จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 131 การเตรียมตัวก่อนการประลอง Re

            เพียงแค่ช่วงสายของวัน  เรื่องที่ประมุขน้อยจี๋หลินเส้าเทียนถูกสั่งโบยก็รู้กันทั่วตำหนักเทพ  สร้างความอับอายให้กับจี๋หลินเส้าเทียนอย่างมาก และไฟแค้นที่มีต่อเฟิงเทียนก็ยิ่งลุกโชนมากขึ้นไปอีก


            “ออกไป  พวกแกออกไปให้หมด” เสียงข้าวของถูกขว้างปา  จนแตกและพังกระจุยกระจายออกมาจากห้อง  โดยมีพวกบ่าวรับใช้รีบวิ่งออกมาจากห้อง  ใช่แล้วนี่เป็นห้องของจี๋หลินเส้าเทียน


            หลังจากถูกโบย  ทำให้เขาต้องมานอนคว่ำอยู่บนเตียง  ตอนนี้เขาเจ็บก้นไปหมด  เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตา  จึงได้ระบายอารมณ์กับพวกบ่าวแทน


            โถงหลักของตำหนักเทพ

            หลังจากจี๋หลินเส้าเทียนถูกโบย  จี๋หลินเว่ยเทียนเรียกประชุมผู้อาวุโสทั้ง 10 คนทันที  ตอนนี้ผู้อาวุโสต่างหันไปพูดคุยกันว่าทำไมอยู่ ๆ ประมุขถึงเรียกประชุมหลังกลับมาจากสมาคมการค้าตะวันจันทรา


            “อาจจะจัดทีมค้นหาและทำลายรังของพวกพรรคตะวันดับละมั้ง” ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้  เพราะเขาอยู่ในเหตุการณ์ที่สัตร์อสูรทดลองบุกมาที่สมาคมการค้าด้วย


            “ข้อมูลก็มีน้อย  ถ้าจะทำก็ต้องจับมาให้ได้สักคนหนึ่งก่อน  แล้วให้ท่านอวี้กงรีดข้อมูลให้อีกที” อีกคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นของตนออกมา


            “เป็นความคิดที่ดี” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งเห็นด้วย


            “ทุกคนเงียบได้แล้ว” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว  ทำให้ทั้งห้องเงียบกริบภายในพริบตา  ฝ่ายจี๋หลินเว่ยเทียนหลังจากเห็นว่าทุกคนเงียบกันหมดแล้ว  จึงเริ่มพูดคุยเรื่องสำคัญทันที


            “จากวันนี้   เมื่อครู่ทุกคนคงได้เห็นแล้ว  เส้าเทียนมีนิสัยมุทะลุ  ใช้อารมณ์มากกว่าสมอง  อีกทั้งยังพยายามจะขัดคำสั่งของฉันแบบไม่กลัวเกรง  ฉันคิดว่าเขาไม่เหมาะแก่การเป็นประมุขรุ่นถัดไป  หากให้ขึ้นมาปกครองคนในตำหนักเทพ  ที่นี่คงเละไม่เป็นชิ้นดีแน่  พวกท่านมีความเห็นว่ายังไง” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว


            “ผมเห็นด้วยครับ  ท่านประมุข  หากแค่คำสั่งง่าย ๆ ของประมุขยังไม่อาจทำตามได้  งานใหญ่ภายหน้าจะไว้ใจเชื่อถือนั้นคงไม่ได้” ผู้อาวุโสคุมกฎกล่าว


            “แต่ว่ายังไงประมุขน้อยก็เป็นผู้สืบสายเลือดโดยตรงของประมุข  ซ้ำยังเกิดจากภรรยาเอก  จึงสมควรให้ดำรงตำแหน่งทายาทที่จะขึ้นเป็นประมุขคนต่อไป” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเห็นต่าง  คนผู้นี้เป็น 1 ในผู้อาวุโสที่ยังคงสนับสนุนจี๋หลินเส้าเทียนอยู่


            “แต่ความเจ้าอารมณ์  ไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำที่ต้องคิดทุกอย่างให้รอบคอบก่อนจะลงมือทำอะไร  หากประมุขน้อยเส้าเทียนได้ขึ้นเป็นประมุข  เกรงว่าจะสร้างศัตรูไปทั่ว  จนสุดท้ายพวกเราจะถูกศัตรูเหล่านั้นรุมกินโต๊ะเอาน่ะสิ” ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งแสดงความคิดเห็น


            “งั้นเรามาโหวตกัน  ว่าเส้าเทียนสมควรที่จะดำรงตำแหน่งประมุขน้อยต่อหรือไม่” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว


            ผลคือคะแนนเสียงออกมาคือเสมอกัน  จี๋หลินเว่ยเทียนจึงคิดหาทางออกโดยการให้ศึกการแข่งจัดอันดับที่จะจัดขึ้นเป็นตัวตัดสินชี้ขาด  หากเส้าเทียนไม่สามารถได้ตำแหน่งชนะเลิศในการประลอง  เขาที่เป็นประมุขจะปลดเส้าเทียนออก  ส่วนคนที่ได้ตำแหน่งชนะเลิศ  เขาจะตั้งขึ้นเป็นประมุขน้อยแทน  ไม่ว่าจะมาจากสายตระกูลไหนก็ตาม  สร้างความแตกตื่นให้กับผู้อาวุโสทั้งหลาย  บางคนรู้สึกดีใจ  ไม่คิดว่าจี๋หลินเว่ยเทียนจะให้โอกาสชิงตำแหน่งประมุขรุ่นถัดไปกับสายตระกูลของพวกเขาด้วย  ตอนนี้บางคนเริ่มคิดวางแผนแล้วว่าใครในสายตระกูลของตนที่มีฝีมือพอจะช่วยส่งเสริมได้บ้าง


            ด้านเฟิงเทียน  เขารำกระบี่อยู่ในสวนหน้าบ้านอย่างอารมณ์ดี  เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถเอาคืนเส้าเทียนได้  แถมยังได้ข่าวมาว่าเส้าเทียนนอนคว่ำหน้าบนเตียงเพราะก้นที่ถูกโบยนั้นบวมอักเสบ  ขนาดนั่งยังทำไม่ได้  แค่คิดถึงเส้าเทียนในสภาพนั้น  เขาก็อยากจะจุดพลุฉลองจริง ๆ


            “เฟิงเทียน  กระบี่ของลูกเฉียบคมมาก  พ่อไม่เคยเห็นกระบวนท่าเหล่านั้นมาก่อนเลย  ลูกไปเรียนมาจากที่ไหนกัน” จี๋หลินเว่ยเทียน  หลังเลิกประชุมกับผู้อาวุโสแล้วเขาก็ตรงดิ่งมาหาเฟิงเทียนทันที  เพราะมีบางสิ่งที่เขายังติดใจอยู่  คือเรื่องบัตรเชิญงานประมูลของสมาคมการค้าตะวันจันทรา  กับการเดินทางไปกลับที่ราวกับหายตัวไปมาได้ของเฟิงเทียน


            “ท่านพ่อ” เฟิงเทียนทักขึ้นแต่ก็ถูกยกมือห้ามไว้


            “ก็เป็นลูกกัน  ตามสบายเถอะ  เข้าไปข้างในบ้านกันดีกว่า  พ่อมีเรื่องอยากจะคุยด้วย” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว  ก่อนที่ทั้ง 2 จะเดินเข้าไปในบ้าน


            “น้ำชาค่ะ” แม่ของเฟิงเทียนยกน้ำชามาให้กับจี๋หลินเว่ยเทียน


            “ขอบใจ  เอาล่ะลูกพ่อ  เรามาคุยกันหน่อย  พ่อมีคำถามอยากจะถามลูกสัก 2 ข้อ  หวังว่าลูกคงตอบพ่อตามตรง”  จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว


            “ได้ครับ  ถ้าผมตอบได้ผมจะตอบพ่อแน่นอน” เฟิงเทียนกล่าว


            “ข้อแรก  พ่ออยากถามว่าลูกกับประมุขจางมีความสัมพันธ์อันดีขนาดไหน  เธอถึงได้ส่งบัตรเชิญไปร่วมงานประมูลให้ลูก” เว่ยเทียนถาม


            “ผมเจอเธอโดยบังเอิญระหว่างไปฝึกวิชาน่ะครับ  แล้วพอดีคุยกันถูกคอ  เธอก็เลยให้บัตรเชิญมา  ตอนแรกผมไม่รู้หรอกครับว่าเธอเป็นประมุขของสมาคมการค้า” เฟิงเทียนตอบไม่แสดงสีหน้าพิรุธอะไร  แต่ภายในใจเขานั้นแทบจะระเบิดออกมา  เขาไม่เคยโกหกพ่อของเขามาก่อน  นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ทำแบบนี้


            จี๋หลินเว่ยนเทียน จ้องไปที่ดวงตาของลูกชายเพื่อดูการสั่นไหวของดวงตา  แต่กลับพบว่ามันสงบนิ่ง  จึงยอมเชื่อที่เฟิงเทียนพูด  ทำให้เฟิงเทียนผ่อนคลายลง


            โชคดีที่อาจารย์ให้เขาฝึกการแสดงสีหน้าเอาไว้ด้วย  เพื่อใช้ในการหลอกคู่ต่อสู้  แม้ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ  ถ้ายังคงรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า  ศัตรูจะไม่กล้าตามตีในทันที  อย่างน้อยก็สามารถซื้อเวลาเพื่อหาทางหนีหรือคิดแก้ทางศัตรูได้


            “งั้นข้อที่ 2  ลูกสามารถไปกลับข้ามทวีปได้ภายในพริบตาได้ยังไงกัน” จี๋หลินเว่ยเทียนถาม


            “เป็นสินค้าทดลองของสมาคมการค้าตะวันจันทราครับ  ประมุขจางให้ผมมาลองทดสอบดู  ตอนนี้ผมใช้ไปหมดแล้ว  เห็นบอกว่าของพวกนี้สร้างยากและมีราคาสูง” เฟิงเทียนตอบหน้าซื่อ  ตาใส


            “งั้นเหรอ  สินค้าใหม่สินะ  เห็นทีพ่อคงต้องลองสอบถามดูเสียหน่อย” จี๋หลินเว่ยเทียนหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองขึ้นมาแล้วกดโทรไปยังสมาคมการค้าตะวันจันทรา  ขณะเดียวกันก็หรี่ตาสังเกตปฏิกิริยาของลูกชายด้วย  แต่ก็พบว่าดวงตาของลูกชายยังคงนิ่ง  แสดงว่าไม่ได้โกหกเขา (สกิลเก๊กหน้าของไป่ฉี ระดับปรมาจารย์)


            หลังจากมีคนรับสาย  จี๋หลินเว่ยเทียนได้สอบถามทันที และทางสมาคมการค้าก็ให้คำตอบตรงกับที่เฟิงเทียนกล่าวทุกอย่าง


            ‘ดีนะที่ท่านอาจารย์ได้พูดคุยตกลงกับประมุขจางและผู้อาวุโสของสมาคมการค้าเอาไว้แล้ว  ท่านอาจารย์ช่างมองการณ์ไกลยิ่งนัก  ถึงกับรู้ด้วยว่าพ่อจะต้องมาคาดคั้นใน 2 เรื่องนี้แน่’ เฟิงเทียนคิด


            “อืม จบจากคำถาม  พ่อมีเรื่องจะบอกลูก” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว  หลังวางสายจากสมาคมการค้า


            “อะไรเหรอครับ” เฟิงเทียนถาม


            “พ่อได้เรียกประชุมผู้อาวุโสตำหนักเทพเมื่อครู่นี้  การกระทำของเส้าเทียนที่ใช้อารมณ์ไม่สนกฎ  พ่อเห็นว่าไม่เหมาะหากจะให้ขึ้นเป็นผู้นำในอนาคต  จึงหารือกันว่าจะปลดหรือไม่ปลดเส้าเทียนออกจากตำแหน่งว่าที่ประมุข  ผลออกมาคือเสมอ  พ่อจึงได้เสนอให้ผู้ชนะเลิศการประลองจัดอันดับจะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งว่าที่ประมุขของตำหนักเทพกิเลน  โดยไม่สนสายเลือด  สายตระกูล  ไม่สนว่าจะเป็นหญิงหรือชาย  ซึ่งผู้อาวุโสทุกคนเห็นด้วย  ตอนแรกพ่อจะเสนอลูกขึ้นเป็นว่าที่ประมุขแทนเส้าเทียน  ติดที่ว่าผู้อาวุโสคัดค้านเพราะลูกเป็นลูกของอนุภรรยา  ดังนั้นการประลองที่จะจัดขึ้นนี้เป็นโอกาสของลูกแล้วที่จะพิสูจน์ตัวเอง และถ้าลูกชนะเลิศการแข่งนี้จะไม่มีใครกล้าดูถูกลูกอีก” จี๋หลินเว่ยนเทียนกล่าว  นี่คือวิธีที่เขาจะทำให้ผู้อาวุโสและคนในตระกูลยอมรับเฟิงเทียน


            “ผมจะไม่ทำให้พ่อผิดหวังครับ” เฟิงเทียนกล่าว


            “ดี  งั้นพ่อขอยืมตัวแม่ของลูกสักวันสองวันนะ” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าว


            “พ่อจะพาแม่ไปไหนเหรอครับ” เฟิงเทียนถาม


            “หาน้องชายหรือน้องสาวให้ลูกสักคนสองคน” จี๋หลินเว่ยเทียนกล่าวยิ้ม ๆ ก่อนจะโอบไหล่แม่ของเฟิงเทียนและพาออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว  ทิ้งให้เฟิงเทียนยืนอึ้งอยู่คนเดียว


            “แม่ไม่ได้รับความรักแบบนี้จากพ่อมานานเท่าไหร่แล้วนะ  น้องเหรอ  ก็ดีเหมือนกัน” เฟิงเทียนเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า  ก่อนจะไขกุญแจพิเศษเพื่อไปยังถ้ำฝึกฝนของตนเองอย่างเงียบ ๆ


            “ในที่สุดเจ้าก็บรรลุปราณราชันย์ขั้น 10 จนได้” ไป่ฉีกล่าวขึ้น  เมื่อเห็นเฟิงเทียนเข้ามาในสถานที่ฝึก


            “ครับเพิ่งเลื่อนขั้นมาเมื่อคืน  ผมปรับลมปราณให้เสถียรแล้วเรียบร้อย  พร้อมสำหรับการเลื่อนสู่ปราณจักรพรรดิแล้วครับ” เฟิงเทียนดูกระตือรือร้นมาก


            “งั้นตามมา” ไป่ฉีพาเฟิงเทียนไปยังผนังถ้ำด้านหนึ่ง  ก่อนที่จะวางมือทาบลงไป  ก่อให้เกิดลวดลายอักขระส่องแสงออกมา  แล้วกำแพงถ้ำตรงนั้นก็ถูกเปิดออก  เผยให้เห็นห้องอีกห้องหนึ่ง  เฟิงเทียนมองสำรวจห้องด้วยตาที่เป็นประกาย


            “ห้องนี้สุดยอดไปเลย  พลังปราณหนาแน่นกว่าห้องของผมเยอะเลย  แต่ว่ามีโต๊ะ  เก้าอี้  ไม่มีเตียงกับห้องน้ำด้วย” เฟิงเทียนกล่าว


            “นี่คือห้องของฉัน  ไม่ต้องพูดมาก  ไปนั่งตรงวงอักขระนั่น” ไป่ฉีชี้ไปยังจุดที่เขาใช้ฝึกเพื่อทะลวงชั้นปราณเป็นประจำ  เฟิงเทียนถอดเสื้อผ้าออกจนหมดอย่างรู้งาน  ก่อนที่เขาจะไปนั่งลงตรงกลางวงอักขระ และเห็นอาจารย์เดินมานั่งลงตรงหน้าเขา


            “ท่านอาจารย์ทำไมท่านใส่ชุดกันฝนทั้งตัวแบบนั้นกัน  แถมยังหน้ากากพลาสติกอีก  ที่นี่มีฝนตกเหรอครับ” เฟิงเทียนถาม  ก่อนจะโดนกำปั้นของอาจารยืเคาะไปที่หัว


            “เจ้าศิษย์โรคจิต  จำไม่ได้ใช่ไหมเวลาเจ้าทะลวงชั้นลมปราณสำเร็จจะเกิดอะไรขึ้น” ไป่ฉีพูดอย่างมีน้ำโห


            “แหะ ๆ ขอโทษครับท่านอาจารย์  แล้วเราจะใช้วิธีเดิมใช่ไหมครับ” เฟิงเทียนถาม


            “ใช่” พูดจบไป่ฉีก็เริ่มการสกัดจุดชีพจรลมปราณของเฟิงเทียน  ตามด้วยให้เขาเอาศิลาสวรรค์วางไว้แนบกับตันเถียน  ให้ทานโอสถทะลวงจักรพรรดิ กับโอสถหยินหยางที่เขาปรุงขึ้นมาให้ระดับเหมาะสมกับการทะลวงชั้นลมปราณของเฟิงเทียน


            ไป่ฉีเริ่มให้เขตแดนอาคมเริ่มทำงาน  ครั้งนี้เขาใช้ศิลาสวรรค์เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเขตแดนแทน


            ไป่ฉีกับเฟิงเทียนนั่งประจันหน้ากัน  ฝ่ามือของทั้งคู่ประกบเข้าด้วยกัน  ไป่ฉีเริ่มส่งปราณของตนเข้าไปสมทบในตันเถียนของเฟิงเทียนเพื่อเร่งให้กระแสลมปราณรุนแรงเร็วขึ้น


            “อ๊า” เฟิงเทียนร้องด้วยความเจ็บปวด  ร่างกายของเขาราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ


            “ตั้งสมาธิเอาไว้  ควบคุมปราณที่ตันเถียนให้ดี  ความรุนแรงของมันยังไม่พอที่จะทะลวงชั้นลมปราณ” ไป่ฉีกล่าว  เฟิงเทียนจึงได้แต่กัดฟันทน


            ไป่ฉีชักนำเอาปราณส่วนที่เฟิงเทียนไม่สามารถควบคุมได้และกำลังไหลออกจากตันเถียนเข้ามาที่ตัวเอง  เพื่อจะใช้ปราณนี้เป็นดั่งน้ำจากเขื่อนใหญ่ช่วยเฟิงเทียนในกรณีที่พลังปราณของเฟิงเทียนที่มีอยู่ไม่สามารถทะลวงชั้นลมปราณได้


            หลังผ่านไป 6 ชั่วโมงในเขตแดน  แต่ข้างนอกนั้นเพิ่งจะผ่านไปแค่ 6 นาทีเท่านั้น  สุดท้ายแล้วเฟิงเทียนก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป  หากความรุนแรงของกระแสลมปราณในตันเถียนรุนแรงกว่านี้เกรงว่าตันเถียนของเขาอาจได้รับบาดเจ็บ  เขามองอาจารย์เป็นเชิงถามว่าพอได้หรือยัง  ด้วยใบหน้าและตัวที่เปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ


            “ทำการปลดปล่อยพลังปราณให้วิ่งไปตามจุดชีพจรลมปราณต่าง ๆ ตามที่ฉันเคยสอนไว้” ไป่ฉีเอ่ยปากอนุญาต  


            เฟิงเทียนไม่รอช้า  เขารีบโคจรลมปราณอันรุนแรงเข้าทะลวงจุดชีพจรลมปราณทุกจุดพร้อมกันทันที  โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าที่เขาสามารถใช้วิธีนี้ได้เพราะไป่ฉีได้ใช้ปราณของตนช่วยเหลือไม่ให้ปราณที่โคจรไปทั่วร่างของเฟิงเทียนรุนแรงเกินกว่าที่เส้นชีพจรลมปราณของเขาจะรับไหว


            ‘ไม่พอจริง ๆ ด้วย  งั้นต้องเจอชุดที่ 2’ ไป่ฉีส่งปราณที่เขากักเก็บไว้ให้เฟิงเทียนส่งเข้าไปสบทบเพิ่ม  ไม่นานเมื่อเขาเห็นสิ่งหนึ่งกำลังชูชันขึ้นมาชี้หน้าเขา  เขาก็รีบปล่อยมือที่ประสานกับเฟิงเทียนทันที  แล้วรีบเอาร่มมากางกั้นด้านหน้าของตนเองทันที


            “อ๊า” กล้ามหน้าท้องของเฟิงเทียนกระตุกอย่างรุนแรง  น้ำสีขาวขุ่นพุ่งใส่ร่มจนเปรอะเปื้อนไปหมด  พร้อมกับปราณส่วนเกินที่ทะลักออกมาจากร่างของเฟิงเทียน


            ‘จังหวะนี้แหละ’ ไป่ฉีทำการรวบรวมพลังปราณที่ทะลักออกจากร่างของเฟิงเทียนเข้ามายังตันเถียนของเขาทันที  ที่เขาทำแบบนี้เพราะเสียดายพลังปราณเหล่านี้  หลังผู้ฝึกยุทธ์ทะลวงชั้นปราณผ่านช่วงคอขวดไปได้  พลังปราณส่วนเกินจะทะลักออกมาจากร่างและกลับสู่ธรรมชาติอย่างรวดเร็ว  ซึ่งพลังปราณที่ทะลักออกมาจากการทะลวงขั้นลมปราณราชันย์สู่ปราณจักรพรรดิ  นับว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว


            อีกประการหนึ่งคือ  ไป่ฉีสังเกตเห็นว่าช่วงที่เฟิงเทียนกำลังจะทะลวงชั้นปราณได้  ร่างกายของเฟิงเทียนจะเปลี่ยนพลังปราณในร่างกายจำนวนมากเป็นปราณหยางบริสุทธิ์  ซึ่งเขาไม่เคยเจอมาก่อนในโลกของต้าเซียน  ด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาไม่ยอมพลาดปราณหยางที่ล้นทะลักออกมาจากร่างของเฟิงเทียนได้


            ‘เป็นปราณหยางบริสุทธิ์อย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย  เจ้าศิษย์โรคจิตนี่มีร่างกายที่แปลกจริง ๆ’ ไป่ฉีคิด


            “แฮก ๆ ๆ” เฟิงเทียนหอบหายใจรุนแรง  ขณะที่ไป่ฉีใช้ปราณทำความสะอาดบริเวณโดยรอบรวมถึงร่มที่เขาเตรียมมาด้วย  ก่อนจะเก็บทั้งชุด  หน้ากากและร่มเข้าแหวนมิติไป


            “จากนี้ปรับพลังปราณให้เข้าที่  แล้วฝึกพลังปราณต่อ  ส่วนโอสถ  ฉันเตรียมไว้ให้ในห้องฝึกของเจ้าแล้ว  จากนี้ให้เจ้าดูดซับปราณจากศิลาสวรรค์นี้แทนปราณจากรอบตัว  เพราะมันจะทำให้เจ้าดูดซับและเลื่อนขั้นต่อไปได้เร็วกว่า  สำหรับการเตรียมเจ้าให้พร้อมสำหรับงานประลอง  ในส่วนของฉันก็หมดลงเพียงเท่านี้  ที่เหลือเจ้าต้องปรับจังหวะ  แรง  การเคลื่อนที่ในศิลาฝึกฝนด้วยตัวเอง” กล่าวจบ  ไป่ฉีดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว  ภาพโดยรอบก็เปลี่ยนไป  กลายเป็นถ้ำฝึกฝนของเฟิงเทียน


            “ขอบคุณมากครับท่านอาจารย์” เฟิงเทียนคุกเข่าคำนับอีก 3 ครั้ง


            “หึ ไปอัดเส้าเทียน  ศัตรูของเจ้าให้น่วม  ฉันจะไปดูความสนุกในครั้งนี้ด้วยด้วยเอง” ไป่ฉีกล่าว


            “ครับ ศิษย์จะไม่ทำให้ผิดหวัง” หลังจากเฟิงเทียนกล่าว  ไป่ฉีก็หายไปเหมือนทุกครั้ง

    ______________________________ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ ^^

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน