ซากศพชิ้นส่วนอวัยวะร่างกายของคองอเวจีกลาดเกลื่อนจนมองไม่เห็นพื้นดิน อุทัยถูกฝูงสัตว์อสูรยี่สิบกว่าตัวกระโดดโถมทับไว้จนกลายเป็นเนินเขาลูกย่อมๆ
เวลาผ่านไปหลายนาที ... ร่างของอุทัยแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหวราวมันได้ขาดใจตายไปแล้ว เหล่าคองอเวจีที่เฝ้ามองดูต่างล้อมกรอบเดินก้าวเข้ามา
ญานินดาร้อนใจเป็นที่สุด น้ำตาผุดไหลจากดวงตานองไปทั้งใบหน้า
“พี่ใหญ่ !!! .. พี่ใหญ่ลุกขึ้นมา” ญานินดาร้องเรียกสุดเสียง
ดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์กระตุกสั่นอย่างรุนแรง ทั่วกายาและดวงใจของนางร้อนรุ่มดังถูกสุมด้วยกองเพลิง ณานินดากระโดดโผขึ้นที่ด้านหลังปรากฏปราณรูปปีกปักษาเป็นเปลวเพลิงแผ่กว้างสยายออกกว่าสามศอก
.. นางลอยตัวอยู่กลางอากาศ
.. ญานินดาบินได้ !!!
“ฮืออออ ! ฮืออออ ! .. พี่ใหญ่ ..” ญานินดาร้องไห้เรียกอุทัยไม่หยุด
เงาร่างของญานินดาแผ่ปราณอัคคีร้อนแรงเป็นรูปปักษาจากสรวงสวรรค์ส่องสว่างสดใสอยู่กลางอากาศ นางต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว
“เจ้าลิงชั่ว ! .. อย่าเข้ามาน่ะ” ญานินดาตะโกนก้อง
ดวงตาทอประกายสีแดงของอัคคี พลังปราณก่อเกิดจากดวงจิตปะทุออกอย่างรุนแรง
พลังปราณรูปปักษาอัคคีโผบินออกจากร่างกาย พุ่งทะยานตรงเข้าหากองสัตว์อสูรที่ทับถมอุทัยอยู่ แล้วจึงบินตีเป็นวงเข้าล้อมรอบห่อหุ้มไว้
.. กงล้อปักษาอัคคี !!!
เกิดเป็นวงอัคคีร้อนแรงสูงกว่าสิบศอกล้อมเป็นวงป้องกันไว้ เปลวอัคคีเผาผลาญซากร่างตามพื้นจนมอดไหม้ คองอเวจีที่กำลังตรงเข้ามาก็ถูกอัคคีร้อนแรงนั้นเผาไหม้ทำร้าย
.. โฮ๊กกกก ! .. ฮ๊ากกกก ! .. เจี๊ยกกกก !
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด พวกมันดิ้นทุรนทุรายคองอเวจีกลายเป็นตุ๊กตาลิงกลางกองเพลิงหลายสิบตัว พวกที่กำลังติดตามมาต่างหยุดชะงักถอยร่นหลบหนี
พลังอัคคีจากสวรรค์เป็นดังปราการป้องกันสัตว์อสูรเอาไว้ ...
ด้วยความเป็นห่วงอุทัย ญานินดาจึงสามารถระเบิดพลังปราณปักษาอัคคีออกมาได้โดยไม่รู้ตัว
พลังปราณอันศักดิ์สิทธิ์ของวิญญาณปักษาอัคคีแห่งสรวงสวรรค์
.. แต่นางทำได้เพียงเท่านี้
.. ไม่มีการตอบสนองจากอุทัยแล้ว
“ฮืออออ ! ฮืออออ ! .. พี่ใหญ่ลุกขึ้นมา ... ลุกขึ้นมาบัดเดี๋ยวนี้ ...” นางยังร้องเรียกอุทัย
.. กรรร ! .. กรรร ! .. โอ๊กกก ! เหล่าคองอเวจีคำรามอย่างดุร้าย
พวกมันร่ำร้องด้วยความโมโห สายตาจับจ้องไปเบื้องบนจ้องมองมาที่ญานินดา ภายใต้แสงสลัวมีบางสิ่งลอยเข้ามาอย่างรวดเร็ว
.. วิ้วววววว ...
.. วิ้วววววว ...
.. วิ้ววววววววว ...
เป็นก้อนหินขนาดต่างๆ กำลังบินเข้าหา
“ว๊ายยย ! .. เจ้าลิงบ้า ..” ญานินดาร้องด่า นางโผบินหลบหลีกอย่างรวดเร็ว
พวกคองอเวจีต่างซัดขว้างก้อนหินเข้าใส่เป็นการใหญ่ ก้อนหินนับร้อยลูกพุ่งตรงเข้ามา
.. เปรี๊ยงงง ! .. เปรี๊ยงงง !
ญานินดาใช้พลังฝ่ามือตบฟาดก้อนหินใหญ่สองลูกจนแตกเป็นผงกระจาย
.. วิ้วววว .. วิ้ววววววววว ... แต่เหล่าลิงอสูรก็ยังระดมขว้างก้อนหินเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง
ญานินดาต้องบินหลบก้อนหินเหล่านั้น นางเริ่มเสียสมาธิทำกงล้อปักษาอัคคีลดความร้อนแรงไปกึ่งหนึ่ง
.. แต่ทันใดนั้นเอง !!!
.... ภายในปราการปราณอัคคีเกิดการเคลื่อนไหวขึ้น
.. อ๊ากกกกก !!! .. เสียงกู่ร้องดังกึกก้อง
.. ตู้มมมมมมม !!!!! เสียงระเบิดกัมปนาท ปราณสีดำอำมหิตระเบิดออกจากด้านใต้กองสัตว์อสูร พลังกวาดล้างบดสัตว์อสูรจนเป็นเศษเลือดเนื้อปลิวกระจายแล้วจึงสูญสลายกลายเป็นอากาศธาตุ
.. เปรี้ยงงงงงง !!!!! พลังปราณสีดำมืดหม่นพุ่งเป็นลำสู่ท้องฟ้าอย่างรุนแรง ชักนำพลังปราณอัคคีรอบนอกพวยพุ่งดังลมไต้ฝุ่นเพลิง ลำแสงปราณพุ่งสูงจนต้องมองคอตั้งบ่า
กระแสปราณนั้นทำคองอเวจีกว่าล้านๆ ตัวร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตื่นกลัว
.. ความกลัวที่ออกมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
.. ไม่เคยมีสิ่งใดทำพวกมันกลัวจนขี้หดเช่นนี้มาก่อน
ภายใต้ลำแสงสีดำมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว .. เม็ดแสงสีทองละเอียดยิบส่องประกาย เงาร่างสีทองของบุคคลหนึ่งอยู่ภายในลำแสงสีดำนั้น
อุทัยลุกขึ้นยืน ... เสื้อผ้าถูกพลังอสูรทำลายจนหมดสิ้น เหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่าเผยให้เห็นกล้ามเนื้อกำยำกว่าเก่าก่อน
“พี่ใหญ่ !!! ..” ญานินดาตะโกนร้องอย่างลิงโลด
.. นัยน์ตาของอุทัยเป็นสีดำสนิทไร้ซึ่งสีขาว
.... แต่ที่แปลกประหลาดคือมีเงาร่างหนึ่งซ้อนทับอยู่บนกายาของมัน
..... รูปกายโปร่งแสงพร่าเลือนเป็นรูปร่างหน้าตาคล้ายดังอุทัยเอง แต่มีความสูงกว่าสิบศอกผิวกายสีดำมันวาวคล้ายทองแดงผมยาวสีแดงเพลิงสยายพลิ้ว
เขาคู่สีดำอันย่อมหมุนขึ้นเป็นเกลียวออกจากขมับช่วงบน เขาทั้งสองลู่ตามรูปศีรษะขึ้นไป ดวงตาทั้งคู่ส่งแสงอัคคีเรืองรองบนหน้าผากมีเส้นตั้งคล้ายดวงตาปิดสนิทอยู่
.. จิตวิญญาณอสูรบรรพกาล !!!
ภายในกายรู้สึกอัดแน่นไปด้วยพลังงานไร้รูปอันมหาศาล สิ่งนั้นไม่รู้กำเนิดจากที่ใดแต่กำลังวิ่งพล่านไปทั่วอณูชีพจรปราณ ทั้งร่างกายยังดูดพลังจากพิภพอสูรเข้ามาสมทบ
เกิดเป็นการอัดสะสมพลังปราณอย่างหนักหน่วง จนเส้นชีพจรปราณทนรับไม่ไหว
.. แล้วจึง
… เปรี้ยงงงงงงงงงง !!!!! พลังปราณระเบิดออกจากกายาอย่างรุนแรง รุนแรงจนเกิดคลื่นปราณกระแทกทะลวงออกไปเป็นวงกว้าง
….. อุทัยทะลวงผ่านระดับยุทธ ‘อัคระปราณ’ แล้ว
อุทัยปากแสยะยิ้มเห็นเขี้ยวขาวยาว แล้วจึงแหกปากร่ำร้อง
.. อ๊ากกกกกกกกก !!!!! .. อุทัยชูสองแขนกู่ร้องกึกก้องพลังอำนาจแผ่ออกสุดไพศาล
.. เจี๊ยกกก ! หงิงงง ! หงิงงง ! .. ฮู บะ ฮหว่ะ ... เสียงคองอเวจี
เหล่าคองอเวจีที่อยู่ด้านหน้าต่างคุกเข่าหมอบแนบพื้น ร่างกายของพวกมันสั่นสะท้านด้วยความตื่นกลัว
การหมอบกราบค่อยๆ กระจายออกออกไปเป็นวงกว้าง สัตว์อสูรกว่าสิบล้านตัวก้มหน้าแนบพื้นมองเห็นเพียงแผ่นหลังของพวกมันเป็นแผ่นผืนสีดำกว้างขวางสุดลูกตา
.. ทันใดนั้น ... เงาร่างหนึ่งกระโดดลอยพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เป็นเงาร่างสีขาวของคองอเวจีตัวหนึ่งหยุดยืนอยู่ห่างเพียงสิบก้าว ลิงอสูรตัวนี้ตัวโตกว่าสิบห้าศอกขนสีขาวปกคลุมทั่วร่างกาย กล้ามเนื้อบึกบึนดูแข็งแกร่งกว่าคองอเวจีทั้งมวล
.. ราชันแห่งคองอเวจี !!!
ผู้เป็นเจ้าแห่งคองอเวจีดินแดนนี้ ...
ฮู่หว่ะ ... ฮู หฮู คล๊อกกก .. ฮู บะ บะ อุหว่ะ ...
“พลังแห่งอสูรต้นกำเนิด ... ทะ ทะ ท่าน ...”
ช่างแปลกประหลาดแท้ ! เสียงวานรที่เปล่งออกมาพร้อมท่าทางที่มันแสดงออก แต่อุทัยสามารถรับฟังอย่างเข้าใจ
อุทัยค่อยๆ ก้าวเยื้องย่างมาด้านหน้า
“…” มันมิได้กล่าววาจาใด ใช้เพียงดวงตาสีดำจ้องมองไปยังราชันแห่งดินแดนสัตว์อสูร
ราชันคองอเวจีตนนี้สืบเชื้อสายโดยตรงจากลิงอสูรดึกดำบรรพ์มากว่าหมื่นๆ แสนๆ รุ่น พลังของบรรพบุรุษถูกถ่ายทอดมายังตัวมัน
มันคือผู้เป็นราชัน และแข็งแกร่งที่สุดแห่งเผ่าพันธุ์ ...
แต่พลังแห่งบุพอสูรจากอุทัยบีบกระแทกจิตวิญญาณของมัน
ร่างกายของราชันคองอเวจีสั่นเทาดวงจิตสะท้าน มันค่อยๆ ก้มกายยกแขนขวาแบมือขึ้นเหนือศีรษะ
... เป็นสิ่งแสดงออกถึงการยอมศิโรราบ
อุทัยก้าวมาถึงเบื้องหน้าของราชันคองอเวจีพลังปราณดำอำมหิตพุ่งสูงเสียดฟ้า
จิตวิญญาณอสูรบรรพกาลที่ปกคลุมร่างกายอุทัยยื่นมือขวาออกสัมผัสฝ่ามือของราชันคองอเวจีที่แบรออยู่
“.. ปะ ปะ เป็น ...”
“เป็น ... นายท่านจริงๆ ...”
“บะ ... บ่าวผู้ซื่อสัตย์ รอคอยนายท่านอยู่นานแสนนาน ... นาน ... นานมากแล้ว ...”
ราชันคองอเวจีกล่าวตะกุกตะกักน้ำตาไหลพราก มันรับรู้พลังอสูรของอุทัยด้วยจิตวิญญาณ
“.. เจ้าลิงน้อย ! ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เสียงอันเย็นเยียบถูกเปล่งออกมาจากอุทัย
โดยปกติเผ่าพันธุ์ของคองอเวจีมีนิสัยดุร้าย และอยู่อาศัยเป็นเอกเทศไม่ยอมอยู่ใต้เผ่าพันธุ์อสูรใดๆ แต่เมื่อพบเจอพลังอสูรของอุทัยกลับยินยอมก้มหัวให้อย่างง่ายดาย
นั่นเป็นเพราะ ... เผ่าพันธุ์คองอเวจียินยอมรับใช้ให้แก่บุคคลผู้เดียวเท่านั้น
ผู้ที่เป็น ... จักรพรรดิแห่งอสูรทั้งมวล ...
... บุพอสูร ‘วัตวสะมาร’ ผู้เป็นเจ้านายบรรพบุรุษลิงอสูรของพวกมัน
ราชันคองอเวจีก้มตัวลงหมอบราบกับพื้น .. สัตว์อสูรกว่าสิบล้านตัวต่างเงียบกริบ พวกมันสัมผัสถึงพลังอสูรอันสุดยิ่งใหญ่ที่เบื้องหน้า
... เหตุการณ์กลับตาลปัตร ... เกิดเป็นภาพอันแปลกประหลาดที่เหล่าสัตว์อสูรกราบกรานมนุษย์ตัวน้อยผู้หนึ่ง และร่างกายของอุทัยยังแสดงวิญญาณอสูรออกมาอย่างแรงกล้า
ตุ๊บบบ ... ญานินดาร่อนลงสู่พื้นนางมีสีหน้าฉงนแล้วจึงกล่าวพึมพำ
“เกิด … เกิดอันใดขึ้น !”
“พี่ใหญ่ช่างน่ากลัวนัก ... แต่พี่ใหญ่ไม่เป็นอันใดก็เพียงพอแล้ว ...”
ญานินดาไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น นางเพียงกังวลว่าอุทัยจะเป็นอะไรไปเท่านั้น เมื่อเห็นไอ้เกรียนผู้นี้ปลอดภัยดีนางก็ไม่สนใจอันใดอีก
... ทันในนั้น !!! ... บรรยากาศโดยรอบมัวหม่นลงอย่างฉับพลัน
ที่ท้องฟ้าเบื้องบนก่อเกิดกลุ่มเมฆสีดำทะมึนขนาดใหญ่รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว เงาร่างสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งกระพือปีกโผบินอยู่ด้านบน
มังกรสีดำตัวเท่าช้างสามสี่ตัวกางปีกอันใหญ่โตโผบินอยู่กลางอากาศ เกล็ดของมันสีดำสนิทวาววับ คอและหางยาวแข็งแกร่ง ใบหน้าดุร้ายปากแดงอ้ากว้างมีประกายไฟปะทุออก ดวงตามังกรสีเหลืองวาวจ้องมองเขม็งมา
ราชันคองอเวจีผงะลุกขึ้นจ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เหล่าลิงอสูรทั้งมวลต่างเงยหน้าแหงนมองอย่างกระสับกระส่าย
.. กรรร ! กรรร ! กรรรรรร ! เสียงคำรามในลำคอด้วยความเกลียดชัง
.. โฮ้กกกกก !!! เสียงคำรามกึกก้องของราชันคองอเวจี มันกำหมัดชูกำปั้นท้าทายไปยังเบื้องบน
เสียงอันฉุนเฉียวเปี่ยมพลังดังกึกก้องมาจากเบื้องบน ...
“เจ้าพวกสัตว์หน้าขน !”
“เจ้าคองอเวจี ... วานรไม่รักดี ... พวกเจ้ากลับก้มหัวให้กับผู้อื่น ... ที่มิใช่ข้าาาาา ...”
วาจานั้นถูกเปล่งออกมาจากบุคคลผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนหลังของมังกรดำตัวนั้น ... บุคคลที่เหล่าคองอเวจีชิงชังเป็นอย่างยิ่ง ...