ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๖๖ วิญญาณแห่งบรรพกาล (re-edition)

            ซากศพชิ้นส่วนอวัยวะร่างกายของคองอเวจีกลาดเกลื่อนจนมองไม่เห็นพื้นดิน อุทัยถูกฝูงสัตว์อสูรยี่สิบกว่าตัวกระโดดโถมทับไว้จนกลายเป็นเนินเขาลูกย่อมๆ

            เวลาผ่านไปหลายนาที ... ร่างของอุทัยแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหวราวมันได้ขาดใจตายไปแล้ว เหล่าคองอเวจีที่เฝ้ามองดูต่างล้อมกรอบเดินก้าวเข้ามา

            ญานินดาร้อนใจเป็นที่สุด น้ำตาผุดไหลจากดวงตานองไปทั้งใบหน้า

            “พี่ใหญ่ !!! .. พี่ใหญ่ลุกขึ้นมา” ญานินดาร้องเรียกสุดเสียง

            ดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์กระตุกสั่นอย่างรุนแรง ทั่วกายาและดวงใจของนางร้อนรุ่มดังถูกสุมด้วยกองเพลิง ณานินดากระโดดโผขึ้นที่ด้านหลังปรากฏปราณรูปปีกปักษาเป็นเปลวเพลิงแผ่กว้างสยายออกกว่าสามศอก

            .. นางลอยตัวอยู่กลางอากาศ

            .. ญานินดาบินได้ !!!

            “ฮืออออ ! ฮืออออ ! .. พี่ใหญ่ ..” ญานินดาร้องไห้เรียกอุทัยไม่หยุด

            เงาร่างของญานินดาแผ่ปราณอัคคีร้อนแรงเป็นรูปปักษาจากสรวงสวรรค์ส่องสว่างสดใสอยู่กลางอากาศ นางต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว

            “เจ้าลิงชั่ว ! .. อย่าเข้ามาน่ะ” ญานินดาตะโกนก้อง

            ดวงตาทอประกายสีแดงของอัคคี พลังปราณก่อเกิดจากดวงจิตปะทุออกอย่างรุนแรง

            พลังปราณรูปปักษาอัคคีโผบินออกจากร่างกาย พุ่งทะยานตรงเข้าหากองสัตว์อสูรที่ทับถมอุทัยอยู่ แล้วจึงบินตีเป็นวงเข้าล้อมรอบห่อหุ้มไว้

            .. กงล้อปักษาอัคคี !!!

            เกิดเป็นวงอัคคีร้อนแรงสูงกว่าสิบศอกล้อมเป็นวงป้องกันไว้ เปลวอัคคีเผาผลาญซากร่างตามพื้นจนมอดไหม้ คองอเวจีที่กำลังตรงเข้ามาก็ถูกอัคคีร้อนแรงนั้นเผาไหม้ทำร้าย

            .. โฮ๊กกกก ! .. ฮ๊ากกกก ! .. เจี๊ยกกกก !

            เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด พวกมันดิ้นทุรนทุรายคองอเวจีกลายเป็นตุ๊กตาลิงกลางกองเพลิงหลายสิบตัว พวกที่กำลังติดตามมาต่างหยุดชะงักถอยร่นหลบหนี

            พลังอัคคีจากสวรรค์เป็นดังปราการป้องกันสัตว์อสูรเอาไว้ ...

            ด้วยความเป็นห่วงอุทัย ญานินดาจึงสามารถระเบิดพลังปราณปักษาอัคคีออกมาได้โดยไม่รู้ตัว

            พลังปราณอันศักดิ์สิทธิ์ของวิญญาณปักษาอัคคีแห่งสรวงสวรรค์

            .. แต่นางทำได้เพียงเท่านี้

            .. ไม่มีการตอบสนองจากอุทัยแล้ว

            “ฮืออออ ! ฮืออออ ! .. พี่ใหญ่ลุกขึ้นมา ... ลุกขึ้นมาบัดเดี๋ยวนี้ ...” นางยังร้องเรียกอุทัย

            .. กรรร ! .. กรรร ! .. โอ๊กกก ! เหล่าคองอเวจีคำรามอย่างดุร้าย

            พวกมันร่ำร้องด้วยความโมโห สายตาจับจ้องไปเบื้องบนจ้องมองมาที่ญานินดา ภายใต้แสงสลัวมีบางสิ่งลอยเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            .. วิ้วววววว ...

            .. วิ้วววววว ...

            .. วิ้ววววววววว ...

            เป็นก้อนหินขนาดต่างๆ กำลังบินเข้าหา

            “ว๊ายยย ! .. เจ้าลิงบ้า ..” ญานินดาร้องด่า นางโผบินหลบหลีกอย่างรวดเร็ว

            พวกคองอเวจีต่างซัดขว้างก้อนหินเข้าใส่เป็นการใหญ่ ก้อนหินนับร้อยลูกพุ่งตรงเข้ามา

            .. เปรี๊ยงงง ! .. เปรี๊ยงงง !

            ญานินดาใช้พลังฝ่ามือตบฟาดก้อนหินใหญ่สองลูกจนแตกเป็นผงกระจาย

            .. วิ้วววว .. วิ้ววววววววว ... แต่เหล่าลิงอสูรก็ยังระดมขว้างก้อนหินเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง

            ญานินดาต้องบินหลบก้อนหินเหล่านั้น นางเริ่มเสียสมาธิทำกงล้อปักษาอัคคีลดความร้อนแรงไปกึ่งหนึ่ง

            .. แต่ทันใดนั้นเอง !!!

            .... ภายในปราการปราณอัคคีเกิดการเคลื่อนไหวขึ้น

            .. อ๊ากกกกก !!! .. เสียงกู่ร้องดังกึกก้อง

            .. ตู้มมมมมมม !!!!! เสียงระเบิดกัมปนาท ปราณสีดำอำมหิตระเบิดออกจากด้านใต้กองสัตว์อสูร พลังกวาดล้างบดสัตว์อสูรจนเป็นเศษเลือดเนื้อปลิวกระจายแล้วจึงสูญสลายกลายเป็นอากาศธาตุ

            .. เปรี้ยงงงงงง !!!!! พลังปราณสีดำมืดหม่นพุ่งเป็นลำสู่ท้องฟ้าอย่างรุนแรง ชักนำพลังปราณอัคคีรอบนอกพวยพุ่งดังลมไต้ฝุ่นเพลิง ลำแสงปราณพุ่งสูงจนต้องมองคอตั้งบ่า

            กระแสปราณนั้นทำคองอเวจีกว่าล้านๆ ตัวร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตื่นกลัว

            .. ความกลัวที่ออกมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ

            .. ไม่เคยมีสิ่งใดทำพวกมันกลัวจนขี้หดเช่นนี้มาก่อน

            ภายใต้ลำแสงสีดำมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว .. เม็ดแสงสีทองละเอียดยิบส่องประกาย เงาร่างสีทองของบุคคลหนึ่งอยู่ภายในลำแสงสีดำนั้น

            อุทัยลุกขึ้นยืน ... เสื้อผ้าถูกพลังอสูรทำลายจนหมดสิ้น เหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่าเผยให้เห็นกล้ามเนื้อกำยำกว่าเก่าก่อน

            “พี่ใหญ่ !!! ..” ญานินดาตะโกนร้องอย่างลิงโลด

            .. นัยน์ตาของอุทัยเป็นสีดำสนิทไร้ซึ่งสีขาว

            .... แต่ที่แปลกประหลาดคือมีเงาร่างหนึ่งซ้อนทับอยู่บนกายาของมัน

            ..... รูปกายโปร่งแสงพร่าเลือนเป็นรูปร่างหน้าตาคล้ายดังอุทัยเอง แต่มีความสูงกว่าสิบศอกผิวกายสีดำมันวาวคล้ายทองแดงผมยาวสีแดงเพลิงสยายพลิ้ว

            เขาคู่สีดำอันย่อมหมุนขึ้นเป็นเกลียวออกจากขมับช่วงบน เขาทั้งสองลู่ตามรูปศีรษะขึ้นไป ดวงตาทั้งคู่ส่งแสงอัคคีเรืองรองบนหน้าผากมีเส้นตั้งคล้ายดวงตาปิดสนิทอยู่

            .. จิตวิญญาณอสูรบรรพกาล !!!

            ภายในกายรู้สึกอัดแน่นไปด้วยพลังงานไร้รูปอันมหาศาล สิ่งนั้นไม่รู้กำเนิดจากที่ใดแต่กำลังวิ่งพล่านไปทั่วอณูชีพจรปราณ ทั้งร่างกายยังดูดพลังจากพิภพอสูรเข้ามาสมทบ

            เกิดเป็นการอัดสะสมพลังปราณอย่างหนักหน่วง จนเส้นชีพจรปราณทนรับไม่ไหว

            .. แล้วจึง

            … เปรี้ยงงงงงงงงงง !!!!! พลังปราณระเบิดออกจากกายาอย่างรุนแรง รุนแรงจนเกิดคลื่นปราณกระแทกทะลวงออกไปเป็นวงกว้าง

            ….. อุทัยทะลวงผ่านระดับยุทธ ‘อัคระปราณ’ แล้ว

            อุทัยปากแสยะยิ้มเห็นเขี้ยวขาวยาว แล้วจึงแหกปากร่ำร้อง

            .. อ๊ากกกกกกกกก !!!!! .. อุทัยชูสองแขนกู่ร้องกึกก้องพลังอำนาจแผ่ออกสุดไพศาล

            .. เจี๊ยกกก ! หงิงงง ! หงิงงง ! .. ฮู บะ ฮหว่ะ ... เสียงคองอเวจี

            เหล่าคองอเวจีที่อยู่ด้านหน้าต่างคุกเข่าหมอบแนบพื้น ร่างกายของพวกมันสั่นสะท้านด้วยความตื่นกลัว

            การหมอบกราบค่อยๆ กระจายออกออกไปเป็นวงกว้าง สัตว์อสูรกว่าสิบล้านตัวก้มหน้าแนบพื้นมองเห็นเพียงแผ่นหลังของพวกมันเป็นแผ่นผืนสีดำกว้างขวางสุดลูกตา

            .. ทันใดนั้น ... เงาร่างหนึ่งกระโดดลอยพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            เป็นเงาร่างสีขาวของคองอเวจีตัวหนึ่งหยุดยืนอยู่ห่างเพียงสิบก้าว ลิงอสูรตัวนี้ตัวโตกว่าสิบห้าศอกขนสีขาวปกคลุมทั่วร่างกาย กล้ามเนื้อบึกบึนดูแข็งแกร่งกว่าคองอเวจีทั้งมวล

            .. ราชันแห่งคองอเวจี !!!

            ผู้เป็นเจ้าแห่งคองอเวจีดินแดนนี้ ...

            ฮู่หว่ะ ... ฮู หฮู คล๊อกกก .. ฮู บะ บะ อุหว่ะ ...

            “พลังแห่งอสูรต้นกำเนิด ... ทะ ทะ ท่าน ...”

            ช่างแปลกประหลาดแท้ ! เสียงวานรที่เปล่งออกมาพร้อมท่าทางที่มันแสดงออก แต่อุทัยสามารถรับฟังอย่างเข้าใจ

            อุทัยค่อยๆ ก้าวเยื้องย่างมาด้านหน้า

            “…” มันมิได้กล่าววาจาใด ใช้เพียงดวงตาสีดำจ้องมองไปยังราชันแห่งดินแดนสัตว์อสูร

            ราชันคองอเวจีตนนี้สืบเชื้อสายโดยตรงจากลิงอสูรดึกดำบรรพ์มากว่าหมื่นๆ แสนๆ รุ่น พลังของบรรพบุรุษถูกถ่ายทอดมายังตัวมัน

            มันคือผู้เป็นราชัน และแข็งแกร่งที่สุดแห่งเผ่าพันธุ์ ...

            แต่พลังแห่งบุพอสูรจากอุทัยบีบกระแทกจิตวิญญาณของมัน

            ร่างกายของราชันคองอเวจีสั่นเทาดวงจิตสะท้าน มันค่อยๆ ก้มกายยกแขนขวาแบมือขึ้นเหนือศีรษะ

            ... เป็นสิ่งแสดงออกถึงการยอมศิโรราบ

            อุทัยก้าวมาถึงเบื้องหน้าของราชันคองอเวจีพลังปราณดำอำมหิตพุ่งสูงเสียดฟ้า

            จิตวิญญาณอสูรบรรพกาลที่ปกคลุมร่างกายอุทัยยื่นมือขวาออกสัมผัสฝ่ามือของราชันคองอเวจีที่แบรออยู่

            “.. ปะ ปะ เป็น ...”

            “เป็น ... นายท่านจริงๆ ...”

            “บะ ... บ่าวผู้ซื่อสัตย์ รอคอยนายท่านอยู่นานแสนนาน ... นาน ... นานมากแล้ว ...”

            ราชันคองอเวจีกล่าวตะกุกตะกักน้ำตาไหลพราก มันรับรู้พลังอสูรของอุทัยด้วยจิตวิญญาณ

            “.. เจ้าลิงน้อย ! ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงอันเย็นเยียบถูกเปล่งออกมาจากอุทัย

            โดยปกติเผ่าพันธุ์ของคองอเวจีมีนิสัยดุร้าย และอยู่อาศัยเป็นเอกเทศไม่ยอมอยู่ใต้เผ่าพันธุ์อสูรใดๆ แต่เมื่อพบเจอพลังอสูรของอุทัยกลับยินยอมก้มหัวให้อย่างง่ายดาย

            นั่นเป็นเพราะ ... เผ่าพันธุ์คองอเวจียินยอมรับใช้ให้แก่บุคคลผู้เดียวเท่านั้น

            ผู้ที่เป็น ... จักรพรรดิแห่งอสูรทั้งมวล ...

            ... บุพอสูร ‘วัตวสะมาร’ ผู้เป็นเจ้านายบรรพบุรุษลิงอสูรของพวกมัน

            ราชันคองอเวจีก้มตัวลงหมอบราบกับพื้น .. สัตว์อสูรกว่าสิบล้านตัวต่างเงียบกริบ พวกมันสัมผัสถึงพลังอสูรอันสุดยิ่งใหญ่ที่เบื้องหน้า

            ... เหตุการณ์กลับตาลปัตร ... เกิดเป็นภาพอันแปลกประหลาดที่เหล่าสัตว์อสูรกราบกรานมนุษย์ตัวน้อยผู้หนึ่ง และร่างกายของอุทัยยังแสดงวิญญาณอสูรออกมาอย่างแรงกล้า

            ตุ๊บบบ ... ญานินดาร่อนลงสู่พื้นนางมีสีหน้าฉงนแล้วจึงกล่าวพึมพำ

            “เกิด … เกิดอันใดขึ้น !”

            “พี่ใหญ่ช่างน่ากลัวนัก ... แต่พี่ใหญ่ไม่เป็นอันใดก็เพียงพอแล้ว ...”

            ญานินดาไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น นางเพียงกังวลว่าอุทัยจะเป็นอะไรไปเท่านั้น เมื่อเห็นไอ้เกรียนผู้นี้ปลอดภัยดีนางก็ไม่สนใจอันใดอีก

            ... ทันในนั้น !!! ... บรรยากาศโดยรอบมัวหม่นลงอย่างฉับพลัน

            ที่ท้องฟ้าเบื้องบนก่อเกิดกลุ่มเมฆสีดำทะมึนขนาดใหญ่รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว เงาร่างสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งกระพือปีกโผบินอยู่ด้านบน

            มังกรสีดำตัวเท่าช้างสามสี่ตัวกางปีกอันใหญ่โตโผบินอยู่กลางอากาศ เกล็ดของมันสีดำสนิทวาววับ คอและหางยาวแข็งแกร่ง ใบหน้าดุร้ายปากแดงอ้ากว้างมีประกายไฟปะทุออก ดวงตามังกรสีเหลืองวาวจ้องมองเขม็งมา

            ราชันคองอเวจีผงะลุกขึ้นจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เหล่าลิงอสูรทั้งมวลต่างเงยหน้าแหงนมองอย่างกระสับกระส่าย

            .. กรรร ! กรรร ! กรรรรรร ! เสียงคำรามในลำคอด้วยความเกลียดชัง

            .. โฮ้กกกกก !!! เสียงคำรามกึกก้องของราชันคองอเวจี มันกำหมัดชูกำปั้นท้าทายไปยังเบื้องบน

            เสียงอันฉุนเฉียวเปี่ยมพลังดังกึกก้องมาจากเบื้องบน ...

            “เจ้าพวกสัตว์หน้าขน !”

            “เจ้าคองอเวจี ... วานรไม่รักดี ... พวกเจ้ากลับก้มหัวให้กับผู้อื่น ... ที่มิใช่ข้าาาาา ...”

            วาจานั้นถูกเปล่งออกมาจากบุคคลผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนหลังของมังกรดำตัวนั้น ... บุคคลที่เหล่าคองอเวจีชิงชังเป็นอย่างยิ่ง ...

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน