วันต่อมา ณ ที่พักของสถาบันฉินเยี่ย
หนานหมิงที่กำลังนั่งพูดคุยอยู่กับศิษย์หลักคนอื่นๆด้วยความเป็นกันเอง นอกจากนี้พวกเขายังวางแผนเกี่ยวกับการประลองศึกร้อยสถาบันอีกด้วย
เนื่องจากการประลองศึกร้อยสถาบันเป็นการประลองแบบหนึ่งต่อหนึ่งห้าคู่ และจะต้องชนะสามครั้งก่อนถึงจะชนะไปในการแข่งขันครั้งนั้น
ซึ่งการจัดลำดับคนลงแข่งถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากสามารถเอาชนะได้ก่อนถือว่าเป็นการประเดิมสนามได้ดีและสร้างความมั่นใจให้กับทีมอีกด้วย
การประลองในวันแรกจะเป็นการประลองรอบคัดเลือกเท่านั้น โดยจะคัดจากหนึ่งร้อยทีมให้เหลือเพียงแค่สิบทีมเท่านั้น ถือว่าป็นการคัดทีมที่ดุเดือดอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากพลาดแม้แต่แต้มเดียวก็อาจจะทำให้ทีมตกรอบได้เลย
ซึ่งการคัดเลือกก็ง่ายมากเพียงแค่แบ่งกลุ่มเป็นสิบกลุ่มแล้วให้ทุกกลุ่มแข่งขันกันเองจนกว่าจะหาทีมที่ได้อันดับหนึ่ง ซึ่งทีมที่ได้อันดับหนึ่งจะได้เวลาพักผ่อนสองวันก่อนที่จะมาต่อสู้กันในวันเดียวเพื่อหาผู้ชนะ
“ ศิษย์น้องหนานหมิงดูเหมือนว่าเจ้าจะปกปิดเอาไว้อย่างดีเลยนะนึกไม่ถึงเลยว่าตระกูลของเจ้าจะแข็งแกร่งมากขนาดนี้ ข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ ไม่สิแม้กระทั้งหนานหลินเองก็นับว่าเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะด้วยกัน ” หยางไท่กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและชื่นชม
น่าหลันหวงเมิ่ง ฟางเซียงลู่ เยี่ยนเจวี๋ยเองก็มองมาที่หนานหมิงด้วยความเคารพเช่นเดียวกัน เพราะโลกใบนี้ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมได้รับความนับถือจากคนอื่นๆ
หนานหมิงยิ้มเล็กน้อยและกล่าวว่า “ พวกท่านก็กล่าวเกินไปแล้ว ดูสิข้าไม่กล้าสู้หน้าพวกท่านแล้วนะ ”
เมื่อได้ยินที่หนานหมิงพูด ทุกๆคนก็พากันหัวเราะอย่างเป็นกันเอง
น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆต่างก็รู้นิสัยของหนานหมิงเป็นอย่างดี ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่หนานหมิงอยู่ที่สถาบันฉินเยี่ย เขาก็เป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัวและเข้าถึงยาก แต่ถ้าหากเขาเปิดใจให้ใครแล้วเขาก็จะให้ความเคารพกับผู้อื่นเสมอ แม้กระทั้งศิษย์สายนอกหรือศิษย์สายใน บางครั้งก็ได้รับคำแนะนำจากหนานหมิง ทำให้ฝีมือของศิษย์เหล่านั้นพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว
เพราะแบบนี้บางครั้งเหล่าศิษย์หลักหลายคนก็มาให้หนานหมิงชี้แนะบ้าง แม้กระทั้งน่าหลันหวงเมิ่งเองบ้างครั้งก็มาประลองกับหนานหมิงเป็นประจำ เพราะแบบนี้น่าหลันหวงเมิ่งจึงรู้ดีกว่าคนอื่นๆว่าศิษย์น้องผู้นี้แม้ว่าจะดูเรียบร้อยแต่ถ้าหากให้เขาชี้แนะเมื่อไหร่ เขาก็เหมือนกับอาจารย์ที่ชี้แนะศิษย์เลยทีเดียว
หลังจากที่ทั้งกลุ่มพูดคุยกันพอสมควรแล้ว พวกเขาก็เริ่มแสดงท่าทีจริงจังและเป็นน่าหลันหวงเมิ่งที่พูดขึ้นว่า " สำหรับรอบคัดเลือกข้าเชื่อว่าพวกเราสามารถผ่านได้อยู่แล้ว การต่อสู้ที่แท้จริงของพวกเราคือต้องติดหนึ่งในสามของอันดับทั้งหมดให้ได้ เพราะฉะนั้นข้าได้ให้คนของข้าจับตาดูการต่อสู้ของงสถาบันอื่นๆเอาไว้แล้วและพวกเราค่อยมาวิเคราะห์กันอย่างจริงจังอีกที
แต่สำหรับการจัดตำแหน่งในช่วงรอบคัดเลือกพวกเราจะจัดตำแหน่งแบบไม่จริงจังนัก ซึ่งคนแรกที่จะลงไปประเดิมสนามก่อนก็คือศิษย์น้องฟางเซียงลู่ ด้วยการที่เจ้าแข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ของเจ้า ข้าเชื่อว่าเจ้าจะจัดการกับศัตรูได้ทั้งหมดโดยที่ไม่มีปัญหา
ส่วนไม้ต่อไปก็คือหยางไท่และเยี่ยนเจวี๋ย พวกเจ้าสองคนคอยปรึกษากันเองว่าใครจะลงสนามก่อนหลัง เพราะพวกเจ้าทั้งสองมีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกัน และอีกอย่างข้าเชื่อว่าพวกเจ้าสามารถรับมือกับระดับบพรรจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ได้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากพวกเจ้าสามารถเอาชนะได้ก็เอาชนะให้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ถ้าหากเจ้ารู้ตัวว่าไม่สามารถต่อสู้ได้อีกก็ยอมแพ้ได้เลย เพราะพวกเจ้าต้องระมัดระวังอาการบาดเจ็บของตัวเองเป็นอันดับแรก ถ้าหากพวกเจ้าชนะแต่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็อาจจะทำให้สถานการณ์ของทีมแย่ลงไปได้ เพราะพวกเราจะเหลือคนน้อยลง
อย่างที่พวกเจ้าทุกคนรู้การประลองศึกร้อยสถาบันถ้าหากทีมผู้เข้าแข่งขันยังเหลือสามคนก็ยังลงแข่งขันต่อได้ เพราะถ้าหากพวกเจ้าแข็งแกร่งจริงๆก็อาจจะชนะคู่ต่อสู้ทั้งหมดได้
ส่วนไม้ที่สี่จะเป็นข้าเอง เพราะถ้าหากพวกเรารีบจบเกมได้ไวก็จะยิ่งมีประโยชน์ต่อพวกเราอย่างมาก อีกอย่างคนสุดท้ายคือศิษย์น้องหนาน พวกเจ้าคงรู้อยู่แล้วว่าศิษย์น้องหนานแข็งแกร่งมากแค่ไหนเพราะแม้กระทั้งข้าเองก็ยังไม่เคยเอาชนะศิษย์น้องหนานมาก่อนเลย แม้ว่าศิษย์น้องหนานจะแสดงความแข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ก็ตาม แต่ข้าสัมผัสได้ว่าศิษย์น้องหนานน่าจะทะลวงเข้าสู่ปราชญ์ยุทธ์แล้ว เพราะแบบนี้ข้าจะให้ศิษ์น้อยหนานเป็นไพ่ลับของพวกเรา…พวกเจ้าว่าแผนเหล่านี้เป็นอย่างไร ถ้าหากมีตรงไหนต้องปรับก็สามารถบอกได้ " น่าหลันหวงเมิ่งอธิบายแผนให้ทุกคนในทีมฟัง
หนานหมิงและคนอื่นๆไม่มีอะไรโต้แย้งและใช้แผนที่น่าหลันหวงเมิ่งคิดขึ้นมา เพราะพวกเขาก็รู้ดีว่าศิษย์น้องหนานคืออัจฉริยะที่แท้จริง พวกเขาเองก็เคยประลองกับศิษย์น้องหนานมาก่อนและรู้ดีถึงความแข็งแกร่งของศิษย์น้องหนานเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นการเก็บศิษย์น้องหนานเป็นไพ่ลับถือว่าเป็นความคิดที่ดีที่สุด
นอกจากนี้พวกเขาก็ยังรู้ว่าในสถาบันจะต้องมีสายลับของสถาบันอื่นๆซ่อนตัวอยู่ พวกเขาเองก็น่าจะรู้ว่าศิษย์น้องหนานแสดงให้เห็นถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เท่านั้น พวกเขาคงไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วศิษย์น้องหนานได้ทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ไปแล้ว
ถ้าหากสถาบันอื่นได้รับข่าวปลอมนี้ไปพวกเขาก็คงต้องเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน และอีกอย่างแม้ว่าหนานหมิงจะเคยชี้แนะศิษย์คนอื่นๆในสถาบันมาก่อน แต่ก็ไม่เคยมีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วหนานหมิงเก่งในด้านในไหนกันแน่ เพราะดูเหมือนว่าหนานหมิงจะเก่งไปหมดทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า เพลงดาบ เพลงกระบี่ เพลงทวน ทักษะการยิงธนูก็อยู่ในขั้นเทพ เรียกได้ว่าอาวุธหลักเกือบทั้งหมดหนานหมิงสามารถใช้ได้ทั้งหมด แถมยังเก่งกาจกว่าคนอื่นๆอีกด้วย
เพราะไม่ว่าจะเป็นน่าหลันหวงเมิ่ง ฟางเซียงลู่ หยางไท่ เยี่ยนเจวี๋ย พวกเขามีทักษะประจำตัวการรับมือกับพวกเขาก็ไม่ได้ยากมากนักถ้าหากรู้จักทักษะของพวกเขาจริงๆและด้วยเหตุผลนี้ทำให้หนานหมิงถือว่าเป็นไพ่ลับที่ดีที่สุด
“ พวกเจ้าทุกคนต้องจำเอาไว้ให้ดี เส้นทางบ่มเพาะยังอีกยาวไกล พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงกับการประลองพวกนี้ ” น่าหลันหวงเมิ่งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ เข้าใจแล้วน่า…ข้ารู้ว่าจะต้องทำอย่างไรบนสนาม ” ฟางเซียงลู่ยิ้มอย่างสบายๆ สำหรับนาง นางคิดว่าแม้กระทั้งปราชญ์ยุทธ์ขั้นต้นก็สามารถเอาชนะได้บ้าง เพราะฉะนั้นแล้วในการประลองครั้งนี้ถ้าหากไม่ใช่ต้องเจออัจฉริยะจากสถาบันใหญ่อีกสี่แห่ง นางสามารถรับมือได้กับทุกๆคน
หยางไท่ เยี่ยนเจวี๋ยเองก็พยักหน้ารับด้วยเช่นกัน สำหรับพวกเขาแล้วแม้ว่าการประลองศึกร้อยสถาบันจะสำคัญแต่เส้นทางการบ่มเพาะของพวกเขาสำคัญกว่า เพราะฉะนั้นแล้วพวกเขาจะยอมแพ้อย่างไม่ลังเลถ้าหากพวกเขาต่อสู้อย่างสุดความสามารถแล้ว
“ ศิษย์พี่ทุกท่านข้าจะให้โอสถหยางเสวียน ” หนานหมิงกล่าวจบเขาก็เทโอสถสีน้ำตาลเข้มออกมาจากขวดหยก
โอสถหยางเสวียนคือโอสถระดับสวรรค์ที่จะช่วยเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะถึงสิบเท่าและยังช่วยให้บรรพจารย์ยุทธ์หรือปราชญ์ยุทธ์รวบรวมพลังวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กินแค่หนึ่งเม็ดก็เหมือนกับเร่งเวลาไปถึงหนึ่งเดือนและนี้คือโอสถหยางเสวียนหนึ่งดาวเท่านั้น ถ้าหากเป็นสองดาวหรือสามดาวสรรพคุณก็ยิ่งสูงมากกว่านี้หลายสิบเท่า เพราะเหตุนี้โอสถหยางเสวียนจึงหาได้ยากและการที่จะปรุงมันออกมาได้ก็ต้องเป็นนักปรุงโอสถที่มีความชำนาญอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวโอสถก็จะไร้ค่าในทันที
ด้วยเหตุนี้ทำให้โอสถหยางเสวียนหนึ่งดาวก็มีราคาสูงกว่าสิบผลึกวิญญาณระดับสูงแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโอสถหยางเสวียนสองหรือสามดาวด้วยซ้ำ
“ เป็นโอสถหยางเสวียนจริงๆแถมยังเป็นสามดาวอีกด้วย?! ” ฟางเซียงลู่อุทานออกมาด้วยความตกใจ ในฐานะที่นางมาจากตระกูลใหญ่ของเมืองต้าฉิน นางเองก็เคยได้ใช้โอสถหยางเสวียนอยู่บ้างแม้ว่าจะไม่เยอะก็ตาม แต่ทุกครั้งที่นางใช้ก็จะเป็นโอสถหยางเสวียนระดับหนึ่งดาวเท่านั้น
เมื่อได้ยินที่ฟางเซียงลู่กล่าวมา น่าหลันหวงเมิ่ง หยางไท่ เยี่ยนเจวี๋ยก็มองดูโอสถในมือของหนานหมิงด้วยแววตาตื่นเต้นและประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขารู้ดีว่าโอสถหยางเสวียนนั้นมีราคาสูงมากแค่ไหนในตลาด ถ้าหากปั่นราคาดีๆก็อาจจะได้มากกว่าสิบผลึกวิญญาณระดับสูงด้วยซ้ำ
“ ศิษย์น้องหนานหมิงนี้เจ้าคิดจะให้โอสถหยางเสวียนกับพวกเราจริงๆงั้นหรือ? ” หยางไท่ถามด้วยความลังเล เพราะพวกเขาเคยได้ยินมาว่าโอสถหยางเสวียนสองดาวก็ประมูลได้สูงกว่าห้าสิบผลึกวิญญาณระดับสูงด้วยซ้ำ ถ้าหากเป็นสามดาวแล้วล่ะก็ราคาก็น่าจะพุ่งสูงกว่าหนึ่งร้อยผลึกวิญญาณระดับสูงด้วยซ้ำ
ทั้งสี่คนไม่คาดคิดว่าหนานหมิงจะใจปล้ำขนาดให้โอสถหยางเสวียนกับพวกเขาแบบนี้
“ ใช่แล้วล่ะ โอสถหยางเสวียนนี้มอบให้พวกท่านคนละสองเม็ด ข้าเชื่อว่าพวกท่านจะต้องพัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงสองวันนี้ อีกอย่างพวกท่านคงไม่รู้ว่าที่ตระกูลหนานของข้าน่ะมีนักปรุงโอสถระดับตำนานอยู่หลายคนเพราะฉะนั้นแล้วโอสถหยางเสวียนสามดาวข้ายังมีอีกหลายร้อยเม็ดด้วยซ้ำ พวกท่านใช้ได้เต็มที่ไม่ต้องเป็นกังวลนักหรอก ถ้าหากพวกท่านแข็งแกร่งขึ้นมันก็ยิ่งดีต่อสถาบันฉินเยี่ยของพวกเรา ” หนานหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆจึงจำได้ว่าตระกูลของหนานหมิงมีแม้กระทั้งจักรพรรดยุทธ์ขั้นสมบูรณ์และอาจจะมีระดับเหนือยุทธ์อยู่ด้วย การที่ตระกูลของพวกเขาจะมีนักปรุงโอสถระดับตำนานก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“ ศิษย์น้องหนานหมิงเจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วตอนนี้เจ้าอยู่ในระดับไหนกันแน่? คาดว่าจะต้องอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์เป็นอย่างต่ำใช่หรือไม่? ” ฟางเซียงลู่ถามด้วยความลังเล ถึงอย่างไรการถามพลังยุทธ์ของผู้อื่นถือว่าเป็นการถามที่ไม่ค่อยมีมารยาทเท่าไหร่ ถ้าหากไม่สนิทกันจริงๆก็คงไม่มีใครถามเรื่องนี้
น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆก็มองมาที่หนานหมิงด้วยความจริงจัง เพราะพวกเขารู้ดีว่าหนานหมิงจะต้องแข็งแกร่งกว่าระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์อย่างแน่นอนและน่าจะอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงมั่นใจอย่างมากที่จะให้หนานหมิงเป็นไม้สุดท้ายของทีม
“ พวกท่านอยากรู้จริงๆงั้นหรือ? ” หนานหมิงถามยิ้มๆ
น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆอดไม่ได้ที่จะพยักหน้ารับ
“ ความแข็งแกร่งของข้านั้น…เอาเป็นว่าไปดูในการแข่งขันแล้วกัน ” หนานหมิงกล่าวยิ้มๆ
น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นมองไปที่หนานหมิงด้วยแววตาเคืองๆ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็มั่นใจแล้วว่าอย่างน้อยๆหนานหมิงจะต้องอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์แล้ว
“ ศิษย์น้องหนานข้าเชื่อว่าอีกสองวันข้าจะต้องทะลวงเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ให้ได้ เมื่อจบจากการประลองศึกร้อยสถาบันข้าขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงเจ้าที่หอหมื่นสมุทรเอง ” ฟางเซียงลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังปนตื่นเต้น
คนอื่นๆเองก็กล่าวว่าจะต้องหาทางทดแทนบุญคุณหนานหมิงให้ได้
ในขณะนั้นเอง รองผู้อำนวยการเหวินจือเฉียนก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนก่อน คุณชายหนานข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน ” เหวินจือเฉียนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
น่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆไม่ได้แปลกใจที่รองผู้อำนวยการจะเรียกศิษย์น้องหนานว่าคุณชายหนาน เพราะศิษย์น้องหนานมีคุณสมบัติที่รองผู้อำนวยการจะเรียกแบบนี้จริงๆ
พวกเขาเองถ้าหากไม่ติดว่าถนัดเรียกศิษย์น้องหนานมากกว่า พวกเขาก็คงจะเรียกว่าคุณชายหนานด้วยเหมือนกัน
เมื่อน่าหลันหวงเมิ่งและคนอื่นๆจากไปแล้ว รองผู้อำนวยการก็หันมามองหนานหมิงและกล่าวขึ้นว่า “ คุณชายหนานตอนนี้ที่ห้องรับแขกมีคนของราชวงศ์รออยู่ พวกเขาต้องการพบกับคุณชายหนานเป็นการส่วนตัว แล้วก็หลังจากที่คนของราชวงศ์มาก็มีคนของห้าตระกูลใหญ่มาขอพบด้วยเช่นกัน แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าราชวงศ์มาก่อนพวกเขาจึงได้รออยู่ที่ด้านนอกอาคาร แต่คุณชายหนานจะไปพบราชวงศ์หรือไม่ก็อยู่ที่คุณชายหนาน เพราะทางราชวงศ์ก็บอกมาว่าทุกอย่างที่อยู่ที่คุณชายหนานต้องการ ”
“ แล้วทางราชวงศ์ส่งใครมางั้นหรือท่านรองผู้อำนวยการ? ” หนานหมิงถามขึ้น
เหวินจือเฉียนในใจรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่หนานหมิงยังเรียกตัวเขาว่ารองผู้อำนวยการอยู่
เหวินจือเฉียนกระแอมสองสามครั้งและกล่าวว่า “ ทางราชวงศ์ส่งบรรพชนเหยียนเว่ยคังซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ขั้นสมบูรณ์และองค์หญิงใหญ่และองค์หญิงสิบสาม ”
องค์หญิงใหญ่ของราชวงศ์เหยียนมีนามว่า เหยียนซินหราน แม้ว่านางจะไม่ค่อยมีพรสวรรค์ด้านการฝึกยุทธ์สักเท่าไหร่ แต่ทว่านางเป็นคนที่ฉลาดและมีไหวพริบอย่างมาก ปัจจุบันนางอายุสามสิบสามปี ความแข็งแกร่งของนางอยู่ในระดับราชันยุทธ์ขั้นต้น
ส่วนองค์หญิงสิบสาม เหยียนชิวหยาน นางถือว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในด้านการบ่มเพาะอย่างมาก แม้ว่านางจะไม่ได้งดงามเท่ากับองค์หญิงเก้าที่ถูกหมั่นหมายกับโอวหยางจิงหาน แต่ก็ถือว่าเป็นคนที่งดงามล่มเมืองเช่นกัน ปัจจุบันนางอายุสิบเก้าปี ความแข็งแกร่งของนางอยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์
หนานหมิงครุ่นคิดก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ ในเมื่อพวกเขาต้องการพบข้าเช่นนั้นก็ไปพบพวกเขากันเถอะ ”