“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรก็เจ้าออกเรือนไปแล้วจะให้แม่สั่งหยางหลงให้ตามเจ้าไปงั้นรึ” ลูบผมบุตรสาวเพียงคนเดียวที่นางรักและรับรู้ทุกสิ่งผ่านหนังสือปกดำเล่มนั้น รู้กระทั่งเรื่องที่นางต้องพิษกุหลาบ “เจ้าติดพี่ชายแม่รู้แต่ยามนี้เจ้ามีสามีมิใช่ว่าต้องให้พี่ชายไปนอนด้วยหรืออย่างไร”
เจ้าเฟิ่งเซียนหน้าแดง “ผู้ใดจะให้พี่ชายไปนอนด้วยกันเล่าเจ้าคะ”
“นั่นสิแล้วจะถามเพื่อสิ่งใด”
ฟุ่บ!! เจ้าหยางหลงกระโดดเร็วๆ เข้ามาใกล้ “แต่ลูกจะไปส่งเฟิ่งเอ๋อร์ก่อนขอรับท่านแม่”
“ไปทำไมรึ” ท่านแม่จูเหม่ยเซียนถามลูกชายแต่เจ้าเฟิ่งเซียนยิ้มกริ่มชอบใจ
“ลูกจะไปดูบางอย่างที่มันติดค้างอยู่ในใจของลูก” หาใช่สิ่งของแต่มันคือ ‘หญิงสาว’
“_” ท่านแม่จูเหม่ยเซียนมิกล่าววาจาใดแต่กลับเรียกอาเฉ่าขันทีคนสนิทให้ไปเอาหนังสือปกสีดำมาส่งให้เจ้าหยางหลง “เอาไปอ่านแล้วนำมันกลับมาคืนแม่ก่อนที่เจ้าจะติดตามน้องไปแคว้นเพ่ย”
เจ้าหยางหลงมองสิ่งของในมือ..ที่มีตัวหนังสือภาษาไทยเต็มไปหมด เขายิ้ม “ได้ขอรับท่านแม่” เก็บไว้ในอกเสื้อมิดชิด
จูเหม่ยเซียนยิ้ม..จากนี้ไปเรื่องราวในสมุดสีดำของนางจะกลายเป็นเรื่องราวของบุตรชายเจ้าหยางหลงทันที..นางรู้เพราะเรื่องนี้มันเกิดขึ้นแล้วกับเจ้าเฟิ่งเซียน ทุกความเป็นไปถูกเขียนขึ้นมาเองราวกับถูกบันทึกโดยเจ้าตัว นางก้มมองบุตรสาวที่ยามนี้ออกเรือนไปแล้วด้วยความสุขใจ เฟิ่งเอ๋อร์ได้สามีที่ดี จากที่ได้ฟังคำบอกเล่าก็รู้ได้ว่าบุรุษสูงศักดิ์ผู้นี้ตกหลุมรักบุตรสาวนางทั้งๆ ที่ใบหน้าอัปลักษณ์..คงจะด้วยความที่บุตรสาวของนางชอบทำสิ่งโลดโผน ชอบหาเรื่องใส่ตัว ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงจึงให้ความสนใจแค่นาง ลูบใบหน้างดงามสวยสดในวัยสะพรั่ง
“ก่อนวันสมรสอีกสามวันข้างหน้าจะมาถึง เฟิ่งเอ๋อร์อยากนอนกอดแม่หรือไม่..หืมม”
“เจ้าค่ะ!!ลูกอยากนอนกอดท่านแม่”
ชินอ๋อง จวิ้นอ๋องและเพ่ยหานหรง ต่างพากันยิ้มก่อนจะนั่งร่ำสุราและร่วมเดินหมากพูดคุยเรื่องบ้านเมือง..ลูกเขยผู้นี้ช่างถูกใจท่านพ่อทั้งสองยิ่งนัก
เจ้าเฟิ่งเซียนมองสวามีของตนเอง แล้วพูดขึ้นมากับท่านแม่ของนาง “ท่านแม่ทราบเรื่องที่แคว้นเพ่ยมีความเชื่อเรื่องคำทำนายหรือไม่เจ้าคะ”
“ทราบในตอนที่เจ้าบอกนี่อย่างไร” ความจริงนางรู้มาจากหนังสือปกสีดำแล้ว
“พี่หานหรงต้องสมรสและแต่งตั้งสตรีที่เป็นเนื้อคู่เท่านั้นขึ้นเป็นฮองเฮาจึงจะสามารถช่วยค้ำยันบ้านเมืองหรือปัดเป่าเคราะห์กรรมได้ ลูกไม่รู้ว่าสตรีนางนั้นจะใช่ลูกหรือไม่ ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าพี่หานหรงจะกระอักเลือดออกมาโดยมิรู้สาเหตุอีกรึเปล่า” นางกอดมารดา “ภายนอกลูกอาจจะเข้มแข็งแต่ภายในนั้นลูกกลัว..กลัวว่าลูกจะช่วยพี่หานหรงไม่ได้ กลัวไปหมดทุกสิ่ง”
จูเหม่ยเซียนเพียงยิ้มแล้วพูดตอบลูกสาว “แล้วหลังจากลูกสมรสกับพี่หานหรงของลูก พี่หานหรงสบายดีหรือป่วยไข้?”
“พี่หานหรงสบายดีมิเจ็บป่วยสิ่งใด มิหน้ามืดและกระอักเลือดเหมือนก่อนหน้านั้นเลยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็จงมั่นใจว่าเจ้าคือเนื้อคู่ของสวามีเจ้า อย่ากลัวอย่ากังวลและเดินหน้าต่อไปดังเช่นที่เจ้าเคยกระทำสิ่งที่ยังไม่เกิดก็อย่าไปคิดถึงมันเจ้าแค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ…หนทางการเป็นฮองเฮาถึงแม่จะไม่รู้แต่แม่ก็อยากจะบอกให้เจ้า….จงหนักแน่นในตนเองให้มาก ทำทุกสิ่งด้วยสติ สองสามีภรรยาต้องปรึกษาและพูดคุยกันทุกเรื่องที่สำคัญ ‘อย่าซนให้มาก’ เข้าใจหรือไม่” ลอบหัวเราะน้อยๆ
“ท่านแม่อ่ะ..ลูกหาได้ซุกซนนะเจ้าคะ” มุ่ยหน้า
“เจ้ายิ่งกว่าซุกซนอีกยอดรัก” เพ่ยหานหรงเดินมาหาสตรีสองแม่ลูกด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่อย่าได้กังวลข้าจะดูแลฮองเฮาตัวน้อยของข้าเป็นอย่างดี” บุรุษผู้เยาว์วัยกว่าท่านแม่ของเจ้าเฟิ่งเซียนเพียงเจ็ดปีให้คำมั่นสัญญา
“ต่อไปเป็นธุระของเจ้าแล้ว”
“ข้ายินดีขอรับ”
“พาสามีเจ้าไปเดินชมวังหลวงของเราสิเฟิ่งเอ๋อร์ รึจะไปหาหวังฮองเฮา ดูนกยูงที่พี่หานหรงของเจ้ามอบให้พระองค์ก็ดี”
“เจ้าค่ะ” เจ้าเฟิ่งเซียนลุกขึ้นยืนจูงมือบุรุษตัวโตกว่านางเดินห่างออกไป
จูเหม่ยเซียนและสองสวามีต่างมองตามอย่างมีความสุขก่อนจะหันมาเล่นกับเจ้าเทียนหลงเด็กน้อยวัยสองขวบปีตรงสนามหญ้าหน้าตำหนัก ….เสียงหัวเราะสนุกสนานดังอยู่รอบกายทุกคน
๑-------------------๑
หลังจากงานมงคลสมรสผ่านพ้นไปแล้วห้าวัน ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงจึงขอทูลลากลับแคว้นเพ่ยโดยรอบนี้จะใช้รถม้าขนาดใหญ่หกคันเท่านั้นในการเดินทางกลับสู่แคว้นเพ่ย เจ้าเฟิ่งเซียนร้องไห้ซุกอกมารดาร่วมหนึ่งเค่อจึงผละออกและตัดใจขึ้นรถโดยให้คำสัญญาว่าในหนึ่งปีจะเดินทางมาหาท่านแม่สี่ครั้ง ทางด้านจูเหม่ยเซียนมิได้ว่ากล่าวอันใดทุกอย่างล้วนแล้วแต่บุตรสาว รถม้าเคลื่อนตัวออกจากวังหลวงในยามเฉิน (08.00) บนรถม้าคันสุดท้ายเป็นเจ้าหยางหลงโบกมืออกมาร่ำลาท่านแม่ด้วยรอยยิ้ม จูเหม่ยเซียนโบกมือโต้ตอบบุตรชายคนโตพร้อมกับกำสมุดปกสีดำในมือแน่น….และแน่นอนว่ายามนี้เรื่องราวด้านในได้แปรเปลี่ยนเป็นเรื่องราวของบุตรชายของนางแล้ว สิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของมารดาเช่นนางคือ ‘หยางหลงกลับไปหาสิ่งใดในแคว้นเพ่ย?’
บนรถม้าคันที่สองยามนี้ยังคงปรากฏร่างของบุรุษผู้หล่อเหลาและสตรีสาวผู้งดงามนั่งโอบกอดกันอยู่ไม่ห่างด้วยท่วงท่าวาบหวาม
“พอแล้วเจ้าค่ะ” นางหันหน้าหนีปลายจมูกโด่งที่ซุกไซร้อยู่บริเวณต้นคอหอมกรุ่นกลิ่นดอกโม่ลี่ฮวา “เพิ่งออกมาจากประตูวังพี่ก็กอดรัดข้าอีกแล้ว” จับสาบเสื้อตนเอง
“เจ้าตัวหอม” กอดเอวหลวมๆ “พี่อยากจะสูดดมอยู่ตลอดเวลา”
“ไม่เอาเจ้าค่ะ” เอียงหน้ามองสวามี “เรามาคุยเรื่องอาการป่วยของพี่กันดีหรือไม่เจ้าคะ”
“อาการป่วยอันใดรึ” ทำหน้างุนงง
“ก่อนหน้านั้นที่พี่กระอักเลือดออกมาอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
เพ่ยหานหรงคิดตาม “หายแล้วกระมัง” กอดรัดสตรีตัวน้อย ฟอด!!! หอมแก้มนุ่มเต็มรัก “คงเพราะเราร่วมคืนวสันต์กันถึงสามราตรีหลังจากวันนั้นอาการทุกอย่างหาได้มีไม่..มันหายไปอย่างมิรู้สาเหตุจริงๆ” เชยคางมนขึ้นมามอบจุมพิศดุดัน
“อะ..อืมม”
“ต้องขอบคุณเจ้า..ขอบคุณสตรีอัปลักษณ์ที่ช่วงชิงหัวใจพี่ไปยามนั้น” จุ๊บ..จุ๊บ จูบเบาๆ ทั่วหน้าก่อนกลับมาที่ริมฝีปากนุ่ม ไล้เลียขบเม้มกันอยู่เช่นนั้นจนสตรีตัวน้อยคล้อยตาม
สาบเสื้อสีขาวถูกปลดไปจนเกือบเปลือย มือแกร่งลูบไล้เอวบางอ้อนแอ้นสอดล้วงลึกผ่านกางเกงชั้นในตัวน้อยน่ารักที่พระองค์เพิ่งรู้ว่ามี สะโพกกลมกลึงถูกนวดวนปลุกเร้า ‘อ่าห์..พระองค์ช่างร้อนแรงยิ่งนัก’ สามีเสนอภรรยาที่ดีต้องสนองอย่างสมน้ำสมเนื้อใช่หรือไม่
“สามี..อ่ะ อยากรึเจ้าคะ?” แหงนเงยใบหน้าให้บุรุษซุกไซร้
“ย่อมใช่..อา” ท่อนลำแข็งขืนพองขึ้นมาให้เห็นเด่นชัด
สตรีผู้งดงามยิ้มหวานสะกดใจ นางปลดสายคาดเอวบุรุษออกทิ้งลูบไล้หน้าท้องแกร่งสอดมือเล็กลงไปกอบกุมท่อนลำล้นมือชักรูดขึ้นลงๆ “สามีอย่าส่งเสียงดังนะเจ้าคะ..ผู้อื่นจะได้ยิน” แม้เพ่ยหานหรงจะพยักหน้ารับแต่ตัวเขานั้นรู้ว่าองครักษ์รอบกายผู้มีวรยุทธ์สูงย่อมได้ยินเป็นแน่ ‘แต่ผู้ใดสนกันเล่า’
การเดินทางกลับแคว้นเพ่ยรอบนี้ดีมากจริงๆ ♥️
๑-------------------๑