เพียงแค่ช่วงสายของวัน เรื่องที่ประมุขน้อยจี๋หลินเส้าเทียนถูกสั่งโบยก็รู้กันทั่วตำหนักเทพ สร้างความอับอายให้กับจี๋หลินเส้าเทียนอย่างมาก และไฟแค้นที่มีต่อเฟิงเทียนก็ยิ่งลุกโชนมากขึ้นไปอีก
“ออกไป พวกแกออกไปให้หมด” เสียงข้าวของถูกขว้างปา จนแตกและพังกระจุยกระจายออกมาจากห้อง โดยมีพวกบ่าวรับใช้รีบวิ่งออกมาจากห้อง ใช่แล้วนี่เป็นห้องของจี๋หลินเส้าเทียน
หลังจากถูกโบย ทำให้เขาต้องมานอนคว่ำอยู่บนเตียง ตอนนี้เขาเจ็บก้นไปหมด เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตา จึงได้ระบายอารมณ์กับพวกบ่าวแทน
โถงหลักของตำหนักเทพ
หลังจากจี๋หลินเส้าเทียนถูกโบย จี๋หลินเว่ยเทียนเรียกประชุมผู้อาวุโสทั้ง 10 คนทันที ตอนนี้ผู้อาวุโสต่างหันไปพูดคุยกันว่าทำไมอยู่ ๆ ประมุขถึงเรียกประชุมหลังกลับมาจากสมาคมการค้าตะวันจันทรา
“อาจจะจัดทีมค้นหาและทำลายรังของพวกพรรคตะวันดับละมั้ง” ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเขาอยู่ในเหตุการณ์ที่สัตร์อสูรทดลองบุกมาที่สมาคมการค้าด้วย
“ข้อมูลก็มีน้อย ถ้าจะทำก็ต้องจับมาให้ได้สักคนหนึ่งก่อน แล้วให้ท่านอวี้กงรีดข้อมูลให้อีกที” อีกคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นของตนออกมา
“เป็นความคิดที่ดี” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งเห็นด้วย
“ทุกคนเงียบได้แล้ว” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว ทำให้ทั้งห้องเงียบกริบภายในพริบตา ฝ่ายจี๋หลินเว่ยเทียนหลังจากเห็นว่าทุกคนเงียบกันหมดแล้ว จึงเริ่มพูดคุยเรื่องสำคัญทันที
“จากวันนี้ เมื่อครู่ทุกคนคงได้เห็นแล้ว เส้าเทียนมีนิสัยมุทะลุ ใช้อารมณ์มากกว่าสมอง อีกทั้งยังพยายามจะขัดคำสั่งของฉันแบบไม่กลัวเกรง ฉันคิดว่าเขาไม่เหมาะแก่การเป็นประมุขรุ่นถัดไป หากให้ขึ้นมาปกครองคนในตำหนักเทพ ที่นี่คงเละไม่เป็นชิ้นดีแน่ พวกท่านมีความเห็นว่ายังไง” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว
“ผมเห็นด้วยครับ ท่านประมุข หากแค่คำสั่งง่าย ๆ ของประมุขยังไม่อาจทำตามได้ งานใหญ่ภายหน้าจะไว้ใจเชื่อถือนั้นคงไม่ได้” ผู้อาวุโสคุมกฎกล่าว
“แต่ว่ายังไงประมุขน้อยก็เป็นผู้สืบสายเลือดโดยตรงของประมุข ซ้ำยังเกิดจากภรรยาเอก จึงสมควรให้ดำรงตำแหน่งทายาทที่จะขึ้นเป็นประมุขคนต่อไป” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเห็นต่าง คนผู้นี้เป็น 1 ในผู้อาวุโสที่ยังคงสนับสนุนจี๋หลินเส้าเทียนอยู่
“แต่ความเจ้าอารมณ์ ไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำที่ต้องคิดทุกอย่างให้รอบคอบก่อนจะลงมือทำอะไร หากประมุขน้อยเส้าเทียนได้ขึ้นเป็นประมุข เกรงว่าจะสร้างศัตรูไปทั่ว จนสุดท้ายพวกเราจะถูกศัตรูเหล่านั้นรุมกินโต๊ะเอาน่ะสิ” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งแสดงความคิดเห็น
“งั้นเรามาโหวตกัน ว่าเส้าเทียนสมควรที่จะดำรงตำแหน่งประมุขน้อยต่อหรือไม่” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว
ผลคือคะแนนเสียงออกมาคือเสมอกัน จี๋หลินเว่ยเทียนจึงคิดหาทางออกโดยการให้ศึกการแข่งจัดอันดับที่จะจัดขึ้นเป็นตัวตัดสินชี้ขาด หากเส้าเทียนไม่สามารถได้ตำแหน่งชนะเลิศในการประลอง เขาที่เป็นประมุขจะปลดเส้าเทียนออก ส่วนคนที่ได้ตำแหน่งชนะเลิศ เขาจะตั้งขึ้นเป็นประมุขน้อยแทน ไม่ว่าจะมาจากสายตระกูลไหนก็ตาม สร้างความแตกตื่นให้กับผู้อาวุโสทั้งหลาย บางคนรู้สึกดีใจ ไม่คิดว่าจี๋หลินเว่ยเทียนจะให้โอกาสชิงตำแหน่งประมุขรุ่นถัดไปกับสายตระกูลของพวกเขาด้วย ตอนนี้บางคนเริ่มคิดวางแผนแล้วว่าใครในสายตระกูลของตนที่มีฝีมือพอจะช่วยส่งเสริมได้บ้าง
ด้านเฟิงเทียน เขารำกระบี่อยู่ในสวนหน้าบ้านอย่างอารมณ์ดี เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถเอาคืนเส้าเทียนได้ แถมยังได้ข่าวมาว่าเส้าเทียนนอนคว่ำหน้าบนเตียงเพราะก้นที่ถูกโบยนั้นบวมอักเสบ ขนาดนั่งยังทำไม่ได้ แค่คิดถึงเส้าเทียนในสภาพนั้น เขาก็อยากจะจุดพลุฉลองจริง ๆ
“เฟิงเทียน กระบี่ของลูกเฉียบคมมาก พ่อไม่เคยเห็นกระบวนท่าเหล่านั้นมาก่อนเลย ลูกไปเรียนมาจากที่ไหนกัน” จี๋หลินเว่ยเทียน หลังเลิกประชุมกับผู้อาวุโสแล้วเขาก็ตรงดิ่งมาหาเฟิงเทียนทันที เพราะมีบางสิ่งที่เขายังติดใจอยู่ คือเรื่องบัตรเชิญงานประมูลของสมาคมการค้าตะวันจันทรา กับการเดินทางไปกลับที่ราวกับหายตัวไปมาได้ของเฟิงเทียน
“ท่านพ่อ” เฟิงเทียนทักขึ้นแต่ก็ถูกยกมือห้ามไว้
“ก็เป็นลูกกัน ตามสบายเถอะ เข้าไปข้างในบ้านกันดีกว่า พ่อมีเรื่องอยากจะคุยด้วย” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว ก่อนที่ทั้ง 2 จะเดินเข้าไปในบ้าน
“น้ำชาค่ะ” แม่ของเฟิงเทียนยกน้ำชามาให้กับจี๋หลินเว่ยเทียน
“ขอบใจ เอาล่ะลูกพ่อ เรามาคุยกันหน่อย พ่อมีคำถามอยากจะถามลูกสัก 2 ข้อ หวังว่าลูกคงตอบพ่อตามตรง” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว
“ได้ครับ ถ้าผมตอบได้ผมจะตอบพ่อแน่นอน” เฟิงเทียนกล่าว
“ข้อแรก พ่ออยากถามว่าลูกกับประมุขจางมีความสัมพันธ์อันดีขนาดไหน เธอถึงได้ส่งบัตรเชิญไปร่วมงานประมูลให้ลูก” เว่ยเทียนถาม
“ผมเจอเธอโดยบังเอิญระหว่างไปฝึกวิชาน่ะครับ แล้วพอดีคุยกันถูกคอ เธอก็เลยให้บัตรเชิญมา ตอนแรกผมไม่รู้หรอกครับว่าเธอเป็นประมุขของสมาคมการค้า” เฟิงเทียนตอบไม่แสดงสีหน้าพิรุธอะไร แต่ภายในใจเขานั้นแทบจะระเบิดออกมา เขาไม่เคยโกหกพ่อของเขามาก่อน นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ทำแบบนี้
จี๋หลินเว่ยนเทียน จ้องไปที่ดวงตาของลูกชายเพื่อดูการสั่นไหวของดวงตา แต่กลับพบว่ามันสงบนิ่ง จึงยอมเชื่อที่เฟิงเทียนพูด ทำให้เฟิงเทียนผ่อนคลายลง
โชคดีที่อาจารย์ให้เขาฝึกการแสดงสีหน้าเอาไว้ด้วย เพื่อใช้ในการหลอกคู่ต่อสู้ แม้ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ ถ้ายังคงรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า ศัตรูจะไม่กล้าตามตีในทันที อย่างน้อยก็สามารถซื้อเวลาเพื่อหาทางหนีหรือคิดแก้ทางศัตรูได้
“งั้นข้อที่ 2 ลูกสามารถไปกลับข้ามทวีปได้ภายในพริบตาได้ยังไงกัน” จี๋หลินเว่ยเทียนถาม
“เป็นสินค้าทดลองของสมาคมการค้าตะวันจันทราครับ ประมุขจางให้ผมมาลองทดสอบดู ตอนนี้ผมใช้ไปหมดแล้ว เห็นบอกว่าของพวกนี้สร้างยากและมีราคาสูง” เฟิงเทียนตอบหน้าซื่อ ตาใส
“งั้นเหรอ สินค้าใหม่สินะ เห็นทีพ่อคงต้องลองสอบถามดูเสียหน่อย” จี๋หลินเว่ยเทียนหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองขึ้นมาแล้วกดโทรไปยังสมาคมการค้าตะวันจันทรา ขณะเดียวกันก็หรี่ตาสังเกตปฏิกิริยาของลูกชายด้วย แต่ก็พบว่าดวงตาของลูกชายยังคงนิ่ง แสดงว่าไม่ได้โกหกเขา (สกิลเก๊กหน้าของไป่ฉี ระดับปรมาจารย์)
หลังจากมีคนรับสาย จี๋หลินเว่ยเทียนได้สอบถามทันที และทางสมาคมการค้าก็ให้คำตอบตรงกับที่เฟิงเทียนกล่าวทุกอย่าง
‘ดีนะที่ท่านอาจารย์ได้พูดคุยตกลงกับประมุขจางและผู้อาวุโสของสมาคมการค้าเอาไว้แล้ว ท่านอาจารย์ช่างมองการณ์ไกลยิ่งนัก ถึงกับรู้ด้วยว่าพ่อจะต้องมาคาดคั้นใน 2 เรื่องนี้แน่’ เฟิงเทียนคิด
“อืม จบจากคำถาม พ่อมีเรื่องจะบอกลูก” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว หลังวางสายจากสมาคมการค้า
“อะไรเหรอครับ” เฟิงเทียนถาม
“พ่อได้เรียกประชุมผู้อาวุโสตำหนักเทพเมื่อครู่นี้ การกระทำของเส้าเทียนที่ใช้อารมณ์ไม่สนกฎ พ่อเห็นว่าไม่เหมาะหากจะให้ขึ้นเป็นผู้นำในอนาคต จึงหารือกันว่าจะปลดหรือไม่ปลดเส้าเทียนออกจากตำแหน่งว่าที่ประมุข ผลออกมาคือเสมอ พ่อจึงได้เสนอให้ผู้ชนะเลิศการประลองจัดอันดับจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งว่าที่ประมุขของตำหนักเทพกิเลน โดยไม่สนสายเลือด สายตระกูล ไม่สนว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ซึ่งผู้อาวุโสทุกคนเห็นด้วย ตอนแรกพ่อจะเสนอลูกขึ้นเป็นว่าที่ประมุขแทนเส้าเทียน ติดที่ว่าผู้อาวุโสคัดค้านเพราะลูกเป็นลูกของอนุภรรยา ดังนั้นการประลองที่จะจัดขึ้นนี้เป็นโอกาสของลูกแล้วที่จะพิสูจน์ตัวเอง และถ้าลูกชนะเลิศการแข่งนี้จะไม่มีใครกล้าดูถูกลูกอีก” จี๋หลินเว่ยนเทียนกล่าว นี่คือวิธีที่เขาจะทำให้ผู้อาวุโสและคนในตระกูลยอมรับเฟิงเทียน
“ผมจะไม่ทำให้พ่อผิดหวังครับ” เฟิงเทียนกล่าว
“ดี งั้นพ่อขอยืมตัวแม่ของลูกสักวันสองวันนะ” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว
“พ่อจะพาแม่ไปไหนเหรอครับ” เฟิงเทียนถาม
“หาน้องชายหรือน้องสาวให้ลูกสักคนสองคน” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าวยิ้ม ๆ ก่อนจะโอบไหล่แม่ของเฟิงเทียนและพาออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เฟิงเทียนยืนอึ้งอยู่คนเดียว
“แม่ไม่ได้รับความรักแบบนี้จากพ่อมานานเท่าไหร่แล้วนะ น้องเหรอ ก็ดีเหมือนกัน” เฟิงเทียนเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ก่อนจะไขกุญแจพิเศษเพื่อไปยังถ้ำฝึกฝนของตนเองอย่างเงียบ ๆ
“ในที่สุดเจ้าก็บรรลุปราณราชันย์ขั้น 10 จนได้” ไป่ฉีกล่าวขึ้น เมื่อเห็นเฟิงเทียนเข้ามาในสถานที่ฝึก
“ครับเพิ่งเลื่อนขั้นมาเมื่อคืน ผมปรับลมปราณให้เสถียรแล้วเรียบร้อย พร้อมสำหรับการเลื่อนสู่ปราณจักรพรรดิแล้วครับ” เฟิงเทียนดูกระตือรือร้นมาก
“งั้นตามมา” ไป่ฉีพาเฟิงเทียนไปยังผนังถ้ำด้านหนึ่ง ก่อนที่จะวางมือทาบลงไป ก่อให้เกิดลวดลายอักขระส่องแสงออกมา แล้วกำแพงถ้ำตรงนั้นก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นห้องอีกห้องหนึ่ง เฟิงเทียนมองสำรวจห้องด้วยตาที่เป็นประกาย
“ห้องนี้สุดยอดไปเลย พลังปราณหนาแน่นกว่าห้องของผมเยอะเลย แต่ว่ามีโต๊ะ เก้าอี้ ไม่มีเตียงกับห้องน้ำด้วย” เฟิงเทียนกล่าว
“นี่คือห้องของฉัน ไม่ต้องพูดมาก ไปนั่งตรงวงอักขระนั่น” ไป่ฉีชี้ไปยังจุดที่เขาใช้ฝึกเพื่อทะลวงชั้นปราณเป็นประจำ เฟิงเทียนถอดเสื้อผ้าออกจนหมดอย่างรู้งาน ก่อนที่เขาจะไปนั่งลงตรงกลางวงอักขระ และเห็นอาจารย์เดินมานั่งลงตรงหน้าเขา
“ท่านอาจารย์ทำไมท่านใส่ชุดกันฝนทั้งตัวแบบนั้นกัน แถมยังหน้ากากพลาสติกอีก ที่นี่มีฝนตกเหรอครับ” เฟิงเทียนถาม ก่อนจะโดนกำปั้นของอาจารยืเคาะไปที่หัว
“เจ้าศิษย์โรคจิต จำไม่ได้ใช่ไหมเวลาเจ้าทะลวงชั้นลมปราณสำเร็จจะเกิดอะไรขึ้น” ไป่ฉีพูดอย่างมีน้ำโห
“แหะ ๆ ขอโทษครับท่านอาจารย์ แล้วเราจะใช้วิธีเดิมใช่ไหมครับ” เฟิงเทียนถาม
“ใช่” พูดจบไป่ฉีก็เริ่มการสกัดจุดชีพจรลมปราณของเฟิงเทียน ตามด้วยให้เขาเอาศิลาสวรรค์วางไว้แนบกับตันเถียน ให้ทานโอสถทะลวงจักรพรรดิ กับโอสถหยินหยางที่เขาปรุงขึ้นมาให้ระดับเหมาะสมกับการทะลวงชั้นลมปราณของเฟิงเทียน
ไป่ฉีเริ่มให้เขตแดนอาคมเริ่มทำงาน ครั้งนี้เขาใช้ศิลาสวรรค์เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเขตแดนแทน
ไป่ฉีกับเฟิงเทียนนั่งประจันหน้ากัน ฝ่ามือของทั้งคู่ประกบเข้าด้วยกัน ไป่ฉีเริ่มส่งปราณของตนเข้าไปสมทบในตันเถียนของเฟิงเทียนเพื่อเร่งให้กระแสลมปราณรุนแรงเร็วขึ้น
“อ๊า” เฟิงเทียนร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายของเขาราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
“ตั้งสมาธิเอาไว้ ควบคุมปราณที่ตันเถียนให้ดี ความรุนแรงของมันยังไม่พอที่จะทะลวงชั้นลมปราณ” ไป่ฉีกล่าว เฟิงเทียนจึงได้แต่กัดฟันทน
ไป่ฉีชักนำเอาปราณส่วนที่เฟิงเทียนไม่สามารถควบคุมได้และกำลังไหลออกจากตันเถียนเข้ามาที่ตัวเอง เพื่อจะใช้ปราณนี้เป็นดั่งน้ำจากเขื่อนใหญ่ช่วยเฟิงเทียนในกรณีที่พลังปราณของเฟิงเทียนที่มีอยู่ไม่สามารถทะลวงชั้นลมปราณได้
หลังผ่านไป 6 ชั่วโมงในเขตแดน แต่ข้างนอกนั้นเพิ่งจะผ่านไปแค่ 6 นาทีเท่านั้น สุดท้ายแล้วเฟิงเทียนก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป หากความรุนแรงของกระแสลมปราณในตันเถียนรุนแรงกว่านี้เกรงว่าตันเถียนของเขาอาจได้รับบาดเจ็บ เขามองอาจารย์เป็นเชิงถามว่าพอได้หรือยัง ด้วยใบหน้าและตัวที่เปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
“ทำการปลดปล่อยพลังปราณให้วิ่งไปตามจุดชีพจรลมปราณต่าง ๆ ตามที่ฉันเคยสอนไว้” ไป่ฉีเอ่ยปากอนุญาต
เฟิงเทียนไม่รอช้า เขารีบโคจรลมปราณอันรุนแรงเข้าทะลวงจุดชีพจรลมปราณทุกจุดพร้อมกันทันที โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าที่เขาสามารถใช้วิธีนี้ได้เพราะไป่ฉีได้ใช้ปราณของตนช่วยเหลือไม่ให้ปราณที่โคจรไปทั่วร่างของเฟิงเทียนรุนแรงเกินกว่าที่เส้นชีพจรลมปราณของเขาจะรับไหว
‘ไม่พอจริง ๆ ด้วย งั้นต้องเจอชุดที่ 2’ ไป่ฉีส่งปราณที่เขากักเก็บไว้ให้เฟิงเทียนส่งเข้าไปสบทบเพิ่ม ไม่นานเมื่อเขาเห็นสิ่งหนึ่งกำลังชูชันขึ้นมาชี้หน้าเขา เขาก็รีบปล่อยมือที่ประสานกับเฟิงเทียนทันที แล้วรีบเอาร่มมากางกั้นด้านหน้าของตนเองทันที
“อ๊า” กล้ามหน้าท้องของเฟิงเทียนกระตุกอย่างรุนแรง น้ำสีขาวขุ่นพุ่งใส่ร่มจนเปรอะเปื้อนไปหมด พร้อมกับปราณส่วนเกินที่ทะลักออกมาจากร่างของเฟิงเทียน
‘จังหวะนี้แหละ’ ไป่ฉีทำการรวบรวมพลังปราณที่ทะลักออกจากร่างของเฟิงเทียนเข้ามายังตันเถียนของเขาทันที ที่เขาทำแบบนี้เพราะเสียดายพลังปราณเหล่านี้ หลังผู้ฝึกยุทธ์ทะลวงชั้นปราณผ่านช่วงคอขวดไปได้ พลังปราณส่วนเกินจะทะลักออกมาจากร่างและกลับสู่ธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ซึ่งพลังปราณที่ทะลักออกมาจากการทะลวงขั้นลมปราณราชันย์สู่ปราณจักรพรรดิ นับว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
อีกประการหนึ่งคือ ไป่ฉีสังเกตเห็นว่าช่วงที่เฟิงเทียนกำลังจะทะลวงชั้นปราณได้ ร่างกายของเฟิงเทียนจะเปลี่ยนพลังปราณในร่างกายจำนวนมากเป็นปราณหยางบริสุทธิ์ ซึ่งเขาไม่เคยเจอมาก่อนในโลกของต้าเซียน ด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาไม่ยอมพลาดปราณหยางที่ล้นทะลักออกมาจากร่างของเฟิงเทียนได้
‘เป็นปราณหยางบริสุทธิ์อย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย เจ้าศิษย์โรคจิตนี่มีร่างกายที่แปลกจริง ๆ’ ไป่ฉีคิด
“แฮก ๆ ๆ” เฟิงเทียนหอบหายใจรุนแรง ขณะที่ไป่ฉีใช้ปราณทำความสะอาดบริเวณโดยรอบรวมถึงร่มที่เขาเตรียมมาด้วย ก่อนจะเก็บทั้งชุด หน้ากากและร่มเข้าแหวนมิติไป
“จากนี้ปรับพลังปราณให้เข้าที่ แล้วฝึกพลังปราณต่อ ส่วนโอสถ ฉันเตรียมไว้ให้ในห้องฝึกของเจ้าแล้ว จากนี้ให้เจ้าดูดซับปราณจากศิลาสวรรค์นี้แทนปราณจากรอบตัว เพราะมันจะทำให้เจ้าดูดซับและเลื่อนขั้นต่อไปได้เร็วกว่า สำหรับการเตรียมเจ้าให้พร้อมสำหรับงานประลอง ในส่วนของฉันก็หมดลงเพียงเท่านี้ ที่เหลือเจ้าต้องปรับจังหวะ แรง การเคลื่อนที่ในศิลาฝึกฝนด้วยตัวเอง” กล่าวจบ ไป่ฉีดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ภาพโดยรอบก็เปลี่ยนไป กลายเป็นถ้ำฝึกฝนของเฟิงเทียน
“ขอบคุณมากครับท่านอาจารย์” เฟิงเทียนคุกเข่าคำนับอีก 3 ครั้ง
“หึ ไปอัดเส้าเทียน ศัตรูของเจ้าให้น่วม ฉันจะไปดูความสนุกในครั้งนี้ด้วยด้วยเอง” ไป่ฉีกล่าว
“ครับ ศิษย์จะไม่ทำให้ผิดหวัง” หลังจากเฟิงเทียนกล่าว ไป่ฉีก็หายไปเหมือนทุกครั้ง
______________________________ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ ^^