ติงฝูหรงรู้สึกคำพูดนักพรตผู้นี้ขัดหูยิ่ง จะอย่างไรไม่ว่าอยู่ในอารมณ์เช่นไรนางยังรักษาสีหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงยังราบเรียบรื่นหู
“ฝูหรงฟังที่ท่านนักพรตกล่าวให้เกิดข้องใจนัก ไฉนจึงกล่าวว่าห้าตระกูล ยึดถือคัมภีร์พันอักษรเป็นสมบัติของตนท่านย่อมทราบ ครั้งนั้นหลังสะสางเรื่อง ‘หกภูตจันทรา’แล้ว บุรุษแซ่เซียวก็มอบคัมภีร์พันอักษรให้ท่านปู่ของพวกเราช่วยเก็บรักษา”
“ถูกต้องจุดประสงค์ของบุรุษแซ่เซียวคือ ไม่ต้องการให้วิชาล้ำเลิศ ในคัมภีร์ไร้ผู้สืบทอด แต่ท่านก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าทิ้งคัมภีร์วิเศษไว้ มีแต่ชักนำเภทภัย หากมอบให้ผู้หนึ่งผู้ใดเก็บรักษา ต้องเกิดการแย่งชิงเข่นฆ่านองเลือดไม่หยุดหย่อน
“ดังนั้นท่านจึงให้ห้าตระกูลใหญ่สร้างหมู่ตึกพันอักษรเป็นสถานที่เก็บคัมภีร์ และให้จัดงานชุมนุมทุกเจ็ดปี เพื่อคัดเลือกผู้ที่จะได้เป็นประมุขหมู่ตึกได้สิทธิ์ศึกษาคัมภีร์เจ็ดปีเต็ม ประมุขทั้งห้าตระกูลมีหน้าที่ดูแลคัมภีร์คุ้มครองประมุขหมู่ตึกพันอักษร จนกว่าจะถึงงานชุมนุมครั้งต่อไป...”
อี่ไป๋เฮ่อสอดคำขึ้น
“กรณีนี้เหล่าชาวยุทธ์ต้องสำนึกบุญคุณ ห้าตระกูลใหญ่ด้วยซ้ำ หากห้าตระกูลไม่ยื่นมือเข้าจัดการยังมีผู้ใดสามารถดูแลรักษาคัมภีร์ ไม่ให้เกิดการยื้อแย่งจนนองเลือดได้”
ติงฝูหรงแม้ยังขุ่นเคืองอี่ไป๋เฮ่อไม่หายหากในสถานการณ์เช่นนี้นางทราบ ผู้ซึ่งนางควรตอบโต้ เป็นนักพรตแห่งอู่ตัง
“พี่ไป๋เฮ่อกล่าวหนักไปแล้วเราห้าตระกูลไหนเลยมีความชอบอันใด หากครั้งนั้นมิใช่ บุรุษแซ่เซียวยื่นมือเข้าช่วยท่านปู่ของพวกเราคงเสียชีวิต ใต้หัตถ์เปลวสุริยัน บุญคุณใหญ่หลวงนี้ไหนเลยเหล่าลูกหลาน จะทดแทนได้หมดสิ้น”
นักพรตเฉินซื่อหัวเราะร่วนกลับพอใจคำกล่าว ของติงฝูหรงยิ่ง
“แม่นางติงเข้าใจเรื่องราวกระจ่างยิ่งมีบุญคุณต้องทดแทน เป็นกฎอันเที่ยงธรรม ไหนเลยถือเป็นบุญคุณต่อยุทธจักรอันใดห้าตระกูลเป็นเพียงผู้ดูแลรักษาคัมภีร์ แต่การประลองที่ผ่านมาทั้งสี่ครั้งห้าตระกูลกลับเป็นผู้ชนะติดต่อกัน คัมภีร์พันอักษรตกอยู่ในมือพวกท่านมายี่สิบแปดปีแล้ว...”
ติงฝูหรงยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า
“นี่ไหนเลยว่ากล่าวพวกเราได้การประลองสี่ครั้งก่อน ห้าตระกูลส่งเทียบเชิญไปทุกสารทิศเชื้อเชิญผู้กล้าทั้งแผ่นดิน แม้สำนักที่อยู่ห่างไกลก็ไม่เว้นนับประสาอะไรกับพวกท่านห้าสำนักใหญ่ เทียบของพวกเราย่อมเขียนอย่างนอบน้อมพวกท่านต่างหากไม่เคยส่งผู้ใด เข้าร่วมประลองเลยสักครั้ง...”
นักพรตเฉินซื่อนิ่งอึ้งเล็กน้อยค่อยกล่าวว่า
“โศกนาฏกรรมครั้งหกภูตจันทราเข่นฆ่าชนชาวยุทธ์ ทำให้ห้าสำนักใหญ่ แทบไม่มียอดฝีมือหลงเหลือการประลองครั้งแรกเมื่อยี่สิบแปดปีก่อน พวกเราไหนเลยจะขยายขี้เท่อเจ็ดปีต่อมาการประลองครั้งที่สอง สำนักเอ๋อเหมย์ คุนหลุน หัวซานก็ยังไม่ปรากฏยอดฝีมือ ที่ทัดเทียมบิดาพวกท่านได้สามมหาสมณะแห่งเส้าหลินเหล่าต้าซือ ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกส่วนเรากับศิษย์พี่ แม้จะมีชื่อเสียงขึ้นเล็กน้อย...”
อี่ไป๋เฮ่อแค่นหัวเราะกล่าวขัดขึ้น
“ชื่อเสียงเล็กน้อยเฮอะ นักพรตช่างถ่อมตัวนัก”
นักพรตเฉินซื่อไม่สนใจยังคงกล่าวต่อว่า
“แต่การประลองเพื่อช่วงชิงเคล็ดวิชาเช่นนี้ สำนักอู่ตังเราหาได้ใส่ใจไม่”
หยุดนิดหนึ่งแล้วกล่าวต่อไปว่า
“การประลองครั้งที่สามพวกเราต่างคิดว่าครั้งนั้น ‘ราชันย์กระบี่เหล็ก’ อาจารย์ของจอมยุทธ์อี่ จะเป็นผู้ชนะการประลองราชันย์กระบี่เหล็กพลังฝีมือล้ำเลิศ ผดุงคุณธรรมไปทุกสารทิศเป็นที่เลื่อมใสของผู้คน หากท่านได้เป็นเจ้าของหมู่ตึกพันอักษรพวกเราย่อมยินดียิ่ง มิคาดการประลองครั้งนั้น ท่านกลับไม่เข้าร่วมประลอง”
อี่ไป๋เฮ่อแค่นเสียงอีกครั้งกล่าวเหน็บแนมสวนไป
“คิดไม่ถึงพวกท่านจะเกรงใจ อาจารย์ข้าพเจ้าปานนั้น...”
“ราชันย์กระบี่เหล็กเป็นที่นับถือเลื่อมใสของชาวยุทธ์ เหตุผลสำคัญย่อมมิใช่ เพียงเพราะท่านมีพลังฝีมือล้ำเลิศเรานับถือคุณธรรม ความห้าวหาญของท่านต่างหาก คนผู้หนึ่งเพียงมีพลังฝีมือสูงส่งแล้วเป็นไรใช่ว่าจะได้รับการยอมรับจากเหล่าชาวยุทธ์เสมอไป
“เราผู้ฝึกวิทยายุทธ์แม้มีอุดมการณ์ในชีวิตต่างกัน ไม่ว่าอย่างไรมิอาจละทิ้งคำ ‘ช่วยผู้ตกทุกข์พิทักษ์คุณธรรม’ได้ เราได้ยินว่าหลายเดือนก่อน สำนักคุ้มกันภัยพิทักษ์สี่ทิศถูกซุ่มชิงสินค้าที่ภูเขาซงซัว แม่นางติงพอดีประสบเหตุจึงยื่นมือเข้าช่วยด้วยคุณธรรม เก็บกวาดเหล่าโจรร้ายจนหมดสิ้นการกระทำของแม่นางติง เป็นที่นับถือเลื่อมใสของผู้คนนัก”
ติงฝูหรงได้ยินมันยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาได้แต่ฝืนยิ้ม นางทราบนักพรตผู้นี้ มิได้มีเจตนาชมเชยอย่างจริงใจ เพียงต้องการว่ากระทบอี่ไป๋เฮ่อเท่านั้นจึงกล่าวพอเป็นพิธี
“เรื่องเล็กน้อยไหนเลยควรให้ท่านนักพรตกล่าวชม”
หลินจวี๋ฮวาฟังถึงตรงนี้ต้องขมวดคิ้วครุ่นคิด
‘พี่เสวี่ยเฟยเก็บตัวอยู่ในบ้านเจ็ดปีมีแต่ผู้ส่ายหน้านินทา หาว่ามีวิทยายุทธ์เสียเปล่ากลับจมอยู่กับสุราไม่คิดช่วยเหลือผู้คน ไม่เข้าใจจริง ๆ พี่เสวี่ยเฟยดื่มสุราของตน อยู่ในบ้านของตนมิได้สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใด เหตุใดผู้คนจึงต้องเรียกร้องให้เขาช่วยผู้ตกทุกข์พิทักษ์คุณธรรมอยู่ร่ำไป หากผู้ฝึกวิทยายุทธ์ทุกคนต้องกระทำเช่นนั้นเป็นอันดับแรก อย่างนั้นไฉนไม่มีผู้ใด ว่ากล่าวเหล่าหลวงจีนนักพรตซึ่งบำเพ็ญตบะ มิยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกบ้าง เหตุใดจึงมีแต่ผู้คนสรรเสริญเหล่าหลวงจีนนักพรต แต่พอกับพี่เสวี่ยเฟยจึงมีแต่ผู้คนติติง’
หลินอิงฮวาพอรับฟังกลับนึกถึงพี่สาวของนาง
‘ผู้คนพากันให้ฉายาท่านพี่ว่า'เซียนแพทย์ไร้ใจ' เพียงเพราะท่านพี่ไม่นิยมรักษาผู้คนพร่ำเพรื่อทั้งที่จริงยาของตระกูลหลินประสิทธิภาพดียิ่ง ไยผู้คนต้องยืนกรานให้ท่านพี่เป็นผู้ลงมือรักษาด้วยตัวเองให้ได้ ผู้คนกว่าครึ่งซึ่งมารอรับการรักษาอยู่หน้าหมู่ตึกตระกูลหลิน สามารถให้แพทย์ทั่วไปรักษาก็ได้เหตุใดผู้คนเหล่านั้นจึงดื้อดึง ต้องให้ท่านพี่รักษาเท่านั้นการที่มีผู้เจ็บป่วยจนล้มตายไป ไหนเลยว่าท่านพี่ไร้น้ำใจได้ในเมื่อผู้คนเหล่านั้นยืนกราน มิยอมใช้ยาหรือให้แพทย์คนอื่นรักษาเอง...’
อี่ไป๋เฮ่อหัวเราะอย่างหดหู่กล่าวเสียงกังวาน
“ต้นปีก่อนเราขึ้นเขาไท่ซาน ทำลายสำนักพวกนักพรตจอมปลอม ชอบประพฤติตัวเป็นโจรข่มเหงชาวบ้านแถบนั้นจนสิ้นซาก พอกลางปี ระหว่างนั่งเรือล่องฉางเจียงพบเรือสินค้าถูกโจรสลัดปล้นชิง เราโดดขึ้นเรือลำนั้น เข่นฆ่าเหล่าโจรร้ายจนสิ้นตกปลายปี ได้ข่าวว่าพรรคสิบพยัคฆ์รวบรวมผู้คน คิดปล้นชิงสินค้าใหญ่รายหนึ่งสิบพยัคฆ์ถูกเราทำลายวิทยายุทธ์สูญสิ้น ต้นปีนี้...”
นักพรตเฉินซื่อกล่าวแทรกขึ้นน้ำเสียงพึงพอใจยิ่ง ที่กระตุ้นจนอีกฝ่ายเกิดโทสะได้
“พฤติกรรมแม้คล้ายคลึงแต่ ‘เจตนา’ ต่างหากเป็นสิ่งสำคัญผู้ใดกระทำเพื่อ ‘พิทักษ์คุณธรรม’ ผู้ใด‘สร้างภาพกลบเกลื่อนความผิด’ เหล่าชาวยุทธ์ล้วนมีตา”
“เฮอะ!เจตนาเป็นของเรา ผู้ใดรู้ดีไปกว่าเรา!”
“จอมยุทธ์อี่...เจ็ดปีอืมม์...มิใช่เวลาน้อย ๆ เจ็ดปีนี้ท่านประกอบกรรมดี ช่วยเหลือผู้คนไว้ไม่น้อยข้อนี้เรารับประกันไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจลบความจริงนี้ได้ แต่ท่านเคยคิดบ้างไหมว่าเหตุใดเหล่าชาวยุทธ์จึงมิมีผู้ใดยกย่อง การกระทำของท่านเลย”
“ยังต้องคิดอะไร!เราทำสิ่งใดก็ลบอคติพวกท่านไม่ได้!”
“เมื่อท่านคิดเช่นนี้เราก็จนใจ...”
นักพรตเฉินซื่อทอดถอนใจพลางกล่าวต่อ
“เฮ้อน่าเสียดายยิ่งจริง ๆ อาจารย์ของท่านล้มป่วย จนเสียชีวิตตั้งแต่วัยฉกรรจ์ ไม่เช่นนั้นการประลองในครั้งที่สี่ผู้ชนะคงไม่พ้นอาจารย์ของท่าน ก่อนการประลองครั้งที่สี่จะเริ่มสองปีจอมยุทธ์อี่ท่านและคุณชายกงซุนจินหมิง พลังฝีมือโดดเด่นถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของยุทธจักร
“สำนักเอ๋อเหมย์คุนหลุน หัวซาน ล้วนสำนึกว่าไม่อาจสู้พวกท่านได้ จึงไม่เข้าร่วมประลองสำนักเส้าหลินมิคิดยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงทางโลก ย่อมมิต้องพูดถึงส่วนทางสำนักอู่ตังเรา คุณชายฟางแสดงพลังฝีมือล้ำเลิศถึงเขาอู่ตังพวกเราไหนเลยกล้าเสนอหน้า ไปร่วมประลองอีก”
อี่ไป๋เฮ่อหัวเราะอย่างขบขันเสียงดังทุกถ้อยคำกังวาน ราวต้องการให้ผู้คน ทั่วบริเวณได้ยินชัดถนัดหู
“ข้าพเจ้าอุตส่าห์ตั้งใจฟังท่านก็อุตส่าห์อธิบายเสียยืดยาว นี่เป็นเรื่องใดกัน ฮ่า ๆๆ ที่สุดแล้วเหตุผล ซึ่งพวกท่านห้าสำนักไม่ส่งคนเข้าร่วมประลอง ก็เพราะทราบว่าฝีมือของสำนักตนสู้ห้าตระกูลและอาจารย์ข้าพเจ้าไม่ได้ ฮ่า ๆๆ”
นักพรตเฉินซื่อโกรธจนหน้าแดงก่ำกล่าวตวาดขึ้น
“ห้าสำนักต้องขอบใจพวกท่านนัก!หากพวกท่านไม่ดูถูกพวกเรามานานปี เหล่าศิษย์ของแต่ละสำนักไหนเลยจะมุ่งหมั่นฝึกปรือฝีมือ จนก้าวหน้าอย่างคาดไม่ถึง ท่านคอยดู!”
อี่ไป๋เฮ่อยังหัวร่อดังก้องกังวาน
“เราจะคอยดูแน่นอน”พลันสุ้มเสียงเงียบหายไป
ฝ่ายต้อนรับของตระกูลกงซุนรีบเข้ามาเชื้อเชิญนักพรตเฉินซื่อ ไปพักในเรือนรับรองทันที
เวลานี้นาคามูระโยชิอิค่อยกล่าวกับริวจิว่า
“เจ้านำกำลังของพวกเราออกไปสร้างที่พัก ทางเนินเขาห่างออกไป พวกเราไม่อาจรบกวน ตระกูลกงซุนมากกว่านี้ได้เพียงเรากับเจ้าสองคนเข้าพักที่เรือนอาคันตุกะ...”
“ท่านโยชิอิคุณชายริวจิ ตระกูลหลินขอเชิญท่าน เป็นแขกของพวกเรา...” ผู้กล่าวประโยคนี้คือหลินจวี๋ฮวา
ทุกคนต่างรู้สึกเหนือความคาดหมายอีกครั้ง!
หมู่ตึกบูรพาจู่ ๆนำกำลังบุกหมู่ตึกพันอักษร เกิดการต่อสู้กันขนานใหญ่ แม้ครั้งนี้สืบเนื่องจากความเข้าใจผิดแต่เรื่องราวยังไม่กระจ่างชัด ไม่มีผู้ใดทราบว่า เหตุใดปู้เอี้ยนต้าซือ นาคามูระโยชิอิ มู่หยงไฉ่จิ่ง ซึ่งหายตัวไปถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้รวมทั้งสองพี่น้องตระกูลหลิน ซึ่งทุกคนคิดว่าประสบเหตุร้าย ก็ล้วนปลอดภัยดีเช่นกัน
เวลานี้ไฉนหลินจวี๋ฮวาจึงเชื้อเชิญโยชิอิ และริวจิเข้าพักในเรือนรับรองชั้นใน?
กงซุนจินผิงรีบทำท่าจะปฏิเสธ
“พี่จวี๋ฮวาพวกมัน...”
หลินจวี๋ฮวายังกล่าวเสียงราบเรียบ
“หรือตระกูลหลินเราไม่มีสิทธิ์เชิญผู้คนเข้าพักแล้ว?”
กงซุนจินผิงรีบปฏิเสธว่า
“ย่อมมิใช่...เพียงแต่...”
มันปรายสายตาไปยังติงฝูหรงต้องการให้นางช่วยห้ามหลินจวี๋ฮวา
ติงฝูหรงแม้ไม่เห็นท่าทางของมันแต่ย่อมคาดเดา เจตนากงซุนจินผิงได้
“น้องจินผิงเราคาดว่าน้องจวี๋ฮวาไตร่ตรองดีแล้ว น้องไฉ่จิ่งเจ้าพำนักที่เรือนรับรองของเรา”
มู่หยงไฉ่จิ่งรับคำเดินตามติงฝูหรง เข้าไปยังเรือนรับรอง
หลินจวี๋ฮวากับหลินอิงฮวาสั่งคนจัดแคร่พาฟางเสวี่ยเฟยเข้าพัก ในเรือนรับรองตระกูลฟาง พวกนางสองพี่น้องเดินตาม ดูอาการด้วยความห่วงใย
กงซุนจินผิงย่อมอับจนถ้อยคำมันได้แต่รับคำ สั่งให้คนของตระกูลกงซุน รับรองโยชิอิกับริวจิ ส่วนตัวมันรีบเดินจากไปสั่งงานในส่วนอื่น
โยชิโอกะริวจิงงงันเช่นกัน เหตุใดหลินจวี๋ฮวา จึงเชื้อเชิญมันกับท่านโยชิอิเข้าพัก?
“ท่านโยชิอิอาการของท่าน...”
“พิษถูกขจัดหมดแล้วแต่เรายังต้องการเวลาพักฟื้น”
“ที่แท้เกิดเรื่องใดกันแน่?”
นาคามูระโยชิอินิ่งเงียบครู่ใหญ่ ค่อยกล่าวว่า
“ไว้ค่อยคุยกัน...เราต้องการพักผ่อน”
กล่าวแล้วเดินตามคนของตระกูลกงซุนไปยังเรือนรับรองตระกูลหลินทันที ริวจิได้แต่เดินตามมันไปติด ๆ