ตอนที่ 111 เขียนวิทยานิพนธ์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
แต่ละวันเมอร์ลินใช้เวลาสอนเคลบี้แค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
นอกจากการติวให้กับเคลบี้แล้ววันหยุดเขายังได้เที่ยวเล่นด้วยกันบ้าง เมอร์ลินไม่ได้ตระหนักถึงการหาความรู้แค่ในตำราเพียงอย่างเดียว
ออสตินเคยบอกกับเขาว่าการเดินทางคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีความรู้มากมายอยู่ตามรายทาง มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะพยายามหามันไหม เพราะเหตุนี้ออสตินจึงดั้นด้นไปซากโบราณกลางป่าเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ หรือหาแรงบันดาลใจของตนเอง
เพราะเหตุนี้เมอร์ลินจึงไม่ได้ปฏิเสธเมื่อเคลบี้ชวนเขาออกไปเที่ยวเล่น
แน่นอนว่าทุกที่จะต้องมีมาร์เทลติดตามไปด้วย ทั้งสามคนจึงค่อยๆ สนิทกัน
หากเคลบี้เห็นพฤติกรรมเปิ่นๆ บ้างเป็นบางครั้ง มาร์เทลที่ตัวติดกับเมอร์ลินตลอดก็เห็นมันจนชินชา มีหลายครั้งที่เมอร์ลินเดินผิดที่ผิดทางอย่างการเดินออกจากร้านอาหารกลายเป็นเข้าห้องน้ำ หรือเดินเข้าร้านผิดเมื่อเขาคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
มาร์เทลจึงรับรู้ว่าเมื่อเมอร์ลินจดจ่อกับสิ่งใดพฤติกรรมของเขาจะแปลกๆ ไป นอกจากนี้เด็กน้อยยังเป็นพวกมีความคิดอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
“เขาอ่านหนังสือมากเกินไปแน่ๆ เรื่องนี้ฉันควรจะบอกศาสตราจารย์รึป่าวนะ?”
ในที่สุดมาร์เทลก็ตัดสินใจบอกเรื่องนี้ให้กับออสตินทราบ เขาส่งจดหมายไปกับสัตว์เวทรับส่ง
มันคือวิหคสายฟ้าที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีซึ่งใช้รับส่งข่าวสารโดยเฉพาะ
ปัจจุบันมีการเพาะพันธุ์วิหคสายฟ้าที่เป็นสัตว์อสูรอย่างแพร่หลาย เพราะตราประทับเวทของนักฝึกสัตว์อสูรจึงทำให้สัตว์อสูรพวกนี้เชื่องได้ และผู้คนก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์
ความจริงข่าวสารพวกนี้พวกเขาสามารถส่งโดยค่ายกลเคลื่อนย้ายได้ แต่ค่าใช้จ่ายนั้นแพงเกินไป มันไม่คุ้มค่า
หอรับส่งข่าวสารที่เลี้ยงวิหคสายฟ้าจึงเป็นที่นิยมมากกว่า อีกทั้งจดหมายยังส่งถึงมือของผู้รับอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามการจะใช้งานการรับส่งข่าวสารแบบนี้ก็มีค่ายจ่ายที่ไม่ถูกเช่นกัน คนทั่วไปจึงจะส่งข่าวสารแบบนี้ในเวลาที่จำเป็นเท่านั้น หรือไม่ก็ใช้การส่งข่าวสารอย่างอื่นเช่นไปรษณีย์ ซึ่งจะขนส่งจดหมายโดยการเดินทางทางพื้นดิน
วิธีการนี้จะส่งช้ามากเพราะตามรายทางระหว่างเมืองมักมีสัตว์อสูรลอบโจมตี เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงส่งไปกับขบวนสินค้าขนาดใหญ่โดยมีนักเวทหรืออัศวินคุ้มกันที่มากฝีมือ
กล่าวมาถึงตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่า แม้หลายหมื่นปีมานี้ดินแดนเวทมนตร์จะมีการพัฒนามาตลอด แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่ก้าวหน้าอย่างที่ควร ทั้งๆ ที่มีการส่งเสริมให้มีการพัฒนาความรู้มากมาย ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะการมีอยู่ของสัตว์อสูรทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะสังหารสัตว์อสูรไปมากมายเท่าใดก็ไม่สามารถจัดการพวกมันได้หมด ทั้งนี้ยังมีการพิสูจน์ออกมาแล้วว่าสัตว์ป่าหรือสัตว์เลี้ยงก็มีโอกาสกลายพันธุ์เป็นสัตว์อสูรได้เช่นกัน
มันเป็นความลับที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่ว่าทั้งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หรือดินแดนเวทมนตร์ก็ต้องเผชิญกับเรื่องนี้
เพราะเหตุนี้ดินแดนเวทมนตร์ในบางที่จะเห็นว่ามีความเจริญมากเพราะเวทยาศาสตร์ที่รุ่งเรือง แต่ความเจริญนี้ไม่ได้แพร่หลาย และนวัฒนกรรมบางอย่างยังคงกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มหนึ่ง ทำให้สังคมเหมือนมีความทันสมัยและความล้าหลังผสมอยู่ด้วยกัน
ในวันนั้นหลังจากที่เมอร์ลินสอนเคลบี้เสร็จ เขาปฏิเสธคำชวนของเคลบี้ในมื้อเย็นแล้วตรงไปที่ชั้นหนึ่งของห้องสมุดหมวดการเขียนวิทยานิพนธ์
“อยู่นี่เอง” เมอร์ลินเดินมาตามที่บรรณารักษ์บอกและเอ่ยกับตัวเองเมื่อพบหมวดหมู่หนังสือที่ต้องการ
หนังสือที่เขียนเกี่ยวกับการเขียนวิทยานิพนธ์นั้นมีจำนวนไม่น้อย แม้จะเป็นขั้นตอนการเขียนวิทยานิพนธ์เหมือนกัน แต่กลับมีคนแต่งหนังสือหลายคนหลายเล่ม นี่จึงทำให้หนังสือหมวดนี้มีจำนวนเกือบพันเล่มเลยทีเดียว
หลังจากที่ “กูเตนบิค” คิดค้นเครื่องพิมพ์หนังสือ หนังสือจากที่เคยเป็นของมีมูลค่าสูงเพราะแต่ละเล่มนั้นถูกเขียนด้วยมือ หลังจากที่มีเครื่องพิมพ์จำนวนหนังสือก็เพิ่มมากขึ้น ความรู้ก็ไม่ได้ถูกจำกัดแค่คนไม่กี่กลุ่มอีกต่อไป
หนังสือจึงกลายเป็นสิ่งทีแพร่หลาย ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย คนแต่งหนังสือก็เพิ่มเป็นจำนวนมากเช่นกัน จึงทำให้หนังสือเพียงหัวข้อเดียวกลับมีจำนวนมากขนาดนี้
ด้วยความดีความชอบของกูเตนบิค ผู้คนจึงยกย่องว่าเขาเป็น “บิดาแห่งการพิมพ์” แม้ว่าเขาจะเป็นแค่คนธรรมดาที่เป็นพ่อค้า ไม่ใช่นักเวทหรืออัศวินก็ตาม
แม้ในยุคต่อมาจะมีการคิดค้นเวทมนตร์คัดลอกตัวหนังสือ และในปัจจุบันจะมีการแปลงหนังสือลงในผลึกเวท แต่กูเตนบิคก็ยังได้ชื่อว่าบิดาแห่งการพิมพ์อยู่ดี
เมอร์ลินนำผลึกเวทหนังสือเกี่ยวกับการเขียนวิทยานิพนธ์ลงมาอ่านทีละเล่ม
การอ่านของเขานั้นรวดเร็วมาก ราวกับว่าเขาหยิบผลึกเวทมาดูเล่นแค่ครู่เดียวเท่านั้น
โชคดีที่ผู้คนแถวนี้ไม่ได้สนใจการกระทำของเขามากนัก
“ที่แท้การเขียนวิทยานิพนธ์ก็มีหลากหลาย แต่พวกเขาก็ยังยึดรูปแบบที่เหมือนกัน ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์ในแต่ละยุคก็ต่างกันเช่นกัน แท้จริงแล้ววิทยานิพนธ์ก็เขียนได้ง่ายดายแบบนี้ ขอเพียงมีแนวคิดใหม่ๆ ที่สามารถหาข้อพิสูทธ์ทางเวทยาศาสตร์ได้ก็สามารถนำเสนอนิตยสารวิชาการได้”
เมอร์ลินยังคงหยิบหนังสือการเขียนวิทยานิพนธ์ลงมาอ่านเรื่อยๆ
ห้องสมุดแห่งนี้มีหนังสืออยู่นับล้านเล่ม แม้เมอร์ลินจะอยู่ที่นี่มาหลายเดือนแต่เขาก็ไม่ได้เร่งอ่านเหมือนตอนที่อยู่เมืองวินเซน
หนังสือการเขียนวิทยานิพนธ์เป็นหนึ่งในจำนวนหนังสือที่เขายังไม่ได้อ่าน
เพียงแต่การอ่านหนังสือเกือบพันเล่มให้จบในวันนี้ก็ไม่ได้เกินความสามารถของเมอร์ลินมากนัก แม้เขาจะใช้เวลาจนห้องสมุดปิดไปก็ตาม
“มีประโยชน์มาก ถึงขั้นมีวิธีแนะนำการส่งวิทยานิพนธ์ให้ผ่านการพิจารณาของนิตยสารทางวิชาการ” เมอร์ลินอดที่จะเอ่ยชมออกมาไม่ได้
แน่นอนว่าเขาไม่มีประสบการณ์ทางด้านนี้ เมื่อได้รับความรู้ใหม่ๆ เข้ามาจึงดีใจเป็นธรรมดา
เวลาล่วงเลยผ่านไป เขาออกมาจากมหาวิทยาลัยจนมืดค่ำ
มาร์เทลยังคงรอเมอร์ลินอย่างไม่ปริปากบ่น
“คุณต้องการแวะที่ไหนหรือเปล่า?”
เมอร์ลินส่ายศีรษะและเอ่ย “ไม่ครับ ตรงกลับบ้านเลย”
มาร์เทลปั่นจักรยานโดยมีเมอร์ลินซ้อนหลังออกไป
เมื่อกลับถึงบ้านหลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว เมอร์ลินก็เริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ของเขาในห้องทำงานของตนเองทันที
แน่นอนว่าเขาไม่ได้เขียนด้วยมือของตัวเอง แต่ใช้ปากกาเวทมนตร์เขียน
ตัวหนังสือของเขาแม้จะใช้ปากกาเวทมนตร์เขียนก็ยังดูเป็นระเบียบและงดงาม อีกทั้งยังมีความเป็นมืออาชีพไม่เหมือนเด็กสิบเอ็ดขวบเลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดต้องยกความดีความชอบให้กับดวงเนตรสีเงินที่รับสัมผัสและปรับใช้จากการอ่านหนังสือมากมาย จึงทำให้เมอร์ลินได้ตัวหนังสือแบบนี้ออกมา
การเขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง “การย่อสูตรต้นกำเนิดเวทสายลม” นั้นเสร็จอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีเนื้อหาอยู่ไม่กี่แผ่นเท่านั้น เพราะเมอร์ลินพยายามจะเขียนวิทยานิพนธ์ของตัวเองให้เข้าใจง่ายมากที่สุด ถึงอย่างนั้นภาษาและตัวหนังสือที่เขียนก็ยังดูงดงามสบายตา