เย่หยางไม่ได้แก่งแย่งขึ้นไปเหมือนทุกคนแต่เลือกจะเฝ้าดูกลุ่มคนหลั่งไหลขึ้นไปด้านบนด้วยสายตาเย็นชาคนที่เฝ้าดูไม่ได้มีเพียงเย่หยางเท่านั้น แต่ยังมีมู่ไป๋ หลันไฉเตี๋ย เยี่ยอวี่หานกวนเยี่ยนเสวี่ยและคนอื่นๆ
พวกเขาค่อนข้างมั่นใจในบททดสอบครั้งนี้มากถ้าวัดจากความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว ไม่มีทางที่พวกเขาจะแพ้แค่เพราะเริ่มทีหลังอย่างแน่นอน
เพียงไม่นานหลังจากนั้นศิษย์ที่ก้าวขึ้นบันไดก็เริ่มพากันตกตะลึงทันที
“ทำไมมันหนักขนาดนี้”
“เหมือนอยู่ในน้ำ เคลื่อนไหวลำบากมาก”
“ดูเหมือนทุกครั้งที่ก้าวข้ามบันไดแต่ละขั้นน้ำหนักจะเพิ่มขึ้น”
บรรดาผู้เข้ารับการทดสอบเริ่มพูดคุยกันขณะก้าวขึ้นบันไดทันใดนั้นผู้ตรวจสอบก็ตวาดว่า "หุบปาก! เจ้าพวกโง่ถ้ามีแรงพูดคุยกันนักก็เก็บไว้ก้าวขึ้นบันไดดีกว่า อย่ามัวเสียเวลา"
หลังถูกผู้ตรวจสอบด่าทุกคนก็ตระหนักได้ว่านี่คือการแข่งขันความอดทน ต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะทำได้จึงรีบหุบปากแล้วเริ่มปีนบันไดต่อ
เมื่อเห็นว่าคนที่เข้าร่วมการทดสอบปีนขึ้นบันได้ไปถึงขั้นที่หนึ่งร้อยเย่ชิงเสวียนกับสมาชิกคนอื่นๆ จากเมืองปาฮวงก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไปจึงเริ่มปีนขึ้นบันไดทีละคน
หลังจากผ่านไปครึ่งก้านธูปเมื่อเห็นว่าผู้เข้าทดสอบเริ่มทยอยปีนขึ้นบันไดเรื่อยๆ เยี่ยอวี่หานจึงลุกขึ้นยืน เดินไปหาเย่หยางด้วยสีหน้าเย็นชาทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันอันแรงกล้า "ข้าได้ยินมาว่าเจ้าแข็งแกร่งมากหวังว่าจะมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนฝีมือกับเจ้า”
เย่หยางไม่คิดว่าเยี่ยอวี่หานจะกล่าวตรงไปตรงมาเช่นนี้เขาได้ยินข่าวมานานแล้วว่าเยี่ยอวี่หานเป็นคนคลั่งไคล้การต่อสู้ไม่ค่อยรู้เรื่องพิธีรีตองมากนัก ซึ่งเย่หยางก็ไม่ได้รังเกียจคนประเภทนี้เขาจึงกล่าวพลางยิ้ม “ถ้ามีโอกาสก็มาประลองกัน”
เยี่ยอวี่หานไม่คิดว่าเย่หยางจะพูดคุยง่ายขนาดนี้จึงตกตะลึงไปชั่วครู่จากนั้นก็พยักหน้าและเดินขึ้นบันไดไป
หลังจากเยี่ยอวี่หานก้าวขึ้นบันไดกวนเยี่ยนเสวี่ยที่สวมชุดยาวสีขาวก็เริ่มปีนขึ้นบันไดเช่นกัน แม้ว่ากวนเยี่ยนเสวี่ยจะงดงามมากแต่นางก็มีบรรยากาศที่ค่อนข้างคล้ายกับเยี่ยอวี่หานตรงที่ดูเย็นชาเข้าถึงได้ยาก
ยามนี้เหลือเพียง เย่หยาง หลันไฉเตี๋ยและมู่ไป๋เท่านั้นมู่ไป๋กลับมาสงบเยือกเย็นเช่นดังเดิม เขาหันไปคุยกับหลันไฉเตี๋ยอย่างสุภาพ "เสี่ยวเตี๋ย การทดสอบครั้งนี้ยากมากจะให้พี่ปีนไปกับเจ้าหรือไม่”
หากเป็นสตรีนางอื่นการที่มู่ไป๋มาชักชวนเช่นนี้พวกนางคงรู้สึกประทับใจที่ได้รับการดูแลจากเขา หากมีมู่ไป๋คอยช่วยเหลือในการทดสอบผลลัพธ์ต้องออกมาดีมากแน่นอน
ทว่าหลันไฉเตี๋ยไม่แยแสแม้แต่น้อยนางตอบกลับไปอย่างเย็นชา"เจ้าเรียกข้าว่าเสี่ยวเตี๋ย? พวกเราสองคนไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันขนาดนั้นและด้วยความสามารถของข้าคงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเจ้า คิดจะดูแลข้างั้นหรือ อวดดีเกินไปหรือไม่”
หลังโดนหลันไฉเตี๋ยตอกหน้ากลับมามู่ไป๋ก็ทำเพียงแค่ยิ้มอ่อนๆ ไม่แสดงท่าทางโกรธเคืองแต่อย่างใด แม้แต่เย่หยางก็ยังอดชื่นชมไม่ได้บุรุษผู้นี้ช่างมีความอดทนสูงจริงๆ หรือว่าคนตระกูลมู่ล้วนเป็นเต่ากันหมด?
หลันไฉเตี๋ยเพิกเฉยต่อมู่ไป๋ นางก็จับมือเย่หยางแล้วกล่าวว่า "พี่หยาง ข้าไปก่อนนะท่านเองก็รีบตามมาเร็วๆ" จากนั้นนางก็วิ่งออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
‘พี่หยาง? เราสนิทกันขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’แต่เมื่อเห็นดวงตามู่ไป๋ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงเย่หยางก็เข้าใจทันทีว่าตนติดกับนางเข้าให้แล้ว
“เย่หยาง เจ้าควรอยู่ห่างจากเสี่ยวเตี๋ยจะดีกว่าไม่เช่นนั้นเจ้าจะต้องเสียใจ” เมื่อเห็นว่าเหลือเพียงสองคนมู่ไป๋ก็อดกัดฟันข่มขู่ไม่ได้
เขารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่ถูกหลันไฉเตี๋ยหลอกใช้แต่เมื่อเห็นมู่ไป๋โกรธมาก เขาก็รู้สึกเต็มใจรับหน้าที่นี้ขึ้นมา
เย่หยางเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับตระกูลมู่มาบ้างได้ยินว่าพวกเขาอยากให้มู่ไป๋กับหลันไฉเตี๋ยครองคู่กันมากไม่ใช่แค่ความสามารถอันโดดเด่นของหลันไฉเตี๋ยแต่ความแข็งแกร่งของเมืองชิงเฟิงยังเป็นอันดับสองรองจากเมืองหนานหลีหากทั้งสองตระกูลเกี่ยวดองกัน พวกเขาจะได้รับผลประโยชน์ทางการเมืองมหาศาล
แต่ดูเหมือนปู่ของหลันไฉเตี๋ยจะมีอคติกับเรื่องนี้มากถึงขนาดประกาศกร้าว ว่าการแต่งงานของหลันไฉเตี๋ยขึ้นอยู่กับความสมัครใจของนางเพียงเท่านั้นไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามยุ่ง
ด้วยเหตุนี้มู่ไป๋จึงพยายามเกี้ยวพาหลันไฉเตี๋ยสุดกำลังแต่หลันไฉเตี๋ยไม่เคยเหลียวแลเขาแม้แต่น้อยและนี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอับอายอย่างยิ่ง
มู่ไป๋คิดว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเย่หยางทำให้ความเกลียดชังที่มีต่อเย่หยางลึกล้ำเสียจนยากจะขจัดออกไปได้
เย่หยางยักไหล่ตอบอย่างช่วยไม่ได้ “ช่วยไม่ได้นี่ เสี่ยวเตี๋ยชอบเล่นกับข้าเองแล้วจะให้ข้าทำอย่างไร หรือเจ้าจะกัดข้า?”
“บัดซบ! เมื่อใดที่เจ้าเข้าเรียนที่สำนักเทียนอู่ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะยังอวดดีได้หรือไม่” มู่ไป๋ตอกกลับอย่างเกรี้ยวกราด
“ข้าไม่คุยเรื่องเหลวไหลกับเจ้าแล้ว ข้าจะไปสอบ”เย่หยางส่ายศีรษะหันหลังแล้ววิ่งขึ้นบันได “เสี่ยวเตี๋ยรอข้าด้วยพี่หยางมาแล้ว แหวะ"
เย่หยางอยากจะยั่วให้มู่ไป๋โกรธแต่ประโยคสุดท้ายที่เขาตะโกนออกไปดันดังมากจนเขาเกือบสำลักน้ำลายตนเอง เส้นขนทั่วร่างลุกชัน
“สารเลว รอข้าก่อนเถอะ ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้สำนึก”เสียงคำรามของมู่ไป๋ดังมาจากด้านหลัง
เย่หยางไม่สนใจมู่ไป๋ เขายังคงก้าวไปข้างหน้าทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันหนักอึ้งจากทั่วทุกสารทิศราวกับกระแสน้ำหลาก
หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบ เย่หยางก็เข้าใจทันทีว่านี่คงจะเป็นค่ายกลรูปแบบหนึ่งหากสามารถฝึกฝนอยู่ในค่ายกลแห่งนี้ได้ทุกวันความแข็งแกร่งทางกายของเขาคงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน
แต่การจัดวางค่ายกลขนาดใหญ่เช่นนี้คงเสียทรัพยากรมหาศาลมิฉะนั้นสำนักเทียนอู่คงไม่เลือกที่จะรับศิษย์ทุกๆ สามปี
เย่หยางก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูปเขาก็มาอยู่บันไดขั้นที่หนึ่งร้อยแรงกดดันหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ถึงกระนั้นเย่หยางก็ยังก้าวต่อไปไม่หยุดโดยควบคุมความเร็วอยู่ในระดับเดิมตั้งแต่เริ่มต้น
“สวรรค์ นั่นใครน่ะ เร็วมาก”
“นั่นมันราชามารแห่งเมืองปาฮวงไม่ใช่หรือ”
“ดูสิ…เขาปีนขึ้นไปถึงขั้นที่สองร้อยแล้วแต่ท่าทางยังดูผ่อนคลายมาก”
ขณะที่ทุกคนกำลังสนทนากันอยู่นั้นเย่หยางก็ปีนขึ้นไปถึงขั้นที่สองร้อยเจ็ดสิบ ในขั้นนี้เขาได้พบเย่ชิงเสวียนเพียงแต่ลมหายใจของนางถี่กระชั้นเล็กน้อย บ่งบอกว่านางอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมากในเวลานี้
เมื่อเย่หยางมาถึง เย่ชิงเสวียนก็ยิ้มให้เขาเป็นสัญญาณบอกให้เย่หยางปีนขึ้นไปได้เลย นางยังสบายดี
เย่หยางพยักหน้า จากนั้นก็เงยหน้ามองไปด้านบนพลางเดินต่อ
คนแรกที่เริ่มปีนก้าวไปถึงขั้นที่สามร้อยกว่าแล้วทว่าเมื่อมองย้อนกลับไปก็พบว่ามู่ไป๋ยังคงนั่งสมาธิอยู่ที่เดิมไม่มีทีท่าว่าจะเริ่มปีนขึ้นมาแม้แต่น้อย
เย่หยางยังคงปีนขึ้นบันไดด้วยความเร็วคงที่เมื่อมาถึงขั้นสองร้อยเก้าสิบเก้าเขาก็รู้สึกว่าแรงกดดันรอบตัวเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเก่าร่างกายรู้สึกเหมือนอยู่ในทรายหนืด เคลื่อนไหวได้ลำบากยิ่งขึ้น
เย่หยางก้าวขึ้นบันไดมาถึงขั้นที่สามร้อยร่างกายของเขาเริ่มเซเล็กน้อย ครุ่นคิดกับตัวเองว่า ‘เมื่อถึงขั้นที่สามร้อยระดับแรงกดดันก็เปลี่ยนไปไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่ติดอยู่ที่นี่ ชักรู้สึกเป็นห่วงคนจากเมืองปาฮวงแล้วสิ’
เย่หยางเงยหน้าขึ้นมองเห็นว่าเยี่ยอวี่หานและกวนเยี่ยนเสวี่ยต่างปีนขึ้นไปถึงขั้นที่ห้าร้อยแล้วส่วนหลันไฉเตี๋ยปีนไปถึงขั้นห้าร้อยหกสิบสาม
เยี่ยอวี่หานกับกวนเยี่ยนเสวี่ยเหงื่อออกบนหน้าผากแต่หลันไฉเตี๋ยยังคงดูผ่อนคลาย
พอขั้นบันไดเริ่มสูงขึ้นก็ไม่วุ่นวายเหมือนเก่าก่อนอีกต่อไปยามนี้ในแต่ละขั้นมีผู้คนกระจายตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ทุกคนพยายามจะปีนขึ้นไปคนแย่ที่สุดอยู่บนบันไดขั้นที่หนึ่งร้อยเท่านั้น สถานการณ์ดูค่อนข้างน่าเป็นห่วง
เย่หยางยังคงรักษาความเร็วเดิมก้าวผ่านฝูงชนไปอย่างช้าๆ
สี่ร้อยขั้น ห้าร้อยขั้นจนกระทั่งเขาไปถึงขั้นห้าร้อยห้าสิบ เขาก็แซงหน้ากวนเยี่ยนเสวี่ยกวนเยี่ยนเสวี่ยมองเย่หยางผู้ซึ่งมีอายุน้อยกว่าตนเองด้วยสีหน้าเย็นชาระคนซับซ้อน
พอมาถึงขั้นห้าร้อยเจ็ดสิบเย่หยางก็แซงหน้าเยี่ยอวี่หานเขาหันไปโบกมือทักทายอีกฝ่าย แล้วปีนต่อ
สายตาของเยี่ยอวี่หานเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เขากัดฟันแล้วก้าวตามไป
ในที่สุดเย่หยางก็มาถึงขั้นห้าร้อยเก้าสิบสองไล่ตามหลันไฉเตี๋ยได้ทัน ท่าทางของนางตอนนี้ดูไม่ผ่อนคลายเหมือนแต่ก่อนหน้าผากปกคลุมไปด้วยเม็ดเหงื่อ ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
นางไม่แปลกใจที่เห็นเย่หยางมากนักแต่ก็แอบรู้สึกไม่มั่นใจเล็กน้อย
นางได้สอบถามเกี่ยวกับภูมิหลังของเย่หยางมาบ้างพบว่าเขามาจากครอบครัวชั้นสามเท่านั้น ไม่สามารถแข่งขันกับนางในแง่ของทรัพยากรได้ และเขาอายุมากกว่านางเพียงสองเดือนซึ่งมันทำให้ความมั่นใจของนางที่ขึ้นชื่อว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลมาโดยตลอดเริ่มสั่นคลอน
เย่หยางชูสองนิ้วแสดงท่าทางหยิ่งผยองกับชัยชนะเดิมทีหลันไฉเตี๋ยไม่ค่อยเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์นี้สักเท่าไรแต่พอเห็นท่าทางอันแสนภาคภูมิใจของเย่หยาง นางก็รู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆ
นางเตะเย่หยางโดยไม่กล่าวอะไรสักคำแต่เมื่อเผชิญกับแรงกดดันรุนแรง ความเร็วของนางก็ช้าลงมาก
เย่หยางอมยิ้มหลบเท้าเล็กๆ ของหลันไฉเตี๋ยจากนั้นก็ก้าวขึ้นไปบนขั้นห้าร้อยเก้าสิบสาม
เมื่อมาถึงขั้นที่ห้าร้อยเก้าสิบเก้าเย่หยางก็หยุด
เนื่องจากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากแม้จะห่างเพียงก้าวแต่ก็เป็นเหมือนช่องว่างอันกว้างใหญ่ที่ผู้คนไม่อาจข้ามผ่านไปได้
เย่หยางสูดลมหายใจเข้ายกเท้าก้าวไปสู่ขั้นที่หกร้อยทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าแรงกดดันรอบตัวราวกับว่าร่างกายถูกภูเขากดทับ
เมื่อก้าวขึ้นบันไดขั้นที่หกร้อยเย่หยางก็รู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริงของบันไดไม่เพียงแต่ร่างกายของเขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการไหลเวียนของปราณแท้ภายในร่างซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นของเหลวแรงกดดันมหาศาลทำให้การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
เขายิ้มเล็กน้อย นี่คือสิ่งที่เขาคาดหวังแทนที่จะก้าวไปข้างหน้าต่อไป เขากลับเลือกที่จะหยุดแล้วนั่งสมาธิ
“สวรรค์ เขายังใช่มนุษย์อยู่หรือไม่ ปีนบันไดขึ้นไปถึงขั้นหกร้อยแล้ว”ผู้เข้าร่วมการทดสอบคนหนึ่งที่กำลังดิ้นรนอย่างสิ้นหวังบนบันไดขั้นสองร้อยกรีดร้องคร่ำครวญในใจ
‘สมเป็นเจ้าตระกูลน้อย’ เย่หมิงกล่าวในใจสายตาของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมสรรเสริญ
เย่ชิงเสวียนปีนมาถึงขั้นสี่ร้อยกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อปีนไปขั้นต่อไประหว่างนั้นนางก็หันไปมองเย่หยางบนขั้นที่หกร้อยด้วยสายตาอ่อนโยนเต็มเปี่ยมยามนี้ดวงตะวันสาดแสงมาบนร่างของเขา ทำให้เย่หยางดูเปล่งประกายงดงามยิ่ง
เมื่อเยี่ยอวี่หานเห็นเย่หยางปีนขึ้นไปถึงขั้นที่หกร้อยม่านตาของเขาก็หดลง จากนั้นก็ปีนขึ้นบันไดอย่างสุดกำลังด้วยความอุตสาหะไม่ยอมแพ้
มู่ไป๋ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ด้านล่างแสดงสีหน้าเหยียดหยาม "เจ้าปีนขึ้นไปถึงขึ้นที่หกร้อยก็หมดแรงจนต้องนั่งสมาธิฟื้นฟูปราณแท้ ข้าตีราคาเจ้าสูงเกินไปจริงๆ"
มู่ไป๋ลุกขึ้นยืนก้าวไปทีละขั้น "ฮ่าๆ ทำให้พวกโง่เขลารู้ว่าอัจฉริยะที่แท้จริงเป็นเช่นไรดีกว่า"