ตอนที่ 73
วัตถุดิบทั้งห้า
หลังจากการประลองจัดอันดับในครั้งแรกเวลาก็ล่วงเลยผ่านหนึ่งเดือนต่อมา และเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นก็จะมีการประลองเพื่อคัดเลือกตัวแทนของสำนักมังกรฟ้าทั้ง 5 คน เพื่อเข้าร่วมการประลองเก้ามังกรที่สำนักมังกรเทวะ โดยผู้ที่เป็นตัวแทนทั้ง 5 จะได้รับสิทธิ์ในการใช้งานประตูกักมังกร ซึ่งเป็นดินแดนลึกลับที่สำนักเก้ามังกรต่างถือครองประตูทางเข้าเอาไว้คนละหนึ่งบาน โดยการเปิดใช้จำเป็นต้องใช้หินลมปราณชั้นดีจำนวนหนึ่งร้อยก้อน และการคงอยู่ของผู้คนด้านในก็ต้องใช้หินลมปราณชั้นดีอีกวันละ 10 ก้อนต่อวันต่อคน หากจะนำไปเทียบกับหินลมปราณหยาบที่ใช้ในอุปกรณ์วิเศษทั่วไปซึ่งมีราคากลางอยู่ที่ก้อนละ 100 เหรียญทองนั้นจะแตกต่างกัน โดยหินลมปราณชั้นดีจะถูกใช้เฉพาะในการป้อนพลังงานให้กับค่ายกลขนาดใหญ่ ค่ายอาคมระดับกลางขึ้นไป หรือแม้แต่การเปิดประตูมิติเพื่อเดินทางระยะไกล ซึ่งต้องการความเข้มข้นของพลังงานที่สูงกว่า ซึ่งราคาต่อก้อนของหินลมปราณชั้นดีก็แพงกว่าหินลมปราณหยาบเกินกว่าสิบเท่า
หลังจากที่ประมุขซือไฉประกาศเรื่องของรางวัลที่ผู้เป็นตัวแทนจะได้รับแล้ว ก็ส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นในสำนักมังกรฟ้าทันที เพราะการเปิดใช้ประตูกักมังกรนั้นนอกจากจะมีค่าใช้จ่ายที่มหาศาลแล้ว ยังต้องขออนุญาตจากสำนักมังกรเทวะอีกด้วย และแน่นอนว่าภายในประตูกักมังกรไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ฝึกปรือที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณธรรมชาติมากกว่าในสำนักมังกรฟ้ากว่าสิบเท่า แต่ที่ด้านในยังมีสมบัติมากมายที่ยังไม่ถูกค้นพบ ซึ่งแน่นอนว่าสมบัติที่พบเจอทั้งหมดต้องส่งมอบให้กับสำนักมังกรฟ้าเพื่อประเมินเป็นแต้มคุณูปการแทน แต่ก็มีข้อยกเว้นถ้าหากพบเจอสมุนไพรที่ใช้ได้ ศิษย์ของสำนักที่เข้าไปก็สามารถใช้มันเพื่อเพิ่มพลังตัวเองได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องนำออกมาส่งมอบให้กับสำนักที่ตนสังกัด ทำให้ต้องมีการจัดสรรการเข้าใช้ เพราะหากปล่อยให้ผู้คนจากทั้ง 9 สำนักเข้าไปมากเกิน คงไม่พ้นเกิดการต่อสู้แย่งชิงอันดุเดือดที่ภายในประตูกักมังกรอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี
เรื่องราวของการเปิดประตูกักมังกรยังส่งผลให้โจวอู่เว่ยกระวนกระวายใจรอคอย จนเมื่อเสวี่ยหมิงกลับออกมาจากการฝึกตนโจวอู่เว่ยจึงได้อธิบายเรื่องราวรวมทั้งความสำคัญของมิติพิเศษเบื้องหลังประตูกักมังกรให้เสวี่ยหมิงฟัง โดยโจวอู่เว่ยกำชับเสวี่ยหมิงว่าหากพลาดโอกาสในการเข้าไปยังประตูกักมังกรคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะการเปิดประตูกักมังกรสำหรับสำนักมังกรฟ้านั้น จะทำได้หนึ่งครั้งในทุกห้าปีเท่านั้น และทุกครั้งก็จะจำกัดผู้คนที่เข้าไปเพียงแค่ 5 คน ซึ่งแตกต่างจากสำนักมังกรเทวะที่สามารถเปิดใช้งานประตูกักมังกรได้ทุกปี ซึ่งโจวอู่เว่ยยังเอ่ยมุมมองของตัวเองออกมาว่าเพราะระยะเวลาในการใช้งานประตูกักมังกรต่างกัน จึงทำให้ความต่างชั้นของสำนักทั้งเก้าค่อย ๆ เด่นชัดขึ้นตามกาลเวลา แม้เสวี่ยหมิงจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวของสำนักอื่น ๆ นอกเหนือจากสำนักมังกรฟ้า แต่จากปากคำของโจวอู่เว่ยเสวี่ยหมิงก็พอตะคาดเดาได้ว่าสำนักมังกรฟ้าคงจะเป็นสำนักที่มีอันดับรั้งท้ายของทั้งหมดอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากที่โจวอู่เว่ยเล่าเรื่องราวของตัวเองเสร็จสิ้น ผู้เป็นอาจารย์ก็สอบถามความคืบหน้าในการฝึกฝนของเสวี่ยหมิงว่าเป็นเช่นไร ซึ่งในใจของโจวอู่เว่ยนั้นตั้งธงเอาไว้ว่าเสวี่ยหมิงซึ่งใช้เวลาที่ผาฝึกยุทธ์เกือบหนึ่งเดือนก็น่าจะสำเร็จขั้นกลางของเคล็ดวิชาท่าร่างบันไดเมฆาได้ ส่วนเคล็ดวิชาเร้นจิตหากเสวี่ยหมิงฝึกฝนผ่านขอบขั้นที่ 1 ไปได้ก็ถือว่ามีพรสวรรค์และพลังวิญญาณที่น่าเหลือเชื่อมาก ซึ่งความคิดนี้ก็ถือว่าเป็นการประเมินเสวี่ยหมิงเอาไว้สูงมากแล้ว
แต่ความจริงที่ออกจากปากของเสวี่ยหมิงกลับเป็นเช่นเดียวทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งคำตอบก็ทำให้โจวอู่เว่ยอ้าปากค้างจนกลามล่างตกห้อยลงมาอ้าปากหวอ ขณะที่ฟังเสวี่ยหมิงบ่นว่าขอบขั้นสุดท้ายของท่าร่างบันไดเมฆานั้นทำให้สมบูรณ์แบบยากยิ่ง แต่นี่เป็นเพียงแค่เรื่องเดียว เมื่อโจวอู่เว่ยรู้ว่าเสวี่ยหมิงสำเร็จเคล็ดวิชาเร้นจิตถึงขอบขั้นสุดท้ายแม้จะยังไม่สำเร็จก็ตาม ก็ทำเอาโจวอู่เว่ยเข่าทรุด หน้ามืดวิงเวียนด้วยความตื่นตะลึง เพราะขอบเขตที่เสวี่ยหมิงเอ่ยถึงนั้น คือขอบขั้นพลังวิญญาณที่เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับเชื่อมฟ้าดินขั้นต้น
หลังหายจากอาการตกตะลึง โจวอู่เว่ยก็ยิ่งมั่นใจว่าในอนาคตเสวี่ยหมิงต้องเป็นผู้ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่ชนิดที่มันเองก็ไม่อาจคาดเดา เพียงแต่ว่าเส้นทางก่อนจะถึงจุดนั้นเสวี่ยหมิงจำต้องระมัดระวังตัวเองเอาไว้ เพราะต่อให้เป็นลูกพยัคฆ์แต่หากเจอสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์หรือแม้แต่สุนัขบ้านดุร้าย ลูกพยัคฆ์ที่ยังไม่กล้าแข็งพอก็อาจจะเพลี่ยงพล้ำตกตายก่อนเติบใหญ่ได้เช่นกัน เสวี่ยหมิงเองก็มิใช่เด็กหัวดื้อ ยิ่งรับรู้ว่าโจวอู่เว่ยนั้นตักเตือนด้วยความห่วงใยมันจึงกล่าวขอบคุณ และจดจำเอาไว้เป็นแนวทางปฏิบัติในกาลข้างหน้าต่อไป
หลังจากพุดคุยปรึกษากันอยู่อีกพักใหญ่ ในที่สุดเสวี่ยหมิงก็ตัดสินใจว่าจะกลับไปยังโรงเตี๊ยมชะตามงคลเพื่อสะสางเรื่องราวของเซียนโอสถอี้เฟย ซึ่งอีกเหตุผลของเสวี่ยหมิงก็เนื่องจากตอนนี้เสวี่ยหมิงนั้นยังไม่มีเคล็ดวิชาลมปราณธาตุที่ต้องการตามคำแนะนำของโจวอู่เว่ย ทำให้เสวี่ยหมิงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบทะลวงผ่านระดับขั้นของลมปราณพื้นฐาน ซึ่งก็ทำให้เสวี่ยหมิงอยากที่จะฝึกปรือเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าในขั้นที่ 2 ซึ่งการฝึกฝนนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับระดับขของลมปราณ แต่การฝึกเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าในขั้นที่ 2 นั้นจำเป็นต้องรวบรวมวัตถุดิบทั้ง 5 ชนิดเพื่อดูดกลืนพลังของมันมาใช้ในการฝึก และเมื่อเอ่ยถึงวัตถุดิบเสวี่ยหมิงก็จำเป็นต้องติดต่อกับสมาคมพ่อค้า ดังนั้นการใช้ตัวตนของเซียนโอสถอี้เฟยจึงถือว่าเป็นใบเบิกทางชั้นเลิศในการทำภารกิจนี้
.
.
ภายหลังเสวี่ยหมิงออกจากโรงเตี๊ยมชะตามงคล เขาก็ตรงไปยังสมาคมพ่อค้าพร้อมรายชื่อวัตถุดิบทั้งห้าในทันที เมื่อพนักงานของสมาคมพ่อค้าเห็นว่าผู้มาคือเซียนโอสถอี้เฟยก็รีบแจ้งไปยังผู้อาวุโสที่ดูแล และแน่นอนว่าเรื่องราวต้องส่งตรงไปยังเฟยเซียงอีกต่อในทันที
ทำให้ผู้ที่ออกมาเจรจากับเสวี่ยหมิงในครั้งนี้คือยอดหญิงงามหยกม่วงเฟยเซียง แต่เพราะครานี้เสวี่ยหมิงมีจุดมุ่งหมายแน่ชัดรวมถึงมีความเร่งรีบอยู่ก่อน เมื่อพบหน้ากันเพียงทักทายเล็กน้อยเสวี่ยหมิงก็กางรายชื่อวัตถุดิบทั้ง 5 บนโต๊ะเตี้ย โดยที่ไม่ได้สนใจอาภรณ์อันงดงาม ซึ่งเฟยเซียงจงใจสวมใส่เป็นพิเศษในวันนี้เพื่อออกมาพบปะกับเซียนโอสถอี้เฟย และเมื่อชุดงามไม่ได้รับความสนใจนางจึงรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นรายชื่อของวัตถุดิบทั้ง 5 ที่เสวี่ยหมิงต้องการ เฟยเซียงก็ลืมเลือนความหงุดหงิดก่อนหน้าไปจนสิ้น เพราะรายชื่อวัตถุดิบทั้ง 5 นั้นมีเพียงรายชื่อเดียวที่เธอรู้จัก นั่นก็คือแก่นแท้ปฐพี หรือมีอีกชื่อเรียกว่าแก่นแท้ลมปราณ ส่วนอีก 4 รายชื่อที่เหลือคือเฟยเซียงเองก็จนใจเพราะว่าแม้แต่ชื่อนางก็ยังไม่รู้จัก คงไม่อาจช่วยเหลือเซียนโอสถในการหาซื้อในครานี้