Age of war

    ตอนที่ 41 ความช่วยเหลือที่สูญเปล่า

    วันที่ 40 ของเกมส์แห่งสงคราม ช่วงเวลาเกือบเที่ยงวัน ณ ที่เมืองหลวงของฝ่ายอาร์โธร์โพดา

    กองทัพตัวเปล่าจำนวนแปดแสนที่ส่งออกไปถ่วงเวลาเมื่อวานนั้น ได้เริ่มทยอยคืนชีพกันแล้ว

    จากจำนวนนักรบที่คืนชีพกลับมานั้น ทำให้ราชินีแฟตทราบว่ากองทัพที่ส่งไปทางเหนือยังไม่ได้ถูกกวาดล้างโดยเผ่ายักษา

    บางทีพวกเขาคงจะเคลื่อนไหวอย่างระวังตัวตามอย่างที่ราชินีแฟตต้องการ เลยทำให้เธอเริ่มหมดห่วงเรื่องการถ่วงเวลาในศึกทิศเหนือไปได้ช่วงหนึ่ง

    แต่ไม่ใช่กับทิศตะวันออกและตะวันตก

    ดูเหมือนว่ามนุษย์ ภูติ และปักษาจะไม่ยอมเดินเกมส์ตามเธอเท่าไหรนัก

    และเพราะแบบนั้น ราชินีแฟตจึงต้องรีบเร่งจัดทัพมดทาสกับมดทหารเลวออกไปรบในอีกครั้งหนึ่ง

    ส่วนพวกกองทัพมดทหารระดับสูงกับมดองครักษ์ที่เป็นประชากรส่วนน้อย คงต้องให้อยู่โยงเฝ้าเมืองหลวง แล้วทำงานก่อสร้างแทนที่พวกมดทาสที่ออกไปรบถ่วงเวลาแทน

    แน่นอนว่าการใช้งานข้ามระดับชนชั้นแบบนี้ ย่อมก่อให้เกิดความไม่พอใจขึ้นมาไปทั่วประชากรชาวอาร์โธร์โพดา

    ไม่เว้นแม้แต่กับขุนศึกประจำตัวองค์ราชินีผู้ซื่อสัตย์บางคนด้วย



    ***นักรบผู้ซื่อตรง [สกัด]

    “ทำไมต้องมาทำงานระดับล่างแบบนี้ด้วยฟะ”

    “อย่าบ่นน่าอลูฟ นี่เป็นคำสั่งจากองค์ราชินีนะ”

    “ไม่ใช่ราชินีของข้าเสียหน่อย”

    อลูฟ หนึ่งในขุนพลที่สวมเกราะสีแดงเลือดหมูกำลังบ่นอิดออดอยู่ข้างตัวข้า

    ให้ตายสิ อลูฟมันก็เป็นเสียแบบนี้

    “สกัด ข้านะไม่เข้าใจความคิดของยัยแฟตเลยฟะ ส่งกองทัพถ่วงเวลาโดยไม่ให้พกอาวุธไป แถมไม่ใช้กำลังหลักอย่างมดทหารระดับสูงหรือมดองครักษ์ รวมไปถึงระดับขุนพลอย่างพวกเราด้วย ยัยแฟตคิดอะไรอยู่กันนะ? ”

    “ระวังปากหน่อยอลูฟ องค์ราชินีทั้งห้าตัดสินให้ท่านแฟตเป็นผู้ดำเนินแผนการรบทั้งหมด อย่าคิดตั้งคำถามเชียว”

    ข้าส่งเสียงดุเจ้าอลูฟไปพร้อมกับทำงานก่อสร้างตรงหน้า

    พวกเรา เหล่ามดระดับสูงต่างกำลังขุดดินเป็นหลุมลึกอยู่ที่เบื้องหน้ากำแพงเนินดินที่สูงสามสิบเมตร

    เส้นทางที่คดเคี้ยวราวกับทางเขาวงกตนี้ มีหลุมกับดักรอศัตรูอยู่มากมาย

    “งานก่อสร้างควรเป็นของพวกมดทาสสิฟะ! ”

    อลูฟยังคงบ่นอิดออดต่อไป

    ความจริงข้าเองก็สงสัยเหมือนอลูฟอยู่เช่นกัน เพราะงานแบบนี้ไม่ควรให้มดระดับสูงมาลงมือทำเองสักนิด

    ท่านแฟตคิดอะไรอยู่กันแน่นะ?



    ***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]

    “จับคลื่นสมองแห่งความไม่พอใจได้เพียบเลย…”

    บางคนอาจไม่รู้ แต่พวกเราเผ่าอาร์โธร์โพดานะ ความรู้สึกและอารมณ์ที่รุนแรง บางที่ก็อาจจะถูกส่งออกมาเป็นรูปแบบคลื่นสมองอ่อน ๆ โดยไม่รู้ตัวได้อยู่

    แต่ฉันจะไปโทษด่าพวกมันไม่ได้ เพราะคนที่สั่งให้พวกมดระดับสูงทำงานของมดทาส ก็คือตัวฉันเอง

    มันมีเหตุผลอยู่

    มดทาสนั้น พวกมันอ่อนแอโดยแต่กำเนิด

    สูงเพียงหนึ่งเมตร พละกำลังและความแข็งแรงของเขี้ยวก็อยู่ระดับล่างสุดของเผ่า

    แถมถ้าเทียบความเร็วในการขุดดินแล้ว พวกมดที่ระดับสูงกว่า จะสามารถขุดดินได้เร็วกว่าด้วย

    ในสถานการณ์ที่แข่งกับเวลาเช่นนี้ หากใช้มดระดับสูงเร่งสร้างเส้นทางวงกตขึ้นมา มันจะมีประสิทธิภาพมากกว่าใช้พวกมดทาสก่อสร้างอย่างมาก

    ความเร็วการก่อสร้างของมดระดับสูงหนึ่งคน เทียบเท่ากับปริมาณงานของมดทาสห้าสิบคนรวมกันเลยละ

    อีกอย่าง การตายต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการเกิดใหม่ หากช่วงเวลานั้นกองกำลังหลักตาย แล้วถูกศัตรูบุกตีเมืองพอดี ใครละจะมาเป็นกองทัพคอยปกป้องเมืองหลวงได้?

    เพราะแบบนั้น กองทัพที่ใช้ออกไปถ่วงเวลาและทำลายศัตรู ก็คือกองทัพมดทาสกับทหารเลวนี่แหละที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

    “กว่าทัพที่สองจะพร้อมบุกออกไป คงเป็นพรุ่งนี้ตอนเช้า… ไม่ได้ ช้าไป แบบนี้ต้องแบ่งทัพย่อยขนาดเล็กส่งออกไปวันนี้ก่อน”

    หากจะให้มีประสิทธิภาพ คงต้องใช้แผนกองโจร ใช้ทัพขนาดเล็กบุกโจมตีไปที่สเบียงอาหารและยุทโธปกรณ์ของศัตรูเป็นหลัก

    จะเสียเวลาเดินทัพสี่วันก็ไม่ได้อีก คงต้องใช้ [เส้นทางมรณะ] เหมือนอย่างวันที่ส่งกองทัพด่วนนรกแบบในวันแรกนั่นละ

    เส้นทางใต้ดินที่สร้างเอาไว้โดยรอบครึ่งดินแดนของอาณาเขตเรา จะช่วยให้พวกเราสามารถลอบโจมตีแนวหลังของศัตรูได้

    และหนึ่งในเส้นทางนั้น ก็มีเส้นทางสายด่วนมรณะที่ว่ารวมอยู่ด้วย

    “เอาละ ได้เวลาเริ่มสงครามวันที่สองแล้ว! ”



    ในขณะที่สงครามทั้งห้าเผ่าดำเนินต่อไป เผ่าสัตว์เซลล์เดียวอย่างโพรแคริโอตก็กำลังเริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน

    พวกเขากำลังหวาดกลัว

    หากยังไม่ลืมกัน คริสตัลแห่งชีวิตของพวกเขานั้น มันตั้งอยู่ในทุ่งแห่งการก่อกำเนิดของวันแรกที่ถูกส่งมาโลกใบนี้

    สรุปคือตั้งอยู่ใกล้ ๆ เมืองหลวงของเผ่าอาร์โธร์โพดานั่นละ

    หากเกิดสงครามขนาดใหญ่ แน่นอนว่าตำแหน่งที่ตั้งคริสตัลของพวกเขาต้องถูกรู้

    ดีไม่ดีอาจโดนลูกหลงจนถูกทำลายทิ้งไปเลย

    ดังนั้นพวกเขาจึงรีบเร่งบุกโจมตีด้วยวิธีที่พวกเขาถนัด

    และพวกเขาได้เริ่มจู่โจมใส่กองทัพพัธมิตรตั้งแต่สองวันที่แล้วด้วย

    แต่ทว่ากลับไร้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

    ถึงพวกสัตว์เซลล์เดียวเผ่านี้จะมีสติปัญญา แต่ก็ใช่ว่าจะฉลาดอะไรมากมายนัก

    พวกมันคิดว่าจะสามารถพัฒนาการตัวเอง แล้วควบคุมสมองของเหยื่อได้ แต่สุดท้ายกลับไม่อาจทำได้

    พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าร่ายกายของผู้ติดเชื่อจะสามารถพัฒนาภูมิคุ้มกันต่อต้านพวกเขาได้

    ร่างกายของผู้ที่เคยติดเชื้อนั้น ได้จดจำแล้วสร้างแอนติบอดีขึ้นมา

    ถึงร่างกายจะตายลง แต่สมองและจิตวิญญาณกลับยังคงจดจำภัยของโรคร้ายจากพวกเขาได้อยู่

    เท่านั้นไม่พอ ทุกเผ่ายังมีเตรียมการรับมือการโจมตีครั้งสองจากพวกเขาเอาไว้อีกด้วย

    พวกมนุษย์กับพวกภูติได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า [วัคซีน] ขึ้นมา เลยทำให้พวกเขาไม่สามารถทำอันตรายร่างกายของพวกเขาได้

    เผ่าปักษาเองก็มีเตรียมพืชสมุนไพรเอาไว้หลากหลาย จนทำให้ร่างกายของพวกมันแข็งแรงมาก สามารถสร้างภูมิต่อต้านได้เหมือนกับร่างกายของ [เปอร์ไซด์] ที่เคยทำมาได้สำเร็จก่อนหน้านี้

    คงต้องบอกว่าเป็นความพิเศษของชาวปักษา ที่เกิดมามีร่างกายแข็งแร่งต่อโรคร้ายพิเศษนั่นละ

    อย่าริได้ดูถูกชีวิตที่ต้องเรียนรู้คู่กับสารเคมีตามพืชพรรณธรรมชาติของพวกเขาเชียวนะ

    ต่อมาคือเผ่ายักษา

    เผ่านี้มีวิทยาการที่ล้าหลัง วิชาการรักษาก็พึ่งการหายเองตามธรรมชาติมากไป

    วิชาสมุนไพรก็ยังอยู่ในลองผิดลองถูก จึงไม่ได้มีการรักษาที่ได้ประสิทธิภาพเท่าไหรนัก

    พวกโพรแคริโอตต่างคิดว่า “กับเผ่านี้ คงทำอะไรได้บ้าง”

    แต่พวกเขาคิดผิด

    พวกสัตว์ร้ายที่รอดชีวิตจากการโจมตีด้วยเชื้อโรคร้ายของพวกเขาเมื่อครั้งที่แล้ว พวกมันได้จดจำความร้ายกาจ และสืบทอดภัยอันตรายสู่พรรคพวกของมัน

    พวกสัตว์ที่มีสัญชาตญาณเฉียบคมอย่างมังกรและเบฮีมอธนั้น ต่างแผดเผาพวกเขาด้วยเปลวไฟจนมอดไหม้ก่อนที่จะได้ทำร้ายร่างกายของพวกยักษา

    สรุปคือพวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะทำอันตรายให้กับเผ่าไหนได้เลยแม้แต่เผ่าเดียว

    ถึงจะยังมีหนทางอย่างการ [กลายพันธุ์] แต่นั่นต้องใช้เวลาพอควร

    พวกเขาไม่มีเวลามากขนาดนั้น

    สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

    จะเรียกว่าเป็นความช่วยเหลือที่สูญเปล่าก็ว่าได้

    ดูท่าเผ่าสัตว์เซลล์เดียวเผ่านี้ คงต้องลงจากเวทีของสงครามไปก่อนใครเพื่อนแล้วกระมั้ง?



    ช่วงเวลาเช้าตรูของวันที่ 41

    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    “โฮ่ง! ”

    เสียงเห่าอย่างร้อนรนของสุนัขที่กระจายไปทั่วกองทัพได้ดังสะท้อนไปทั่ว

    บรรดาทหารม้ากับกองทัพช้างเองก็ดูตื่นตระหนกแปลก ๆ

    “แอร์บาส์ร บางที…”

    “ใช่ บางทีพวกมันคงอยู่ใต้เท้าพวกเราแล้วละ”

    นี่เป็นวันที่สามของการเดินทัพหลังจากข้ามแม่น้ำมาเหยียบในเขตแดนศัตรู

    และเป็นครั้งที่สองแล้ว ที่พบกับการโจมตีของศัตรู

    เมื่อวานก่อนนั้น เนื่องจากได้พวกมนุษย์นกช่วยรับมือเอาไว้ พวกเราจึงไม่เกิดความสูญเสียขึ้นกับกองทัพ

    แต่วันนี้คงไม่น่าจะเลี่ยงการปะทะได้แล้ว

    “ทุกหน่วยระวังตัว! ”

    “กองทหารทุกคนระวัง! ”

    แม่ทัพแต่ละคนเริ่มส่งเสียงดังเตือนกองทัพของตัวเอง

    การเคลื่อนทัพเริ่มชะลอตัวช้าลง

    “เอรีส? ”

    “โซเดียม…”

    มนุษย์นกที่เคยมาตีสนิทเมื่อวานก่อนได้บินถลาเข้ามาหาฉัน

    “ศัตรู--ดิน--ระวัง”

    “ดิน---ศัตรู---เข้าใจ”

    ฉันพยายามสื่อสารกับเขา

    นกอินทรีที่มีหัวเป็นมนุษย์ได้พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะบินพุ่งทะยานขึ้นท้องฟ้าเป็นเส้นสีแดงลากยาว

    บินเร็วกว่ามนุษย์นกคนอื่นราวสามเท่าได้

    ฉันเริ่มสงสัยว่าหมอนี่คงเป็นระดับแม่ทัพอย่างแน่นอน

    “เสียงเห่าหยุดแล้ว? ”

    “อย่าประมาทนะเอรีส! ”

    แอร์บาส์รเตือนฉันพร้อมกับถือหอกรูปใบไม้ตามฉบับนักรบชาวแอฟริกาเอาไว้ในมือ

    เสียงเห่าจากแนวหน้าเริ่มเงียบลง แต่กลับไปดังกังวาลที่แนวหลังแทน

    “แย่ละ! ตรงนั้นมันหน่วยเสบียง หรือว่าพวกมันจะเล็งอาหารของพวกเรา!? ”

    เสียงของทอมได้ดังขึ้น

    “กองทัพนาโต้ตามข้าพเจ้ามา! พวกเราจะรีบไปช่วยแนวหลังกันเดียวนี้! ”



    ***ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]

    ใครมันจะยอมทนอยู่ทำงานก่อสร้างน่าเบื่อที่ฐานกันละ?

    พอเห็นว่าราชินีแฟตจัดส่งกองทัพขนาดเล็กจำนวนหนึ่งหมื่นนายออกมาทำลายเสบียง ข้าจึงรีบถอดเกราะออก แล้วเนียนดำดินตามพวกมดทหารเลวออกมาด้วยกัน

    เนื่องจากราชินีแฟตมีนโยบายประหยัดอาวุธสำหรับทำศึกระยะยาว หน่วยที่ส่งมาเพื่อทำลายเสบียงจึงไม่มีเกราะใช้ และใช้แค่อาวุธยุคเก่าที่ยังเหลือในคลังจำนวนมากอย่าง ดาบ-หอกเขี้ยวสัตว์ และสติงเกอร์ที่ใช้ปาหินเท่านั้น

    ข้าเลยต้องจำใจหยิบเอาเขี้ยวที่ยาวที่สุดมาใช้แทนง้าวไปก่อน

    “ตำแหน่งเสบียงจากรายงานน่าจะอยู่ข้างบนนี้ครับ”

    “ดีละ งั้นลุย! ”

    มดทหารเลวที่ชื่อว่าสเต็กได้รับหน้าที่เป็นผู้นำทัพโจมตีเสบียงในครั้งนี้

    บางคนอาจสงสัย ว่าทำไมพวกเราถึงวิ่งลัดจากเมืองหลวงมาถึงแนวหน้าของกองทัพพันธมิตรปีศาจได้ภายในวันเดียวเช่นนี้

    คำตอบคือเส้นทางลับใต้ดินที่เรียกว่า [เส้นทางมรณะ]

    หากเดินทัพบนดิน หรือเส้นทางใต้ดินแบบปกติ พวกเราต้องใช้เวลาเดินทัพราวสี่ถึงห้าวันกว่าจะไปถึงแนวหน้าได้

    แต่ด้วยเส้นทางลับใต้ดินซึ่งสร้างเป็นอุโมงค์สไลด์ยาว จะทำให้พวกเราสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วราวกับเหาะเลยละ

    พวกเราจะใช้แผ่นโลหะติดล้อ ขึ้นไปนั่ง แล้วปล่อยให้มันวิ่งไปตามเส้นทางด้วยแรงโน้มถ่วง

    พอถึงสถานนีปลายทางที่สร้างเอาไว้ใต้ดิน พวกเราก็ต้องรีบวิ่งเดินทัพต่อพร้อมกับย้ายรถรางออกมาด้วย

    แน่นอนว่าถ้าลุกขึ้นออกมาจากเส้นทางด่วนที่ว่าช้าไป มันก็อาจจะโดนคนที่สไลด์ตามหลังพุ่งทับใส่ตายได้

    เพราะว่ามันโคตรอันตราย เลยทำให้เวลาปกติไม่ค่อยมีใครอยากใช้มันเท่าไหรนัก

    “เอาละ ได้เวลาบุกทำลายแล้ว เป้าหมายคือเสบียงอาหาร เผาทำลายให้หมด แล้วถอนตัวจากสนามรบในทันที ทหารทุกนาย โจมตี! ”



    ***ผู้ไม่เคยลงจากอานม้า [เทียเซไคร่า]

    กองทัพทหารม้าแห่งมองโกเลียของผมนั้นมีราวห้าพันนาย

    ประชากรกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มของคนจีนในโลกนี้

    แต่บางส่วนที่ไม่ยอมอยู่ใต้คนจีน ก็จะไปอยู่กับกลุ่มของคนรัสเซียไป

    แต่จะอยู่กลุ่มไหนก็ช่าง กองทัพมองโกลของพวกเราก็ยังคงเป็นกองทหารม้าอันน่ากลัวที่เกรียงไกรอยู่ดี

    “ท่านหญิงเทียไซไคร่าครับ พวกม้าแตกตื่นกันใหญ่เลยครับ”

    “เตรียมพร้อมรบ ระวังศัตรูที่อาจมาจากใต้ดินด้วย”

    กองทหารม้ามองโกได้เริ่มแปรขบวนทัพกระจายออกล้อมรถลากที่ขนเสบียงมา

    หน้าที่ของผมคือการรักษาขบวนเสบียงเอาไว้ จะไม่ยอมให้สูญเสียมันไปแม้แต่เม็ดข้าวเดียวเด็ดขาด

    ขอเอาชื่อทหารม้ามองโกเป็นเดิมพัน

    “พวกมันบุกแล้ว! ”

    ที่ใจทางด้านซ้ายของขบวนเสบียงได้มีเนินดินผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

    สิ่งมีชีวิตที่เหมือนมดจำนวนมากได้ปรากฏตัวออกมาจากรูเหล่านั้น

    “ฆ่ามัน! ”

    “โอ้ววว!! ”

    ทหารม้าในชุดคลุมที่ส่งกลิ่นเหม็นโฉยได้เริ่มออกตัววิ่ง

    กลิ่นมะนาวหอมชื่นใจได้โฉยออกไปตามเส้นทางที่ทหารม้าของพวกเราวิ่งตัดผ่าน

    คมดาบได้วิ่งตัดผ่านร่างของพวกมนุษย์มดที่ปรากฏตัว

    วิ่งเป็นเกลียวคลื่นถาโถมโรมรันสังหารอย่างไร้ซึ่งปรานี

    แต่พวกศัตรูไม่สนใจทหารม้าตรงหน้าเลย

    มนุษย์มดที่โถมขึ้นมาจากรูนั้น มีไม่รู้จักจบสิ้น

    พวกมันส่งส่วนหนึ่งมากีดกั้นกองทหารม้า และอีกส่วนหนึ่งได้กรูเข้าใส่ขบวนรถลาก

    ทหารราบที่ดูแลขบวนรถลากได้เข้าต่อสู้อย่างห้าวหาญ แต่กลับมิอาจต้านทานพวกมนุษย์มดที่เป็นทหารกรำศึกกว่าได้

    “ฮึ หน่วยธนู! ”

    ผมพ่นลมหายใจออกมาพร้อมกับยิงธนูออกไป

    พวกเราชาวมองโกเลียนั้น มีประเพณีให้ฝึกยิงธนูบนหลังม้าตั้งแต่อายุสามขวบแล้ว

    ไม่ว่าจะหญิงหรือชายก็ต้องฝึกไม่แตกต่างกัน

    ถึงปัจจุบันรูปแบบวัฒนธรรมจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ผมก็ยังคงได้รับการฝึกเช่นนั้นมา

    ทั้งการต่อสู้บนหลังม้า การใช้ธนู รวมไปถึงประเพณีไม่ซักเสื้อผ้าของทหารม้ามองโก

    กองทหารม้าสีขาวได้วิ่งขนานขบวนรถลากไปพร้อมกับลั่นลูกธนู

    ไม่มีลูกธนูใดพลาดเป้าแม้แต่นัดเดียว

    ศรที่แหลมคมได้พุ่งปักหัวพวกมนุษย์มดจนกลายหอยเม่น

    “พวกมันอึดชะมัด”

    ถึงจะถูกลูกศรยิงจนพรุน แต่พวกมันกลับไม่ยอมตาย

    กองทหารราบที่ตั้งรับป้องกันขบวนรถลากเริ่มรวนเร และทำท่าจะแตกพ่าย

    ช่วยไม่ได้ ต้องใช้วิธีวิ่งทะลวงแนบรบแล้ว!

    “กองทหารม้ามองโกเลีย บุกทะลวง! ”

    “โอ้วว! ”

    “หน่วยดนตรี ร้องเพลงเพิ่มกำลังใจหน่อย! ”

    “ครับผม! ~เจง เจง เจงกิสข่าน~”

    เสียงเพลงได้ถูกขับขานดังกระหึ่ม

    พวกมนุษย์มดต่างหันมาทางกองทัพม้าเป็นสายตาเดียวกัน

    “ตาย! ”

    ดาบที่เรียวยาวในมือได้ถูกวาดลวดลายออกไป

    ทางซ้ายคือแนวรบศัตรู ทางขวาคือแนวขบวนเสบียง

    พวกเราได้ใช้ขบวนม้าวิ่งตัดแนบรบอย่างรุนแรงและบ้าคลั่งจนพวกมันแตกนะเจิงออกเป็นสองส่วน

    ดีละ แบบนี้ปกป้องขบวน---

    *โครม! *

    ในเวลานั้นเองที่ทางด้านขวาของขบวนเสบียงมีหลุมเกิดขึ้น

    ฝูงมนุษย์มดจำนวนมากได้กรูกันขึ้นมา

    แย่แล้ว แบบนี้ถูกตีขนาบข้างแน่เลย!?

    “โอ้ววว! ”

    เสียงคำรามศึกได้ดังลั่นมาจากทางหัวขบวนเสบียง

    แสงสีทองจากโล่ได้ส่องประกายขึ้นที่สุดปลายตา

    ผ้าคลุมสีแดงได้พริ้วโบกสะบัดพร้อมฝุ่นควันที่ลอยฟุ้ง

    “ช่วยเหลือทัพมองโก เข้าป้องกันปีกขวาของขบวน! ”

    “รับทราบท่านเบลโลน่า! ”

    เบลโลน่าคือหนุ่มชาวสปาต้าตัวจริงเสียงจริงจากยุคสมัยโบราณ

    เขาคือผู้นำทัพชนชาวสายเลือดสปาต้าที่เข้มขนทั้งหมดหนึ่งหมื่นนาย

    เนื่องจากขบวนทัพของเขาอยู่ใกล้กัน เลยส่งทัพมาช่วยทางนี้สินะ

    ถ้ามีกำลังพลขนาดนี้ละก็ ต้องปกป้องขบวนเสบียงได้แน่!

    “cs$_&&”

    “เฮ้ย!? ”

    มีลูกหินก้อนหนึ่งถูกขว้างเข้าใส่

    หินก้อนนั้นกระทบกับหมวกเกราะอย่างรุนแรงจนปลิวกระเด็น

    ผมสีทองตัดสั้น ดวงตาสีน้ำตาลสดใส และใบหน้าอันอ่อนโยนที่อ่อนแอของสตรีเพศได้ถูกเผยให้เห็น

    สติของผมเริ่มเลือนลางเพราะแรงกระแทกนั้น

    จะล้มลงมาจากหลังม้าไม่ได้เด็ดขาด!

    “$&&#”

    ผมประคองสติแล้วรีบยกดาบขึ้นมา

    ประกายแสงที่เกิดจากการปะทะได้สว่างแลบขึ้นมา

    “$##”

    เจ้ามนุษย์มดสูงสองเมตรตรงหน้าพูดอะไรบางอย่างออกมาพร้อมกับใบหน้าที่บิดเบี้ยว

    “ชิ! ”

    มันใช้เขี้ยวสัตว์ที่ติดบนท่อนไม้ยาวสองเมตรกว่าฟาดฟันลงมา

    ราวกับง้าวขนาดยักษ์ที่มีความหนักหน่วงรุนแรง

    “อ๊าย!? ”

    มันโจมตีอย่างรุนแรงจนดาบหลุดออกจากมือของผม

    “$##”

    มันพูดอะไรบางอย่างออกมา ก่อนที่จะเหวี่ยงเขี้ยวง้าวลงมาที่คอของผม

    คงไม่น่ารอด---

    “ย้าก! ”

    “เจ้า!? ”

    ในตอนนั้นเองที่มีแผ่นหลังของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตรงหน้า

    ผ้าคลุมสีแดงที่พลิ้วสะบัด ชุดเกราะสีทองที่เรืองรอง และกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยพลัง

    โล่ทรงกลมสีทองได้ถูกยกขึ้นเพื่อรับการโจมตีของศัตรูเอาไว้

    [โล่อันแข็งแกร่ง เบลโลน่า] นั่นคือนามของบุรุษผู้นี้

    *ตุ๊บ*

    ในเวลาเดียวกัน หัวใจของผมก็เริ่มสั่นไหวขึ้นมา



    ***โล่อันแข็งแกร่ง [เบลโลน่า]

    กลิ่นตัวนี้สุด ๆ ไปเลยว้อย

    ข้าไม่รู้หรอกนะว่าทหารม้ามองโกเลียคืออะไร แต่กลิ่นตัวพวกนี้แบบว่าแทบอยากอ้วกไปเลยว้อย!

    ดูใบหน้าศัตรูตรงนี้สิ ที่ทำสีหน้าบิดเบี้ยวแบบนั้น คงจะเป็นเพราะทนกลิ่นตัวไม่ไหวเหมือนกันสินะ?

    ยอมรับอยู่หรอกว่าหน่วยทหารม้ามองโกเลียมีฝีมือ การยิงธนูจากหลังม้าที่ควบอยู่นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

    ว่าแต่แม่ทัพของพวกเขาเป็นหนุ่มหน้าสวยเกินคาดแฮะ ยังกับว่าเป็นผู้หญิงเช่นนั้น

    แต่หน้าอกแบนราบขนาดนั้น คงไม่มีทางเป็นสตรีเพศได้หรอก

    “ว้าก! ”

    “$##”

    ข้าใช้โล่ดันมันกลับไป

    มนุษย์มดตรงหน้ากระโดดตีลังกาพร้อมกับปามีดสวนกลับมา

    เป้าหมายไม่ใช่ข้า แต่เป็นเทียเซไคร่าที่ขี่ม้าอยู่ข้างหลัง

    ข้ารีบกระโดดพร้อมกับยกโล่ป้องกันเอาไว้

    “เจ้านะช่วยสู้หน่อยสิ! ”

    “อ๊ะ? อือ! ”

    เขาตอนรับด้วยเสียงหวานราวกับผู้หญิง

    ช่วยทำให้เสียงแมนกว่านี้จะได้หรือเปล่าฟะเอ็งนะ?

    แม่ทัพมองโกเลียควบม้าทิ้งระยะออกไป แล้วลั่นธนูเข้าใส่

    มนุษย์มดตรงหน้ากระโดดหลบพร้อมกับพุ่งเข้าใส่แม่ทัพมองโกเลีย

    อย่าเมินข้านะเฟ้ย!

    ข้าพุ่งเข้าไปแทงหอกใส่มันจากทางขวา

    มันใช้ง้าวรับเอาไว้ แล้วปามีดใส่ข้า

    มีดทั้งสี่เล่มได้ปักลงบนโล่สีทอง

    ไม่มีการโจมตีใดหลุดพ้นจากโล่ของข้าได้หรอก!

    “###”

    มันพึมพำบางอย่างด้วยน้ำเสียงที่สนุกสนาน ก่อนที่หันมาปะทะกับข้า

    ง้าวได้ถูกยกสูงแล้วฟาดลงมา

    หนัก!?

    ร่างของข้าแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น

    ง้าวของมันวาดรวดลายได้เร็วอีกทั้งยังรุนแรง

    ข้าหาโอกาสสวนกลับไม่ได้เลย

    ธนูที่แม่ทัพมองโกเลียยิงมาก็ไม่ได้ช่วยอะไร

    เพราะว่าศัตรูสามารถหลบลูกธนูได้ทุกดอก

    “&&#”

    “อั๊ก!? ”

    แล้วโล่ของข้าก็ถูกผ่าออกเป็นสองส่วน

    แม้แต่โล่ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยัง---



    ***ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]

    ไอตัวเหม็นกับไอบ้าโล่มีฝีมือไม่เลว

    แต่แค่นี้ไม่พอความกระหายของข้าหรอก

    ไม่มีเลยหรือ? ในหมู่นักรบของปีศาจน้อยไม่มียอดนักรบอยู่เลยหรือ?

    แต่ก่อนที่ข้าจะได้ลงมือปลิดชีพเจ้าบ้าโล่ตรงหน้า

    “&&&&&&&! ”

    ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา

    “เอ๊ะโอ้? ”

    พลองเหล็กสีดำได้ถูกวาดลวยลายอย่างสวยงามมาจากด้านข้างของข้า

    ข้ารีบกางปีกบินถลาออกมาอย่างรวดเร็ว

    ที่ตรงหน้ามีศัตรูหน้าใหม่ปรากฏตัว

    มันมีผมสีดำ ดวงตาคม ใช้พลองเหล็กสีดำยาว และขี่สัตว์ร้ายสี่ขาสีดำที่ดูน่าเกรงขาม

    “เอ๊ะ? อือ? ”

    ในเวลาที่ข้าสนใจศัตรูตรงหน้า หอกเล่มหนึ่งก็ถูกปาเข้าใส่จากข้างหลัง

    มันเป็นการโจมตีที่ไร้ซึ่งจิตสังหาร

    ข้าพลิ้วตัวหลบอย่างฉิวเฉียด

    คมมีดจากปลายหอกรูปใบไม้ได้กรีดใบหน้าของข้าจนเป็นแผลยาว

    “โอ้ว? ศัตรูหน้าใหม่สามคน? แถมน่าจะฝีมือไม่เลวด้วย”

    ผู้ที่โจมตีจากข้างหลังนั้น คนหนึ่งขี่สัตว์ที่มีหกขา ส่วนอีกคนขี่สัตว์สี่ขาที่มีปีกสีขาวบินบนฟ้าได้

    ข้าสัมผัสได้ถึงความสามารถที่ไม่ธรรมดาของยอดนักรบซึ่งแผ่ออกมาจากสามคนนี้

    หึ หึ หึ แบบนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย!

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน