จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 68 ดัชนีเอกสุริยัน

            ในตอนกลางคืนเย่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องตามลำพัง

            วิชาลับในหลอมกายทรหดได้โคจรอยู่ก่อนแล้วควันสีเขียวแกมน้ำเงินลอยออกมาจากแผ่นหลังของเขา

            หลอมกายทรหดกลั่นกระดูกสร้างไขกระดูก หลอมเส้นเอ็นสร้างชีพจร เผาหัวใจชุบโลหิตขัดผิวตะไบเนื้อ ในขณะที่หลอมกายทรหด เลือดเนื้อที่เริ่มเน่าเสียจะถูกทำลายทิ้งไปเลือดเนื้อชุดใหม่ก็จะถูกสร้างขึ้นมาแทนที่

            นี่เป็นวิธีที่ดีในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของเขาจริงๆเย่เฉิน มีความเข้าใจในวิชาหลอมกายทรหดมากขึ้นเรื่อยๆ

            ......

            ยามดึกไม่ได้เงียบสงบ

            นักพรตชิงหยางประมุขแห่งยอดเขาเหรินหยาง และเก๋อหง ประมุขแห่งยอดเขาตี้หยางที่อยู่ร่วมกันในภูเขาแห่งวิญญาณแต่ไม่เคยจะลงรอยกันเลย

            “ทำไมหรือ? เจ้าคงไม่ได้คิดจะลอบสังหารเย่เฉินหรอกนะ!”เก๋อหงมองไปยังนักพรตชิงหยางอย่างหยอกเย้า เป็นการแอบบอกว่าเจ้าก็มีวันนี้ด้วยในวันนั้นเจ้าเคยหัวเราะเยาะข้า แต่ในวันนี้เจ้ากลับต้องมาขายหน้ามากกว่าข้าเสียอีกในใจของเขารู้สึกมีความสุขยิ่งนัก

            “เรื่องของผู้น้อยก็แน่นอนว่าต้องให้ผู้น้อยมาจัดการชดใช้”นักพรตชิงหยางกล่าวอย่างเยือกเย็น

            “เจ้าหมายความว่า...”

            “เจ้ากับข้าทั้งสองยอดเขามาร่วมมือกันเถอะ! เรียกให้ศิษย์ที่เก็บตัวออกมา แม้ว่าเย่เฉินจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่สามารถจะต้านทานการท้าทายอย่างต่อเนื่องของสองยอดเขาได้”

            ......

            เย่เฉินนั่งอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาสามวันแล้ว

            ในช่วงเวลานี้เจ้าหมีสองก็มาหาหลายครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าเขายังคงพักผ่อนเพื่อรักษาร่างกาย จึงไม่ต้องการจะรบกวนเพียงแต่เข้ามาให้โอสถวิญญาณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของจางเฟิงเหนียนและใช้วิชาลับเพื่อเชื่อมต่อเส้นลมปราณที่แตกร้าวของหู่หวา

            ในคืนที่สี่เย่เฉินก็ผ่อนลมหายใจขุ่นออกมายาวๆ และลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ

            ในตอนนี้อาการบาดเจ็บที่หลังของเขานั้นได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ภายใต้การฟื้นฟูจากวิชาการหลอมกายทรหดกล้ามเนื้อและกระดูกใหม่นั้นมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม

            “หลอมกายทรหดมีความเด็ดขาดจริงๆ” เขาบิดร่างกายที่แข็งทื่อและเมื่อยล้าจากนั้นจึงผลักประตูออกจากห้อง

            ฮึบ!

            ฮึบ!

            ในสวนหู่หวาที่ร่างกายชุ่มเหงื่อยังคงร่ายรำกระบวนท่าอยู่กับพลองเหล็กดำโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย

            เอ๊ะ?

            เมื่อเห็นเย่เฉินออกมาจากห้องหู่หวารีบเก็บไม้พลองทันที “พี่ใหญ่ ทำไมลุกขึ้นมาแล้ว อาการบาดเจ็บของท่าน...”

            “ดีขึ้นแล้ว”เย่เฉินยิ้มเล็กน้อย จากนั้นหยิบม้วนคัมภีร์โบราณกลพลองเทียนกังออกมาจากอกเสื้อและยื่นให้กับหู่หวา

            หลังจากรับม้วนคัมภีร์โบราณหู่หวาก็กวาดสายตามอง ดวงตาก็สว่างขึ้นทันที “วิชาลึกลับของพลอง”

            “เคล็ดวิชาพลองนั้นฝึกฝนได้ยากวิชาลึกลับของพลองหายากยิ่งกว่า เจ้าจงใช้มันดูก่อน วันหลังข้าค่อยหาให้เจ้าอีก”เมื่อมองไปยังหู่หวาที่กำลังดีใจ เย่เฉินก็ลูบศีรษะน้อยๆ ของเขาทันที“มีคำพูดหนึ่งที่ว่า ความไม่ถนัดชดเชยได้ด้วยความขยัน”

            อือๆ !

            หู่หวาพยักหน้าทันที“ข้าจะจดจำทุกคำพูดที่พี่ใหญ่บอกมา ข้าจะตั้งใจและขยันฝึกฝนข้าจะไม่ทำให้พี่ใหญ่ต้องขายหน้า”

            “ไปพักผ่อนเถอะ! พรุ่งนี้ยังต้องฝึกซ้อมอีก”

            “ขอรับ”หู่หวาโอบม้วนคัมภีร์โบราณและพลองเข้าไปในห้องเกรงว่าความตื่นเต้นจะทำให้นอนไม่หลับไปทั้งคืน

            หลังจากหู่หวาเดินออกไปเย่เฉินก็หยิบถุงเก็บของของลวี่จื้อออกมา กลับมานานขนาดนี้แล้วเขายังไม่ได้ดูเลยว่ามีของวิเศษอะไรอยู่ด้านในหรือไม่

            คว่ำถุงเก็บของลงเทสิ่งของที่อยู่ด้านในทั้งหมดออกมา

            “นี่มันไม่ใช่ร่ำรวยธรรมดา!” แม้ว่าเย่เฉินจะมีความแน่นิ่ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องถอนหายใจ

            ในถุงเก็บของของลวี่จื้อแน่นอนว่ามีทั้ง หินวิญญาณ น้ำยาวิญญาณ และอาวุธวิญญาณอีกทั้งยังมีจำนวนไม่น้อยเลย มีหินวิญญาณอยู่มากเกือบสองแสนและยังมีของจิปาถะอื่นอีก เมื่อนำมาคำนวณกันดูแล้ว ก็จะมีมูลค่าถึงสามแสนกว่าหินวิญญาณ

            เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องผิดหวังก็คือเขายังไม่พบวิชาลึกลับหรือวิชายุทธ์ใดๆ จากนั้นเขาจึงนำน้ำเต้าม่วงทองออกมาแต่มันก็ยังไม่สามารถตรวจจับของวิเศษแปลกๆ ได้

            “ถ้าอย่างนั้นก็ช่างมันเถอะ!” เย่เฉินบ่นเบาๆ พลางปัดมือของเขาเพื่อเรียกเก็บหินวิญญาณและน้ำยาวิญญาณรวมถึงสิ่งของจิปาถะเหล่านั้นและตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่อาวุธวิญญาณ

            เช้ง!

            เขานำกระบี่เมฆแดงออกมาเย่เฉินนำกระบี่เมฆแดงและอาวุธวิญญาณวางไว้ด้วยกันจากนั้นจึงใช้อัคคีเที่ยงแท้โอบล้อมพวกมันเอาไว้เพื่อทำการกลั่นแก่นแท้ของอาวุธวิญญาณเหล่านั้นเข้าสู่กระบี่เมฆแดง

            หลังจากผ่านไปสามชั่วยามเขาจึงเรียกเก็บอัคคีเที่ยงแท้

            แก่นแท้มากมายถูกกลั่นออกมาทำให้กระบี่เมฆแดงมีความร้ายกาจมากยิ่งขึ้น เมื่อนำมาถือไว้ในมือยังได้ยินเสียงดังลั่นออกมาจากกระบี่

            “ยอดกระบี่”เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา จากนั้นจึงก้าวออกไปมือจับกระบี่เมฆแดงไว้แล้วร่ายรำ

            ในห้วงความคิดเคล็ดวิชาของกลพลองเทียนกังปรากฏขึ้น เขาจึงใช้กลพลองฝึกฝนเป็นกลกระบี่

            หนึ่งคืนผ่านไปเพียงพริบตารุ่งอรุณก็มาเยือน

            หลังจากทำความเข้าใจอยู่เกือบเก้าชั่วยามเขาก็มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับรูปแบบกลของพลองและกระบี่แม้ว่ากลกระบี่นี้จะเป็นเพียงรูปแบบเริ่มต้น แต่เขาก็ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นแรกแล้วจึงต้องฝึกฝนอีกมากมายในอนาคต

            ท้องฟ้าสว่างเจ้าก้อนเนื้อสดก้อนหนึ่งเข้ามายังสวนแห่งวิญญาณ

            “เจ้าบ้าเอ๊ย”ทันทีที่เข้ามา เจ้าหมีสองก็เห็นว่าเย่เฉินยังคงสบายดีและมีชีวิตอยู่

            เมื่อสี่วันก่อนเจ้าคนผู้นี้เพิ่งจะถูกคาถาอสุนีสวรรค์เล่นงานเสียจนเกือบตายแต่ตอนนี้ไม่เพียงแต่อาการบาดเจ็บหายดีเป็นปกติแล้วเท่านั้นเขายังดูมีชีวิตชีวามากอีกด้วย เจ้าหมีสองมีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาอย่างชัดเจนนั่นก็คือจะต้องตัดชิ้นเนื้อของเย่เฉินสักชิ้นไปตรวจสอบดู

            “เจ้านี่มันเป็นเดรัจฉานจริงๆ!” เจ้าหมีสองกวาดสายตามองไปทั่วร่างของเย่เฉินสีหน้าก็แสดงออกถึงความยอดเยี่ยม!

            “อย่าพูดแบบนี้เดี๋ยวข้าจะทะนงตัว” เย่เฉินเม้มปากจากนั้นจึงหยิบถุงเก็บของออกมาจากอกเสื้อและยื่นให้เจ้าหมีสอง

            “นี่หินวิญญาณที่ยืมเจ้าไป ข้าคืนให้ อย่ามาถามหาจากข้าอีกล่ะ”

            “ทำไมมีแค่สามแสนล่ะมีดอกเบี้ยอีกไม่ใช่หรือ?”

            “มีแบบนี้ด้วยหรือ?”

            “เจ้าบ้า”

            เจ้าหมีสองไม่ได้มาพบเย่เฉินเพื่อพูดหยอกล้อแต่ต้องการจะให้เย่เฉินดูม้วนคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่ง

            “ดัชนีเอกสุริยันหรือ?” แม้ว่าจะได้แค่กวาดสายตามองแต่เย่เฉินก็สามารถเห็นตัวอักษรใหญ่สองสามคำบนนั้นได้อย่างชัดเจนนี่มันคือดัชนีเอกสุริยันวิชาลึกลับที่ตระกูลสยงประมูลไปจากตลาดมืดอเวจีไม่ใช่หรือ?

            ทันใดนั้นเย่เฉินก็ถูมือตนเอง ตาทั้งสองก็คมชัดขึ้น

            “อยากเรียนไหม?” เจ้าหมีสองทำสีหน้าลังเล

            “ไร้สาระ”

            “ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่จะช่วยล้างไขกระดูกให้ภรรยาข้า...”

            “ข้าจะจัดการให้”เย่เฉินพูดจบ ก็เอื้อมมือไปยังอ้อมแขนของเจ้าหมีสอง หยิบม้วนคัมภีร์โบราณออกมาจากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว

            เมื่อกลับเข้ามาในห้องเย่เฉินก็แทบรอไม่ไหวที่จะเปิดม้วนคัมภีร์โบราณดัชนีเอกสุริยันออกมาดู

            “หลอมพลังปราณสุริยันรวบรวมไว้ในหนึ่งดัชนี จึงขนานนามเอกสุริยัน”

            เมื่อเปิดออกมาครั้งแรกเขาก็ได้เห็นตัวอักษรตัวใหญ่แถวหนึ่งชุดนี้

            ต่อไปก็เป็นเวลาของการทำความเข้าใจวิชายุทธ์ของดัชนีเอกสุริยันไม่ยุ่งยากและโครงร่างของมันโดยทั่วไปได้มีบอกเอาไว้แล้วนั่นคือการหลอมพลังปราณสุริยันให้ถึงขีดสุด จากนั้นจึงรวบรวมเอาไว้ที่นิ้วหนึ่งเมื่อฝึกเคล็ดวิชาลึกลับนี้จนสำเร็จ ก็จะมีอานุภาพที่สามารถทำลายล้างได้

            เมื่อตกอยู่ในห้วงเวลาของการรู้แจ้งเย่เฉินก็ลืมวันเวลา

            ชั่วพริบตาก็ถึงยามวิกาล

            ภายใต้แสงเทียนที่ริบหรี่เย่เฉินค่อยๆ ม้วนเก็บคัมภีร์โบราณ

            “วิชาแห่งดัชนีมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันและการปะทุอย่างรุนแรงโดยทันทีการบีบอัดมีความทรงพลัง เมื่อเกิดการระเบิดออก ก็จะไม่มีพลังใดทัดทานได้”

            เขาพึมพำกับตนเองและอดไม่ได้ที่จะนึกถึงการต่อสู้หลายครั้งที่ผ่านมา แต่คนที่สามารถใช้วิชาดัชนีได้ก็จะง่ายต่อการทำให้บนร่างกายเขาเกิดเป็นรอยบาดแผลจนมีเลือดไหลออกมานี่คือสิ่งที่ทำให้เขาสงสัยเกี่ยวกับเคล็ดวิชาลึกลับนี้

            ตอนนี้ได้เห็นวิชายุทธ์ของดัชนีเอกสุริยันแล้วทำให้เขาได้รับประโยชน์มากมายจริงๆ

            เมื่อคิดแบบนี้ในใจเขาก็นิ่งสงบลง และทำการเคลื่อนพลังปราณในทะเลลมปราณอัคคีเที่ยงแท้ก็เผาหลอมพลังปราณสุริยันจนสุดจากนั้นจึงทำตามวิชายุทธ์ของดัชนีเอกสุริยันรวบรวมพลังปราณสุริยันขั้นสูงสุดเข้ารวมไว้ที่นิ้วอย่างรวดเร็ว

            เมื่อมองไปยังนิ้วของเขาอีกครั้งเป็นเพราะการรวมตัวกันของพลังปราณสุริยัน ทำให้นิ้วของเขาเปลี่ยนเป็นแสงสว่างมีรัศมีไหลวนเวียน และยังมีร่องรอยของเปลวไฟหลงเหลืออยู่

            “ไม่เลว”เมื่อมองไปยังนิ้วของตนเอง เย่เฉินก็ยิ้มขึ้นที่มุมปาก เมื่อนิ้วชี้ออกไป มันก็จะทำให้คนที่ถูกชี้เกิดเป็นบาดแผลมีเลือดไหลออกจากร่างกายได้อย่างง่ายดาย

            เมื่อคิดขึ้นมาได้เขาจึงแหวกพลังปราณสุริยันออกไป จากนั้นจึงพลิกตัวกระโดดออกไปจากห้อง

            เวิง!

            เวิง!

            กระบี่เทียนเชวียที่อยู่ในมือได้ถูกเขาขยับวาดเป็นวงกลม กระบี่ขนาดใหญ่นั้นได้ตัดผ่านอากาศกลายเป็นเสียงเวิงวัง

            แกร๊ง!

            เมื่อโยนกระบี่เทียนเชวียลงบนพื้นพลังปราณทั้งร่างก็ถูกถ่ายโอน และรวมตัวกันอยู่บนฝ่ามือระหว่างนั้นก็มีเสียงฟ้าผ่าดังขึ้น

            อสุนีบาต!

            รอยพิมพ์ฝ่ามืออันโดดเด่นและแข็งแกร่งก็เกิดเสียงเปรี้ยงปร้างดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เมื่อหันกลับก็ปล่อยหมัดเขย่าบรรพตออกไป เพื่อให้ร่างกายยืดคลายได้ดีจากนั้นพลังของกระบี่เมฆแดง ก็ทะลุผ่านกำแพงไป

            “ดัชนีเอกสุริยัน”จากนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ จึงรีบเรียกพลังปราณสุริยัน และรวมเข้าไว้ที่นิ้วมือจากนั้นจึงชี้นิ้วไปยังก้อนหินก้อนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลออกไป

            แซ็ก!

            ก้อนหินยังคงนิ่งไม่ไหวติงแต่มันก็เหมือนเต้าหู้ชิ้นหนึ่งเมื่อถูกเย่เฉินชี้ไปก็เกิดเป็นรอยขึ้นมาอย่างง่ายดาย

            “แม้ว่าเจ้าจะเป็นสายลมหรือคลื่นทะเลแต่ข้าใช้เพียงเอกสุริยันทำลายจักรวาล”