ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 87 คัมภีร์หลอมกลั่นกายเซียนโบราณ

            พวกเขาใช้เวลาในการเฉลิมฉลองจนถึงรุ่งเช้าของอีกวันหนึ่งจึงเลิกรากันทุกคนต่างกลับไปพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความสุข

            องค์ชายทั้งห้าพระองค์ต่างพักผ่อนและเที่ยวชมอาณาจักรเมฆาหวนด้วยความสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาได้เดินทางโดยค่ายกลมิติไปยังเมืองต่าง ๆพวกเขาต่างตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับชื่นชมความเจริญก้าวหน้าของเมืองอัสตาน่าเป็นอย่างมากจวบจนวันที่สามหลังจากงานเลี้ยงองค์กษัตริย์จึงได้เรียกองค์ชายทั้งห้าเข้าพบรวมถึงเจ้าชายเหวินเทียนและเฟิ่งหยูด้วย

            กษัตริย์เหวินฉิงให้พวกเขาร่วมกันร่างสุทธิสัญญาด้วยกันและก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่องค์ชายทั้งห้าต้องตกตะลึงกับการกระทำของกษัตริย์เพราะพวกเขาสามารถออกความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ 

            ทุกอย่างที่พวกเขาเสนอทุกอย่างที่พวกบันทึกลงในสุทธิสัญญาพันธมิตรครั้งนี้ล้วนทำเพื่อประชาชนในอาณาจักรของพวกเขาทั้งสิ้นทำให้การเจรจาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็วพวกเขาทั้งหมดต่างลงนามในสุทธิสัญญาพันธมิตรอย่างเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง

            ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา หลังจากทุกคนลงนามในสุทธิสัญญาพันธมิตรเสร็จสิ้น

            “พวกท่านจะกลับกันเลยหรือ”เฟิ่งหยูเอ่ยถาม

            “ใช่พวกเราจะรีบนำสัญญาฉบับนี้ไปให้พระบิดาของพวกเรา”

            “เอาไว้พวกเราค่อยเจอกันเมื่อน้องเฟิ่งไปติดตั้งค่ายกลให้กับพวกเราที่อาณาจักร”

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่าถ้าติดตั้งเสร็จพวกเราคงได้ร่วมดื่มกันบ่อยขึ้น”องค์ชายผิงอานเอ่ยขึ้นมา

            “ได้ ได้ ได้แล้วข้าจะรีบไปติดตั้งให้พวกท่าน” เฟิ่งหยูรับคำพร้อมกับรอยยิ้ม

            หลังจากล่ำลากันเสร็จเฟิ่งหยูและเจ้าชายเหวินเทียนยืนส่งเจ้าชายทั้งห้ากลับอาณาจักรของพวกเขาจนลับสายตา

            “บางทีทวีปฟ้าครามของพวกเราอาจจะสงบสุขที่สุดแล้วในเวลานี้”เจ้าชายเหวินเทียนเอ่ยกับเฟิ่งหยู

            “หากทั่วทุกทวีปไม่มีสงครามแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันโลกนี้คงจะสงบสุข ข้าหวังให้มันสงบสุขเช่นนี้ตลอดไป”เฟิ่งหยูตอบกลับ

            “ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ความละโมบโลภมากของผู้คนหากคนหนึ่งเกิดความโลภปัญหาต่าง ๆ ก็ตามมาไม่จบไม่สิ้นหากต่างคนต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ไม่มีสงครามเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

            ทั้งคู่เดินกลับไปด้วยความอิ่มเอมองค์กษัตริย์ที่แอบมองพวกเขาอยู่ห่าง ๆ ยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

            หลังจากกลับมาพักผ่อนจนหายเหนื่อย  เฟิ่งหยูมาครุ่นคิดหากเขาไม่มีกายราชันเซียนคงต้องสิ้นชีพไปแล้วอย่างแน่นอนวิชายุทธ์ที่เขาฝึกรวมถึงคัมภีร์ต่าง ๆที่เขาฝึกเริ่มนำมาใช้กับคนที่แข็งแกร่งกว่าไม่ได้ผลแล้วสมควรหาคัมภีร์ยุทธ์ระดับสูงกว่านี้ฝึกฝนแล้ว  

            “ข้าสมควรฝึกฝนให้แข็งแกร่งกว่านี้แข็งแกร่งจนปกป้องคุ้มครองทุกคนได้”

             เฟิ่งหยูคิดอยู่ในใจพลันเดินไปเรื่อย ๆจนไปพบกับกษัตริย์เหวินฉิงโดยบังเอิญ

            “เจ้าจะไปที่ใดอย่างนั้นหรือ”เป็นกษัตริย์เหวินฉิงเอ่ยกับเฟิ่งหยูก่อน

            “พระองค์ทรงมีหอคัมภีร์ยุทธ์ที่เมืองหลวงหรือไม่ข้าอยากจะศึกษาคัมภีร์ยุทธ์เพิ่มเติม”

            “มีสิ เดียวข้าจะให้คนพาเจ้าไปเจ้าอยากจะศึกษาคัมภีร์เล่มไหนก็เลือกเอาไปฝึกฝนได้เต็มที่เลย”

            องค์กษัตริย์ให้เฟิ่งหยูเลือกคัมภีร์ยุทธ์ที่เขาต้องการได้เต็มที่เพราะยิ่งเฟิ่งหยูแข็งแกร่งมากเท่าไหร่อาณาจักรของเขาก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้นเท่านั้น

            หอคัมภีร์ยุทธ์เป็นสถานที่สำคัญของอาณาจักรเมฆาหวนเป้นอย่างยิ่งด้านในนั้นล้วนเต็มไปด้วยคัมภีร์และตำราโบราณจำนวนมากที่ถูกเก็บสะสมมาตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรคนที่สามารถเข้าไปได้นั้นจึงมีจำนวนน้อยมากส่วนมากจะเป็นพวกราชวงศ์หรือเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายที่มีผลงานจึงสามารถเข้าไปได้

            ผ่านไปไม่นานเจ้าชายเหวินเทียนเดินเข้ามาพร้อมกับพาเฟิ่งหยูไปยังหอคัมภีร์ยุทธ์ของอาณาจักรเมฆาหวนองค์ชายเหวินเทียนพาเฟิ่งหยูเดินลัดเลาะตามตำหนักต่าง ๆ อย่างรวดเร็วเพียงไม่นานพวกเขาก็มาถึงหอคัมภีร์ยุทธ์ของอาณาจักรเมฆาหวน

            หอคัมภีร์ยุทธ์ของอาณาจักรเป็นตำหนักแห่งหนึ่งซึ่งใหญ่โตพอสมควรด้านหน้าเขียนด้วยตัวอักษรที่แผงไปด้วยกลิ่นอายอันเก่าแก่ “หอคัมภีร์ยุทธ์อาณาจักรเมฆาหวน”

            ทั้งสองก้าวเข้าไปในหอคัมภีร์ยุทธ์  เมื่อมองไปรอบๆ เฟิ่งหยูมองเห็นสิ่งของต่าง ๆที่วางอย่างเป็นระเบียบอยู่บนชั้นซึ่งมีทั้งตำราโบราณ ม้วนคัมภีร์หยก หนังสัตว์อสูรหรือแม้แต่จารึกที่เป็นหินก็ยังมีให้เห็นแต่ที่เฟิ่งหยูเห็นนี้เป็นเพียงชั้นที่หนึ่งเท่านั้นคาดว่าจะมีคัมภีร์ยุทธ์อยู่หลายพันม้วน

            ภายในหอคัมภีร์ยุทธ์ของอาณาจักรเมฆาหวนมีทั้งหมดเจ็ดชั้นด้วยกันยิ่งชั้นที่สูงเท่าไหร่สิ่งที่อยู่ในชั้นนั้นก็จะยิ่งล้ำค่ามากยิ่งขึ้น และระดับของมันก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

            องค์ชายเหวินเทียนเดินเข้าไปหาชายชราคนหนึ่ง

            “ท่านผู้ดูแลข้าพาเฟิ่งหยูมาเลือกคัมภีร์ยุทธ์ พระบิดาให้เขาสามารถเลือกได้ตามใจชอบได้เลย”

            ได้ยินดังนั้นชายชราจึงยิ้มและกล่าวออกมา

            “เจ้าสามารถเลือกได้ตามสบายจะขึ้นไปชั้นไหนเลือกวิชายุทธ์ใดก็แล้วแต่เจ้าเจ้าสามารถอยู่ในหอคัมภีร์นี้ได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน”

            “ข้าทราบแล้วขอรับ”เฟิ่งหยูพยักหน้าพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ

            “งั้นข้าขอตัวก่อน”องค์ชายเหวินเทียนออกไปจากหอคัมภีร์ยุทธ์ไปในทันที

            “เหมือนเขาจะมีธุระนะ”เฟิ่งหยูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

            เฟิ่งหยูไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเขาหามุมสงบมุมหนึ่งก่อนจะนั่งสมาธิลงพลางปลดปล่อยจิตสัมผัสออกมาเพื่อกวาดดูโดยรอบชั้นที่หนึ่งนี้โดยทันที

            คัมภีร์ในชั้นที่หนึ่งมีอยู่เยอะมากเขามองเห็นคัมภีร์ยุทธ์มากมายไม่ว่าจะเป็นการปรุงโอสถ การหลอมอาวุธ  การฝึกเพลงหมัด การฝึกกระบี่ทุกอย่างเขาล้วนฝึกมาจนหมดแล้ว เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจในชั้นนี้เท่าไหร่นัก

            เฟิ่งหยูเดินขึ้นไปบนชั้นที่สองและกระทำการเช่นเดิมอีกรอบหนึ่งแต่ก็ไม่พอใจเขากระทำการเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนไปถึงชั้นที่ห้า เขาสะดุดตามกับคัมภีร์เล่มหนึ่งซึ่งเขาพบมันอยู่ในซอกแคบ ๆ มันเป็นคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่ง เขาจึงดึงมันออกมาศึกษา“คัมภีร์หลอมกลั่นกายเซียนโบราณ”เฟิงหยูสนใจขึ้นมาในทันทีเขาเริ่มเปิดไปที่หน้าแรก

            ร่างกายของมนุษย์เปรียบดังรากฐานของแต่ละคนยิ่งร่างกายแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ หากรากฐานไม่มั่นคงก็จะทำให้การฝึกฝนไม่เสถียร จนสุดท้ายไม่สามารถรับแรงกดดันพลังปราณที่ขยายตัวไม่ไหว

            เฟิ่งหยูต้องการศึกษาการหลอมกลั่นกายเซียนโบราณอย่างลึกซึ้งเขาจึงจมอยู่กับสมาธิที่มันคงเขาเริ่มซึมซับหล่อหลอมและเข้าสู่สมาธิขั้นสูงจนไม่รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ภายนอก

            ภายในร่างกายของเฟิ่งหยูเต็มไปด้วยแสงสีทองสลัวๆพลังงานมหาศาลเริ่มหลังไหลออกมาจากกล้ามเนื้อทุกมัดแรงพลังที่แข็งแกร่งเริ่มหมุนเวียนและระเบิดออกมาอย่างน่ากลัวชั่วพริบตาเดียว

            พลังทั่วร่างของเฟิ่งหยูก็รวมกันเป็นหนึ่งหมุนวนไปตามชีพจรเส้นแสงสีทองเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆมันเริ่มไหลแล่นเข้าไปในส่วนลึกของร่างกายก่อนที่จะเริ่มหลอมกลั่นไม่นานเส้นสายสีทองไหลเข้าไปภายในอวัยวะของเฟิ่งหยูมันโอบล้อมอวัยวะทั้งหมดของเขาเอาไว้ และทำการหลอมกลั่นภายในเสียงระเบิดดังภายในอวัยวะเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง เฟิ่งหยูรู้สึกร้อนเป็นอย่างมาก

            พลังที่น่ากลัวกระจายออกไปทุกทิศทุกทางความรู้สึกที่แข็งแกร่งเริ่มปรากฏออกมาเป็นระยะ ๆ มวลอากาศโดยรอบเริ่มมีหมอกปกคลุมไปทั้ว

             ทั่วทั้งร่างของเฟิ่งหยูมีประกายสีทองสว่างจ้าพลังชีวิตเปี่ยมล้นถูกปลดปล่อยออกมา พลังบริสุทธิ์แต่ละเส้นม้วนตัวเป็นเกลียววนอยู่รอบตัวเฟิ่งหยูกระบวนการต่าง ๆ หลอมกลั่นกายของเฟิ่งหยูหมุนเวียนซ้ำไปซ้ำมา อยู่อย่างนั้น

            หลังจากนั้นสามวันชั้นที่ห้าภายในหอคัมภีร์ยุทธ์ที่เงียบสงบพลันมีเสียงระเบิดขึ้นมา

            “ตู้มมม”

            ร่างกายของเฟิ่งหยูปลดปล่อยแสงสีทองออกมามันสว่างเป็นอย่างยิ่งลมปราณที่ระเบิดออกมาทำให้มวลอากาศและมิติแยกออกจากกันเป็นชั้น ๆ

            ภาพที่เกิดขึ้นยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีกทั่วร่างของเฟิ่งหยูปลดปล่อยแสงสีทองออกมาอย่างต่อเนื่อง พลังลมปราณของเขาแผดเผาประหนึ่งเตาหลอมปกคลุมร่างของเฟิ่งหยูเอาไว้อย่างหนาแน่นภายในชั้นที่ห้าเต็มไปด้วยแสงสีทองอักขระสีทองล่องลอยอยู่กลางอากาศรูปร่างคล้ายกับเกล็ดมังกรโอบล้อมตัวเฟิ่งหยู  รอบ ๆด้าน พลันโอบล้อมไปด้วยพลังวิญญาณของเฟิ่งหยู อีกชั้นหนึ่งพวกมันเริ่มหลอมรวมผสานเข้าด้วยกัน

            ดวงตาทั้งสองของเฟิ่งหยูปิดสนิทเขานั่งนิ่งไม่ไหวติง ผมยาวดำปลิวไสว ชุดสีฟ้าโบกสะบัด ทั่วทั้งตัวของเฟิ่งหยูปลดปล่อยแสงสีทองสว่างจ้า กล้ามเนื้อภายในส่งเสียงเสียดสีเหมือนกับมีเสียงของมังกรร้องออกมา

            ผ่านไปนับชั่วยามพลังทั้งหมดเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นไหลเวียนกลับเข้าไปในร่างกายของเฟิ่งหยู

            นี่คือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของเฟิ่งหยูไม่เพียงแต่ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปพลังปราณของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่ากลัว

            หลังจากกายเซียนของเขาตื่นขึ้นนี่นับเป็นครั้งแรกที่เฟิ่งหยูสามารถสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของร่างกายของเขาอย่างแท้จริง

            “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองถ้าหากข้าหลอมกายเซียนโบราณของข้าตามคัมภีร์นี้ร่างกายข้าสามารถกลายเป็นกายเซียนได้ นี่ข้าต้องฝึกฝนให้กายของข้าเป็นกายเซียนให้ได้ก่อนจึงมีโอกาสที่จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้อีก”

            เฟิ่งหยูศึกษาคัมภีร์นี้จนขึ้นใจจากนั้นจึงเริ่มขึ้นไปยังชั้นที่หกต่อเขานั่งสมาธิและปลดปล่อยจิตสัมผัสของเขาออกมาอีกครั้งหนึ่ง

            “คราวนี้ข้าคงต้องหาวิชายุทธ์ระดับสูงเอาไว้ป้องกันตัวข้าเองบ้างแล้ว”

            เฟิ่งหยูเดินขึ้นไปยังชั้นที่เจ็ดชั้นสุดท้ายในชั้นนี้มีคัมภีร์เพียงไม่กี่ร้อยเล่ม เฟิ่งหยูจึงไม่จำเป็นต้องใช้จิตสัมผัสเขาเดินดูที่ละเล่มทีละเล่มไปเรื่อยๆจนมาสะดุดตากับคัมภีร์เล่มหนึ่งซึ่งดูเก่าแก่เป็นอย่างมาก “หงส์เพลิงสยายปีก”เฟิ่งหยูหยิบออกมาศึกษาดู 

            “เป็นการใช้ธาตุไฟในร่างกายออกมาจู่โจมวิธีการฝึกอาจจะยากไปสักหน่อยแต่ก็น่าลองดู”

            เฟิ่งหยู เดินดูไปเรื่อย ๆเฟิ่งหยูได้คัมภีร์มาอีกหนึ่งเล่ม

            นั่นก็คือ“ทะลายปฐพี”เป็นการใช้ดาบหนัก ซึ่งเฟิ่งหยูมีดาบหนักเป็นอาวุธอยู่แล้วเฟิ่งหยูนำทั้งสองเล่มมาศึกษาอย่างละเอียดภายในชั้นที่เจ็ด เขาใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจคัมภีร์ทั้งสองเล่มอย่างละเอียดเป็นเวลาถึงสิบห้าวันเต็มเขาอยากเข้าไปฝึกฝนในเจดีย์ฟ้าสวรรค์แต่กลับถูกชายชราผู้ดูแลตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาจึงทำได้เพียงศึกษาอยู่ในชั้นที่เจ็ดนี้

            เฟิ่งหยูต้องการออกจากหอคัมภีร์แห่งนี้เขาต้องการออกไปฝึกฝนในเจดีย์ฟ้าสวรรค์มากกว่ามาเสียเวลาที่นี่เขาจึงเก็บคัมภีร์ไว้ที่เดิมและเดินลงมาเมื่อมาถึงชั้นที่หนึ่งเขากำลังจะบอกลาผู้ดูแล เขาพลันสังเกตเห็นคัมภีร์เล่มหนึ่งมันทำมาจากหนังสัตว์อสูร ดูเก่าแก่เป็นอย่างมาก

             “คัมภีร์ฝึกลมปราณ........”ส่วนที่เหลือกลับเลือนลางเป็นอย่างมากจนอ่านไม่ออกเฟิ่งหยูจึงหยิบมาเปิดดูและเริ่มศึกษาเขาพบความพิเศษในการฝึกลมปราณชนิดนี้เพียงแต่ว่ามันมีเพียงครึ่งเล่มเท่านั้น เขาจึงหยิบมันติดมือไปพร้อมกับเอ่ยกับผู้ดูแล

            “ท่านผู้ดูแลคัมภีร์เล่มนี้ทำไมมันถึงมีแค่ครึ่งเดียว”

            “อ๋อมันอยู่มานานมากอีกครึ่งหนึ่งข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน มันไม่มีใครสนใจมานานมากแล้วข้าคิดว่าจะเอาไปทิ้งอยู่เหมือนกัน เพราะคงฝึกฝนไม่ได้หากเจ้าสนใจก็เอาไปได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”

            “ขอบคุณท่านผู้ดูแล”เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมกับเก็บคัมภีร์ไว้ในแหวนมิติของเขาพลันบอกลาผู้ดูแลและออกมาจากหอคัมภีร์

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน