สองวันที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่ซูหมิงปิดกั้นตนเอง หมกมุ่นฝึกวิชาไม่สนใจสิ่งอื่นใด ในวันแรกวิชาของมันก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนัก ฝ่ามือวายุบรรลุถึงขั้นสี่อย่างไม่อยากเย็น วิชาเท้าผีก้าวหน้าไปถึงขั้นสี่เช่นกัน เหลือเพียงอีกสองขั้นก็จะบรรลุวิชาตัวเบาเทียบเท่าฉีซิ่น วิชากำแพงวายุพึ่งสำเร็จได้ถึงเพียงขั้นหนึ่ง นี่นับว่าฝีมือมันก้าวหน้าขึ้นยี่สิบปี แต่สิ่งที่กวนใจซูหมิงที่สุดคือวิชาฝ่ามือวายุ ไม่ว่าทำอย่างไรก็มิอาจก้าวข้ามขั้นที่สี่ไปได้ แม้ว่าโคจรพลังตามสมุดดำอย่างแม่นยำเพียงใด ลมปราณมักแตกซ่านออก สร้างความเจ็บปวดแก่มันยิ่ง เมื่อลมปราณกระจายออกเมื่อใด ลมปราณฟ้าภายในจะดึงกลับมา ทำให้ธาตุไฟไม่เข้าแทรก แต่ซูหมิงหารู้เรื่องนี้ มันยังพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดความเจ็บปวดทำให้ต้องล้มเลิกไป เวลาสี่ชั่วยามที่ผ่านมา ซูหมิงจึงนั่งโคจรลมปราณฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่มันทำนี้กลับทำให้มันมีประสาทสัมผัสก้าวหน้า สภาวะจิตใจนิ่งสงบ รับรู้ถึงเสียงพูดคุย เสียงฝีเท้า แรงสั่นสะเทือนต่างๆรอบตัว มันรับรู้ถึงน้ำหนักฝีเท้าที่สม่ำเสมอของเฮยซา แสดงให้เห็นถึงพลังพื้นฐานที่มั่นคง จมูกมันยังได้กลิ่นอายที่เปื่อยยุ่ยและคาวขุ่นออกมาจากมู่ถง บุรุษผู้นี้คงเชี่ยวชาญวิชาพิษ “สองคนนี้ มีฝีมือ” ซูหมิงพึมพำกับตนเองในความมืด
อาการบาดเจ็บของซูหมิงใกล้หายดี หากรอนานกว่านี้คนที่ถูกเรียกว่า“มารขาว” คงตามมาสมทบ นับว่าไม่เป็นผลดี จิตใจซูหมิงไม่วอกแวก มันหลับตาเดินลมปราณรักษาตนเองต่ออย่างใจเย็น อีกไม่เกินชั่วน้ำเดือดคงเสร็จสิ้น จึงจะฝ่าออกไป
ภายในห้องด้านนอกมู่ถงใช้นิ้วเรียวแหลมเคาะลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะ ส่วนเฮยซายังคงเดินสำรวจลูบคลำสิ่งของเรื่อยเปื่อยรอบพื้นที่จนมาหยุดอยู่ตรงรูปปั้นกลไก “มู่ถงท่านดูนี่! ตรงหัวรูปปั้นนี้ มีร่องรอยฝุ่นจางกว่าที่อื่น“ มันเหลือบมองไปยังมู่ถง ที่เหมือนฟังครึ่งไม่ฟังครึ่ง หาตอบอันใดกลับมา เฮยซาจึงบิดหัวรูปปั้นคราหนึ่ง
ครืนนนนน!
เสียงหินบดขยี้กันดังสนั่นกึกก้องไปทั่วห้องโถง แผ่นศิลาที่เคยเนียนเรียบดุจเป็นเนื้อเดียวกันพลันแยกออก เฮยซาเพียงออกแรงก็ผลักออก เผยให้เห็นโถงถ้ำชั้นในที่มืดมิดยิ่งกว่า แสงจากตะเกียงผนังด้านนอกก็ส่องมาไม่ถึง เฮยซาค่อยๆก้าวเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง มันใช้ลมปราณและสัมผัสทั้งห้าตรวจสอบดูปรากฏว่าไม่เจอผู้ใด มู่ถงที่นั่งอยู่ด้านนอกเมื่อเห็นเหตุการณ์ มันลุกพรวด สะบัดข้อมือคว้าตะเกียงไฟที่ติดอยู่ตามกำแพงเดินตามเข้าไป แสงสว่างสีส้มสลัวค่อยๆ ไล่ความมืดออก และนั่นเองที่ทำให้พวกมันแทบหยุดหายใจ!
เบื้องหน้าห่างออกไปเพียงห้าวา ชายหนุ่มในชุดมอซอผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธินิ่งสงบอยู่บนโขดหิน ผิวพรรณของเขาดูผุดผ่องภายใต้แสงตะเกียง รอบตัวมีกระแสลมจางๆ หมุนวนอย่างเป็นระเบียบจนฝุ่นละอองไม่อาจเกาะกุม มู่ถงและเฮยซา ตกใจประดุจพบภูติผี มันดีดตัวออกจากรวดเร็ว มู่ถงลนลานถึงขนาดหลังมันกระแทกกับกำแพงโครมใหญ่ พวกมันมิได้ตกใจที่พบเห็นผู้คน แต่พวกมันตกใจที่ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของบุรุษผู้นั้นเลย จนได้เห็นกับตา ทั้งสองพอตั้งหลักได้ต่างหันมองกันอย่างตื่นตระหนก ทิ้งห้องศิลาด้านในให้กลายเป็นมืดสนิทอีกครา “ท่านจอมยุทธ์เป็นยอดคนจากที่ใด ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่” เฮยซาเอ่ยถามด้วยเสียงก้องกังวาล
………
“ถามไม่ขาน เรียกไม่ตอบ! ท่านคือคนที่เมืองหลวงส่งมาหรือไม่?”
………
มู่ถงนึกคิด มันใช่คนจริงๆหรือไม่ หรือเป็นเพียงรูปปั้น เป็นเพียงภาพลวงตา มันจึงปาตะเกียงไฟที่ถืออยู่เข้าไปในห้องศิลา เฮยซาที่เห็นการกระทำของสหายตน จึงคว้าตะเกียงปาเข้าไปอีกอันหนึ่ง แสงไฟที่สั่นระริกแหวกความมืดเข้าไป ประกายไฟสีส้มสาดจับใบหน้าของซูหมิงอีกครั้ง ครานี้แสงหยุดนิ่งอยู่ใกล้เท้าของเขา ทำให้คนทั้งสองเบื้องนอกมองเห็นรูปลักษณ์ของชายหนุ่มได้อย่างชัดเจน เฮยซาและมู่ถงหรี่ตาลง พินิจดูอย่างละเอียดจากระยะปลอดภัย
“เดี๋ยว… ดูท่าทางมันสิ” มู่ถงเอ่ยเสียงแผ่ว ความตื่นตระหนกเมื่อครู่เริ่มมลายหายไปแทนที่ด้วยความกังขา “เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เนื้อตัวมอซอดั่งขอทาน ผิวกายแม้จะดูสะอาดสะอ้าน แต่ดูอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุไม่เกินยี่สิบ“ เฮยซาพยักหน้าเห็นพ้อง ความเกรงขามในคราแรกหมดไป “มันคงอ่อนแอจนตรวจจับไม่เจอในคราแรก ดูจากเสื้อผ้ามันอาจเป็นนักโทษที่ถูกเจ้าของสถานที่จับขังไว้ อย่างไรข่าวการมาเมืองหลวงของนิกายเรา คนยิ่งรู้น้อยยิ่งดี” เข็มพิษเล่มเล็กถูกดีดออกจากมือมู่ถงอย่างไร้ซุ่มเสียง พุ่งหาบุรุษหนุ่ม เข็มพิษเหล่านั้นเฉียดหน้าซูหมิงไป ไม่กระทบถูกสักเล่มหนึ่ง
เฮยซาเหลือบมองมู่ถงเป็นแววตำหนิ ว่าเหตุใดระยะแค่นี้จึงพลาด มู่ถงปรากฏเหงื่อผุดออกมา “เราไม่ได้พลาด นี่มันเกิดอะไรขึ้น“ ซูหมิงค่อยๆลืมตาอย่างช้าๆ เฮยซาไม่รอ ฝ่ามือปราณสีเทาเข้มพุ่งวับเข้าหาลำคอของซูหมิงอย่างโหดเหี้ยม! ขณะจะถึงตัว ร่างของซูหมิงก็หายไป
“ตู้ม!” เสียงระเบิดดังขึ้นจากนอกตัวห้อง ร่างของมู่ถงถึงกับโค้งงอ หัวใจของมันกระตุกวูบ ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นปราดเข้าสู่สมอง ตัวมันกระเด็นอย่างรุนแรงพุ่งชนกำแพงอย่างไร้ปราณี “พวกใช้พิษต้องกำจัดก่อน” ซูหมิงพึมพำกับตนเอง “มู่ถง!!” เฮยซาที่วิ่งตามออกมาดู มันร้องลั่นด้วยความตกใจ มันไม่เคยเห็นมู่ถงพ่ายแพ้ง่ายดายถึงเพียงนี้ เฮยซาจ้องมองบรุษเบื้องหน้า “สู้ไม่ได้! นี่มันระดับเหล่าผู้คุมกฎของนิกายแล้ว” ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องศิลาเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงโอดครวญอย่างทรมานของมู่ถงจะทำลายความเงียบนั้นลง ร่างที่เคยผอมเพรียวของมันบัดนี้จมลึกเข้าไปในผนังหินที่แตกร้าว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับไอพิษที่แตกซ่านออกจากร่างเจ้าของ ซูหมิงจึงต้องถอยห่างออก เหลียวมองไปที่เฮยซา
เฮยซาที่ถูกจ้องมองใจมันเต้นระรัว ความประมาทเมื่อครู่กลายเป็นความหวาดกลัวที่เกาะกินไปถึงขั้วหัวใจ มันรู้แน่ชัดแล้วว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นพยัคฆ์ร้ายที่ซ่อนเล็บอยู่ในคราบขอทาน "เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่!" เฮยซาตะโกนก้องเพื่อเรียกขวัญ แต่ในใจมันกลับภาวนาเพียงสิ่งเดียว 'มารขาว... ท่านได้โปรดมาให้ถึงเร็วขึ้นอีกสักนิด’ มันรู้ดีว่าหากปะทะกันตรงๆ มันย่อมมีจุดจบไม่ต่างจากมู่ถง เฮยซาตัดสินใจเปลี่ยนแผนในทันที มันโคจรลมปราณทมิฬจนทั่วร่าง ปรากฏหมอกสีเทาเข้มปกคลุมไปทั่วบริเวณ มันสะบัดมือปล่อยเส้นสายลมปราณนับร้อยเส้นเข้าจู่โจมซูหมิง มิใช่เพื่อสังหาร แต่เพื่อพันธนาการและถ่วงเวลา
ซูหมิงมองการจู่โจมนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย สภาวะจิตหยั่งรู้ที่ได้จากการโคจรลมปราณฟ้าทำให้เขามองเห็นทิศทางของเส้นปราณเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ราวกับทุกอย่างเคลื่อนที่ช้าลง แต่มันไม่ประมาท ซูหมิงไม่รู้ว่าเส้นสายเหล่านั้นมีพิษหรือไม่ จึงเลือกหลบหลีกแทนการปะทะตรงๆ
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงกระแทกของลมปราณดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฮยซาจำต้องร่ายรำกระบวนท่าป้องกันสุดชีวิต มันถูกบีบให้ต้องถอยร่นไปจนมุมห้อง เหงื่อกาฬไหลอาบใบหน้า ลมปราณในกายเริ่มปั่นป่วนจากการต้องรับมือกับความเร็วที่มองแทบไม่ทัน การใช้ลมปราณหลายเส้นเช่นนี้ นับว่าสิ้นเปลืองจนต้องกัดฟันฝืน แต่หากมันหยุดกระบวนท่าลง คงเป็นจุดจบของมัน "อีกนิดเดียว... อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น" มันกัดฟันกรอด พลางชำเลืองมองไปยังทางออกห้องลับ หวังจะเห็นเงาร่างสีขาวอันคุ้นตาโผล่มาช่วยชีวิต แต่แล้วความหวังมันก็ดับวูบลง ซูหมิงปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเฮยซาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครรู้ ฝ่ามือขวาของเขาถูกห่อหุ้มด้วยมวลอากาศที่บีบอัดจนกลายเป็นสีครามจางๆ เสียงหวีดหวิวของลมพายุแผดซ่านออกมาจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว นี่คือ ฝ่ามือวายุขั้นที่สี่ ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ซูหมิงเคยใช้ออก
"ฝ่ามือวายุ!"
ตู้มมมมมมมมมมม!
แรงปะทะหนักหน่วงราวกับภูเขาถล่มทลาย เฮยซาไม่มีแม้แต่โอกาสจะร้องขอชีวิต ร่างของมันถูกอัดกระแทกจนพลังลมปราณสะท้อนกลับเข้าไปทำลายอวัยวะภายในจนบอบช้ำ ร่างใหญ่โตของมันกระเด็นข้ามห้องไปกองอยู่แทบเท้าของมู่ถงที่หมดสติอยู่ก่อนแล้ว เฮยซากระอักเลือดคำโต ดวงตาพล่ามัวมองเห็นเพียงเพดานถ้ำที่เลือนลาง ก่อนที่สติจะดับวูบลงตามสหายไป
ซูหมิงถอนหายใจจางๆ มันหันกลับไปมองความพินาศรอบตัวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความไร้เดียงสาในแววตาเริ่มถูกแทนที่ด้วยว่างเปล่า มันรีบเดินตรงไปที่เก้าอี้ไม้ตัวเดิมที่ล้มระเนระนาด แล้วบรรจงหยิบ เสื้อคลุมของหยินชิง ขึ้นมาอย่างถะนุถนอม สิ่งนี้ช่วยปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่นของเขาได้ชั่วขณะ
"เราต้องรีบไปจากที่นี่" ซูหมิงพึมพำ พลางพับเสื้อคลุมซ่อนไว้ในอกเสื้ออย่างมิดชิด
ชายหนุ่มรีบมุ่งหน้าไปยังประตูหินบานใหญ่ที่ทางออกข้างห้องครัว เขาใช้ฝ่ามือผลักดันหินศิลาอย่างสุดแรง แต่ประตูกลับนิ่งสนิท ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาที่ไม่มีวันสั่นคลอน เขาพยายามมองหากลไกรูปปั้นไก่แบบเดียวกับห้องด้านใน แต่ที่ด้านนอกนี้กลับมีเพียงแผ่นหินเรียบๆ ที่ไร้ร่องรอยใดๆ
"ทำไม... ทำไมมันไม่เปิด!" ซูหมิงเริ่มกระวนกระวาย มันไม่รู้เลยว่าประตูบานนี้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ต้องใช้วิชาฝ่ามือเฉพาะที่มีลักษณะการไหลเวียนลมปราณตามแบบฉบับตระกูล กลไกภายในถึงจะตอบรับและเปิดออก มิใช่การใช้แรงหรือพลังปราณกระแทกเข้าหาโดยตรง ความเงียบเริ่มกลับมาครอบงำอีกครั้ง แต่ในขณะนั้นซูหมิงดวงตาเบิกโพรง มันสัมผัสได้กับพลังก้อนหนึ่งที่เคลื่อนที่มาอย่างรวดเร็วจนน่าขนลุก พลังเดี๋ยวมาเดี๋ยวหาย รู้สึกอีกที พลังนั้นก็มาแทบถึงหน้าประตู ครืนนนน……. เสียงกลไกประตูทางออกดังขึ้น ประตูค่อยๆแง้มออกอย่างช้าๆ…..