[130] สร้างความมั่นใจด้วยของจริง [2] “จำการแบ่งทีมกับการแบ่งหน้าที่กันได้แม่นแล้วนะ ถ้าทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน หัวหน้ากลุ่มต้องด้นสด ถ้าผิดพลาดจนแก้ไม่ได้ ให้รีบถอย ยัยพวกนั้นรอเราอยู่ อย่าบาดเจ็บกลับบ้านเชียว”ชายร่างเตี้ยแต่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อนามว่าฟุ้ง คือหัวหน้าใหญ่ของงานครั้งนี้ ทั้งนี้เขายังเป็นหัวหน้าทีมแนวหน้า และที่สำคัญยังเป็นหัวหน้าทีมพละกำลังคู่กับลูกพีชที่เป็นหัวหน้าทีมสมองที่คอยซัพพอร์ตอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเขาได้รับการยอมรับจากทุกคนที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นเอกฉันท์เซ็ทที่มีอำนาจมาสุดแต่ไม่ได้อยู่ร่วมในวงกลม ไม่ได้คัดค้านการแต่งตั้งหัวหน้า เพราะยังไงซะ คนที่อยู่ร่วมกันมาก็ต้องรู้จักกันและกันดีในระดับหนึ่ง ส่วนเขาที่เปรียบเสมือนคนนอกนั้น จะไปจ้ำจี้จ้ำไชจัดการดันหัวหน้าเหมือนตอนกรณีลูกพีชอีกก็กระไรอยู่อย่างไงซะ การเลือกนี้ก็ไม่ได้ถือเป็นการเลือกที่ผิดพลาดซะด้วยมีสายตาหลายคู่มองมาตอนคอนเฟิร์มแผนขั้นสุดท้าย ราวกับรอให้คนที่เฝ้าดูช่วยเสนอแนะหรือช่วยปรับเปลี่ยนแผนเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้มากขึ้น หากแต่ไซท์ก็ยังคงนิ่งเงียบจนไร้ความหวังกลับกลายเป็นหัวหน้าที่ต้องเรียกความมั่นใจอันน้อยนิดของทุกคนออกมา และถึงปากจะพูดไปอย่างนั้น ทว่าในใจของหัวหน้าเองก็ไม่ได้มีความมั่นใจมากไปกว่ากันสักเท่าไหร่“ไม่ต้องเครียดไปน่า เราฝึกหนักกันมาตั้งนาน อาวุธก็มีพร้อม เราแข็งแกร่ง ที่ไซท์ให้ภารกิจนี้มาก็เพราะมั่นใจว่าพวกเราทำได้ ดังนั้นเราจะทำให้สำเร็จ เราจะไม่ล้มเหลว เราจะปลอดภัย”เสียงที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น ทำให้คนอื่นๆ ใจชื้นขึ้น เห็นแววตาที่แข็งกล้าขึ้นมาน้อยๆ ของทุกคนแล้ว ฟุ้งก็เลือกจะไม่พูดประโยคต่อไปให้แรงใจลดลง เจ้าตัวยิ้มแห้งๆ เหงื่อแตกพลั่ก กับประโยคที่ค้างอยู่ในใจว่า...ต่อให้เราห่วยจนพลาด ไซท์ก็ตามเก็บงานให้เองแหละ“งั้นก็แยกย้าย แล้วค่อยกลับมารวมกันใหม่”“ไว้เจอกัน”ทั้งชายหญิงขานรับคำอย่างหนักแน่น แต่ละคนต่างวิ่งไปรอบๆ ด้วยชุดดำที่สวมใส่ บางคนหายกลืนไปกับความมืด บางคนโหนตัวขึ้นต้นไม้ ปีนขึ้นไปบนตึกที่แตกร้างประหนึ่งไอ้แมงมุม แค่การเคลื่อนไหวแรกก็รู้แล้วว่าคนทั่วไปเขาทำกันไม่ได้ ยังจะคิดว่าตัวเองธรรมดากันอยู่นั่นแหละ...คนโลกมืดส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังทำกันไม่ได้ขนาดนี้เลย{ช่วยไม่ได้ พวกนั้นเขาใช้ชีวิตธรรมดามาตลอด ไม่ได้รู้เกณฑ์ของทางนี้ คุณไปรอดูผลลัพธ์ดีกว่า}“ก็นั่นสินะ”เซ็ทมองทุกคนแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง เมื่อรอบข้างไร้วี่แววของผู้คน เงาร่างสีดำก็หายวับไป ทิ้งไว้เพียงตึกร้างหลังใหญ่ที่ตั้งเรียงต่อกันคล้ายหมู่บ้านจัดสรรที่ถูกทิ้งร้างอยู่ในความมืดมิดยามค่ำคืนที่เข้าปกคลุม จนเกิดเป็นบรรยากาศสยองขวัญแบบในหนังผี...ตุบปลายเท้าเหยียบลงบนคอนกรีต เกิดเสียงกระทบที่แทบจะไม่ได้ยิน แล้วร่างสูงโปร่งก็ปรากฏตัวอีกครั้งบนดาดฟ้าตึกที่สูงที่สุด สายลมแรงพัดกระทบจนปลายเสื้อโค้ทพลิ้วไหวย่านตึกร้างห่างไกลตัวเมือง ยิ่งดึกเท่าไหร่ก็ยิ่งมีรถผ่านไปมาน้อยนับคันได้ และยิ่งบรรยากาศโดยรอบไร้แสงไฟจนน่าสะพรึง ก็ยิ่งไม่ทำให้มีคนนอกคิดหยุดรถจนบังเอิญต้องเข้ามาข้องเกี่ยว...ง่ายต่อพวกขยะที่คิดหาที่ซ่องสุมไว้ซ่อนตัว แต่ก็ทำให้ง่ายต่อการเก็บกวาดโดยไม่ให้ใครเห็นดวงตาสีทองอำพันวาวโรจน์มองยังไปยังพื้นเบื้องล่าง ด้วยระยะห่างที่ออกจะไกลทำให้ไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ด้านล่างที่ด้านในตึกได้ แต่หน้าจอโปร่งแสงเบื้องหน้านับสิบจอช่วยจัดการปัญหานั้นได้เสร็จสรรพ กล้องจิ๋วที่ติดอยู่ที่ชุดของทุกคนทำให้เซ็ทมองเห็นทุกอย่างที่ทุกคนได้ประสบขอแค่ไม่ถูกฆ่าในเวลาเดียวๆ กัน เซ็ทสามารถโผล่ไปช่วยทุกคนได้ตลอดเวลา{พวกภีมแทรกซึมได้พอใช้ ใช้จุดเด่นของคนในทีมได้ดีแต่ก็เสียพลังมากไป ต้องบอกว่าฟุ้งนำทีมเลี่ยงการปะทะได้ดีกว่า สมควรชมเชยลูกพีชด้วยที่หาแผนที่ด้านในตัวตึกได้}“สามเต็มสิบ ทุกคนเลย”เซ็ทและโรวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของแต่ละคน ด้านหัวหน้าทีมภีม การให้น้องหนูที่มีกิ๊ฟบินพาเข้าไปยังด้านในของตึก ผ่านหน้าต่างมุมอับด้านบนของตึกก็ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว แต่ก็ไม่นับว่าดี เด็กมัธยมตัวเล็กแรงน้อยต้องบินขึ้นบินลงกี่รอบกว่าจะแบกคนในทีมเข้าไปหมด ตัดแรงคนของตัวเองไปแล้วหนึ่งถึงเด็กคนนั้นจะไม่มีหน้าที่อะไรสำคัญ แต่กรณีฉุกเฉินก็อาจจะใช้เธอไม่ได้ทีมหนึ่งสำรวจจากบนลงล่างสมาชิกห้าคน ในขณะที่อีกฝั่งปูพรมจากล่างขึ้นบนมีสมาชิกหกคนหัวหน้าทีมหลักอย่างฟุ้งใช้กระสุนยาสลบจากระยะของสไนเปอร์ แล้วให้หนิงซีหลินที่เริ่มใช้กิ๊ฟได้อึดขึ้นมาล่องหนไปสำรวจลู่ทางไว้ก่อนล่วงหน้า พร้อมกันนั้นก็มีคนฟากลูกพีชคอยยืนยันเส้นทางอีกครั้ง เดินทางทีละน้อยแต่เอาปลอดภัยไว้ก่อนนับว่าค่อนข้างน่าชื่นชมทิ้งคนอีกสองไว้ด้านนอกเป็นสไนเปอร์เพื่อคอยช่วยเหลือและเก็บงานหากมีคนคิดหนี หรือในกรณีที่เลวร้ายคือมีกำลังเสริมก็จะให้คนข้างนอกนั่นแหละช่วยแจ้ง เพื่อที่คนข้างในจะได้หนีทัน...แผนการเรียบง่าย กำลังพลน้อยนิด แต่ทุกอย่างคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดหัวหน้าฟุ้งแทบจะเดินนำอยู่ด้านหน้าสุดถ้าไม่นับหลินที่หายตัวไปสำรวจลู่ทางไว้ก่อน มือหนึ่งของเขาถือมีด อีกข้างถือปืน สองขาเดินผ่านร่างสองร่างที่ฟุบหลับอยู่เพราะกระสุนยาสลบ หัวใจเต้นรัวเมื่อเดินเข้าไปด้านในลึกขึ้น เหงื่อเย็นหลั่งรินเต็มแผ่นหลัง ความเครียดเริ่มจู่โจมจนแทบคุมสติไม่อยู่“...ฟุ้ง เป็นอะไร เดินต่อสิ”“อะ-อา”เสียงเรียกของคนด้านหลังช่วยดึงสติ เขาเห็นใบหน้าเล็กของเพื่อนก็ซีดเซียวพอกัน หัวหน้าทีมจึงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เวลาจริงแบบนี้จะมาทำตัวอ่อนแอจนคนอื่นจิตตกตามไปด้วยไม่ได้...ทุกคนกลัวกันมากพอแล้ว และเขาจะต้องไม่ทำให้ความกลัวนั้นเพิ่มขึ้นเสียงภาษาไทยแปร่งๆ ของหลินดังผ่านหูฟัง ปกติภาษาของเธอก็ไม่ได้ดีมาก ยิ่งครั้งนี้มันสั่นอยู่หน่อยๆ แสดงให้เห็นถึงว่าคนที่ล่วงหน้าไปก่อนอย่างกล้าหาญก็กลัวไม่แพ้กัน[ตรงไปแล้วเลี้ยวซ้าย ระวังทางข้างหน้าด้วย มีคนเฝ้าอยู่ตรงมุมอับ รอบข้างมืดไร้ไฟ คนกระจายมากเกินไป จัดการทีเดียวไม่ได้ จะกลับไปรวมกลุ่มก่อน]“ได้ รีบกลับมานะ” เขากระซิบตอบเสียงเบาไม่ถึงสามนาทีหลินก็ปรากฏตัวข้างๆ เพื่อนในกลุ่ม ใบหน้าหมวยใต้ผ้าปิดหน้ายังไร้ร่องรอยความเหนื่อยล้า หากแต่เต็มไปด้วยความกังวล“โผล่ออกไปเจอทันที ตรงนั้นเป็นที่ปิด คงใช้ระเบิดยาสลบไม่ได้ มีมุมเป็นบังเกอร์ให้พวกนั้น ถึงกราดยิง-คงจัดการได้ไม่หมดล่ะ”“งั้นก็เลี่ยงที่จะสู้ไม่ได้”ฟุ้งพยักหน้ารับรู้ได้ในทันที หันไปส่งสัญญาณให้คนอื่นๆ เตรียมพร้อม สองเท้าของแต่ละคนวิ่งด้วยฝีเท้าแบบตีนแมวไปบนพื้นคอนกรีตสกปรก พอผ่านหัวมุม เสียงปืนก็ลั่นขึ้นพร้อมๆ กันถึงจะรู้ว่ากวาดทีเดียวไม่ได้แต่ก็ต้องลดจำนวน สร้างความแตกตื่น เพื่อความได้เปรียบ!“ศัตรูบุกๆ!”เสียงร้องของการ์ดเฝ้าตึกดังขาดห้วง กลุ่มพลังมืดของไซท์กราดยิงจนกระสุนหมดกระบอก ยังไงก็ตาม พวกเขาไม่ได้ชำนาญพอจะเปลี่ยนแม็กซ์กระสุนในช่วงเวลาจำกัดได้ จากปืนกลยาสลบจึงถูกทิ้งขว้างแทนอาวุธบิน แล้วกลายเป็นมีดทหารสำหรับสู้ประชิดตัวแทน“อย่าปล่อยให้พวกนั้นตั้งตัวได้นะ มีอะไรใส่ให้หมด!”ด้วยจำนวนคนที่ไม่โดนกระสุนยาสลบมีมากกว่าไม่มากนัก และโดนลอบโจมตีแบบไม่ตั้งตัวจนไม่ทันได้จับอาวุธ เมื่ออีกฝ่ายไร้ปืนก็ไร้ค่าต่อต้านไม่ไหว แก๊งค์เจ้าหน้าที่ฝึกหัดจึงเก็บความได้เปรียบไว้ฝ่ายเดียว...แต่อาจจะไม่ใช่ความได้เปรียบที่พวกเขารับได้นัก?“อ๊ากกกก!!”“!!!” หญิงสาวในทีมคนหนึ่งชะงักค้างไปเสียงกรีดร้องดังไม่เข้าหู เมื่อสติจดจ่ออยู่กับหยาดเลือดอุ่นที่สาดกระเซ็นมาโดนตัวและใบหน้าบริเวณที่ไร้หน้ากาก แม้จะสวมถุงมือหนัง แต่สีแดงแหยะที่ย้อมทั้งมีดและฝ่ามือก็ยังให้สัมผัสที่แจ่มชัด เธอพึ่งตัดแขนใครสักคนที่ไม่รู้จักไป และหลักฐานยังคงกระจายอยู่รอบตัว“เฮ้ย! ตั้งสติไว้!”คนที่มือไม่เคยเปื้อนเลือดโดนถีบจนหลุดจากวิถีของมีดที่พุ่งเข้ามาหาตัว สติที่กระจัดกระจายถึงได้กลับมารวมกันอีกครั้งเมื่อสองขาพึ่งเฉียดผ่านแม่น้ำเยือนปรโลกไปแค่นิ้วเดียวแต่ไม่ทันอ้าปากขอบคุณ เธอก็ต้องอ้าปากค้าง เพราะคนที่เล็งเงาหัวเธอถูกกหัวหน้าทีมปามีดอัดเข้าที่หัว ไม่ว่าจะดูยังไงร่างที่ร่วงไปนั่นก็คงจะตายฆ่าที่“...ฟุ้ง นี่นาย...ฆ่าคน?”“ก็ดีกว่าให้เธอตาย!”ฟุ้งว่าเยงหนักแน่นจนแทบกลายเป็นเสียงตะโกน ตัวเขาเองก็ไม่เคยฆ่าใคร ไม่ได้ปรารถนาที่จะฆ่า ทว่าด้วยความที่สถานการณ์บังคับ เขายอมที่จะลงมือฆ่า แทนที่จะกลายเป็นฝ่ายถูกฆ่า หรือต้องมองดูครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาแม้จะหวาดกลัว แต่สองมือของฟุ้งยังคงขยับไปตามสัญชาติญาณ มีดยังคงเฉือนเนื้อคนไปจนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่สามารถต่อต้านอะไรได้อีกคนอื่นๆ ที่เหลือที่ได้ยินคำพูดนั้นก็กลั้นใจลงมือหนักขึ้น จากปลายมีดที่กลัวจนตวัดได้แค่เฉี่ยวๆ ก็เริ่มขยับอย่างหนักแน่นขึ้น การเป็นต่อฝ่ายเดียวแต่ก็เสมือนออมมือจนการต่อสู้ไม่ยอมจบ จึงจบลงได้ในพริบตา“...ฟุ้ง ขอบใจนะ”“...ไม่เป็นไร”คนที่ถูกช่วยไว้เดินมาขอบคุณเสียงแผ่วด้วยยังคงกลัวๆ อยู่ คนที่ถูกขอบคุณเพียงฟังผ่านๆ เพราะสติยังไม่คงที่นัก มือของเขายังคงสั่นระริกอยู่เลยฟุ้งกลืนน้ำลาย มองคนตายที่เขาเป็นคนฆ่าด้วยความรู้สึกผิดบาป เสียงร้องโอดโอยของคนที่ยังมีสติยิ่งตอกย้ำ สำหรับบางคนหากปล่อยไว้แบบนี้คงไม่วายเสียเลือดตายตามไปด้วย แต่ว่าตามที่วางแผนไว้พวกเขาไม่มีเวลาว่างพอจะเห็นใจหรือให้ความช่วยเหลือเขาทิ้งบรรดาศัตรูที่ใกล้ตายไว้เบื้องหลัง หลินที่ควรขึ้นนำหน้าเดินมาขนาบข้าง ภาษาไทยแปร่งๆ ของเธอเต็มไปด้วยความจริงจัง ทั้งยังดูเข้มแข็งมากกว่าผู้ชายอกสามศอกอย่างเขาเป็นไหนๆ“ฟุ้ง นายเป็นผู้นำที่ดีนะ แต่นายต้องเด็ดขาดกว่านี้ ฉันขอโทษที่ไม่ได้ช่วยแบ่งเบาให้นายแต่แรก แต่หลังจากนี้ฉันจะไม่ลังเล”“...ฉันรู้ ฉันจะพยายามให้มากกว่านี้ แล้วก็...ขอบใจ”[หาห้องที่ขังผู้เคราะห์ร้ายเจอแล้ว]เสียงหวานดังผ่านหูฟังไร้สาย หลินขยับตัวทันที เพราะนั่นถือเป็นเป้าหมายหลักของภารกิจนี้ และเป็นเป้าหมายหลักในใจของเธอด้วย“ฉันจะไปตรวจเส้นทางที่ลูกพีชว่า”“ได้ ล่วงหน้าไปก่อนเลย พวกเราจะจัดการไปเรื่อยๆ แล้วค่อยไปรวมตัวกัน ไม่ต้องกลับมาช่วยเรา แต่เธอต้องดูแลตัวเองให้ปลอดภัยล่ะ”หลินยิ้มรับผ่านหน้ากากสีดำ ก่อนจะหายตัวไปด้วยฝีเท้าที่เบาหวิว...“เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ตาจะบอดแล้วนะ จะปิดไฟก็ปิดให้หมด หรือจะเปิดก็เปิดให้ทั่วสิแหม่”ใครสักคนบ่นขึ้นท่ามกลางความมืด ฝั่งที่บุกจากด้านบนดูจะราบรื่นกว่าเพราะส่วนมากเป็นห้องโล่ง มีคนก็เป็นพวกแขก หรือระดับสูงที่ไร้ฝีมือและไร้สติยามถูกโจมตี มีพวกการ์ดอยู่ประปราย แต่จัดการไม่ยากเพราะพวกนั้นส่วนใหญ่จะพะวงถึงคนที่ต้องปกป้อง กระสุนยาสลบที่ยืงจากที่ไกลๆ จึงมักเข้าเป้าง่ายๆ...พวกเขามาไกลเกินครึ่งทางไปมากโขแล้ว“ช่วยไม่ได้ พวกนั้นเปิดไว้แบบนั้น ส่วนเราจะใช้แสงให้พวกนั้นระบุจุดที่พวกเราอยู่ได้ก็แย่สิ”“มึงยังจะใช้กิ๊ฟเรอะ?”“เออดิ จากแผนที่เราเกือบจะไปจนสุดทางแล้ว เราเอาปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่ามาตั้งแต่ต้น ก็ต้องเก็บให้หมดจนสุดทางสิน่า จะไม่ใช้จนขยับไม่ไหวหรอก ไม่ต้องห่วง”“ให้กูส่องแทนก็ไม่ได้เสี่ยงขนาดนั้นมั้ยล่ะ?”ภีมฟังแล้วก็ยักไหล่น้อยๆ ตาเทียมลอยอยู่กลางอากาศ มองผ่านช่องว่างเล็กๆ เพื่อตรวจสอบสภาพในห้องเบื้องหน้า มือหนายกขึ้นมาในระดับอกส่งเป็นสัญญาณให้เพื่อนในทีมอีกคนที่ใช้พิษปล่อยยาสลบแบบไอเข้าไปในห้อง รอเกือบห้านาทีจนคนทั้งหมดในห้องใหญ่กลางทางเดินสลบไปหมดเจ้าตัวทิ้งจมูกไว้ที่เดิมก่อนเดินนำทุกคนเดินเข้าไปด้านใน มือหนากดปิดไฟที่ผนังก่อนจะเปิดหน้าต่างออกเล็กน้อย ให้ยาสลบกระจายตัวออกไป รอจนไอดูจางลงจึงกวักมือเรียกคนอื่นเข้ามาห้องโถงกว้างมีลักษณะคล้ายสถานที่จัดงานเลี้ยงเล็กๆ เพราะปิดไฟไปแล้วจึงมองเห็นอะไรได้ไม่ชัดมากนัก แต่กับสายตาที่ปรับสภาพในความมืดก็ใช่ว่าจะไม่เห็นอะไรเลย“จัดงานเลี้ยงในตึกร้าง คิดได้ไงเนี่ย?”“เลิกบ่นแล้วหาหลักฐานเถอะ เก็บรูปไว้ด้วย มีอะไรให้กวาด กวาดไปให้หมดล่ะ”ภีมสั่งก่อนจะเดินแยกออกไปค้นตัวคนที่สลบอยู่ พวกเขาไม่กล้าที่จะฆ่าชีวิต หากแต่ตั้งใจจะฆ่าสถานะทางสังคม เอาให้มีชีวิตปกติไม่ได้ ทำได้แค่ทำให้สลบแล้วฉกชิงทุกอย่างที่เจอ ถ้ามีตู้เซฟก็หาทางพังมันแล้วเอาทุกอย่างออกมา กระทำตนราวมิจฉาชีพมือหนึ่งก็ไม่ปาน...กระเป๋าที่จิ๊กมาเริ่มจะไม่พอใส่ของเสียแล้ว“ภีม กูว่ากูเจออะไรแล้วล่ะ”“อะไรวะ?”คนเป็นหัวหน้าทีมเดินไปตามเสียงเรียก ในตอนนั้นเอง ศัตรูที่ยังไม่สลบพยายามเล็งปืนไปยังหนึ่งในพรรคพวกของเรา ไม่มีใครทันระวังหรือรู้สึกตัว เพราะตลอดทางเดินที่ผ่านมานั้นพวกขำทุกอย่างได้อย่างราบรื่นจนคลายการระวังตัวกันหมด เปิดช่องให้โดนเล่นได้ไม่ยากปัง!ซึ่งโชคดีที่มีคนโผล่มาช่วยยิงเจ้าน่าตายนั่นทิ้งให้ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้ลงมือ คนรอบตัวต่างตกใจกับเสียงปืนนั่น แต่ละคนตั้งท่าระแวดระวังรอบตัว แต่ก็คลายใจลงเมื่อเงาร่างคุ้นตามาพร้อมภาษาไทยแปร่งๆ ที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี“อย่ามัวแต่คุยกันสิ เราอยู่ในที่ของพวกมันนะ อยากตายรึไง?”“หลิน เมื่อกี้ฝีมือเธอเหรอ?”“ใช่ มีคนจะลอบกัด”สาวหมวยตอบเสียงเรียบ สายตาราบเรียบมองไปยังร่างที่มีเลือดเจิ่งนอง ทีมบุกด้านบนมองตามก่อนจะชะงักค้าง เสียงปืนเมื่อครู่นั้นเป็นกระสุนจริงไม่ใช่แค่กระสุนยาสลบ และคนที่ถูกยิงไปคงไม่พ้น...ตายบังเกิดความอึดอัดรอบตัว ไม่มีใครกล้าถามว่าทำไมหลินถึงกล้าฆ่าคน ทั้งยังฆ่าแล้วยังนิ่งเฉยเสมือนไม่ได้ลงมือทำอะไรลงไปได้ ภีมได้แต่เฉเปลี่ยนเรื่องอย่างขลาดกลัว“...ขอบใจที่มาช่วยนะ แล้วที่เธอมาอยู่นี่แบบนี้ ทางทีมฟุ้งเป็นไงบ้างแล้วล่ะ?”“ไม่เป็นไร” หนิงซีหลินว่าง่ายๆ เช็คกระสุนในกระบอกปืนก่อนจะจัดอาวุธใหม่ “ฝั่งนั้นกำลังขึ้นมาเรื่อยๆ แหละ ฉันแยกมาก่อน-เจอห้องที่จับตัวผู้เคราะห์ร้ายแล้ว ที่มาหาทางนี้ที่ใกล้กว่า-เพราะจะขอกำลังเสริม...รีบไปช่วยพวกนั้น อย่านิ่งสิ รีบไปได้แล้ว”หลินเข้าเรื่องด้วยภาษาไทยทื่อๆ แปร่งๆ ไม่สนแม้กระทั่งสายตาของเด็กสาวที่เด็กที่สุดอย่างมายด์ที่มองมาทางเธออย่างหวาดกลัว เพื่อนคนอื่นๆ ที่กังขาในตัวเธอด้วยเช่นกันหญิงสาวกล่าวเร่งซ้ำสองพลางวิ่งนำไปด้านหน้าที่ตนเองไปสำรวจผ่านมาแล้วอีกครั้ง จากที่ขาวิ่งมาใช้กิ๊ฟหลบเลี่ยงเพื่อความรวดเร็ว ตอนขากลับไปอีกหนเธอไม่ลังเลเลยที่จะยิงคนที่ขวางทาง เนื่องจากสภาพของสิ่งที่เธอไปเห็นนั่นเลวร้ายมาก และเธอเชื่อว่าถ้าคนอื่นได้เห็น ก็จะตัดสินใจแบบเธอเช่นกัน...ตอนนี้พวกเขากลัวเธอ แต่ถ้าพวกเขาได้เห็น พวกเขาจะรู้เองว่าควรกลัวอะไร...คนเฝ้าที่มีอยู่ประปรายตามทางเดิน โดนหลินที่ปลดล็อกความคิดด้านศีลธรรมสอยจนเรียบวุธ จะมีก็แต่พวกขยะที่อยู่กันเป็นหมู่คณะที่ต้องเสียเวลามากอยู่สักหน่อย ถ้าไม่ติดว่าเธอใช้กิ๊ฟนานเกินไปจนควบคุมไม่ค่อยอยู่ เธอคงจะฝืนหายตัวเข้าไปกราดยิงให้สิ้นเรื่องสิ้นราว“...ชะ-ช่วยด้วย”“...ฮึก...ปล่อยฉันไป...ฉันอยาก...กลับบ้าน ...ได้โปรดช่วยด้วย”เสียงร้องไห้กับเสียงสะอื้นยังคงดังเบาๆ หากแต่มันเป็นเสียงแผ่วเบาที่กระแทกเข้ากลางใจของกลุ่มที่พึ่งมาถึง ภีมเข้าใจในทันทีว่าทำไมหลินถึงกล้าที่จะฆ่าคน เพราะภาพที่เขาได้เห็นนี้มันทำให้เขารู้สึกเวทนาและโกรธแค้นมากพอจะกลับไปฆ่าทุกคนที่ปล่อยไปก่อนหน้านี้ได้สภาพของคนที่ถูกขังอยู่ในกรงไม่ต่างไปจากสัตว์เดรัจฉานรอวันถูกเชือด เสื้อผ้าที่สวมใส่สกปรกเลอะฝุ่นโคลนรวมทั้งคราบเลือด บาดแผลน้อยใหญ่ทั่วทั้งตัว บางคนที่ยังพอดูได้ก็เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยของการถูกทารุณ กลิ่นคาวเป็นเอกลักษณ์ลอยคลุ้งไปทั่วอากาศถ้าครอบครัวพวกเขาไม่ได้ถูกฆ่าเหมือนกัน เมื่อเทียบกับครั้งที่พวกเขาถูกลักพาตัวไปแล้วถูกบังคับให้นอนหลับอยู่ห้วงฝันอย่างยาวนานเฉยๆ ก็ยังนับว่าโชคดีมากยิ่งกว่าพวกเขาเหล่านี้มาก“อุ๊ก...โหดร้าย”มายด์เป็นคนแรกที่รับไม่ได้จนใกล้จะอาเจียนออกมา ตอนเห็นไซท์ฆ่าคนต่อหน้า ภาพที่เห็นยังไม่น่าอึดอัดชวนเจ็บปวดเท่าตอนนี้เลยเสียงของมายด์เรียกสติคนอื่นๆ ให้รีบช่วยพวกเขาออกมาจากกรงและพาไปยังที่ปลอดภัย ก่อนที่พวกคนที่พวกเขาจัดการแค่ให้สลบจะฟื้นตื่นขึ้นมา แม้จะมีหน้ากากปิดบังใบหน้า แต่แววตาของแต่ละคนนั้นเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คือเกลียดชังและโกรธา...เซ็ทมองการทดลองงานที่ผ่านไปได้ด้วยดีด้วยทีท่าเบื่อหน่าย เพราะงานมันราบรื่นจนเกินไปเขาให้โรตรวจสอบแผนผังตึก กำลังพลและการเฝ้ายามที่ไม่ได้เป็นระเบียบนักของพวกนั้นมาอย่างละเอียดแล้ว จากที่ปะเมิณก็คิดว่าคงผ่านไปได้ แต่ก็ไม่คิดว่าแก๊งค์ระดับต่ำสุดที่เฉินเฟิงอวี๋ระบุมาจะห่วยแตกยิ่งกว่าที่คิด ห่วยจนเจ้าพวกนั้นชิวจนไม่ได้ประสบการณ์ที่อยากให้ได้รับเลย{คุณอาจฝึกพวกเขามาดีเกินไปหน่อย และเจ้าพวกนั้นก็อาจจะห่วยเกินไปนิด}“เหอะ อย่างน้อยๆ ไอ้พวกนั้นก็ควรมีมาตรการสื่อสารที่ดีกว่านี้หน่อย ถูกโจมตีกระทันหัน ผ่านไปสักพักก็ควรมีมาตรการรับมือได้ นี่อะไร? ถูกเก็บร่วงทีละกองอย่างกับเด็ดใบไม้ออกจากต้นซะงั้น”เพราะแบบนั้น...“โร...”{ทำการติดต่อไปยังพันธมิตรข้างเคียง คงมารวมกันภายในเวลาไม่เกินสิบนาที}ใบหน้าหล่อเหลาใต้หน้ากากรูปลักษณ์ของคนอื่นยกยิ้มบาง ดวงตาสีสว่างมองไกลไปยังพื้นถนนที่ห่างออกไปพวกโง่ในตึกสิบชั้นนั่นจัดการง่ายจนเกินไป เขาก็จะช่วยหาหินลับมีดใหม่ที่เตรียมพร้อมลุยมากกว่าเดิม เจ้าพวกนั้นจะได้ใช้สิ่งที่เขาสอนไปได้อย่างเต็มที่อย่างที่เขาต้องการ...[ฟุ้ง ภีม พวกนั้นมีกำลังเสริม!!]เสียงตะโกนอย่างร้อนรนดังลอดมาจากหูฟังไร้สาย งานครั้งนี้พวกเขาพึ่งใช้เวลาไปไม่ถึงชั่วโมง ทีมฟุ้งจะเก็บงานหมดทั้งตึกอยู่แล้ว ในขณะที่ทีมภีมเองก็กำลังจะช่วยพาผู้เคราะห์ร้ายไปยังที่ปลอดภัย ไม่มีสัญญาณอะไรที่แสดงว่าพวกเขาทำพลาดจนพวกนั้นเรียกกำลังเสริมแม้แต่อย่างเดียว แล้วทำไม...?“ลูกพีช พวกนั้นขอความช่วยเหลือไปเหรอ?”[ไม่นะ จับสัญญาณติดต่อไม่ได้เลย บางทีอาจจะมีวงในว่าถ้าขาดการติดต่อไปเกินช่วงเวลาแปลว่ามีสิ่งผิดปกติ พวกเราไม่รู้ลึกขนาดนั้น] ลูกพีชที่ตามสถานการณ์อยู่ก็เริ่มคิดหนักเช่นกัน[รถตู้มาเป็นสิบคัน เรานับจำนวนไม่ได้ แต่อย่างน้อยคงมีมาเกือบห้าสิบคน พวกนั้นใกล้ถึงเราแล้ว] คนที่ถูกทิ้งไว้ดูลาดเลากล่าวอย่างร้อนรน เธอกระโดดหนีจากต้นไม้หาที่ซ่อนตัวใหม่การจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวแบบมีข้อมูลในมือครบครัน กับการรับมือพวกที่เตรียมตัวมาพร้อมมันต่างกันราวฟ้ากับเหว ทุกคนรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี“อย่าแตกตื่น รีบออกไปก่อน พวกเราต้องรีบหนี!” หลินที่มีประสบการณ์ถูกไล่ล่ามานานเอ่ยขึ้นเสียงดังจนทุกคนที่อยู่ในสายได้ยิน “สองคนที่อยู่ข้างนอก ซ่อนตัวซะ รอพวกเราออกไป!”“ผู้เคราะห์ร้ายอยู่กับพวกเรา เราจะหนีไปกันได้ยังไง...?”ถ้ามีแค่พวกเขาเองก็อาจจะวิ่งหนีกันได้ แต่นี่พวกเขามีภาระชิ้นโตนับสิบคน มากกว่าคนที่มาทั้งหมดซะอีก แถมกำลังเสริมข้างนอกนั่นก็คงไม่ได้มากันน้อยๆ จะหาทางรอดออกไปได้ยังไง[นี่เป็นข้อเสนอส่วนตัวของฉันนะ ฉันเสนอว่าให้เราชิงบุกก่อนโดนล้อม สู้ให้ถึงที่สุด รักษาชีวิตไว้ มีโอกาสก็หนี ถ้าหนีไม่ได้ ขอแค่ไม่ตายต่อให้แพ้ไซท์ก็มาช่วยเองแหละ!!]“เออว่ะ เราก็มีกำลังเสริมนี่หว่า แถมยังเป็นพี่เทพด้วย เอ้า กูเห็นด้วย!!”เสียงตามสายของฟุ้งได้รับคำสนับสนุนของภีมอย่างไม่ต้องยั้งคิด ในจังหวะที่อะไรๆ ก็ดูมืดแปดด้าน ชื่อของไซท์เป็นทั้งแรงผลักดันและแสงสว่างสุดท้าย“ให้คนพวกนี้ซ่อนตัวอยู่ก่อน ส่วนเรารีบออกไปข้างนอก คนที่คิดว่าไม่ไหวแล้ว ก็รอที่นี่แหละ”“มึงมากกว่ามั้ยที่น่าจะไม่ไหว ก่อนนี้ใช้กิ๊ฟต่อเนื่องขนาดนั้น”“ใช่เวลามาอ่อนแอรึไงล่ะ!?”ภีมกัดฟันข่มอาการสะท้อนกลับของการใช้กิ๊ฟ ด่าตัวเองในใจที่ก่อนนี้ไม่อดใจไว้ เขากับทีมรีบพาบรรดาคนเจ็บที่ดูหวาดกลัวการโดนทิ้งจนร้อนให้สาวๆ ที่ใจเย็นและดูเป็นมิตรต้องรีบปลอบ...หากเป็นไปได้ก็อยากพาฝ่าไปด้วยกัน แต่แค่ตัวเองยังไม่รู้จะรอดรึเปล่าเลย[มารวมตัวกันที่ชั้นกลาง แล้วพวกเราจะลงไปลุยพร้อมกัน!!]คิดในแง่ดีว่าพวกเขากำลังเล่นเกมส์เซอร์ไวเวอร์ และพวกเขาทุกคนจะชนะ!!!...กลุ่มกองกำลังเล็กๆ แค่สิบคนกระโจนออกมาจากตึกร้างก่อนจะพุ่งเข้าใส่กำลังเสริมของศัตรูที่ยังไม่ได้ตั้งแถวตีกรอบอย่างดุดัน พวกเขานึกถึงตอนฝึกกันอย่างจริงจัง สู้ด้วยสมาธิเท่าที่จะมีได้ สองมือสองเท้าไม่มีลังเลเพราะทุกคนไซโคกันเองแล้วว่าถ้าประมาทก็เท่ากับตาย ถ้าใจอ่อนแล้วโดนตลบหลังก็เท่ากับตาย“ระวังหลังให้กันด้วยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามขาดสตินะ!!” “ย๊ากกกก!!”ส่วนหนึ่งของความกล้ามาจากชุดดำที่สวมใส่ มันช่วยกันกระสุนปืนได้ระดับหนึ่ง หากแต่ยังสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอยู่ อย่างไรก็ตามมันแพ้ของมีคม แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดจะทำตัวงั่งๆ ถูกมีดดาบฟันใส่โดยไม่หลบหลีกลานกว้างทรุดโทรมหน้าตึกกลายเป็นแหล่งชุมนุมที่วุ่นวาย กลุ่มคนสองกลุ่มที่มีกำลังพลต่างกันถึงห้าเท่ากำลังมะรุมมะตุ้มฟัดกันนัวเนีย พวกเขาพยายามเข้าไปสู้ระยะใกล้เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามที่มีคนมากกว่ายิงปืนมั่วๆ ไม่ได้ ต่างกับแนวหลังของพวกเขาที่คอยส่องยิงจากไกลๆ ได้เรื่อยๆพวกเขาได้เห็นสภาพของคนที่ถูกจับมาแล้ว คนพวกนี้ไม่ใช่คนดี เพื่อความปลอดภัยพวกเขาต้องไม่ยั้งมือ เพราะทุกคนรู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คนเก่งเหมือนไซท์ที่ออมมือระหว่างสู้ได้ พวกเขาต้องทำทุกวิธีทางให้อีกฝ่ายน็อคเรียบไร้เรี่ยวแรงต่อต้านให้จงได้ขอเป็นคนฆ่า ดีกว่าจะเป็นคนที่ต้องตาย!! ‘ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ทุกคนเลือกจะเป็นคนทำร้าย มากกว่าถูกทำร้ายกันทั้งนั้น’
----------------ขอบคุณนักอ่านที่ยังเชื่อมั่นและรอแมวอยู่นะคะ รักมากมาย ฮืออออกองกำลังส่วนตัวของเซ็ท น้องๆ ในนี้มีสิทธิมีบทเด่นๆ ในภายหลัง แต่คงให้เด่นแย่งซีนพระเอกมากไม่ได้ บู่วววจริงๆ จะให้จบในตอนเดียวคือตอนที่แล้ว แต่พอปรับแก้โละเขียนใหม่ให้ห่างไกลคุก-ขึ้นก็เลยลากยาว จะให้จบในตอนนี้ก็ ไม่จบไง ไปทิ้งทวนกันตอนหน้าเนอะ //ขออภัยที่เมื่อวานไม่ได้ลง ขอรีสกิลกันก่อน คิดว่ามากสุดก็จะพยายามลงให้ได้วันเว้นวัน ทุกคนจะได้ไม่รอนานเกินไปทุกคนคะ เดินทางไปไหนใส่หน้ากากกันเถอะนะคะ พักผ่อนมากๆ ดูแลตัวเอง กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย ทำตัวเองให้แข็งแรงเข้าไว้ ถ้าร่างกายแข็งแรงต่อให้โชคร้ายติดโรค เราก็จะพิชิตมันได้เนอะ ไฟท์โอ้!!