ดาบสีดำถูกโยนทิ้งลงบนโต๊ะจนสั่นะเืพร้อมๆ กับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาในห้องโถง ดวงตาสีนิลมองรอบห้องโถงทันทีที่เดินเข้ามาเพื่อมองหาเงาของใครบางคน เมื่อไม่เห็นร่างเล็กที่คอยกวนใจ คิ้วซึ่งเดิมทีคลายออกแล้วเริ่มขมวดมุ่นอีกครั้งด้วยความไม่พอใจ
ดวงตาเ็ากวาดตามองพื้นห้องซึ่งเต็มไปด้วยเศษอาหารและเศษชิ้นส่วนของชามที่ถูกเขากวาดทิ้ง คิ้วทั้งสองข้างผูกกันเป็ปมเพราะเที่ยงวันแล้วแต่นางกลับเดินหนีหายไปไม่กลับเข้ามาในเรือนอีกเลย
เฟยหลงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างอ่อนใจก่อนจะก้มลงเก็บเศษชามแตกด้วยตัวเอง มือหนาใช้ผ้าถูพื้นช้าๆ ทั้งที่ดวงตาพยายามกวาดมองรอบตัวคล้ายรอคอยใครบางคนตลอดเวลา จนกระทั่งเขาทำความสะอาดห้องโถงสะอาดเรียบร้อยเหมือนเดิม นางก็ยังไม่กลับมา...
เมื่อเห็นว่าสาวใช้ของตนเองหายไปนาน เขาจึงตัดสินใจกลับเข้าห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อน เพราะการซ้อมดาบกลางหิมะทำให้เสื้อผ้าของเขาเปียกชื้นจนต้องเปลี่ยนชุดใหม่และซับเส้นผมอยู่นานกว่าจะแห้ง
ดวงตานิลกวาดตามองรอบห้องโถงอีกครั้งสลับกับมองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าค่อยๆ เคลื่อนจากเหนือศีรษะจนใกล้ลับขอบฟ้า เฟยหลงนั่งลงบนเก้าอี้คล้ายรอคอยใครบางคนในท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เขาจ้องเขม็งมองประตูหวังเพียงว่าจะเห็นเงาของหญิงสาวผู้นั้น
แขนทั้งสองข้างกอดอกแน่นจนกลายเป็ตะคริว คิ้วทั้งสองข้างขมวดกันเป็ปมจนรู้สึกเหน็บชา ดวงใจกลางหน้าอกเริ่มร้อนรนขึ้นเมื่อเห็นว่าใกล้มืดแล้วแต่ป๋ายเหนียงก็ยังไม่กลับมา
‘ท่านยังจะไล่ข้าออกจากเรือนอีกหรือ ต้องให้ข้าเก็บของออกไปอยู่ข้างนอกเลยหรือไม่ ต้องให้ข้าหนีไปจากชีวิตท่านเลยดีหรือไม่ ท่านถึงจะพอใจ’ เสียงซึ่งดังขึ้นในความทรงจำ คำพูดของนางวนกลับมาอีกครั้ง คนที่เคยนั่งรออย่างใจเย็นรีบผุดลุกขึ้นยืนทันที
ดวงตาัซึ่งเคยมีเพียงแค่ความเ็า ตอนนี้กลับซ่อนแววตื่นตระหนก หวาดกลัวและร้อนรนไว้ไม่มิด พอคิดว่านางอาจจะจากไปแล้ว เท้าทั้งสองข้างก็รีบวิ่งออกจากเรือนอย่างรวดเร็ว
“ป๋ายเหนียง” เสียงะโร้องดัง
“ปัง / ป๋ายเหนียง” เสียงเปิดประตูห้องนอน ดวงตานิลกวาดตามองรอบห้องเพื่อหาเงาร่างของหญิงสาว ห้องนอนถูกตกแต่งด้วยสิ่งของมากมาย ทั้งม่านไข่มุกราคาแพงและของตกแต่งในโทนสีขาวโดดเด่นล้ำค่าจนเขารู้สึกแสบตา
เท้ายาวก้าวเข้าห้องอย่างถือวิสาสะ ปัดม่านไข่มุกจนเกิดเสียงแสบแก้วหู ดวงตาักวาดสายตามองเตียงนอนสีขาวของนาง หลังจากค้นหาจนทั่วห้องนอนก็ไม่เห็นแม้แต่เงาร่างใครบางคน ใจซึ่งเคยราบเรียบไร้ความรู้สึกตอนนี้เริ่มเต้นระรัว หัวใจรู้สึกหนักอึ้งเมื่อจินตนาการว่านางอาจจะหนีจากเขาไปแล้ว
มือหนากำม่านไหมปิ่นจักจั่นไว้แน่น ดวงตาัแดงก่ำจนเห็นเส้นเื ม่านไหมบางราวกับปีกจักจั่นถูกเขากำจนเกิดรอยขาด
ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาจนทำให้เฟยหลงแทบคลั่ง นางเป็ใครแล้วอย่างไร ในเมื่อตอนนี้นางอยู่เคียงข้างเขาก็พอแล้วไม่ใช่หรือ แม้จะไม่เข้าใจว่าความรู้สึกหวาดกลัวนี้คือสิ่งใด แต่เขาแค่มั่นใจในความสำคัญของนางในใจเขาก็เพียงพอแล้ว
ในชีวิตของเขาเหลือแค่นางคนเดียวเท่านั้น มีเพียงนางที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดระยะเวลา 7 ปี อาจจะเพราะเขามองว่านางเป็ญาติเป็คนในครอบครัวไปแล้ว ดังนั้นนางจะทิ้งเขาเหมือนที่บิดามารดาทิ้งเขาไม่ได้
บนโลกนี้เหลือนางคนเดียวที่เป็พี่น้องของเขาเท่านั้น
“ป๋ายเหนียง” เสียงร้องะโดังพร้อมๆ กับที่เขาเดินเข้าไปในห้องหนังสือของนาง ภายในห้องมีตำราแพทย์ไม่กี่เล่มเท่านั้น เดิมทีนางบอกว่าตัวเองอยากเรียนวิชาแพทย์ แต่เพราะใช้เวลาไปกับการดูแลเขาทำให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ของนางเรียนได้ไม่มากนัก
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความรู้สึกผิด เขารู้ดีว่านางใช้เวลาส่วนมากเพื่อดูแลเรือนหลังนี้และนางมักจะให้ความสำคัญกับเื่ของเขาเสมอ เดิมทีคิดว่านั่นคือหน้าที่ของสาวใช้อยู่แล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจและรับการดูแลจากนางด้วยความสบายใจ
แต่ตอนนี้เมื่อมองเห็นห้องหนังสือแพทย์ของนางที่มีตำราไม่กี่เล่มและโต๊ะเก้าอี้ชุดหนึ่งเท่านั้น ซึ่งต่างจากห้องหนังสือของเขาซึ่งเต็มไปด้วยของมีค่ามากมาย อาวุธดาบกระบี่หอกล้วนเป็สมบัติชั้นยอดถูกวางอย่างเป็ระเบียบในห้องหนังสือกว้างขวาง ตำราล้ำค่ามากมายถูกจัดวางไว้อย่างหนาแน่นบนชั้นหนังสือ เมื่อเทียบสองห้องแล้วกลับเห็นถึงความแตกต่างจนน่าปวดใจ
ยิ่งเมื่อนึกถึงดวงตาดอกท้อซึ่งเปล่งประกายเมื่อ 7 ปีก่อน นางเล่าให้เขาฟังด้วยความตื่นเต้นว่าจะมีห้องเรียนแพทย์ของตัวเอง นางจะจัดวางอย่างไร จะมีอะไรในห้องบ้าง และนางจะเรียนวิชาแพทย์ที่ตัวเองชอบอย่างไร ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกผิดของเขามีมากขึ้นกว่าเดิมจนกดทับแน่นหน้าอก ในใจหนักอึ้งจนต้องสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อระบายความอึดอัดออกไป
“ช่างเถิด นางเป็ใครไม่สำคัญแล้ว” เฟยหลงถอนหายใจก่อนจะเดินออกจากห้องด้วยรอยเท้าที่เต็มไปด้วยหนักอึ้ง
นางอาจจะเป็ชาวเผ่าประหลาดที่เขาไม่รู้จัก เป็ปีศาจที่หลายคนหวาดกลัว หรือนางอาจจะเป็สายลับจากคนในวังหลวง นางจะเป็ใครก็ไม่สำคัญแล้ว ขอเพียงนางอยู่เคียงข้างเขาเช่นเดิมก็พอ.... ต่อไปนี้เขาจะไม่สงสัยตัวตนของนางอีก ขอเพียงนางยอมกลับมาก็พอแล้ว
“ป๋ายเหนียง”
ดวงตานิลกวาดตามองห้องครัวและมองเตาซึ่งดับสนิท เตาในห้องครัวไม่มีความร้อนทำให้รู้ว่าั้แ่เช้านางก็ไม่เหยียบเข้าห้องครัวอีกเลย
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนจะเดินรอบเรือนอีกครั้ง ชายหนุ่มไม่อาจปกปิดความร้อนรนได้อีกต่อไป รองเท้าสีดำเดินย่ำบนกองหิมะจนเกิดเป็รอยยาว แม้อากาศจะหนาวแต่ตอนนี้เขาไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงตามหาหญิงสาวให้พบก่อนก็พอ
“ป๋ายเหนียง” เขาร้องเรียกเสียงแ่เบาเมื่อเดินมาหลังเรือนจนมองเห็นกองหิมะแปลกประหลาดกองหนึ่งอยู่ข้างลำธารน้ำแข็ง
กองหิมะกองนั้นขยับเล็กน้อยก่อนจะหันมามองเขาด้วยใบหน้าซีดขาวอาบน้ำตา แสงของดวงอาทิตย์สะท้อนใบหน้าของนางจนสามารถมองเห็นว่าผมสีขาวบางเส้นตอนนี้เกาะกันจนกลายเป็ก้อนน้ำแข็ง หญิงสาวในอาภรณ์ขาวใช้มือยันพื้นก่อนจะลุกขึ้นยืนเอียงไปเอียงมาไม่มั่นคง
“เ้า......” เสียงทุ้มร้องดังและขาดหายไป เฟยหลงเม้มปากเป็เส้นตรงเมื่อเห็นน้ำตาหยดใหม่กำลังไหลออกมาจากดวงตาดอกท้ออีกครั้ง คำด่ามีเต็มท้องแต่เมื่อเห็นหยาดน้ำตาไหลหยดออกมาจากดวงตาดอกท้อ คำด่ามากมายก็ถูกเขาโยนทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เฟยหลงรีบวิ่งเข้าไปหานางก่อนจะใช้มือปัดหิมะบนหัวออกให้เบามือ
ชายหนุ่มนิ่วหน้าขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ริมฝีปากเม้มแน่น แต่กลับไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา เขาเพียงถอดเสื้อคลุมสีดำของตัวเองคลุมตัวนางแทนและกุมมือของนางทั้งสองข้างไว้ก่อนจะช่วยถูไปมาเพื่อคลายความหนาว
“กลับเรือนเถิด” เขาเอ่ยเสียงเบาก่อนจะจูงมือนางเดินกลับเรือนเร็วจนบางครั้งนางเดินไม่ทันจนเผลอสะดุดกองหิมะตามเส้นทางไปหลายรอบ
“ฮึก ท่านจะทำอะไร” ป๋ายฮวาสะอึกสะอื้นด้วยความน้อยใจ เดิมทีคิดว่าเขาตามนางจนเจอต้องมีคำพูดมากมาย แต่นอกจากเฟยหลงจะจูงมือนางกลับเรือนเงียบๆ แล้วก็ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีกเลย
เฟยหลงก้มหน้ามองเส้นผมของนางซึ่งตอนนี้ยังมีก้อนน้ำแข็งเกาะกันเป็ก้อน มีบางส่วนละลายกลายเป็หยดน้ำผสมกับน้ำตาของหญิงสาวจนแยกไม่ออก เขาถอนหายใจแ่เบาด้วยความปวดใจ เดิมทีเขาคิดว่านางเป็เหมือนพี่สาวคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เขากลับคล้ายพี่ชายดูแลน้องสาวมากกว่า
เสียงถอนหายใจพร้อมๆ กับความรู้สึกอุ่นข้างแก้มแปลกประหลาด ป๋ายฮวาเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ นางเห็นเขาเม้มปากแน่นพร้อมใช้ชายแขนเสื้อซับน้ำตาให้นางก่อนจะช่วยซับน้ำบนศีรษะให้ด้วยท่าทางอ่อนโยนจนนางมึนงงไม่กล้าขยับตัวหนี
เฟยหลงชักมือกลับพร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบนิ่งบอกนางว่า “แช่น้ำร้อนสักหน่อยและดื่มน้ำขิงสักถ้วย เ้าไปรอในห้องก่อน ข้าจะไปต้มน้ำร้อนมาให้”
ป๋ายฮวามองเขานิ่ง ดวงตาดอกท้อจ้องมองใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยสายฟ้าสีม่วงอย่างไม่เข้าใจ “ได้อย่างไร เดี๋ยวบ่าวต้มเองเ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไร” เฟยหลงตัดบทก่อนจะหันกายเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงเงาร่างของหญิงสาวไว้เื้ั
ชายหนุ่มชะงักเท้าหยุดยืนนิ่งหน้าประตูห้องครัว ความรู้สึกอุ่นร้อนบนฝ่ามือทำให้เขาเผลอกำมือแน่นจนเกิดรอยแดง .....นางเป็ใครกันแน่..... นอกจากเกศาสีขาว ตอนนี้เขารู้เพิ่มอีกข้อหนึ่งแล้ว....
แม้นั่งอยู่กลางหิมะั้แ่เช้าจนถึงเย็นกระทั่งกลายเป็กองหิมะแต่นางกลับไม่รู้สึกหนาวสั่นเลยแม้แต่น้อย ดวงหน้านั้นยังมีเืฝาดเช่นเดิม มือของนางพอถูกเช็ดหิมะออกก็กลับมาอุ่นร้อนแล้ว นอกจากร่างกายที่เปียกคล้ายกับว่านางไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นจากหิมะเลย
แม้จะสงสัยมากเพียงใดแต่เขาทำอะไรได้บ้างเล่านอกจากพยายามมองข้าม
เฟยหลงขมวดคิ้วมองหม้อซึ่งเคยถูกนางต้มยาตอนนี้กำลังถูกเขานำมาใช้ต้มน้ำขิงบนโต๊ะกลางห้องโถงแทน นั่งรอไม่นาน เสียงเปิดประตูเื้ัตามด้วยเสียงวิ่งออกมาจากห้องด้านข้างทำให้เขาหันไปมองตามอย่างรวดเร็ว
ร่างในอาภรณ์ขาวเกศาขาวเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าเศร้าเล็กน้อย ผิวขาวราวหิมะยิ่งทำให้นางคล้ายไม่มีอยู่จริงบนโลก กลิ่นลูกท้ออบอวลทั่วห้องโถงคล้ายมีคล้ายไม่มีเมื่อนางเดินเข้ามาใกล้ ดวงตาดอกท้อจ้องมองเขาเขม็งพร้อมกับริมฝีปากเม้มบางจนเกิดลักยิ้มบุ๋มลึก ใบหน้าหวานแม้จะไม่ใช่ความงามล่มเมืองแต่หากมีการจัดอันดับคนงามต้องมีชื่อของนางติดอยู่สักอันดับแน่นอน
“นั่งลงสิ ดื่มน้ำขิงก่อน” เฟยหลงดึงสายตากลับก่อนจะเทน้ำขิงใส่ถ้วยสองชามเลื่อนไปให้นางชามหนึ่งและให้ตัวเองดื่มอีกชามหนึ่ง
ป๋ายฮวามองใบหน้าเรียบนิ่งของเขาด้วยความไม่เข้าใจ ท่าทางเงียบสงบไร้ความรู้สึกทำให้นางไม่รู้ว่าตอนนี้ชายหนุ่มเบื้องหน้ากำลังคิดอะไร เมื่อเห็นว่านางไม่ดื่มเขาก็ก้มลงจิบน้ำขิงของตนเองทีละอึกอย่างใจเย็นไม่ใส่ใจนางอีก ท่าทางเ็าของเขาทำให้นางไม่รู้แล้วว่าควรวางตัวอย่างไร
หรือนี่จะเป็ท่าทางของมหาเทพที่ท่านปู่เล็กเคยเล่าให้ฟัง
ป๋ายฮวามองสบตากับดวงตานิลคู่นั้นอีกครั้ง ดวงตาันิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่น พอเห็นว่านี่คือมหาเทพที่นางรู้จักจึงผ่อนลมหายใจก่อนจะดึงสายตากลับยกถ้วยน้ำขิงของตนเองขึ้นดื่มเช่นเดียวกันกับเขา
“แค่กๆๆๆ” เพียงจิบเดียวความแสบร้อนและความเผ็ดของขิงก็ทำให้หญิงสาวไอออกมาทันที ป๋ายฮวารีบวางถ้วยน้ำขิงทิ้งก้มหน้าลงไอบรรเทาอาการแสบร้อนก่อนจะรีบเทน้ำในกาดื่มอย่างรวดเร็วเพราะนางไม่คิดมาก่อนว่าน้ำขิงจะไม่อร่อยถึงเพียงนี้
นางเคยจำได้ว่าแม่ครัวจางบอกว่าขิงช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ ทุกครั้งที่หิมะตกนางจะต้มให้เฟยหลงดื่มั้แ่อายุ 10 ปีจนเขาอายุ 17 ปี แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่นางชิมด้วยตนเอง แม่ครัวจางบอกว่าให้นำขิงมาต้มกับน้ำเท่านั้น เฟยหลงก็ดื่มคล้ายกับมันไม่ได้มีรสชาติเผ็ดร้อนเลยแม้แต่น้อย
นางซึ่งไม่เคยชิมมาก่อนตอนนี้จึงรู้แล้วว่าน้ำขิงไม่อร่อยแค่ไหน
“เป็อย่างไรบ้าง” เฟยหลงร้องถามก่อนจะรินน้ำร้อนใส่ถ้วยยื่นให้นางอีกถ้วย
ใบหน้าหวานไอจนแดงก่ำ ดวงตาดอกท้อบวมแดงเพราะร้องไห้มาตลอดทั้งวัน ตอนนี้เอ่อคลอด้วยน้ำตา นางมองหน้าเฟยหลงก่อนจะเบ้ปากด้วยความน้อยใจ “น้ำขิงไม่อร่อย”
ดวงตาดอกท้อหรี่มองเขาก่อนจะแอบใช้มืออีกข้างเลื่อนมันออกห่าง เวลานางต้มน้ำขิงแค่ได้กลิ่นก็ไม่กล้าชิมแล้ว แต่เมื่อสักครู่เพราะเฟยหลงต้มให้นางด้วยตัวเองซ้ำยังรินใส่ถ้วยให้นางอีกด้วย แม้จะไม่อยากชิมแต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธน้ำใจได้จึงต้องกัดฟันชิมหนึ่งอึกแต่กลับกลายเป็แสบร้อนและเผ็ดไปทั่วปากตนเองแทน
“ดีขึ้นหรือไม่” เฟยหลงถามเสียงอ่อน ดวงตานิลโค้งเล็กน้อย ริมฝีปากยกขึ้นเมื่อเห็นท่าทางคล้ายลูกสุนัขของนาง ในใจคล้ายถูกความอบอุ่นบางอย่างโอบอุ้ม ความโกรธซึ่งมีอยู่เต็มท้องคล้ายกับหายไปหมดสิ้น
“ไม่อร่อย ไม่ดื่มแล้ว” ป๋ายฮวารีบร้องบอกเขาพร้อมส่ายหน้ารัวเมื่อเห็นเฟยหลงกำลังยกถ้วยน้ำขิงของนางขึ้นมาอีกครั้ง
“อืม ได้ๆ ไม่ดื่ม ก็ไม่ดื่ม” เฟยหลงระบายยิ้มตอบรับพลางยกถ้วยน้ำขิงของหญิงสาวดื่มเองจนหมด
ป๋ายฮวาเบิกตากว้างด้วยความใ “คุณชาย....”
“กินข้าวกันเถิด” เฟยหลงกระแอมไอรีบเปลี่ยนเื่ก่อนจะถือถ้วยชามเดินเลี่ยงออกไปนอกห้องโถงอย่างรวดเร็ว ความเคยชินในการมองว่านางเป็คนหนึ่งของครอบครัวเป็คนใกล้ชิดที่สุดของเขา ทำให้เผลอยกน้ำขิงขึ้นดื่มโดยไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย
ตอนนั้นเพียงคิดว่าในเมื่อนางไม่ดื่ม เขาควรจะดื่มให้หมดเพื่อไม่ให้เสียดายของเท่านั้น อาจจะเป็เพราะความอดอยากในวัยเด็ก หรืออาจจะเป็เพราะความเคยชิน เขาจึงได้ทำเื่เหล่านี้ลงไปโดยไม่รู้สึกตัว
รองเท้าย่ำบนหิมะไม่เป็ระเบียบทำให้รู้ว่าเ้าของรอยเท้าวุ่นวายใจแค่ไหน ความร้อนบริเวณปลายหูและความประหม่าที่เขามักรู้สึกอยู่บ่อยๆ ่นี้ทำให้เฟยหลงเริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าตอนนี้ตัวเองกำลังป่วยเป็โรคอะไร
ป๋ายฮวามองตามเงาด้านหลังด้วยความไม่เข้าใจ การใช้ถ้วยชามเดียวกันเป็ธรรมเนียมของโลกมนุษย์อย่างนั้นหรือ นางเคยได้ยินท่านปู่เหลียงบอกว่าชีวิตยากจน ภายในบ้านมีถ้วยชามหนึ่งใบเท่านั้น ข้าวหนึ่งกำมือถูกต้มใส่หม้อเดียวและใช้ถ้วยตักน้ำข้าวต้มใสๆ แบ่งกันดื่ม วนเวียนกันจนสามารถประทังชีวิตรอดจากอากาศหนาวในแดนเหนือได้
ป๋ายฮวาพยักหน้าหลายครั้งด้วยความเข้าใจ อย่างนี้นี่เอง การกินดื่มโดยใช้ถ้วยชามเดียวกันเป็ธรรมเนียมทั่วไปของโลกมนุษย์