หลังจากนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยก็ไม่ได้ยินอะไรอีก ทั้งยังจากมาไกลเกินกว่าจะได้เห็นอะไรอีกด้วยตอนนั้นเองฤทธิ์ของอาคมฝ่ามือพรากิญญาได้สำแดงเดช กู้เลี่ยงรุ่ยรู้สึกหัวใจแน่นตื้อ จนต้องทรุดกายลงนอนกับพัดลายประหลาด กู้เลี่ยงรุ่ยวางเด็กสาวที่หมดสติลงข้างๆ พร้อมกับกล้ำกลืนความเ็ปที่ไหลพล่านอยู่ทั่วทุกอณูของร่างกาย อยากจะดิ้นพล่านแต่ก็กลัวว่าจะตกลงไป
ปกติทุกค่ำคืนต้องพบเจอกับความเ็ปประมาณหนึ่งเค่อทุกวันระยะเวลาประมาณสิบห้านาทีนั้นยาวนานเหมือนผ่านไปเป็ปีสำหรับกู้เลี่ยงรุ่ยที่ร่างกายเหมือนแตกร้าวเป็เศษเล็กเศษน้อย ก่อนจะทนไม่ไหวกระอักเืดำเข้มออกมาหนึ่งคำใหญ่ๆ ค่อยรู้สึกว่าอาการดีขึ้นหน่อย
เหงื่อเย็นๆ ที่ผุดขึ้นมาตามใบหน้าและฝ่ามือค่อยๆ หายไป กู้เลี่ยงรุ่ยยกมือเช็ดคราบเืที่ริมฝีปากออก ในปากขมปร่าเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืของตัวเอง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเอามือกุมอกผ่อนลมหายใจควบคุมตัวเองให้หายใจช้าๆ และตบๆ อาวุธวิเศษของป๋อหยวนให้มันหยุด
เนื่องจากว่ามาไกลพอสมควรและหากไกลไปกว่านี้กู้เลี่ยงรุ่ยเกรงว่าจะหาทางกลับไม่เจอ อาวุธวิเศษก็รู้เื่ในสิ่งที่กู้เลี่ยงรุ่ย้า มันหยุดและค่อยๆ ลดระดับลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล ส่วนเื่การใช้งานนั้น กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ได้รู้เื่รู้ราวอะไรหรอก แต่อาวุธวิเศษส่วนใหญ่ในเื่มักจะมีจิติญญาเป็ของตัวเองซึ่งสามารถสั่งการได้ ดังเช่นพัดอันนี้ของป๋อหยวน
หน้าเกือบทิ่ม...
ร่อนลงมาบนพื้นแล้วก็รู้สึกเวียนหัวอยู่บ้างจนต้องหลับตาปรับตัวอยู่พักหนึ่ง พอดีขึ้นมากแล้วกู้เลี่ยงรุ่ยก็ดึงผ้าปิดหน้ามาปิดอีกหนจากที่เมื่อครู่ดึงออกเพื่ออาเจียนเื แล้วหันไปสนใจเด็กสาวที่นอนหมดสติอยู่ด้านข้าง ชุดของนางขาดวิ่นและเต็มไปด้วยคราบเืสีน้ำเงินอันเป็สายเืที่มีเพียงปีศาจเท่านั้นที่จะมีเืสีนี้ กู้เลี่ยงรุ่ยถอดเสื้อตัวนอกของตัวเองลงสวมให้เด็กสาว แต่ก็เห็นแผลที่ต้นขานางก่อน โดยทั่วไปแล้วปีศาจมักจะคืนร่างและรักษาตัวเองยามหมดสติ แต่ปันน่ากลับไม่คืนร่างและแผลก็ยังมีเืไหลไม่หยุด กู้เลี่ยงรุ่ยจึงได้แต่ฉีกเสื้อตัวเองมีพันแผลให้นางลวกๆ หลายทบ ระหว่างที่กำลังสวมชุดให้นาง เปลือกตาก็ค่อยๆ ขยับและลืมตาขึ้นมา แววตาตื่นตระหนกระแวดระวังภัย
“ท่าน...อะไรข้า!”
“ใจเย็นๆ แม่นาง ข้าแค่จะช่วยท่านสวมเสื้อเท่านั้น” กู้เลี่ยงรุ่ยยกมือขึ้นสูง ถอยห่างไปสองก้าวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เมื่อกี้ดันลืมไปว่าไม่ใช่ผู้หญิงสะได้ ตามองเด็กสาวที่ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่ทิ้งน้ำหนักที่ขาข้างที่เจ็บไม่มากและตั้งมือเตรียมสู้ด้วยสายตาน่าสงสาร รูปร่างของนางนั้นสูงเพียงระดับอกของกู้เลี่ยงรุ่ย ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือมีคราบดินและรอยแผลเต็มไปหมด เส้นผมหลุดลุ่ยไม่เป็ทรง บนร่างที่เล็กนั้นซ่อนอยู่ในชุดตัวนอกของกู้เลี่ยงรุ่ยที่ทั้งใหญ่และยาวจนดูเทอะทะ กู้เลี่ยงรุ่ยเห็นนางใจเย็นขึ้นบ้างราวกับจำได้แล้วว่าใครที่ช่วยออกมาก็นิ่งขึ้น ก้มหน้าลงมือมือตัวเองที่มีแขนเสื้อคลุ่มอยู่ “แม่นางน้อย เ้าวางใจเถอะ ข้าพาเ้าออกมาจากเมืองแล้ว คนเ่าั้ตามกลับมาจับเ้าไม่ได้แล้ว แม่นางน้อยเ้าไว้ใจข้าได้ข้าชื่อว่าเว่ยรุ่ย เ้าเล่ามีชื่อแซ่ว่ากระไร”
ดวงตากลมโตสีดำสนิทเงยมองกู้เลี่ยงรุ่ยอย่างพินิจ กู้เลี่ยงรุ่ยจึงปลดผ้าปิดหน้าลงเพื่อให้นางสบายใจมากขึ้น ทั้งยังแสดงถึงความเปิดเผยจริงใจ ก่อนที่เสียงเล็กๆ หวานๆ จะกล่าวขึ้น อย่างระมัดระวังยิ่ง “ข้า...ปันน่า”
“ปันน่า? ชื่อเ้าคือปันน่า” กู้เลี่ยงรุ่ยพูดชื่อนี้ไปด้วยพลางนึกทวนไปในใจ มั่นใจมากว่าตอนที่อ่านนิยายั้แ่เล่มหนึ่งถึงเล่มห้าไม่มีปีศาจชื่อนี้ปรากฏ บางทีอาจจะปรากฏหลังจากเล่มที่ห้าเป็ต้นไปก็ได้ น่าเสียดายยิ่งแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนางเลยแม้แต่น้อย
“ข้า...ท่าน ...คนมา”
ประสาทตื่นตัวของปีศาจดีกว่ามนุษย์มาก ดีกว่ากู้เลี่ยงรุ่ยที่ไม่เป็โล้เป็พายในตอนนี้เสียอีก ปันน่ารีบเข้ามาดึงกู้เลี่ยงรุ่ยไปหลบที่กอต้นกกริมแม่น้ำทันที กู้เลี่ยงรุ่ยเก็บพัดที่คืนรูปไว้ที่เอวอย่างเรียบร้อยพลางหมอบอยู่อย่างสงบ ไม่นานเกินรอก็มีเหล่าชายชุดแดงเหลือบดำถือคบเพลิงวิ่งมาทางนี้พลางะโว่าหาให้ทั่วอย่างเสียงดังฟังชัด ท่ามกลางความมืดกู้เลี่ยงรุ่ยเพ็งมองกลุ่มคนเ่าั้ในใจพลางคิดถึงลักษณะของสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆที่บรรยายไว้ในนิยาย ทั้งหมดมีอาวุธเป็จักรเปลี่ยนรูปที่เอว เครื่องแต่งกายตัวนอกสั้นกว่าตัวใน เสื้อทับเหนียวทนตัดเย็บมาจากหนังสัตว์มีสีแดงตามตะเข็บ ผ้าคาดเอวตรงกลางมีรูปจักรทับซ้อนกับอยู่ คนเหล่านี้ต้องได้รับแจ้งจากชาวเผ่าม่อจื่อให้มาจับปันน่าเป็แน่ และก็เป็ดังนั้น ด้วยปันน่าพลันก็ตัวสั่นขึ้นมาอย่างน่าสงสาร มือที่ถลอกปอกเปิดกุมต้นกกไว้แน่น จนกู้เลี่ยงรุ่ยอดไม่ได้ต้องวางมือลงบนหลังของปันน่าแล้วตบเบาๆ สองที
“มีข้าอยู่เ้าไม่เป็อะไรหรอกปันน่า”
ใบหน้าซีดขาวหันมามองกู้เลี่ยงรุ่ยช้าๆ มือที่กำต้นกกไว้แน่นก็ค่อยๆ คลายออกดวงตาดูมีความหวังขึ้นมาก่อนจะดับวูบลง
“ข้าไป...จากนี้...ไม่ได้...” ปันน่าทำไม้ทำมือก่อนจะถลกแขนเสื้อขึ้นให้กู้เลี่ยงรุ่ยเห็นรอยตราประทับจองจำจักรที่ข้อมือซ้าย
รอยตราประทับนี้เปรียบเสมือนการลงทะเบียนอย่างหนึ่งและเป็การกักขังที่ทรงอิทธิพลที่สุด สำนักคุ้มภัยแต่ละแห่งจะมีสัญลักษณ์ของใครของมัน อย่างสำนักคุ้มภัยสกุลกู้จะเป็กระบี่ สำนักคุ้มภัยพรมบุปผาเป็ดอกเบญจมาศ สำนักคุ้มภัยหอนักปราชญ์เป็หญ้าพิษสามใบ และแน่นอนสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆเป็จักรทับซ้อน ซึ่งหากมีรอยประทับเช่นนี้แล้ว รายชื่อของปีศาจจะถูกขึ้นไปที่หอระเบียบประจำเมือง ทั้งเป็การคิดยอดปีศาจที่จับได้แบบรวดเร็วและเป็เหมือนตัวส่งสัญญาณในกรณีที่เกิดการหลบหนีจากที่คุมขังไปก็จะตามตัวได้ง่ายขึ้น การปกครองของแต่ละสำนักคุ้มภัยถูกแบ่งออกเป็เหนือ ใต้ ออก ตก เพื่อคอยควบคุมและจำกัดพื้นที่ไม่ให้ปีศาจในแถบนั้นๆ เคลื่อนย้ายหรือหลบหนีได้โดยง่ายเมื่อเกิดการปะทะไล่ล่า อนึ่งว่ารอยประทับนี้ได้จองจำิญญาของปีศาจให้ไร้ทางออกไปจากอาคม ปันน่าถูกประทับตราจากสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆจะหนีออกไปจากเขตอาคมของสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว นอกเสียจากว่า...จะตายไปแล้ว
“เ้าฆ่าคนหรือ” ปกติแล้วตราประทับนี้จะถูกประทับลงบนร่างปีศาจดุร้ายที่สังหารไม่ได้และต้องจองจำไว้ในที่คุมขัง กู้เลียงรุ่ยมองปันน่าแล้วก็คิดไม่ออกว่านางมีตรงไหนที่เข้าข่ายของคำว่าปีศาจดุร้ายจนต้องจองจำไว้ นอกเสียจากว่านางเคยสังหารคนไปจำนวนมากและเป็ปีศาจที่อยู่ในการหลบหนี แล้วภาพที่ปันน่าถูกเสือกระโจนเข้าใส่ในกรงก็ผุดวาบเข้ามาในหัวสมองของกู้เลี่ยงรุ่ยอีกหน ปันน่าเป็ปีศาจ ร่างเดิมของนางย่อมไม่ใช่ร่างมนุษย์ นางสมควรจะแปลงกายเป็ร่างเดิมเพื่อต่อสู้อย่างสูสีหรือใช้เวทย์ของตนเองได้ เพราะรอยประทับตราจองจำได้ผนึกทุกอย่างของปันน่าไว้แล้ว
“ไม่...เปล่า...ข้า”
แม้จะกล่าวถ้อยคำกระท่อนกระแท่นแต่แววตานั้นโกหกไม่ได้ กู้เลี่ยงรุ่ยมองสบเข้าไปในดวงตานางแล้วก็พบว่านางพูดจริงไม่ได้โกหก แสดงว่าสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆประทับตราจองจำโดยไร้เหตุผล ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็การกระทำที่ทุจริตต่อหน้าที่และต่ำช้าอย่างยิ่ง ในอดีตเคยมีเ้าสำนักคุ้มภัยเล็กๆ ที่โดนปลดออกเพราะทำเื่น่าละอายเช่นนี้โดยการจับปีศาจมาประทับตราจองจำเพื่อให้ทำงานให้และบังคับค้าทาศอย่างโหดร้าย ข้อสำคัญคือตราประทับจองจำของแต่ละสำนักจะมีเพียงคนผู้เดียวที่มีสิทธิและอำนาจทำได้คือเ้าสำนัก หมายความว่าเ้าสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆได้ประทับตราจองจำเองกับมือ
“หาให้ทั่วอย่าให้นังปีศาจชั่วมันหนีไปได้ อย่างไรก็ต้องพาคนที่บังอาจพานังปีศาจหนีกลับไปรับโทษกับเ้าสำนักตู้ให้ได้ เร่งมือหน่อย มันอยู่แถวนี้แหละ หนีไปไหนไม่ได้หรอก!” เสียงนั้นปลุกเร้าความฮึกเหิม ลูกน้องหลายสิบนายขานรับเป็เสียงเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะกระจายกำลังค้นหาอย่างมุ่งมั่น กู้เลี่ยงรุ่ยรู้ว่าอีกไม่ช้าต้องถูกเจอตัวแน่
“ทางนี้ลูกพี่ มันแอบอยู่ตรงนั้น!” แสงไฟสาดส่องมาพร้อมกับเสียงจักลอยฝ่าอากาศมาปะทะกับต้นกกจนขาดกระจาย กู้เลี่ยงรุ่ยไม่จับปันน่าขึ้นหลังก่อนจะวิ่งหนีไปอย่างไร้ทิศทางอีกครา พัดวิเศษที่เอวดิ้นพรวดๆ ก่อนจะดึงตัวออกไปเองแล้วกางออกปัดจักรมากมายที่สาดกระจายเข้ามาราวห่าฝนให้กู้เลี่ยงรุ่ยและปันน่าปลอดภัย
ทว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ อีกทั้งสภาพร่างกายของกู้เลี่ยงรุ่ยเหมือนท่อนไม้ผุๆ ท่อนหนึ่ง อยากกำเริบเมื่อไหร่ก็กำเริบ อยากจะกระอักตอนไหนก็กระอักเื ไม่ได้มีสง่าราศีหรืออิทธิฤทธิเฉกเช่นเ้าสำนักคุ้มภัยเลื่องชื่อในอดีต ทั้งกู้เลี่ยงรุ่ยในตอนนี้เองก็ตื่นตระหนกและรับมือกับสถานการณ์ที่ถูกเหล่าผู้มีวรยุทธ์ล้อมฆ่าอย่างเอาเป็เอาตายไม่ถูกเช่นกัน ครั้นจะเปลี่ยนพัดเป็ที่เหาะหนีไปเหมือนเมื่อครู่ก็ไม่รู้ว่าป๋อหยวนทำได้อย่างไร มันเหมือนมีจิติญญาเองทำเองได้ และดูเหมือนเ้าพัดก็เต็มที่อย่างสุดชีวิตอยู่จนไม่มีเวลาจะทำอะไรแล้วเช่นกัน เคราะห์ดีหรือกู้เลี่ยงรุ่ยมีบุญหนุนนำ ชั่ววินาทีนั้นมีชายคนหนึ่งโผล่มาจากไหนก็สุดจะรู้ ดวงตาไร้อารมณ์สบเข้ากับกู้เลี่ยงรุ่ยแวบเดียวก่อนจะเข้าต่อกรกับเหล่าคนจากสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆอย่างกระฉับกระเฉง กู้เลี่ยงรุ่ยดีใจจนเนื้อเต้น แทบจะลิงโลดอย่างห้ามใจไม่อยู่แล้ว มองอย่างไรบุรุษผู้นั้นก็คืออู๋เยี่ยน ที่หมายถึงไม่มีอะไรจะพูด แต่เื่นี้ไม่สำคัญเพราะชายคนนี้เป็มือขวาของกู้เลี่ยงรุ่ยหรือก็คือข้าเอง!
กระบี่ระทมทุกข์ มีความเข้ากันกับนิสัยของอู๋เยี่ยนอย่างมาก ชื่อนี้เองก็เป็อดีตเ้าสำนักกู้ไฉอี้ตั้งให้ โดยอู๋เยี่ยนนับเป็ศิษย์น้องเพราะเข้าสำนักมาหลังจากกู้เลี่ยงรุ่ย ที่มาของชื่ออู๋เยี่ยนก็เพราะอู๋เยียนไม่มีลิ้น พูดไม่ได้ แต่ถึงจะพูดไม่ได้อู๋เยียนก็ร้ายกาจกว่าที่จะประมาทได้ กระบี่กระทมทุกข์หนักแน่นพุ่งเข้าสกัดฟาดฟันกับจักรเปลี่ยนรูปและประมือกับเหล่าชายฉกรรจ์จากสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆซึ่งประมาณว่าคู่ต่อสู้มาคนเดียวหลังจากผ่านไปครู่หนึ่งก็เหมือนว่าจะรู้ตัวแล้วว่ากำลังเผชิญหน้ากับผู้ใด ฝ่ายนั้นมีคนหนึ่งประกาศกร้าวขึ้นมาอย่างหยามเหยียบเพื่อทำลายสมาธิของอู๋เยี่ยน
“ที่แท้ก็นึกว่าผู้ใดเป็อู๋เยี่ยนของสำนักคุ้มภัยสกุลกู้นี่เอง ได้ข่าวว่าเ้าเร่ร่อนไปทั่วเพื่อตามหาร่างของนายเ้าที่โดนประมุขซีซวนหลินประทับอาคมพรากิญญารึ ข้าจะบอกให้เอาบุญนะ เ้าสำนักผู้นั้นย่อมตายไปแล้ว ไม่มีทางที่จะรอดพ้นอาคมเช่นนั้นไปได้หรอก!”
อู๋เยียนไม่มีท่าทีตอบสนองไม่มีหนังตากระตุกด้วยซ้ำก่อนจะเสือกกระบี่ส่งๆ ไปหาคนผู้ปากมากผู้นั้นแล้วทำให้หมดโอกาสพูดไปได้ในชั่วพริบตา ...เืสีแดงฉานพุ่งออกมาจากลำคอที่ถูกกระบี่ปาดเรียบเท่าเส้นผม
“มันฆ่าคนแล้ว พวกเรา ฆ่า!”
เสียงประกาศลั่นดังขึ้นพร้อมกับเข้ามารุมอู๋เยี่ยนอย่างกับรุมกินโต๊ะ อู๋เยี่ยนไม่หวั่นตั้งรับอย่างห้าวหาญแต่ก็เหลือบมาส่งสายตาให้กู้เลี่ยงรุ่ยว่าให้หลบหนีไป ทางนี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้าเอง
กู้เลี่ยงรุ่ยจึงไม่รอช้าหรือรอให้กลายเป็ตัวถ่วงของอู๋เยียน รีบแบกปันน่าวิ่งหนีกลับออกไปจากเมืองอย่างรีบเร่ง เมื่อเห็นเช่นนั้นกลุ่มคนสองสามคนที่เห็นว่ากู้เลี่ยงรุ่ยกำลังหนีก็ไล่ตามมาแต่ถูกอู๋เยี่ยนใช้กำลังภายในซัดจนตายไปหนึ่งคน ส่วนอีกสองคนเหินขึ้นยอดไม้หลบพลังพ้นไปไล่ตามกู้เลี่ยงรุ่ยมาติดๆ หนึ่งในนั้นจุดพลุส่งสัญญาณหาเ้าสำนักทันทีเมื่อระแคะระคายว่าคนที่กำลังหลบหนีในตอนนี้คือยอดฝีมือจากสำนักคุ้มภัยสกุลกู้
เ้าสำนักคุ้มภัยตู้จิ้งกงปรากฏตัวขึ้นในเวลาถัดไปอย่างรวดเร็ว!
“ข้านึกว่าเ้าตายตกไปแล้วแต่ยังอยู่หรือนี่ กู้เลี่ยงรุ่ย เ้าพกของดีปานใดกันถึงได้รอดตายมาได้ แต่ๆ เ้าดันมาอยู่ในเขตข้าได้อย่างไรกันทั้งยังกล้าก่อเื่ในถิ่นข้า กู้เลี่ยงรุ่ยเ้าคิดว่ากำลังเหยียบอยู่บนหัวผู้ใดกัน!”
รังสีอำมหิตเข้มข้นมาพร้อมจักรเปลี่ยนรูปจัดการพัดวิเศษของป๋อหยวนจนได้ยินเสียงขาดดังแควกในอากาศ เพียงพริบตาเดียว ตู้จิ้งกงก็ไล่ตามมาด้านหลังกู้เลี่ยงรุ่ยจนห่างกันเพียงเท่ามือเอื้อมถึง กู้เลี่ยงรุ่ยกัดฟันสบถในใจ ก่อนจะเลี้ยวกะทันหันพุ่งตัวเข้าไปในหมู่ต้นกกที่แ่าอย่างไม่คิดชีวิต แต่ก็ยังได้ยินสุ้มเสียงอำมหิตดังไล่หลังมาตลอดไม่ว่ากู้เลี่ยงรุ่ยจะหลบไปที่ใด ที่เป็เช่นนี้เพราะไม่ว่าอย่างไรร่างปันน่าก็มีรอยตราประทับจองจำที่ตู้จิ้งกงตามได้และยังสั่งการได้อีกด้วย เพียงรอเวลาเท่านั้นว่าตู้จิ้งกงจะเล่นสกปรกเมื่อใด
“เ้าคิดจะพาปีศาจหลบหนีเชียวรึกู้เลี่ยงรุ่ย เมื่อก่อนเห็นเ้าก็ขวางหูขวางตานักข้าก็อดกลั้นไม่ทำอะไร สามเดือนก่อนได้ยินว่าเ้าถูกฉีคุนอ๋องแทงหนึ่งกระบี่ ซ้ำยังโชคร้ายโดนประมุขมารประทับอาคมพรากิญญา ข้าก็อุส่าห์จุดธูปอาลัยให้เ้า ที่แท้นอกจากเ้าจะยังไม่ตายแล้ว ยังอยู่ดีมีสุขจนต้องมาวิ่งพล่านยุ่งเื่ของข้าตู้จิ้งกง เ้าสำนักกู้ เหตุใดท่านเอาแต่หนีโดยไม่สู้เล่า กระบี่ท่านล่ะ ท่านไม่พกกระบี่ได้ด้วยรึ”
ปันน่าดวงตาวาวรื้นผลักไสกู้เลี่ยงรุ่ยทีหนึ่งที่หลัง ในใจคาดว่าคงจะไม่รอดไปแน่แล้ว พัดวิเศษของป๋อหยวนถูกจักรฟาดฟันจนดูเหมือนผ้ารุ่งริ่ง แม้จะยังต้านจักรทมิฬของตู้จิ้งกงได้อยู่ แต่ยังจะต้านได้อีกนานเท่าไหร่เล่า
“ท่าน...ไป...ทิ้ง...ข้า”
“พูดเหลวไหลอะไร ข้าจะทิ้งเ้าได้ยังไง ปันน่า เ้าฟังข้า นี่อาจจะฟังดูไม่ดีเท่าไหร่ซ้ำยังจะทำให้เ้าต้องหนีจากที่จองจำแห่งหนึ่งไปสู่ที่จองจำแห่งหนึ่ง ทว่าหากไม่ทำเช่นนี้เ้าคงไม่อาจหนีไปได้แล้ว เ้าฟังข้าอย่างพึ่งพูดขัดเด็ดขาด ข้าต้องวิ่งไปด้วยพูดไปเหนื่อยใจจะขาดอยู่ร่อมร่อแล้ว คืออย่างนี้ ข้าก็เป็คนผู้หนึ่งที่สามารถใช้อาคมประทับตราจองจำกับเ้าได้ แต่ตอนนี้ข้าสูญเสียวรยุทธ์และปรานไปจนสิ้น สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือให้เ้าดื่มเืข้า เมื่อดื่มเืข้าแล้วเ้าก็คือบริวารของข้า อยู่ภายใต้การควบคุมของข้า ผู้อื่นหรือรอยประทับตราจองจำของสำนักอื่นล้วนไม่มีผลต่อเ้า ทว่าเช่นนี้เ้าจะไม่สามารถแก้ไขได้ในภายภาคหน้าแล้ว หากมีวันหนึ่งข้าจากไปเ้าก็จะต้องจากไปพร้อมกับข้า าเ็และรับรู้ทุกๆ ความเ็ปร่วมกับข้า ปันน่า เช่นนี้เ้าจะยินยอมหรือไม่”
กู้เลี่ยงรุ่ยหอบหลังพูดเสร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีกฎเกณฑ์อยู่ในตัวเอง การจะทำลายรอยประทับตราจองจำมีอีกวิธีนอกที่ไม่มีใครยินยอมจะใช้ เพราะนั้นหมายความว่าได้เอาชีวิตไปเสี่ยงอยู่ในปากเหวแล้วและความพิเศษเช่นนี้จำกัดอยู่แค่ในหมู่เ้าสำนักทั้งสี่ นอกจากเ้าสำนักทั้งสี่แล้วไม่มีคนอื่นอีกที่ทำได้ เช่นเดียวกับที่กู้เลี่ยงรุ่ยกล่าว เมื่อปันน่าตาย กู้เลี่ยงรุ่ยก็จะตาย เมื่อปันน่าาเ็กู้เลี่ยงรุ่ยก็จะาเ็ เป็เช่นนี้เพื่อทำให้ปันน่าพ้นจากรอยประทับตราจองจำและหนีไปจากที่นี้เสีย
“ท่าน...เป็...เ้า..”
“ใช่แล้ว ข้าเป็เ้าสำนัก เ้าสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ กู้เลี่ยงรุ่ย ปันน่า เ้ายินยอมหรือไม่้าจะดื่มเืข้าหรือไม่” กู้เลี่ยงรุ่ยกล่าวอย่างร้อนใจ สิ่งที่ได้รู้มาจากนิยายก็มีเท่านี้ เท่านี้เองที่ตัวกู้เลี่ยงรุ่ยพอจะทำได้ แม้ไม่แน่ใจว่าจะรอดไปถึงไหนแต่ในใจก็ยังมีความหวังว่าตัวเอกเช่นกู้เลี่ยงรุ่ยต้องรอดต่อไปถึงจะดำเนินเื่ราวไปได้ แต่ยังไม่ทันให้ปันน่าได้ตัดสินใจ
ตู้จิ้งกงก็สำแดงฤทธิ์ของรอยประทับตราจองจำ ปันน่ายกมือขึ้นมาบีบคอกู้เลี่ยงรุ่ย สีหน้าท่าทางนั้นพยายามขัดขืนเต็มที่ แต่เ้านายเดิมของรอยประทับตรากำลังควบคุมอยู่ ปันน่าควบคุมไม่ได้และลงมือบีบจนกู้เลี่ยงรุ่ยใกล้หายใจไม่ออกแล้ว ปันน่าน้ำตาพลั่งพรูไหลออกมาอย่างคับแค้น
“กู้เลี่ยงรุ่ยเอ่ยกู้เลี่ยงรุ่ย เ้านี่มันช่างน่าชังโดยแท้ วันนี้ข้าแซ่ตู้ไม่ฆ่าเ้าเห็นทีในวันข้างหน้าคงถูกเ้าเปิดโปงเื่รอยประทับตราจองจำเรื่อยเปื่อยแล้ว เช่นนี้ข้าควรจะอาศัยจังหวะที่เ้าสูญเสียวรยุทธสังหารเ้าทิ้งเงียบๆ ดีหรือไม่ อย่างไรก็ตามเ้าก็ไม่ต้องทรมานต่อไปอีกแล้ว เป็อย่างไร ข้อเสนอข้าดีมากใช่หรือไม่ แต่จะว่าไปเ้าสามารถสังหารปีศาจน้อยนั้นไปเพื่อเอาตัวรอดเสีย นี่ไม่โทษเ้าใครๆ ก็คงทำเช่นเดียวกันในยามหลังชนฝาเช่นนี้ใช่หรือไม่”
ดีกับผีสิ!
หลังจากใช้อาคมควบคุมปันน่าตู้จิ้งกงก็ไม่ไล่ตามอีก แต่หยุดนิ่งและใช้อาคมอย่างใจเย็น มั่นใจมากว่าตอนนี้กู้เลี่ยงรุ่ยคงไม่ต่างอะไรกับไก่ในมือ เชือดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ อีกทั้งคุณธรรมอันมากมายเปี่ยมล้นใจจิตใจคงทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยยอมตายไม่ยอมฆ่าปีศาจพร่ำเพรื่อ
...ช่างไร้เดียงสานัก