เป็นระเบียบ นับว่าเป็นผู้มีความสามารถในการจัดการเรือนหลังอย่างยิ่งสิ่งของต่างๆที่ว่างไว้มีการจัดเรียงได้ดีสามารถตรวจสอบได้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่
หลิวเหนียง หรือ หลิวหว่านหลิง สตรีวัยสามสิบห้าคนนี้นางสังเกตุเห็นหลังจากกลับมาครานี้ เมื่อแรกเจอนางสัมผัสได้ถึงความสนิทสนมบางอย่างระหว่างท่านพ่อและนาง แม้ทั้งสองจะไม่มีการแสดงออกใดๆ แต่นางมองเห็นสายตาและน้ำเสียงของคนทั้งสอง ทั้งยังสามารถรับรู้ได้ถึงความคิดของอีกฝ่าย นางรู้สึกไม่ไว้ใจที่จู่ๆมีสตรีมาอยู่ในสายตาของเฉินอวี้อันที่ไม่เคยมีสตรีในเรือน จึงส่งคนไปตรวจสอบประวัติของนาง
หลิ่วหว่านหลิงเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของพ่อค้าผ้าไหมในเมืองสวีอันห่างจากเมืองหลวงไปหลายร้อยลี้ มีพี่น้องเป็นชายและหญิง นางเป็นบุตรสาวคนโตจึงมีหน้าที่ต้องช่วยกิจการในร้านค้าเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว มีมารยาทที่ถูกฝึกให้รู้จักมองสีหน้าและความรู้สึกของผู้อื่น มีความฉลาดเฉลียวสามารถอ่านเขียนได้ เดิมได้แต่งงานออกเรือนกับบัณฑิตเล็กๆ มีบุตรธิดาสองคน
หกปีก่อนเกิดภัยธรรมชาติแผ่นดินถล่มระหว่างที่คนทั้งครอบครัวนับสิบกว่าชีวิตกำลังหนีตายจากน้ำที่ไหลทะลักเข้ามาทำให้ทุกคนถูกกลืนหายไป นางรอดชีวิตมาได้แต่ก็ตกระกรำลำบากต้องทำงานรับจ้างเลี้ยงชีวิตไปวันๆ จู่วันหนึ่งเมื่อปีก่อนนางรับจ้างทำงานในตลาดเป็นเพราะร่างกายอ่อนแลยามที่ขบวนม้าศึกของค่ายทหารวิ่งผ่าน นางตกใจรนรานทำให้หกล้มไม่มีคนช่วยดึงนางออกจากถนนสักคน เมื่อขบวนมามาถึงเกือบโดนม้าตัวใหญ่เหยียบร่างกายยังดีที่เฉินอวี้อัน หยุดม้าไว้ได้ทันก่อนที่จะให้ทหารไปสอบถาม สุดท้ายด้วยความสงสารจึงให้ความช่วยเหลือนางที่ไม่มีญาติหลงเหลือจึงให้เข้าช่วยงานพ่อบ้านฉินดูแลบรรดาสาวใช้ นั่นก็เป็นเวลาที่ผ่านมากว่าหนึ่งปี นางมิเคยหาโอกาสพบหน้าท่านพ่อสักครั้งมีเพียงบางโอกาสที่ได้เจอแต่นางก็เจียมตัวถอยห่างอย่างเหมาะสม
“ซิ่งๆ พวกเจ้าสี่คนอยู่ในจวนมากกว่าข้า ช่วงเวลาที่ผ่านมาที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง”
“เรียนคุณหนู ช่วงที่ท่านไม่อยู่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนะเจ้าคะ มีเพียงพ่อบ้านฉินมี หลิวเหนียงที่นายท่านพากลับมาเป็นผู้ช่วยเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ก็ปกติไม่มีอะไรทั้งสิ้น”
“พี่ซิ่งๆ ท่านไม่เคยเห็นเองสิไม่ว่า ข้าเคยแอบเห็นนายท่านยืนมองเวลาหลิวเหนียงทำงานด้วยเจ้าค่ะ”
“ปกติยามหลิวเหนียงอยู่ต่อหน้าท่านพ่อข้าเป็นเช่นไร”
“หลิวเหนียงนางวางตัวดีนะเจ้าคะ สงบเสงี่ยมเจียมตัว ยามยืนต่อหน้านายท่านสายตาไม่วอกแวก ไม่เคยเงยหน้าสบตาหรือมีท่าทางยั่วยวนเลยเจ้าค่ะ”
“นางไม่ชอบท่านพ่อของข้า หรือนางชอบพ่อบ้านฉิน”
“เป็นไปไม่ได้เจ้าค่ะ นางวางตัวกับพ่อบ้านฉินเช่นเดียวกับนายท่านเจ้าค่ะ นางดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี พูดจาเรียบร้อยแต่ว่าการทำงานละเอียดรอบคอบจัดว่าโหดหินสำหรับคนขี้เกียจเป็นอย่างมาก วันก่อนข้ายังแอบยืนดูนางตรวจสอบการทำงานของสาวใช้ที่เข้าไปทำความสะอาดห้อง ปรากฏว่านางตรวจสอบได้ดีเจ้าค่ะสาวใช้สองคนนั้นต้องทำใหม่ทั้งหมดทั้งยังถูกคาดโทษด้วยนะเจ้าคะ”
“นี่เจ้าแอบอู้ไปเฝ้าดูนางหรือไร”
“ข้าไม่ได้อู้ ข้าทำงานของข้าเสร็จแล้ว”
เฉินหมิงเยว่ได้ฟังสาวใช้ทั้งสี่คนหยอกล้อถกเถียงกันก็อมยิ้ม คนของนางต้องมีความสุขไม่มีความทุกข์นี่เป็นเรื่องที่ถูกดต้องแล้ว เรื่องราวที่นางได้ยินในวันนี้กับที่ได้เห็นเมื่อคราก่อนพอจะคิดได้ว่าท่านพ่ออาจจะแอบสนใจหลิวเหนียง นางเองก็กำลังคบหาดูใจกับจ้าวหลินฟู่เยี่ย คาดว่าอีกไม่เกินหนึ่งปีคงได้แต่งงานออกจากจวนไป ท่านพ่อก็จะอยู่คนเดียวคงจะเหงาน่าดูทั้งยังไม่มีใครดูแลเรือนหลังอีกด้วย บังเอิยเสียเหลือเกินยามที่นางอยากท่านพ่อก็มาอยู่ในสายตาพอดี
“ท่านพ่อ”
“มืดค่ำแล้ว เยว่เอ๋อร์เจ้าออกมาตากน้ำค้างทำไม”
“ข้าไปที่เรือนปีกซ้ายของเรือนหลักมาเจ้าค่ะ”
“เป็นอย่างไรสินสมรสเจ้าได้ พ่อกับลุงเจ้าทุ่มสุดตัวเชียวนะ”
“ท่านพ่อ พวกเรามิอาจทำมากกว่าสินสมรสของบรรดาอง์หญิงหรือองค์ชายได้นะเจ้าคะ”
“พวกข้ารู้ดี บางสิ่งจึงเปลี่ยนเป็นตั๋วแลกเงิน หรือโฉนดแทนจะได้ไม่เป็นที่ครหาในภายหลัง”
“ขอบคุณพวกท่านมากเจ้าค่ะ”
เฉินอวี้อันรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่บุตรสาวเดินเข้ามาใกล้คล้องแขนเขากึ่งพาไปนั่งที่โต๊ะหินหน้าเรือน เห็นบุตรสาวมีท่าทางออดอ้อนเล็กน้อยก็รู้สึกชื่นใจไม่น้อยช่วงที่ผ่านมาเขารู้สึกเศร้าสร้อยไม่น้อยบุตรสาวมีคนที่คบหาดูใจแล้วอีกไม่นานก็ออกเรือนจากไปแล้ว จึงยิ้มอย่างเอ็นดู
“ท่านพ่อเจ้าคะ ปีนี้ท่านอายุเท่าไหร่แล้วเจ้าคะ”
“อืม ข้าอายุสี่สิบหกแล้ว ทำไมพ่อแก่แล้วเจ้าไม่รักหรือไร”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ใครว่าท่านแก่ ท่านยังแข็งแรงหล่อเหลาอยู่นะเจ้าคะ”
“จู่เหตุใดจึงถามอายุพ่อ หือ”
“ท่านพ่อข้าไม่อ้อมค้อมนะเจ้าคะ ข้าเพียงคิดว่าหากท่านถูกใจสตรีสักนางหนึ่งแล้วแต่งงานกับนางคงจะดีไม่น้อย บางทีอาจโชคดีมีน้องชายน้องสาวให้ข้าสักคนสองคนก็ได้นะเจ้าคะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เยว่เอ๋อร์ พ่อเจ้าอายุมากแล้วสตรีเยาว์วัยคนใดที่ใดจะสนใจพ่อเจ้า”
“ท่านพ่อ หากคนที่สนใจท่านรักท่าน จำเป็นต้องเป็นสตรีอายุน้อยเพียงอย่างเดียวเสียที่ไหน”
“เอ๋ เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ข้ามองว่าหลิวเหนียง นางดูอายุไม่มากนักทั้งยังคล่องแคล่วงานในเรือนหากท่านพอใจแต่งนางคงจะดีไม่น้อย”
“หลิวเหนียงหรือ”
“ใช่เป็นนางเจ้าค่ะ หรือท่านพ่อไม่สนใจไม่ชอบนาง”
“เยว่เอ๋อร์ แม้นางจะเคยมีครอบครัวมาก่อนข้าก็ไม่ได้รังเกียจนาง เพียงแต่ว่าข้าเห็นว่านางอายุน้อยกว่าข้ามากนักเกรงว่า…."
“ไม่ต้องเกรงสิ่งใดทั้งนั้นเจ้าค่ะ ท่านเชื่อข้า ลองคุยกับนางดูสิเจ้าคะ”
“ข้าจะลองดู”
“ดีเจ้าค่ะ”
ประตูด้านหน้าจวนแม่ทัพเฉิน หลิวเหนียงที่เดินกลับมาจากตลาดพร้อมกับสาวใช้ที่ต่างก็ช่วยกันถือของมาเต็มไม้เต็มมือเดิมทีก็มีสิ่งของที่ต้องซื้อจำนวนไม่มากนักจึงมิได้คิดที่จะใช้รถม้าเพียงเดินไปกันเอง แต่เมื่อได้เห็นสินค้าและราคาที่ถูกจนสาวใช้ที่ตามไปด้วยสามารถใช้เงินเดือนที่สะสมไว้ซื้อสิ่งของแต่งตัวได้หลายชิ้นจึงปล่อยให้พวกนางเลือกซื้อกันเอง ส่วนหลิวเหนียงเดินไปร้านค้าผ้าไหม ก็ได้พบผ้าไหมสีสวยงามที่นางคิดว่าเหมาะกับคุณหนูที่จะตัดเป็นชุดนำติดตัวไปยามแต่งงานด้วยก็ต่อรองราคาได้ผ้ามาอีกม้วนใหญ่ ดังนั้นจึงมีสภาพทุลักทุเลพอสมควรกว่าจะเดินกันมาถึงหน้าจวน
“หลิวเหนียงระวังเจ้าค่ะ”
เสียงสาวใช้ที่สองมือถือของเต็มไปหมดตะโกนด้วยความเป็นห่วงเมื่อมองเห็นหลิวเหนียงที่สองมืออุ้มม้วนผ้าก้าวเท้าสะดุดที่ขั้นบันไดถลาไปข้างหน้าพวกนางก็หลับตาปี๋ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งครานี้ตาทุกคู่ต่างเบิกกว้างจ้องมองภาพที่เห็น หลิวเหนียงที่ถลาไปกำลังถูกท่านแม่ทัพอุ้มไว้ในท่าเจ้าสาวทั้งยังโอบม้วนผ้าในอกไว้ด้วยดูแปลกดี
“ท่านแม่ทัพ วางๆ ข้าลงเถอะเจ้าค่ะ”
เมื่อเขาย่อตัวค่อยๆปล่อยให้นางยืนกับพื้น ใบหน้าหลิวเหนียงยามนี้ร้อนเห่อจนแดงดังกุ้งต้มไปเรียบร้อย สาวใช้ต่างก้มหน้าลงไม่กล้ามองภาพเบื้องหน้าทั้งๆที่ใจก็อยากแอบดูได้แต่กางหูแอบฟังว่าทั้งสองจะพูดสิ่งใด
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอบคุณที่ท่านแม่ทัพช่วยเหลือ”
“ไม่เป็นไร คราหลังไม่ต้องถือกันมาแบบนี้ ให้ร้านค้ามาส่งให้ที่จวนหรือไม่ก็ให้รถม้าของจวนวิ่งออกไปนำกลับมาเข้าใจหรือไม่”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าเข้าไปก่อน หลิวเหนียงเจ้าอยู่ก่อน”
สาวใช้รีบเข้ามารับม้วนผ้าจากนางไป ก่อนจะรีบเดินหายเข้าไปด้านในจนหมดนางได้แต่เดินตามเจ้านายของจวนไปเงียบๆ
“นั่งลงสิ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“หลิวเหนียง ข้าจะพูดกับเจ้าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เจ้าตั้งใจฟังแล้วตอบข้าให้ดี หากเจ้ามิสนใจเรื่องที่ข้าจะพูดก็ให้ลืมเลือนไปเมื่อออกจากประตูห้องนี้ไป เข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะ”
“ข้าสนใจเจ้า ต้องการแต่งเจ้าเป็นฮูหยิน ข้าปีนี้อายุสี่สิบหกมิใช่ชายบริสุทธิ์แต่ก็ไม่เคยแต่งภรรยาและอนุ ไม่เคยมีสาวใช้อุ่นเตียง เจ้าแต่งกับข้าได้หรือไม่”
“นี่ๆ..”
หลิวหว่านหลิง อดตกตะลึงเสียมิได้ปีนี้นางอายุสามสิบห้าแล้วซ้ำเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมานานหลายปีทั้งยังทำใจแล้วที่จะต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต จู่ๆ คนที่ช่วยตนเองทั้งยังทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผู้ที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ หน้าตาแม้ไม่หล่อเหลาแต่ในสายตานางเขาคือสุภาพบุรุษที่กล้าหาญ
เฉิงอวี้อันเมื่อกล่าวจบก็จ้องมองใบหน้าของอีกฝ่าย ได้เห็นสีหน้าแววตาที่เปลี่ยนไปมาแล้วก็รู้สึกหัวใจพองโตขึ้นเมื่อแก้มของอีกฝ่ายมีสีเลือดซับขึ้นจางๆ เป็นดังที่บุตรสาวบอกไว้ว่าหากนางมีใจใบหน้านางจะแดงซ่านอย่างเช่นในเวลานี้ ต่อไปนางจะต้องพูดจาตะกุกตะกัก
“แต่ๆ..ข้า..มิใช่..สาวน้อยที่มิเคยออกเรือนเจ้าค่ะ”
“เจ้าตอบข้ามาว่าเจ้าพึงใจตัวข้าหรือไม่ หากเจ้าพึงใจก็แต่งงานกับข้า”
“เจ้าค่ะ”
เสียงตอบของอีกฝ่ายเบาราวกับยุ่งบินข้างหูหากแต่ก็ได้ยินอย่างชัดเจน แต่ก็ยังรู้สึกอยากได้ยินอีกสักครั้งให้แน่ใจ จึงเอ่ยปากแกล้งเย้านาง
“เจ้าว่าไงนะ อยากแต่งกับข้าหรือไม่”
“อยากเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นพวกเราแต่งงานเดือนนี้เลยนะ”
“เดี๋ยวเจ้าค่ะ เดือนนี้เหลือเวลาเพียงสิบห้าวันเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไรจัดงานเล็กๆในจวนเท่านั้น”
เช้ารุ่งขึ้นข่าวของหลิวเหนียงกับเฉินอวี้อันก็รู้กันไปทั่วทั้งจวน ส่วนใหญ่ล้วนแสดงความยินดีออกมาทันที