ในตลาดหุ้นบ้านเรา นักลงทุนทั่วไป (หรือที่เรียกว่ารายย่อย) ส่วนใหญ่มักเป็นนักเก็งกำไร
การเก็งกำไรมีตั้งแต่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค คือการดูกราฟ ดูแนวโน้มราคา ดูมูลค่าการซื้อขาย หรือใช้ตัวชี้วัดทางด้านเทคนิคอื่น ๆ (อินดิเคเตอร์ : indicator)
และยังมีการเก็งกำไรโดยใช้เหตุการณ์ต่าง ๆ ประกอบพื้นฐานบริษัท
เช่นเก็งกำไรการจ่ายปันผล เก็งกำไรตามฤดูกาล (ซีซันแนลเอฟเฟค) เก็งกำไรการซื้อกิจการ หรือ ยังมีการเก็งกำไรแปลก ๆ อย่างอื่นอีก เช่น เก็งกำไรการเปลี่ยนผู้บริหาร เก็งกำไรช่วงก่อนเลือกตั้ง (ที่หุ้นมักจะพากันราคาขึ้นดีรับวันเลือกตั้ง โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวกับการเมือง) เป็นต้น
การเก็งกำไรณรัชต์มองเป็นซีโร่ซัมเกม ที่ต้องมีฝั่งหนึ่งได้อีกฝั่งเสีย
ดังนั้นโดยปกติเขาไม่ค่อยลงทุนแนวนี้ แต่เพราะหุ้นโรงพยาบาลที่เขาคิดจะเก็งกำไร อย่างน้อยถือเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานบริษัทดีทุกตัว ดังนั้นต่อให้ ต่อไปราคาหุ้นมีการตกลงมา แต่ถ้ายังถือหุ้นเหล่านี้ต่อไป คนเล่นหุ้นกลุ่มนี้ยังคงไม่ขาดทุนในระยะยาว
การเก็งกำไรนั้นมีความเป็นซีโร่ซัมเกม นักเก็งกำไรบางส่วนจึงมักก้าวข้ามการเก็งกำไรไปสู่การเป็นนักพนัน ซึ่งอาจโดยรู้ตัวหรืออาจจะไม่รู้ตัวก็ตาม สิ่งที่จะพอแยกความแตกต่างระหว่างนักพนันออกจากนักเก็งกำไรได้ คงเป็นการทำความเข้าใจกับเรื่องของความเสี่ยง
นักพนันไม่สนใจกับเรื่องความเสี่ยง เพียงชอบความรู้สึกตื่นเต้นและผลตอบแทนที่สูงในการลงทุนเท่านั้น
แต่นักเก็งกำไร ต้องทำความเข้าใจกับความเสี่ยงก่อนการลงทุน นักเก็งกำไรยอมที่จะลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงได้ก็ต่อเมื่อประเมินแล้วว่าความเสี่ยงที่สูงนั้นให้ผลตอบแทนที่สูงและคุ้มค่ามากกว่าความเสี่ยงที่ได้รับ
ตัวอย่างเช่น
นาย A เห็นว่าหุ้นตัวหนึ่งมีโอกาสสูงที่ราคาจะปรับขึ้น จาก 5 บาท เป็น 10 บาท แต่ถ้าเขาคาดการผิด หุ้นตัวนี้อาจราคาลดลงจาก 5 บาท เหลือ 3 บาท
จะเห็นได้ว่าถ้าเขาเก็งกำไรถูกจะมีโอกาสได้กำไรจาก 5 บาทเป็น 10 บาท เป็นกำไร 100% ของเงินต้น แต่ถ้าเขาเก็งกำไรพลาดเขาจะมีโอกาสเสียจาก 5 บาท เหลือ 3 บาทเป็นการขาดทุน 40 % ของเงินต้น
นั่นแสดงให้เห็นว่า ผลตอบแทน 100% เมื่อเทียบกับความเสี่ยงขาดทุน 40 % นั้น ถือเป็นการเก็งกำไรที่คุ้มค่าและน่าสนใจ (ซึ่งหลักการเก็งกำไรนี้สามารถนำไปใช้ได้กับการลงทุนแทบทุกอย่าง)
และสำหรับตลาดหุ้นแล้วนักเก็งกำไรก็ถือว่ามีความสำคัญในตลาด เพราะถ้าตลาดหุ้นล้วนเต็มไปด้วยนักลงทุนเน้นคุณค่า ราคาของหุ้นต่าง ๆ คงขึ้นลงอย่างน่าเบื่อ นักเก็งกำไรจึงถือว่าเป็นคนสร้างสีสันให้ตลาดหุ้น
---------------------------------
ก่อนเข้าคาบเรียนวิชาพระพุทธศาสนา
ขณะนักเรียนเริ่มทยอยมาถึงห้องเรียน ณรัชต์ซึ่งเดินเข้าห้องมาคนแรก ๆ ก็ถูกอาจารย์ทัก และเรียกมาคุยด้วย
"เป็นยังไงบ้างเรื่องสมาธิ" เสียงอาจารย์ถาม
"ยังเหมือนเดิมครับ ติดอยู่ที่เดิม" ณรัชต์บอกถึงเรื่องสมาธิของเขาที่ยังคงไม่สามารถจะกลับสู่ระดับเดิมได้แม้จะเพียรนั่งเป็นประจำก่อนนอนทุกคืนแล้วก็ตาม
"ไปถามหลวงพ่อแล้วหรือยัง หลวงพ่อว่ายังไง" อาจารย์ถามต่อ
"ท่านว่า หาต้นตอหรือสาเหตุให้เจอ แล้วจะเจอคำตอบครับ" เขาตอบแบบเซ็ง ๆ ที่คำตอบของหลวงตาแทบไม่ช่วยอะไรเลย อาจารย์ของเขายิ้มกึ่งหัวเราะกับคำตอบสไตล์ของพระอาจารย์ ก่อนโบกมือให้เขากลับไปหาที่นั่ง
เข้าคาบเรียนส่วนปฏิบัติวิชานี้ก็เหมือนเดิม คือให้นักเรียนนั่งสมาธิตลอดทั้งคาบ
บ้างนั่งหลับ บ้างนั่งคิดเรื่องต่าง ๆ ไปเรื่อยรอหมดคาบ มีบ้างที่ตั้งใจนั่งสมาธิจริง ๆ ตามที่อาจารย์พยายามสอน
ณรัชต์นั่งหลังตรง ผ่อนลมหายใจ พยายามขจัดความฟุ้งซ่าน ค่อย ๆ เข้าสู่ความสงบ
สมาธิถ้าแบ่งกว้าง ๆ คงได้ 3 ขั้น มี 1.ขณิกสมาธิ 2. อุปจารสมาธิ 3. อัปปนาสมาธิ
ในระดับ อัปปนาสมาธิ ยังแบ่งได้อีก 8 ระดับ ในช่วงชีวิตที่แล้วสมาธิของณรัชต์อยู่ที่อัปปนาสมาธิแล้ว แต่ปัจจุบัน ไม่ว่าเขาพยายามยังไง สมาธิเขาก็สงบ ละเอียด ลงได้เพียงอุปจารสมาธิ โดยติดอยู่ที่ขั้นนี้ ไม่สามารถสงบลึกลงไปได้อีก แม้จะเพียรนั่งสม่ำเสมอเพียงไรก็ตาม
นักปฏิบัติสมาธิเมื่อได้รู้จักอัปนาสมาธิแล้ว ส่วนใหญ่มักจะยึดติดและอยากให้สมาธิทรงตัวอยู่ที่ระดับนี้ได้ตลอดไป รวมถึงณรัชต์ ดังนั้นเมื่อสมาธิเสื่อมจึงถือเป็นความสูญเสียของนักปฏิบัติอย่างสูง
สัปดาห์นี้โรงเรียนของณรัชต์มีกีฬาสี
หลังจบคาบเช้าในวันจันทร์ก็แทบไม่มีการเรียนการสอนอีก เพราะต้องให้เวลากับกิจกรรมใหญ่ของโรงเรียน กระนั้นโรงเรียนก็ยังให้นักเรียนอยู่ภายในโรงเรียนจนเย็นตามเวลาเรียนปกติ
ทั้งที่ส่วนใหญ่งานเตรียมสแตนด์หรืองานทำขบวนแห่ไม่ได้ทำที่โรงเรียน ดังนั้นพอหลังบ่าย สตาฟฝ่ายทำสแตนด์ ทำขบวนแห่ จึงปีนรั้วหายไปทำงานที่ค้างไว้กันหมด
สำหรับสตาฟนักกีฬาอย่างพวกเขา กีฬาที่จะเริ่มแข่งก็ในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือถ้าถึงรอบชิงได้ก็วันมะเรื่อง ที่เป็นวันสุดท้าย และเป็นวันงานนู่น ดังนั้นพวกเขาจึงนั่งว่างอยู่ที่โต๊ะประจำหลังอาคาร
"บ่ายโดดไปเล่นเกมป่ะ " เต้ที่กำลังนั่งเกาคอร์ดกีตาร์อยู่เงยหน้าขึ้นมาชวน
"ร้านเกมซอยไปรษณีย์มีเครื่องเกมใหม่มา เครื่อง N 64 เล่นได้ทีละตั้ง 4 คนแหนะ"โฆษณาเพิ่มเติม
"ไปเล่นมาริโอคาร์ต แข่งรถกัน เล่นได้พร้อมกันหมดด้วยนะไม่ต้องเปลี่ยนคนแพ้ออก"เต้กล่าวเชิญชวนปิดท้าย
ณรัชต์หันไปกำลังจะถามความเห็นของวิทย์เขาก็มองเห็นหัวหน้าห้องของพวกเขาเดินตรงมาทางนี้เสียก่อน
"พวกนี้ว่าง ๆ น่ะ มาช่วยงานทางนี้หน่อยซิ" สาวแว่นพอมาถึงก็ออกคำสั่งทันที
"งานอะไรหัวหน้า" ณรัชต์เอ่ยปากถาม
"ทำอุปกรณ์เชียร์ "
สุดท้ายแล้วบ่ายวันนั้นแทนที่พวกเขาจะได้โดดไปเล่นเกมในเวลาว่างช่วงบ่าย กลับต้องมานั่งสางพู่เชียร์กีฬาที่ทำจากเชือกฟางมัดเป็นปม ให้ฟูเป็นพู่อยู่ตลอดทั้งบ่าย
ณรัชต์ได้เช็คและประเมินความเสี่ยงจากการที่เขาซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรแล้ว
เขาประเมินหลาย ๆ อย่างจนเห็นว่าหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลที่เขาถือตอนนี่แทบไม่มีความเสี่ยงที่ราคาหุ้นจะตกลงมา อย่างแย่ราคาหุ้นก็ไม่ไปไหนซึ่งจะไม่ทำให้เขาขาดทุน ส่วนโอกาสที่ราคาหุ้นจะขึ้นนั้นมีสูงมากเพราะกำไรจะเพิ่มขึ้นทุกตัว ดังนั้นณรัชต์จึงนั่งสางพู่เชือกฟางด้วยความสบายใจ
ซึ่งตอนนี้ราคาหุ้นของกลุ่มโรงพยาบาลเริ่มจะค่อย ๆ ขยับขึ้นกันบ้างแล้ว ทั้งจากนักลงทุนที่มองว่าแนวโน้มของธุรกิจโรงพยาบาลเริ่มจะดีขึ้นเรื่อย ๆ และบางส่วนก็มาจากนักเก็งกำไรที่คาดการณ์ว่างบกำไรในไตรมาสล่าสุดนี้จะดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อนอย่างมาก
ยิ่งใกล้วันงบการเงินจะประกาศออกมา ราคาหุ้นจะยิ่งขยับขึ้นเรื่อย ๆ ตามแรงขับเคลื่อนของนักเก็งกำไร
---------------------------------------
Name : ณรัชต์
Asset : เงินสดในบัญชีหุ้น 48,400 บาท
: ตึกแถว 2 ห้อง ราคาปัจจุบัน 850,000 บาท
: เงินสดในบัญชีธนาคาร 100,000 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล K จำนวน 60,000 หุ้น จากราคา 12 บาท ราคาปัจจุบัน 13 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล M จำนวน 72,000 หุ้น จากราคา 12 บาท ราคาปัจจุบัน 14 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล N จำนวน 28,800 หุ้น จากราคา 25 บาท ราคาปัจจุบัน 26 บาท
-หุ้นโรงพยาบาล R จำนวน 18,000 หุ้น จากราคา 42 บาท ราคาปัจจุบัน 45 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : 48,400 + 850,000 + 100,000 + 780,000 + 1,008,000 + 748,800 + 810,000
= จาก 4,058,400 บาท ปัจจุบัน 4,344,400 บาท