ฝากติดตามนิยายเสียงของไรท์ด้วยนะคะ
https://www.youtube.com/watch?v=t0UxgRx7E4M
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทที่3
ซูลี่ ซูเหวินและสาวใช้สองนางได้ออกมาเดินที่ตลาดแห่งเมืองหลวง
ตอนนางเป็หลี่มามา ไม่ค่อยได้มีโอกาสเช่นนี้บ่อยนัก แต่นางสามารถรู้ได้ว่า อาหารกับขนมที่ไหนขึ้นชื่อ แป้งชาดและเครื่องบำรุงผิวต้องซื้อที่ร้านใด
ซูลี่เดินไปมาพักหนึ่ง ก่อนจะแวะกินอาหารกลางวันที่ภัตรคารแห่งหนึ่ง นางจองห้องส่วนตัวชั้นสองและสั่งอาหารโดยไม่ต้องมองรายการอาหาร ทำให้ซูเหวินอดรู้สึกสงสัยไม่ได้ สมัยก่อนนางมักมาที่นี่กับองค์หญิงน้อยบ่อยครั้ง ทำให้นางสั่งอาหารจนคุ้นชิน
"พวกเ้ามากินพร้อมกันสิ่"
สองสาวใช้ส่ายหน้าอย่างหนัก จนซูลี่ต้องถอนหายใจออกมาก่อนจะกล่าวว่า
"มาเถอะ กินเสร็จเร็วจะได้ไปเร็ว ไม่มีใครว่าพวกเ้าหรอก"
สองสาวใช้ลังเล ก่อนจะนั่งลงกินพร้อมกัน
เมื่อพวกซูลี่กินเสร็จเตรียมจะออกไป กลับได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากด้านล่าง ตอนแรกซูลี่ไม่ได้สนใจมากนัก แต่เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู นางก็ให้ความสนใจมากขึ้น ก่อนจะมองไปด้านล่าง นางพบองค์หญิงน้อยแอบออกมาที่ภัตรคารอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้องค์หญิงน้อยกำลังโต้เถียงกับบุรุษผู้หนึ่ง จับใจความได้ว่า ชายผู้นั้นกล่าวหาว่าสาวใช้ขององค์หญิงน้อยชนเขาจนาเ็ เขา้าตัวสาวใช้ผู้นั้นไปดูแลเขาจนกว่าจะหายดี ไหนเลยองค์หญิงน้อยจะยอม เห็นชัดๆว่าเพราะสาวใช้นางนั้นหน้าตางดงาม จึงมีผู้คน้าเอารัดเอาเปรียบ ขณะที่กำลังโต้เถียง บุรุษผู้นั้นกำลังง้างมือกำลังจะทำร้ายองค์หญิงน้อย กลับมีมือหนึ่งจับมือเขาไว้ คนผู้นั้นคือซูเหวินนั่นเอง มันเป็ปฏิกริยาอัตโนมัติที่ตัวเขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว บุรุษผู้นั้นยิ่งโมโห แต่ซูลี่กลับถามขึ้นว่า
"ท่านาเ็ตรงไหนงั้นหรือ โปรดแสดงให้ข้าดูสักหน่อยได้หรือ"
"เหอะ เ้าเป็สาวเป็นาง มาขอดูเรือนร่างบุรุษเช่นนี้ ช่างไร้ยางอายจริงๆ"
บุรุษผู้นั้นเห็นซูลี่ที่ผอมแห้ง ดำคล้ำ ไร้ซึ่งความงดงามจึงกล่าววาจาไม่ไว้หน้า
"โอ้ว ท่านมายืนเถียงเสียงดัง แถมยังจะทุบตีทำร้ายผู้คนแบบนี้ ตรงไหนเรียกว่าาเ็ หากท่านาเ็จริงกล้าให้ท่านหมอตรวจหรือไม่"
บุรุษผู้นั้นได้แต่สะบัดมือออก เมื่อเห็นแล้วว่าไม่มีทางเอาเปรียบเด็กน้อยกับสาวใช้ของนางได้ก็สบถคำหยาบออกมาคำหนึ่งก่อนจากไป
หลังออกมาซูลี่ก็ออกซื้อสิ่งของที่นาง้า นางเป็รักสวยรักงาม แน่นอนส่วนใหญ่ที่นางซื้อเป็ครีมประทินผิว แป้งชาดคุณภาพดีที่นางเคยใช้ นางตั้งมั่นกับตัวเองว่าต้องบำรุงร่างกายนี้
ให้ดีไม่น้อยกว่าสมัยก่อนให้ได้ นางแวะซื้อเครื่องประดับเล็กน้อย และยังซื้อของเล็กๆน้อยๆอย่างอื่น ก่อนจะกลับจวนเสนาบดีไป๋
หลังจากที่กลับจวน ซูลี่พบฮูหยินรองสนทนากับบุรุษผู้หนึ่ง นางไม่สนใจมากนัก จึงเดินเลยกลับไปที่พักพร้อมกับซูเหวินและสาวใช้ทั้งสอง
ซูเหวินและซูลี่สนทนากันพักหนึ่งก่อนแยกย้าย
ฝ่ายฮูหยินรองไม่ได้สนใจซูลี่มากนัก นางดีใจที่บุตรชายตนเองกลับมาในวันนี้ บุตรชายนามว่าไป๋ไห่ เขาเรียนที่สถานศึกษาแห่งหนึ่งในเมือง ในหนึ่งเดือนจะอนุญาตให้กลับบ้านเพียงสองถึงสามวัน นางจึงพูดคุยกับบุตรชายให้สมใจ สักพักนางคิดเื่หนึ่งขึ้นได้จึงกระซิบกับบุตรชายว่า
"ลูกรัก ตอนนี้มีญาติผู้น้องของเ้ามาอาศัยอยู่ในจวน นางเป็บุตรสาวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของสกุลซูที่ได้คืนยศกับทรัพย์สมบัติ หากมีโอกาสเ้าลองไปทำความสนิทสนมกับนางบ้างนะ"
ฮูหยินรองไป๋กล่าวอย่างมีความนัย ไหนเลยไป๋ไห่จะไม่เข้าใจ เขาพยักหน้าน้อยๆก่อนตอบรับ
" ขอรับท่านแม่"
ไป๋ไห่ได้แต่คิดในใจว่าหากญาติผู้น้องงดงามเขาจะเกี้ยวนางไว้ในจวน แต่หากขี้ริ้วขี้เหร่ จ้างให้เขาก็ไม่สนใจนางหรอก เมื่อนึกถึงหญิงสาวขี้เหร่ที่ทำให้เขาอดได้สาวงามมากอดเล่น คิดแล้วเขาก็อดโมโหขึ้นมาไม่ได้
ซูลี่ขอทานอาหารเพียงลำพังในห้อง เสนาบดีไป๋เข้าใจถึงความอึดอัดของนาง จึงอนุญาตโดยไม่ได้ว่ากล่าวสิ่งใด แถมยังให้พ่อบ้านช่วยดูแลอย่างดี
ผ่านไปสองวัน
ซูลี่ยังคงอยู่ที่ที่พักของตนเองอย่างสงบ จากการสังเกตของนาง ซูลี่นั้นไม่ได้มีผิวคล้ำ ดวงตาไม่ได้ลึกโหลคล้ำดำแต่กำเนิด เพราะสภาพแวดล้อมที่ซูลี่เติบโตขึ้นมาจึงทำให้นางมีรูปร่างหน้าตาเป็เช่นนี้ นางอยู่ระหว่างฟื้นฟูผิวพรรณและร่างกายให้ดีขึ้นกว่าเดิม นางจึงไม่ออกไปไหน แม้ไม่ออกไปแต่เื่กลับเข้ามาหานางจนได้
"ท่านแม่จะอยากให้ท่านพี่มาดูอะไรนักหนา แม้แต่สาวใช้ นางยังเทียบไม่ได้เลย"
เสียงแหลมเล็กของไป๋หงดังขึ้นมาแต่ไกล
"เอาน่า ถือว่าข้ามาทำความรู้จักญาติผู้น้อง" หลังจากที่ไป๋ไห่ได้สนทนากับฮูหยินรองไป๋ เขาไม่ได้สนใจมากนัก แต่มารดาเขากลับมาพูดให้ฟังอีกหลายต่อหลายครั้งจนเขาเริ่มคิดตาม หากเขาแต่งกับซูลี่ สมบัติทั้งหมดของสกุลซูจะตกเป็ของเขา ต่อให้ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ไหนเลยต้องมาลำบากลำบนทนเรียนอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นวันนี้เขาจึงตั้งใจแต่งตัวให้ดูดีเป็พิเศษเพื่อมาเกี้ยวพาราสีซูลี่
"ท่านพี่ ข้าพาท่านมาแล้ว อย่าลืมพาข้าไปเที่ยวในเมืองด้วยล่ะ"
ไป๋หงพูดอย่างเบื่อหน่าย เพราะซูลี่ทำให้นางโดนกักบริเวณสองอาทิตย์ โชคดีที่พี่ชายนางกลับมา ถึงได้รับอนุญาตเป็พิเศษ แต่หลังจากนี้ต้องถูกกักบริเวณต่ออีก นางเกลียดซูลี่จริงๆ
สองพี่น้องสนทนากันจนถึงที่พักของซูลี่
ขณะนั้นซูลี่กำลังอยู่ที่ลานด้านล่างพอดี
เมื่อไป๋ไห่หันไปพบซูลี่ เขายกมือขึ้นชี้หน้าซูลี่พร้อมอุทานเสียงดังขึ้นว่า
"เ้า... นังตัวดี เ้ามาทำอะไรที่บ้านข้า"
ซูลี่เองก็งุนงงเช่นกัน แต่เมื่อนางหันไปเห็นไป๋หงที่ด้านข้างไป๋ไห่ นางก็พอเดาได้ว่าเขาคือใคร
"เอ๊ะ ข้าจำได้ว่าที่นี่บ้านท่านลุงนะ ไม่เคยได้ยินว่ายกให้ใคร"
ซูลี่พูดขึ้นมา ทั้งยังจ้องไปยังสองพี่น้อง
"อย่าบอกนะว่านี่คือญาติผู้น้อง ถุย ให้ตายข้าก็ไม่เอานางเป็ภรรยาเด็ดขาด"
ไป๋ไห่พูดขึ้นพร้อมถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหยาบคาย สองสาวใช้เสี่ยวจู เสี่ยวจินได้แต่ตัวสั่นอยู่ด้านหลังซูลี่ พวกนางเป็สาวใช้สกุลไป๋ หากนางทำอะไรลงไปในตอนนี้ อนาคตพวกนางจะอยู่อย่างไร พวกนางได้แต่ก้มหน้างุด ไม่กล้าสู้หน้าซูลี่ แต่ซูลี่ไม่ได้ว่าอะไรพวกนาง ซูลี่มีสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะพูดลอยๆ ราวกับไม่ได้พูดกับใครว่า
"ไม่น่าเชื่อว่าลิงยังอยู่ในสวน แถมยังพาพวกมาอีก"
ไป๋หงได้ยินเช่นนี้ก็โกรธ กรีดร้องด่าเสียงดังแหลมไปทั้งสวน แม้แต่ฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองที่อยู่ในห้องโถงยังได้ยิน ดังนั้นเมื่อคนในห้องโถงได้ยินจึงนึกว่าเกิดเื่กับไป๋หง ทุกคนจึงพากันรีบเร่งไปทางต้นเสียง
เมื่อมาถึงกลับพบสองพี่น้องสกุลไป๋กับซูลี่อยู่ด้วยกัน และเมื่อถามก็ได้ความว่า
"นัง เอ่อ น้องซูตั้งใจหาเื่ข้าเ้าค่ะ"
ไป๋หงชิงฟ้องขึ้นก่อน
"ฮูหยินรองไป๋ บุตรสาวท่านช่างหลักแหลมยิ่งนัก รู้ว่าผู้น้อยอยากหาเื่ เลยตั้งใจวิ่งโร่มาให้ข้าหาเื่ถึงที่"
คำพูดของซูลี่ใครฟังก็สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าใครกันแน่ที่หาเื่ใคร
ฮูหยินใหญ่ไป๋เข้าใจได้ในทันที จึงให้ไป๋หงขออภั ไป๋หงไม่เต็มใจแต่ต้องทำตามอย่างช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นางเป็บุตรสาวฮูหยินรองเล่า ซูลี่ไม่สนใจเื่ตรงหน้ามากนัก นางจึงพูดคุยกับฮูหยินใหญ่เล็กน้อย ก่อนคนทั้งกลุ่มจะกล่าวลาจากไป
หลังจากนั้นนางยังคงพักอยู่ที่ที่พักไม่ได้ก้าวออกไปไหน มีคนในบ้านแวะมาพูดคุยกับนางบ้างเป็ครั้งคราวยกเว้นฮูหยินรองไป๋และสองพี่น้อง ซูเหวินมาหาบ้างเป็ครั้งคราวเช่นกัน ทุกครั้งที่ซูเหวินมา จะมีสองสาวใช้อยู่ด้วยเสมอ ทำให้ไม่มีใครพูดว่าร้ายนินทาพวกเขา ซูลี่ยังคงฝันร้ายบ้างเป็ครั้งคราว จนนางเริ่มสังเกตว่า เมื่อใดก็ตามที่มีซูเหวินอยู่ด้วยเป็เวลานาน ฝันร้ายของนางมักเบาลงหรือไม่เกิดขึ้นเลย
หลังจากนั้นเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบหนึ่งเดือน จวนเสนาบดีไป๋ได้รับบัตรเชิญงานเลี้ยงชมดอกเหมยของจวนอ๋องหยางในวันมะรืน เขาอยากให้ซูลี่ได้ไปเปิดหูเปิดตาจึงส่งคนไปแจ้งแก่ซูลี่ให้เตรียมตัว
เนื่องจากนางยังไม่มีชุดออกงาน ฮูหยินใหญ่จึงเตรียมคนมาตัดชุดใหม่ให้แก่ซูลี่ และบอกกล่าวถึงงานพิธีการในรับฟัง ซูลี่ไหนเลยจะไม่รู้ถึงลำดับพิธีการ นางเคยเข้าร่วมงานเช่นนี้เป็ร้อยเป็พันครั้ง จะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่านี่คืองานเลี้ยงจับคู่ของหนุ่มสาว เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของฮูหยินใหญ่บวกกับความหวังดีของเสนาบดีไป๋ นางจึงไม่อาจปฏิเสธ เมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่คืองานจับคู่ ในสมองนางกลับมีภาพของซูเหวินแวบเข้ามา นางไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมถึงมีภาพของเขาผุดขึ้นมาให้เห็น
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดวันงานก็มาถึง ซูลี่ตื่นั้แ่เช้าตรู่ ถูกสองสาวใช้พลิกซ้ายพลิกขวา จับแต่งองค์ทรงเครื่องจนเสร็จ สองสาวใช้ถึงกับตกตะลึง พวกนางไม่คิดคุณหนูผู้นี้จะงดงามได้ขนาดนี้ ไม่เสียทีที่นางบำรุงตัวเองมาตลอดเกือบหนึ่งเดือน ผิวขาวเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รูปร่างที่เคยซูบผอมเริ่มอวบอิ่ม ตาที่เคยลึกโหลกลับกลมโตซุกซน แม้แต่ฮูหยินใหญ่เอง เมื่อเห็นยังชมไม่หยุดปาก ไป๋หงยังอดเบ้ปากและจ้องมองอย่างอิจฉาไม่ได้ ชุดตัดใหม่ เครื่องประดับก็ชุดใหม่ ไหนเลยนางถึงไม่ได้ใหม่บ้าง
วันนี้มีเพียงฮูหยินใหญ่ ไป๋หงและซูลี่ที่เข้าร่วมงาน ฮูหยินใหญ่ยังคงกำชับสองหญิงสาวถึงมารยาทในงานอีกหลายคำ ก่อนจะถึงงาน
หน้างานมีรถม้ามากมาย แต่ละคันมีสัญลักษณ์แต่ละสกุลติดอยู่ ซูลี่สังเกตเห็นการตกแต่งงานในวันนี้ ดูเหมือน วันนี้จะมีเื่พิเศษบางอย่าง แต่นางไม่แน่ใจว่าคือเื่อะไร นางไม่ได้สนใจมากนัก เพียงเดินตามฮูหยินใหญ่ไป๋ไปอย่างเงียบๆ
"อ้าวฮูหยินไป๋ นี่ท่านพาสาวน้อยที่ไหนมาด้วย"
หญิงวัยกลางคนถามขึ้น ขณะจ้องมองไปทางซูลี่ นางสังเกตั้แ่เข้างาน เด็กสาวนางนี้กริยาท่าทางงดงาม ระยะก้าวเดินไม่ขาดไม่เกิน ดวงตาสงบนิ่ง หาได้ยากในเด็กสาวอายุเท่านี้
"ฮูหยินเซี่ย นี่คือหลานสาวของสามีข้าเอง บุตรสาวคนเดียวของสกุลซู ซูลี่ นี่คือฮูหยินเซี่ย"
ฮูหยินใหญ่ไป๋แนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน
"ข้าน้อยซูลี่เ้าค่ะ ฮูหยินเซี่ย"
ซูลี่กล่าวอย่างนอบน้อมพร้อมทำความเคารพแบบถูกต้องตามธรรมเนียม จนฮูหยินทั้งสองอดประหลาดใจขึ้นไม่ได้
"จริงหรือนี่ เด็กสาวคนนี้เองหรือ"
ในเมืองหลวงมีใครไม่เคยได้ยินเื่บุตรสาวสกุลซูผู้นี้บ้าง แต่เหมือนเื่ราวจะไม่เหมือนที่นางเคยได้ยินมา ไหนว่านางเติบโตกลางป่าเขาสิบกว่าปี ดูอย่างไรก็เหมือนโตในวังหลวงนับสิบปีเสียมากกว่า แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้สนทนากันต่อ ไป๋หงที่ทนคนเมินตนเองต่อไปไม่ไหว ได้กล่าวแทรกขึ้นมาว่า
"แม่ใหญ่เ้าคะ ข้าขอไปเดินเล่นทางด้านนั้นนะเ้าคะ" กล่าวจบไม่รอคำอนุญาตนางก็เดินผละออกไปทันที ฮูหยินใหญ่ไป๋ได้แต่ส่ายหน้าในความไร้มารยาทของไป๋หง
"ช่างเถอะ เด็กๆก็แบบนี้แหละ แม่หนูซูก็ไปเดินเล่นเถอะ" ฮูหยินเซี่ยกล่าวแก้สถานการณ์ขึ้น
ซูลี่ยิ้มน้อยๆก่อนทำความเคารพและค่อยเดินจากไป
ฮูหยินเซี่ยมองตามซูลี่อย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปสนทนากับฮูหยินใหญ่ไป๋อีกครั้ง
เมื่อซูลี่ปลีกตัวออกมานางได้เดินหาสถานที่สงบเพื่อยืนชมความครึกครื้นของงาน คาดไม่ถึงจะมีหญิงสาวนางหนึ่งยืนอยู่ก่อนแล้ว นางคลับคล้ายคลับคลาว่าหญิงสาวผู้นี้มาจากจวนแม่ทัพ นางจึงเข้าไปทักทาย
"ผู้น้อยซูลี่เ้าค่ะ" ซูลี่พยักหน้าน้อยๆทักทาย
"ข้าชื่ออี้ผิง มาจากจวนแม่ทัพอี้ เ้าคือเด็กสาวที่กำลังโด่งดังอยู่ในตอนนี้งั้นหรือ" อี้ผิงทักทายตอบ พร้อมถามคำถามอย่างตรงไปตรงมา
ซูลี่ยิ้มน้อยๆก่อนตอบ
"หากหมายถึงเื่ที่ข้ามาจากป่าเขา น่าจะเป็เช่นนั้นเ้าค่ะ"
อี้ผิงหัวเราะอย่างชอบใจขึ้นมา เด็กสาวผู้นี้น่าสนใจยิ่งนัก
" ปีนี้ข้าอายุ17 คาดว่าเ้าน่าจะเด็กกว่าข้า น้องซู เ้าเรียกข้าว่าพี่อี้ก็แล้วกัน"
"เ้าค่ะพี่อี้" ซูลี่ตอบกลับอย่างเห็นด้วย นางก็ชอบหญิงสาวผู้นี้เช่นกัน
ทั้งสองยืนสนทนากันครู่หนึ่งก่อนงานจะเริ่มขึ้น
เมื่อเริ่มงานได้มีประกาศให้หญิงสาวทุกนางที่อยากแสดงความสามารถให้ก้าวขึ้นมาบนเวทีได้
มีหญิงสาวหลายคนได้รู้เื่ในวันนี้บ้างแล้ว พวกนางเตรียมตัวอย่างหนักเพื่อวันนี้โดยเฉพาะ