ภายในห้องพักเล็ก ๆ ของวัดเก่า
หลินเซวียนนั่งอยู่เพียงลำพัง
สายตาจับจ้องฝ่ามือของตน
ั้แ่กลับมาจากแท่นหินโบราณ
ภาพของบุรุษถือโคมยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
ประตูั์
ทะเลศพ
ท้องฟ้าแตกร้าว
ทุกอย่างชัดเจนราวกับเขาเคยอยู่ที่นั่นจริง ๆ
แต่ยิ่งพยายามนึก
ภาพเ่าั้กลับเลือนหาย
ราวกับมีพลังบางอย่างปิดกั้นเอาไว้
หลินเซวียนหลับตาลงช้า ๆ
พยายามฝึกวิชาสังเกตมรรคาตามที่เฉินเยี่ยนชิวสอน
ไม่นาน
กระแสอ่อน ๆ ก็เริ่มไหลเวียนภายในร่าง
เขามองเห็นสายปราณจาง ๆ
เห็นเงาิญญาที่ล่องลอยอยู่ไกล ๆ
และเห็นเส้นกรรมบางเบาที่เชื่อมโยงผู้คนในหมู่บ้าน
แม้ยังเลือนราง
แต่ก้าวแรกของการฝึกฝนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
...
เช้าวันต่อมา
เฉินเยี่ยนชิวเรียกประชุมคนของหอเฝ้าราตรีทั้งหมด
สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียด
เพราะสารตอบกลับจากส่วนกลางมาถึงแล้ว
ภายในม้วนสารมีเพียงไม่กี่ประโยค
แต่ทำให้แม้แต่เฉินเยี่ยนชิวต้องเงียบไปครู่หนึ่ง
“รักษาพื้นที่”
“ห้ามเปิดผนึก”
“กำลังส่งผู้ตรวจการระดับสูงเพิ่มเติม”
ชายถือดาบถึงกับสูดลมหายใจลึก
ผู้ตรวจการระดับสูงกว่าเฉินเยี่ยนชิวอีกหรือ?
เื่ราวใตู้เา
ร้ายแรงถึงระดับนั้นแล้วหรือ
เฉินเยี่ยนชิวเก็บม้วนสาร
ก่อนกล่าวเพียงสั้น ๆ
“จากนี้ไป ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป”
...
่สาย
หลินเซวียนถูกเรียกไปพบอีกครั้ง
คราวนี้
เฉินเยี่ยนชิวพาเขาไปยังศาลาร้างด้านหลังวัด
บนโต๊ะหินมีตำราเก่าเล่มหนึ่งวางอยู่
“เ้ารู้หรือไม่”
เฉินเยี่ยนชิวกล่าว
“เหตุใดผู้เฝ้าผนึกจึงน่ากลัว”
หลินเซวียนส่ายหน้า
“เพราะพวกเขาไม่ได้เฝ้าเพียงผนึก”
“แต่เฝ้าความลับ”
“บางความลับ หากเผยออกมา อาจทำให้ดินแดนทั้งแห่งล่มสลาย”
คำพูดนั้นทำให้หลินเซวียนนิ่งไป
เฉินเยี่ยนชิวเปิดตำรา
ภายในมีภาพเลือนรางของอักขระโบราณ
หลายหน้าถูกฉีกออก
หลายหน้าถูกเผาทำลาย
ราวกับมีใครบางคนไม่้าให้ข้อมูลเหล่านี้หลงเหลืออยู่
ทันใดนั้น
สายตาของหลินเซวียนสะดุดเข้ากับสัญลักษณ์หนึ่ง
เป็รูปโคมโบราณ
คล้ายกับที่เขาเห็นในนิมิต
หัวใจของเขากระตุกทันที
แต่เมื่อกะพริบตาอีกครั้ง
หน้ากระดาษส่วนนั้นกลับว่างเปล่า
ราวกับภาพเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่
...
ตกเย็น
เฉินเยี่ยนชิวนำคนกลับไปยังบริเวณแท่นหินอีกครั้ง
ครั้งนี้
พวกเขาตรวจสอบอย่างละเอียดกว่าเดิม
หลังขุดลึกลงไปอีกหลายจั้ง
ในที่สุดก็พบสิ่งผิดปกติ
ใต้แท่นหินโบราณ
มีรากฐานของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ซ่อนอยู่
ไม่ใช่สุสาน
ไม่ใช่วัด
แต่คล้ายฐานของค่ายกลขนาดมหึมา
อักขระจำนวนมากถูกสลักอยู่ตามพื้นหิน
แม้เวลาจะผ่านมานับพันปี
แต่ยังหลงเหลือกลิ่นอายอ่อน ๆ อยู่
เฉินเยี่ยนชิวขมวดคิ้ว
“ค่ายกลนี้...”
“ใหญ่เกินกว่าจะใช้ผนึกสิ่งมีชีวิตธรรมดา”
ทุกคนเงียบงัน
ไม่มีใครกล้าคิดต่อ
...
ในขณะที่ทุกคนกำลังตรวจสอบ
หลินเซวียนกลับรู้สึกถึงบางอย่าง
ดวงตาแห่งกรรมเปิดออกเองโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น
เขาเห็นเส้นกรรมสายหนึ่ง
พุ่งขึ้นจากแท่นหิน
ทอดยาวไปยังูเา
จากูเา
ทอดยาวขึ้นสู่ท้องฟ้า
และหายไปในความมืดอันไร้ขอบเขต
แต่สิ่งที่ทำให้เขาใยิ่งกว่า
คือบนเส้นกรรมนั้น
มีเงาร่างเลือนรางยืนอยู่
ราวกับกำลังมองลงมา
เพียงชั่วพริบตา
เงานั้นก็หายไป
หลินเซวียนหน้าซีดทันที
“เกิดอะไรขึ้น”
เฉินเยี่ยนชิวถาม
หลินเซวียนลังเล
ก่อนตอบเพียงบางส่วน
“ข้าเหมือนเห็น...ใครบางคน”
เฉินเยี่ยนชิวหรี่ตา
แต่ไม่ได้ซักถามต่อ
...
คืนนั้น
ขณะทุกคนพักผ่อน
ไกลออกไปนอกหมู่บ้านหลายร้อยลี้
บนยอดเขาแห่งหนึ่ง
บุรุษสวมอาภรณ์สีเทากำลังยืนอยู่ริมหน้าผา
ในมือของเขาถือม้วนสารลับ
ซึ่งมีตราประทับของหอเฝ้าราตรีส่วนกลาง
หลังอ่านจบ
เขาค่อย ๆ เผาสารทิ้ง
ก่อนเงยหน้ามองทิศทางของูเาในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนั้น
แววตาเย็นเยียบ
“ผนึกโบราณ...”
“หรือว่าจะเป็ของสิ่งนั้นจริง ๆ”
สายลมพัดผ่าน
เงาร่างของเขาค่อย ๆ เลือนหายไป
ราวกับไม่เคยปรากฏตัว
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ใตู้เาอันมืดมิด
ลึกลงไปในส่วนที่ไม่มีใครเข้าถึง
เสียงบางอย่างดังขึ้นช้า ๆ
ดังเพียงครั้งเดียว
คล้ายเสียงโซ่ั์ถูกดึง
ครืด...
แล้วทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
ราวกับสิ่งที่หลับใหลอยู่ใต้ผืนดิน
กำลังเริ่มขยับตัวเป็ครั้งแรกในรอบเวลาที่ไม่มีใครจดจำ