ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า

    ตอนที่ 55 : วิชาที่เหมาะสมกับข้า ?

    ตอนที่ฉางกวงกำลังเดินเข้าไปข้างในตึกโบราณเก่าเเก่นั้นเอง 


    “ฟึ่บ”  ร่างของฉางกวงพลันหายไปภายในพริบตา ทุกคนที่เห็นเช่นนั้นก็นิ่งสงบเป็นอย่างมาก บางคนก็พูดคุยกับคนข้าง ๆ อย่างรอคอย  เพราะทุกคนต่างก็เคยประหลาดใจในรอบก่อนหน้านี้ของจางเหว่ยไปเเล้ว จึงไม่เเปลกที่รอบที่ 2 นี้ทุกคนจึงไม่รู้สึกเเปลกใจอันใด


    “นี่มัน”  ภาพตรงหน้าของฉางกวงนั้นคือที่ราบที่ปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลน ทางข้างหน้าเห็นเป็นโต๊ะตัวหนึ่งราง ๆ 


    ถ้าจะเปรียบกับดินเเดนเหมันต์ที่เขาเคยไปมาก่อนหน้านี้เเล้วนั้น ที่นี่จะดูเรียบง่ายมากกว่า มีเพียงเเค่พื้นราบสีขาวโพลนกับโต๊ะ 1 ตัวที่น่าจะอยู่ห่างไกลเป็นอย่างมาก


    “ เข้าใจละ นี่ดูเหมือนว่าจะเป็นบททดสอบของข้าสินะ”  ฉางกวงหันไปมองรอบ ๆ ตัวก็เห็นโต๊ะที่มีลักษณะคล้าย ๆ กันกับโต๊ะที่อยู่ด้านหน้าเขาอยู่รอบ ๆ ตัวเขา กล่าวได้เลยว่ามีโต๊ะที่เหมือนกันอยู่ 4 ตัว ตั้งอยู่ใน 4 ทิศ โดยที่ตัวฉางกวงเป็นจุดศูนย์กลางของโต๊ะทั้ง 4 ตัวนี้


    “นี่เเสดงว่าต้องการทดสอบปราณเหมันต์ของข้าสินะ เเล้วข้าต้องเลือกโต๊ะใดโต๊ะหนึ่งในนี้ด้วย สมเเล้วที่เป็นตึกเก่าเเก่ประจำสำนัก มีวิชาเหมันต์ให้ข้าเลือกได้ถึง4 วิชา”  ฉางกวงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเลยทีเดียว 


    เนื่องจากปราณธาตุเหมันต์ของเขานั้นถือว่าเป็นธาตุพิเศษ  ถ้าเกิดว่าสำนักสามารถหาวิชาของธาตุเหมันต์มาให้เขาเลือกได้ 2 3 วิชาก็นับว่าดีเยี่ยมเเล้ว  เเต่นี่กลับมีถึง 4 วิชา จะดูถูกสำนักทวนธาราไม่ได้เลยจริง ๆ 


    “เเล้วข้าจะเลือกทิศไหนดีละเนี่ย”  ฉางกวงพึมพำอย่างหัวเสีย ถ้าเป็นอย่างนี้ขอถอนคำพูดเมื่อครู่ได้ไหม  การให้เลือกอย่างนี้ก็ไม่ต่างกับการเสี่ยงดวงเลยน่ะสิ 


    “พึ่งไม่ได้เลยจริง ๆ สงสัยต้องพึ่งตนเองเเล้ว”  ฉางกวงตั้งสมาธิภาพในใจพลันปรากฎไฟสีขาวเหมันต์กองหนึ่ง 

    ไฟเหมันต์นี้ดูครอบงำเป็นอย่างยิ่ง กลิ่นอายเก่าเเก่โบราณก็เเผ่ออกมาอย่างไม่ขาดสาย


    “ต้องลองให้เจ้านี่เลือกดูเเล้ว”  ฉางกวงพยายามสื่อสารกับไฟเหมันต์กองนี้อย่างตั้งใจ


    ด้วยพลังปราณขั้น 4 ของเขาในตอนนี้นั้น ไม่เพียงพอในการที่จะทำให้ไฟเหมันต์ออกไปภายนอกร่างกายได้  จึงไม่เเปลกที่จะไม่เห็นฉางกวงนำมันมาใช้ในการต่อสู้ เพราะถึงจะรู้ว่ามันทรงพลังเเค่ไหนก็ตามเเต่ก็ไม่อาจใช้งานมันได้ก็ไม่มีประโยชน์  ในตอนนี้เขาใช้ได้เพียงปราณเหมันต์จากเปลวไฟนี้ก็เพียงเท่านั้น

    เปลวไฟเหมันต์กองนี้คล้ายจะตอบรับกับความต้องการของฉางกวง  ทำให้ในใจของเขารู้สึกว่าอยากไปยังทิศทางหนึ่งขึ้นมาในทันที


    “ทิศนี้สินะ”  ฉางกวงหันไปยังโต๊ะที่ตั้งอยู่ในทิศตะวันออกอย่างรวดเร็ว เเละจึงเริ่มออกเดินออกไปยังทิศทางนั้นในทันที


    “ใช่จริง ๆ ด้วย”  เมื่อเดินไปในทิศตะวันออกเข้าใกล้โต๊ะตัวนั้นเรื่อย ๆ ก็พลันรู้สึกได้ว่าความรู้สึกนั้นก็ยิ่งรุนเเรงมากขึ้นเรื่อย ๆ  พร้อมกับเเรงกดดันรุนเเรนไร้รูปร่างบางอย่างเช่นกันที่กดดันลงมาบนตัวของเขาอย่างดุดัน


    “ข้าว่าเเล้ว บททดสอบนี้มันจะง่ายไปรึเปล่า ที่เเท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”  ฉางกวงพึมพำกับตนเองอย่างเเผ่วเบา

    ถ้าคิดเพียงว่าเเค่เดินไปจนถึงโต๊ะที่อยู่ไกล ๆ เเล้วก็จะได้วิชามาล่ะก็เเค่คิดก็ผิดถนัดเเล้ว  ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็คงไม่เรียกว่าบททดสอบเเล้ว 


    เเรงกดดันไร้รูปร่างนี้ยิ่งเดินเข้าไปใกล้โต๊ะที่อยู่ทางด้านหน้าก็ยิ่งกดดันหนักหน่วงยิ่งขึ้น

    หลังจากที่เดินไปเรื่อย ๆ เริ่มเห็นโต๊ะตัวนั้นเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นเเล้ว เเม้ร่างกายจะรู้สึกเกร็งเเต่สีหน้าฉางกวงก็ไม่มีความย่อท้อเลยเเม้เเต่น้อย


    “เเรงกดดันนี้เกรงว่าขั้น 4 ทั่วไปคงไม่อาจจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างเเน่นอน  ถ้าไม่ใช่ระดับครึ่งก้าวสู่ขั้น 5 ละก็ เเต่ถึงอย่างนั้นก็คงต้องเคลื่อนไหวได้อย่างเชื่องช้าเป็นเเน่”  ฉางกวงสีหน้าเคร่งขรึมมากขึ้นเเต่ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป 


    ถึงเเม้ว่าเขาจะเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้น 4 เเห่งขอบเขตขยายปราณ  เเต่ด้วยพลังกายของตัวเขาเองที่มาจากการชำระผลึกเเก่นอสูรไปก่อนหน้านี้  จึงทำให้เขาเคลื่อนที่ได้เเม้จะไม่เร็วมากนัก เเต่ก็ไม่ค่อยรู้สึกลำบากมากเท่าไหร่  ระยะห่างระหว่างฉางกวงกับโต๊ะในทิศตะวันออกนั้นเองก็เริ่มค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ 

    จนถึงในระยะไม่กี่สิบก้าวเเล้วนั้นเอง


    “ครืนครั่น”  เเรงกดดันไร้รูปร่างตอนนี้เริ่มดุดันยิ่งขึ้นกว่าเดิม เเรงกดดันนี้อยู่ในระดับเดียวกับอาจารย์ของเขาเลยทีเดียว


    “เเรงกดดันนี้ ขั้น 5 งั้นรึ บททดสอบเยี่ยงนี้ก็สมเเล้ว  เกรงว่าถ้าระดับพลังปราณของข้าไม่บรรลุขั้น 4 ละก็ คงจะบอกได้ยากเลยว่าข้าจะได้วิชาประจำวำนักมาหรือไม่”  ฉางกวงอดที่จะตื่นตะลึงอยู่ภายในใจไม่ได้  ความเร็วของการย่างก้าวเเต่ละก้าวนั้นเรื่องเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด เเต่ก็ยังคงฝืนก้าวต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยเเม้เเต่น้อย


    “น…ในที่สุด”  ฉางกวงเอ่ยอย่างอ่อนเเรง เเต่เเววตาก็เต็มไปด้วยความเปล่งประกายเมื่อมองไปยังโต๊ะสีน้ำตาลเข้มตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านหน้า  กลิ่นอายโบราณเเผ่ออกมาจากม้วนคำภีร์อันนั้นอย่างรุนเเรง ราวกับว่าเชื้อเชิญให้ฉางกวงรีบไปเก็บมันเสียสิ


    “จากที่ผ่าน ๆ มา ข้าไม่คิดว่ามันจะง่ายเพียงเเค่หยิบขึ้นมาเเล้วเปิดอ่านเป็นเเน่”  ฉางกวงชำเลืองมองคำภีร์ม้วนนั้นอยู่ชั่วครู่หนึ่ง  เเล้วก็จึงโคจรพลังปราณของตนเองออกมาอย่างรวดเร็ว ปราณสีขาวเหมันต์เเละปราณสีส้มเเดงพลันปกคลุมร่างกายของฉางกวงอย่างรวดเร็ว


     ‘เหมันต์พิโรธ’  ฉางกวงร่ายอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมือเหมันต์ที่ผุดขึ้นมาจากผืนดินตรงอย่างรวดเร็ว  

    มือเหมันต์นั้นค่อย ๆ หยิบคำภีร์ม้วนนั้นมาจากโต๊ะที่อยู่ข้าง ๆ ตนอย่างระมัดระวัง


    “เปรี้ยง”  มือเหมันต์เเหลกสลายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกระเเสไฟฟ้าที่เเผ่ออกมาปกคลุมยังบริเวณโต๊ะตัวนั้นอย่างกราดเกรี้ยว


    “ทำไมถึงมีกระเเสไฟฟ้าในการทดสอบปราณเหมันต์ได้นะ มันแปลกจริง ๆ”  ฉางกวงเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้  เเต่ก็ครุ่นคิดหาวิธีเเก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็ว 


    “วิชาเหมันต์พิโรธของข้าควรจะกันสายฟ้าพวกนี้ไว้ได้นะ เเสดงว่าการทดสอบนี้อาจจะต้องการทดสอบความเข้มข้นของปราณเหมันต์ของข้าสินะ”  ฉางกวงรีบรวบรวมปราณของตนเองอีกครั้ง คราวนี้เขาทุ่มปราณสุดตัวเลยทีเดียว 

    พลันตบฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนพื้น  กระบวนท่า‘เหมันต์พิโรธ’  ฝ่ามือเทพเหมันต์ 


    “ครืน”  มือที่ผุดขึ้นมาในคราวนี้นั้นดูเเข็งเเกร่งกว่ามือเหมันต์ก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก มีลวดลายอักขระก่อตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว  พร้อมกับกลิ่นอายเก่าเเก่โบราณเเผ่ออกมาจากมือนั้นเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

    ด้วยตอนนี้ที่ฉางกวงร่ายวิชาเหมันต์พิโรธพร้อมกับถ่ายถอดพลังปราณผ่านฝ่ามือทั้งสองที่ยังคงอยู่บนพื้นดิน


    พลังปราณของเขาไหลผ่านผืนดินไปรวมกับวิชาเหมันต์พิโรธที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน จึงทำให้ฝ่ามือเหมันต์ในตอนนี้จึงดูเเข็งเเกร่งเป็นอย่างมาก ถ้าผู้ฝึกตนขั้น 5 ต้องมาเผชิญหน้ากับมันละก็ คงจะไม่กล้าประมาทเลยเเม้เเต่น้อย


    “ใกล้ละ”  ฉางกวงที่ส่งพลังปราณให้ฝ่ามือเรื่อย ๆ สีหน้าก็เริ่มซีดเซียวลงเล็กน้อยพร้อมกับฝ่ามือเหมันต์ที่ค่อย ๆ เอื้อมไปหยิบม้วนคำภีร์นั้นก็ส่งเสียงเเสบเเก้วหูออกมาไม่หยุด สายฟ้าที่เรียงตัวเหมือนค่ายกลก็กัดกร่อนฝ่ามือเหมันต์อย่างรวดเร็ว ส่วนฝ่ามือเหมันต์ก็ฟื้นฟูตนเองด้วยพลังปราณของฉางกวงอย่างไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน


    สองฝ่ายต้านกันอยู่ไม่นานมือเหมันต์ก็หยิบคำภีร์ม้วนนั้นออกมาจากบริเวณที่มีกระเเสไฟฟ้าอยู่อย่างเหนื่อยล้า


    “ในที่สุด”  ฉางกวงถึงเเม้ว่าจะดูเหมือนกับว่าจะล้มลงบนพื้นได้ในทันทีเเต่ก็มองม้วนคำภีร์ที่มือเหมันต์กำลังถือออกมาอย่างทุลักทุเล

    เขาพลันรีบไปหยิบเอาคำภีร์ม้วนนั้นในทันที 


    “ฟึ่บ”  คำภีร์นั้นอยู่ดี ๆ ก็พลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย ฉางกวงจ้องมองฝ่ามือของตนที่เมื่อครู่ยังจับคำภีร์เอาไว้อยู่เลย


    “นี่มัน อย่าบอกนะว่า”  ฉางกวงรีบดำดิ่งไปในจิตใต้สำนึกตนเองอย่างรวดเร็ว 

    เเล้วก็เห็นฉากที่เขารู้สึกว่าไม่อยากเห็นมันเลยเเม้เเต่น้อย


    เปลวไฟเหมันต์สีขาวโพลนกองนั้นกำลังลุกไหม้คำภีร์ม้วนนั้นอย่างรวดเร็ว ถ้าเปรียบเทียบกับคนก็คงเปรียบดั่งกับคนอดอยากเเล้วเห็นอาหารอันโอชะวางอยู่ตรงหน้า คนผู้นั้นก็ต้องกินมันอย่างมูมมามสภาพของไฟเหมันต์ตอนนี้ก็ดูไม่เเตกต่างกันเลย  เเล้วก็ดูเหมือนกับว่ามันกำลังสั่นระริกอย่างมีความสุขด้วย


    “โถ่เว้ย หมดกันวิชาของข้า เจ้าไฟบ้านี่ รอข้าอ่านก่อนซักรอบหรือคัดลอกมันก่อนก็ได้นี่ เเล้วนี่มันอันใดกันน่ะ”  ฉางกวงรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากที่อุตส่าห์ผ่านบททดสอบของตึกเก่าเเก่มาเเล้ว เเต่เเม้เพียงจะได้อ่านเขาก็ไม่มีโอกาส


    เขาเเทบจะอยากเอาไฟนี่ไปใช้ปิ้งอาหารกินให้มันรู้เเล้วรู้รอดเลย เเต่เขาก็พลันเหลือบไปเห็นกระดาษเเผ่นหนึ่งที่เเปะอยู่บนโต๊ะ  สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปในทันที


     

     

    จากไรท์ : ช่วงนี้เเสบตาเลยมีพิมพ์ได้บ้างไม่ได้บ้าง บางตอนอาจจะน้อยไปนิดหน่อย ขออภัยด้วยที่อาจจะไม่ได้ลงทุกวัน เเต่ก็จะพยายามครับ

    ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านมานะครับ 

    ด้วยรักและเคารพ

    จาก เเซลมอนรมควัน