วันที่ 40 ของเกมส์แห่งสงคราม ช่วงเวลาเกือบเที่ยงวัน ณ ที่เมืองหลวงของฝ่ายอาร์โธร์โพดา
กองทัพตัวเปล่าจำนวนแปดแสนที่ส่งออกไปถ่วงเวลาเมื่อวานนั้น ได้เริ่มทยอยคืนชีพกันแล้ว
จากจำนวนนักรบที่คืนชีพกลับมานั้น ทำให้ราชินีแฟตทราบว่ากองทัพที่ส่งไปทางเหนือยังไม่ได้ถูกกวาดล้างโดยเผ่ายักษา
บางทีพวกเขาคงจะเคลื่อนไหวอย่างระวังตัวตามอย่างที่ราชินีแฟตต้องการ เลยทำให้เธอเริ่มหมดห่วงเรื่องการถ่วงเวลาในศึกทิศเหนือไปได้ช่วงหนึ่ง
แต่ไม่ใช่กับทิศตะวันออกและตะวันตก
ดูเหมือนว่ามนุษย์ ภูติ และปักษาจะไม่ยอมเดินเกมส์ตามเธอเท่าไหรนัก
และเพราะแบบนั้น ราชินีแฟตจึงต้องรีบเร่งจัดทัพมดทาสกับมดทหารเลวออกไปรบในอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนพวกกองทัพมดทหารระดับสูงกับมดองครักษ์ที่เป็นประชากรส่วนน้อย คงต้องให้อยู่โยงเฝ้าเมืองหลวง แล้วทำงานก่อสร้างแทนที่พวกมดทาสที่ออกไปรบถ่วงเวลาแทน
แน่นอนว่าการใช้งานข้ามระดับชนชั้นแบบนี้ ย่อมก่อให้เกิดความไม่พอใจขึ้นมาไปทั่วประชากรชาวอาร์โธร์โพดา
ไม่เว้นแม้แต่กับขุนศึกประจำตัวองค์ราชินีผู้ซื่อสัตย์บางคนด้วย
***นักรบผู้ซื่อตรง [สกัด]
“ทำไมต้องมาทำงานระดับล่างแบบนี้ด้วยฟะ”
“อย่าบ่นน่าอลูฟ นี่เป็นคำสั่งจากองค์ราชินีนะ”
“ไม่ใช่ราชินีของข้าเสียหน่อย”
อลูฟ หนึ่งในขุนพลที่สวมเกราะสีแดงเลือดหมูกำลังบ่นอิดออดอยู่ข้างตัวข้า
ให้ตายสิ อลูฟมันก็เป็นเสียแบบนี้
“สกัด ข้านะไม่เข้าใจความคิดของยัยแฟตเลยฟะ ส่งกองทัพถ่วงเวลาโดยไม่ให้พกอาวุธไป แถมไม่ใช้กำลังหลักอย่างมดทหารระดับสูงหรือมดองครักษ์ รวมไปถึงระดับขุนพลอย่างพวกเราด้วย ยัยแฟตคิดอะไรอยู่กันนะ? ”
“ระวังปากหน่อยอลูฟ องค์ราชินีทั้งห้าตัดสินให้ท่านแฟตเป็นผู้ดำเนินแผนการรบทั้งหมด อย่าคิดตั้งคำถามเชียว”
ข้าส่งเสียงดุเจ้าอลูฟไปพร้อมกับทำงานก่อสร้างตรงหน้า
พวกเรา เหล่ามดระดับสูงต่างกำลังขุดดินเป็นหลุมลึกอยู่ที่เบื้องหน้ากำแพงเนินดินที่สูงสามสิบเมตร
เส้นทางที่คดเคี้ยวราวกับทางเขาวงกตนี้ มีหลุมกับดักรอศัตรูอยู่มากมาย
“งานก่อสร้างควรเป็นของพวกมดทาสสิฟะ! ”
อลูฟยังคงบ่นอิดออดต่อไป
ความจริงข้าเองก็สงสัยเหมือนอลูฟอยู่เช่นกัน เพราะงานแบบนี้ไม่ควรให้มดระดับสูงมาลงมือทำเองสักนิด
ท่านแฟตคิดอะไรอยู่กันแน่นะ?
***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]
“จับคลื่นสมองแห่งความไม่พอใจได้เพียบเลย…”
บางคนอาจไม่รู้ แต่พวกเราเผ่าอาร์โธร์โพดานะ ความรู้สึกและอารมณ์ที่รุนแรง บางที่ก็อาจจะถูกส่งออกมาเป็นรูปแบบคลื่นสมองอ่อน ๆ โดยไม่รู้ตัวได้อยู่
แต่ฉันจะไปโทษด่าพวกมันไม่ได้ เพราะคนที่สั่งให้พวกมดระดับสูงทำงานของมดทาส ก็คือตัวฉันเอง
มันมีเหตุผลอยู่
มดทาสนั้น พวกมันอ่อนแอโดยแต่กำเนิด
สูงเพียงหนึ่งเมตร พละกำลังและความแข็งแรงของเขี้ยวก็อยู่ระดับล่างสุดของเผ่า
แถมถ้าเทียบความเร็วในการขุดดินแล้ว พวกมดที่ระดับสูงกว่า จะสามารถขุดดินได้เร็วกว่าด้วย
ในสถานการณ์ที่แข่งกับเวลาเช่นนี้ หากใช้มดระดับสูงเร่งสร้างเส้นทางวงกตขึ้นมา มันจะมีประสิทธิภาพมากกว่าใช้พวกมดทาสก่อสร้างอย่างมาก
ความเร็วการก่อสร้างของมดระดับสูงหนึ่งคน เทียบเท่ากับปริมาณงานของมดทาสห้าสิบคนรวมกันเลยละ
อีกอย่าง การตายต้องใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการเกิดใหม่ หากช่วงเวลานั้นกองกำลังหลักตาย แล้วถูกศัตรูบุกตีเมืองพอดี ใครละจะมาเป็นกองทัพคอยปกป้องเมืองหลวงได้?
เพราะแบบนั้น กองทัพที่ใช้ออกไปถ่วงเวลาและทำลายศัตรู ก็คือกองทัพมดทาสกับทหารเลวนี่แหละที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
“กว่าทัพที่สองจะพร้อมบุกออกไป คงเป็นพรุ่งนี้ตอนเช้า… ไม่ได้ ช้าไป แบบนี้ต้องแบ่งทัพย่อยขนาดเล็กส่งออกไปวันนี้ก่อน”
หากจะให้มีประสิทธิภาพ คงต้องใช้แผนกองโจร ใช้ทัพขนาดเล็กบุกโจมตีไปที่สเบียงอาหารและยุทโธปกรณ์ของศัตรูเป็นหลัก
จะเสียเวลาเดินทัพสี่วันก็ไม่ได้อีก คงต้องใช้ [เส้นทางมรณะ] เหมือนอย่างวันที่ส่งกองทัพด่วนนรกแบบในวันแรกนั่นละ
เส้นทางใต้ดินที่สร้างเอาไว้โดยรอบครึ่งดินแดนของอาณาเขตเรา จะช่วยให้พวกเราสามารถลอบโจมตีแนวหลังของศัตรูได้
และหนึ่งในเส้นทางนั้น ก็มีเส้นทางสายด่วนมรณะที่ว่ารวมอยู่ด้วย
“เอาละ ได้เวลาเริ่มสงครามวันที่สองแล้ว! ”
ในขณะที่สงครามทั้งห้าเผ่าดำเนินต่อไป เผ่าสัตว์เซลล์เดียวอย่างโพรแคริโอตก็กำลังเริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน
พวกเขากำลังหวาดกลัว
หากยังไม่ลืมกัน คริสตัลแห่งชีวิตของพวกเขานั้น มันตั้งอยู่ในทุ่งแห่งการก่อกำเนิดของวันแรกที่ถูกส่งมาโลกใบนี้
สรุปคือตั้งอยู่ใกล้ ๆ เมืองหลวงของเผ่าอาร์โธร์โพดานั่นละ
หากเกิดสงครามขนาดใหญ่ แน่นอนว่าตำแหน่งที่ตั้งคริสตัลของพวกเขาต้องถูกรู้
ดีไม่ดีอาจโดนลูกหลงจนถูกทำลายทิ้งไปเลย
ดังนั้นพวกเขาจึงรีบเร่งบุกโจมตีด้วยวิธีที่พวกเขาถนัด
และพวกเขาได้เริ่มจู่โจมใส่กองทัพพัธมิตรตั้งแต่สองวันที่แล้วด้วย
แต่ทว่ากลับไร้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ
ถึงพวกสัตว์เซลล์เดียวเผ่านี้จะมีสติปัญญา แต่ก็ใช่ว่าจะฉลาดอะไรมากมายนัก
พวกมันคิดว่าจะสามารถพัฒนาการตัวเอง แล้วควบคุมสมองของเหยื่อได้ แต่สุดท้ายกลับไม่อาจทำได้
พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าร่ายกายของผู้ติดเชื่อจะสามารถพัฒนาภูมิคุ้มกันต่อต้านพวกเขาได้
ร่างกายของผู้ที่เคยติดเชื้อนั้น ได้จดจำแล้วสร้างแอนติบอดีขึ้นมา
ถึงร่างกายจะตายลง แต่สมองและจิตวิญญาณกลับยังคงจดจำภัยของโรคร้ายจากพวกเขาได้อยู่
เท่านั้นไม่พอ ทุกเผ่ายังมีเตรียมการรับมือการโจมตีครั้งสองจากพวกเขาเอาไว้อีกด้วย
พวกมนุษย์กับพวกภูติได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า [วัคซีน] ขึ้นมา เลยทำให้พวกเขาไม่สามารถทำอันตรายร่างกายของพวกเขาได้
เผ่าปักษาเองก็มีเตรียมพืชสมุนไพรเอาไว้หลากหลาย จนทำให้ร่างกายของพวกมันแข็งแรงมาก สามารถสร้างภูมิต่อต้านได้เหมือนกับร่างกายของ [เปอร์ไซด์] ที่เคยทำมาได้สำเร็จก่อนหน้านี้
คงต้องบอกว่าเป็นความพิเศษของชาวปักษา ที่เกิดมามีร่างกายแข็งแร่งต่อโรคร้ายพิเศษนั่นละ
อย่าริได้ดูถูกชีวิตที่ต้องเรียนรู้คู่กับสารเคมีตามพืชพรรณธรรมชาติของพวกเขาเชียวนะ
ต่อมาคือเผ่ายักษา
เผ่านี้มีวิทยาการที่ล้าหลัง วิชาการรักษาก็พึ่งการหายเองตามธรรมชาติมากไป
วิชาสมุนไพรก็ยังอยู่ในลองผิดลองถูก จึงไม่ได้มีการรักษาที่ได้ประสิทธิภาพเท่าไหรนัก
พวกโพรแคริโอตต่างคิดว่า “กับเผ่านี้ คงทำอะไรได้บ้าง”
แต่พวกเขาคิดผิด
พวกสัตว์ร้ายที่รอดชีวิตจากการโจมตีด้วยเชื้อโรคร้ายของพวกเขาเมื่อครั้งที่แล้ว พวกมันได้จดจำความร้ายกาจ และสืบทอดภัยอันตรายสู่พรรคพวกของมัน
พวกสัตว์ที่มีสัญชาตญาณเฉียบคมอย่างมังกรและเบฮีมอธนั้น ต่างแผดเผาพวกเขาด้วยเปลวไฟจนมอดไหม้ก่อนที่จะได้ทำร้ายร่างกายของพวกยักษา
สรุปคือพวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะทำอันตรายให้กับเผ่าไหนได้เลยแม้แต่เผ่าเดียว
ถึงจะยังมีหนทางอย่างการ [กลายพันธุ์] แต่นั่นต้องใช้เวลาพอควร
พวกเขาไม่มีเวลามากขนาดนั้น
สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
จะเรียกว่าเป็นความช่วยเหลือที่สูญเปล่าก็ว่าได้
ดูท่าเผ่าสัตว์เซลล์เดียวเผ่านี้ คงต้องลงจากเวทีของสงครามไปก่อนใครเพื่อนแล้วกระมั้ง?
ช่วงเวลาเช้าตรูของวันที่ 41
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“โฮ่ง! ”
เสียงเห่าอย่างร้อนรนของสุนัขที่กระจายไปทั่วกองทัพได้ดังสะท้อนไปทั่ว
บรรดาทหารม้ากับกองทัพช้างเองก็ดูตื่นตระหนกแปลก ๆ
“แอร์บาส์ร บางที…”
“ใช่ บางทีพวกมันคงอยู่ใต้เท้าพวกเราแล้วละ”
นี่เป็นวันที่สามของการเดินทัพหลังจากข้ามแม่น้ำมาเหยียบในเขตแดนศัตรู
และเป็นครั้งที่สองแล้ว ที่พบกับการโจมตีของศัตรู
เมื่อวานก่อนนั้น เนื่องจากได้พวกมนุษย์นกช่วยรับมือเอาไว้ พวกเราจึงไม่เกิดความสูญเสียขึ้นกับกองทัพ
แต่วันนี้คงไม่น่าจะเลี่ยงการปะทะได้แล้ว
“ทุกหน่วยระวังตัว! ”
“กองทหารทุกคนระวัง! ”
แม่ทัพแต่ละคนเริ่มส่งเสียงดังเตือนกองทัพของตัวเอง
การเคลื่อนทัพเริ่มชะลอตัวช้าลง
“เอรีส? ”
“โซเดียม…”
มนุษย์นกที่เคยมาตีสนิทเมื่อวานก่อนได้บินถลาเข้ามาหาฉัน
“ศัตรู--ดิน--ระวัง”
“ดิน---ศัตรู---เข้าใจ”
ฉันพยายามสื่อสารกับเขา
นกอินทรีที่มีหัวเป็นมนุษย์ได้พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะบินพุ่งทะยานขึ้นท้องฟ้าเป็นเส้นสีแดงลากยาว
บินเร็วกว่ามนุษย์นกคนอื่นราวสามเท่าได้
ฉันเริ่มสงสัยว่าหมอนี่คงเป็นระดับแม่ทัพอย่างแน่นอน
“เสียงเห่าหยุดแล้ว? ”
“อย่าประมาทนะเอรีส! ”
แอร์บาส์รเตือนฉันพร้อมกับถือหอกรูปใบไม้ตามฉบับนักรบชาวแอฟริกาเอาไว้ในมือ
เสียงเห่าจากแนวหน้าเริ่มเงียบลง แต่กลับไปดังกังวาลที่แนวหลังแทน
“แย่ละ! ตรงนั้นมันหน่วยเสบียง หรือว่าพวกมันจะเล็งอาหารของพวกเรา!? ”
เสียงของทอมได้ดังขึ้น
“กองทัพนาโต้ตามข้าพเจ้ามา! พวกเราจะรีบไปช่วยแนวหลังกันเดียวนี้! ”
***ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]
ใครมันจะยอมทนอยู่ทำงานก่อสร้างน่าเบื่อที่ฐานกันละ?
พอเห็นว่าราชินีแฟตจัดส่งกองทัพขนาดเล็กจำนวนหนึ่งหมื่นนายออกมาทำลายเสบียง ข้าจึงรีบถอดเกราะออก แล้วเนียนดำดินตามพวกมดทหารเลวออกมาด้วยกัน
เนื่องจากราชินีแฟตมีนโยบายประหยัดอาวุธสำหรับทำศึกระยะยาว หน่วยที่ส่งมาเพื่อทำลายเสบียงจึงไม่มีเกราะใช้ และใช้แค่อาวุธยุคเก่าที่ยังเหลือในคลังจำนวนมากอย่าง ดาบ-หอกเขี้ยวสัตว์ และสติงเกอร์ที่ใช้ปาหินเท่านั้น
ข้าเลยต้องจำใจหยิบเอาเขี้ยวที่ยาวที่สุดมาใช้แทนง้าวไปก่อน
“ตำแหน่งเสบียงจากรายงานน่าจะอยู่ข้างบนนี้ครับ”
“ดีละ งั้นลุย! ”
มดทหารเลวที่ชื่อว่าสเต็กได้รับหน้าที่เป็นผู้นำทัพโจมตีเสบียงในครั้งนี้
บางคนอาจสงสัย ว่าทำไมพวกเราถึงวิ่งลัดจากเมืองหลวงมาถึงแนวหน้าของกองทัพพันธมิตรปีศาจได้ภายในวันเดียวเช่นนี้
คำตอบคือเส้นทางลับใต้ดินที่เรียกว่า [เส้นทางมรณะ]
หากเดินทัพบนดิน หรือเส้นทางใต้ดินแบบปกติ พวกเราต้องใช้เวลาเดินทัพราวสี่ถึงห้าวันกว่าจะไปถึงแนวหน้าได้
แต่ด้วยเส้นทางลับใต้ดินซึ่งสร้างเป็นอุโมงค์สไลด์ยาว จะทำให้พวกเราสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วราวกับเหาะเลยละ
พวกเราจะใช้แผ่นโลหะติดล้อ ขึ้นไปนั่ง แล้วปล่อยให้มันวิ่งไปตามเส้นทางด้วยแรงโน้มถ่วง
พอถึงสถานนีปลายทางที่สร้างเอาไว้ใต้ดิน พวกเราก็ต้องรีบวิ่งเดินทัพต่อพร้อมกับย้ายรถรางออกมาด้วย
แน่นอนว่าถ้าลุกขึ้นออกมาจากเส้นทางด่วนที่ว่าช้าไป มันก็อาจจะโดนคนที่สไลด์ตามหลังพุ่งทับใส่ตายได้
เพราะว่ามันโคตรอันตราย เลยทำให้เวลาปกติไม่ค่อยมีใครอยากใช้มันเท่าไหรนัก
“เอาละ ได้เวลาบุกทำลายแล้ว เป้าหมายคือเสบียงอาหาร เผาทำลายให้หมด แล้วถอนตัวจากสนามรบในทันที ทหารทุกนาย โจมตี! ”
***ผู้ไม่เคยลงจากอานม้า [เทียเซไคร่า]
กองทัพทหารม้าแห่งมองโกเลียของผมนั้นมีราวห้าพันนาย
ประชากรกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มของคนจีนในโลกนี้
แต่บางส่วนที่ไม่ยอมอยู่ใต้คนจีน ก็จะไปอยู่กับกลุ่มของคนรัสเซียไป
แต่จะอยู่กลุ่มไหนก็ช่าง กองทัพมองโกลของพวกเราก็ยังคงเป็นกองทหารม้าอันน่ากลัวที่เกรียงไกรอยู่ดี
“ท่านหญิงเทียไซไคร่าครับ พวกม้าแตกตื่นกันใหญ่เลยครับ”
“เตรียมพร้อมรบ ระวังศัตรูที่อาจมาจากใต้ดินด้วย”
กองทหารม้ามองโกได้เริ่มแปรขบวนทัพกระจายออกล้อมรถลากที่ขนเสบียงมา
หน้าที่ของผมคือการรักษาขบวนเสบียงเอาไว้ จะไม่ยอมให้สูญเสียมันไปแม้แต่เม็ดข้าวเดียวเด็ดขาด
ขอเอาชื่อทหารม้ามองโกเป็นเดิมพัน
“พวกมันบุกแล้ว! ”
ที่ใจทางด้านซ้ายของขบวนเสบียงได้มีเนินดินผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
สิ่งมีชีวิตที่เหมือนมดจำนวนมากได้ปรากฏตัวออกมาจากรูเหล่านั้น
“ฆ่ามัน! ”
“โอ้ววว!! ”
ทหารม้าในชุดคลุมที่ส่งกลิ่นเหม็นโฉยได้เริ่มออกตัววิ่ง
กลิ่นมะนาวหอมชื่นใจได้โฉยออกไปตามเส้นทางที่ทหารม้าของพวกเราวิ่งตัดผ่าน
คมดาบได้วิ่งตัดผ่านร่างของพวกมนุษย์มดที่ปรากฏตัว
วิ่งเป็นเกลียวคลื่นถาโถมโรมรันสังหารอย่างไร้ซึ่งปรานี
แต่พวกศัตรูไม่สนใจทหารม้าตรงหน้าเลย
มนุษย์มดที่โถมขึ้นมาจากรูนั้น มีไม่รู้จักจบสิ้น
พวกมันส่งส่วนหนึ่งมากีดกั้นกองทหารม้า และอีกส่วนหนึ่งได้กรูเข้าใส่ขบวนรถลาก
ทหารราบที่ดูแลขบวนรถลากได้เข้าต่อสู้อย่างห้าวหาญ แต่กลับมิอาจต้านทานพวกมนุษย์มดที่เป็นทหารกรำศึกกว่าได้
“ฮึ หน่วยธนู! ”
ผมพ่นลมหายใจออกมาพร้อมกับยิงธนูออกไป
พวกเราชาวมองโกเลียนั้น มีประเพณีให้ฝึกยิงธนูบนหลังม้าตั้งแต่อายุสามขวบแล้ว
ไม่ว่าจะหญิงหรือชายก็ต้องฝึกไม่แตกต่างกัน
ถึงปัจจุบันรูปแบบวัฒนธรรมจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ผมก็ยังคงได้รับการฝึกเช่นนั้นมา
ทั้งการต่อสู้บนหลังม้า การใช้ธนู รวมไปถึงประเพณีไม่ซักเสื้อผ้าของทหารม้ามองโก
กองทหารม้าสีขาวได้วิ่งขนานขบวนรถลากไปพร้อมกับลั่นลูกธนู
ไม่มีลูกธนูใดพลาดเป้าแม้แต่นัดเดียว
ศรที่แหลมคมได้พุ่งปักหัวพวกมนุษย์มดจนกลายหอยเม่น
“พวกมันอึดชะมัด”
ถึงจะถูกลูกศรยิงจนพรุน แต่พวกมันกลับไม่ยอมตาย
กองทหารราบที่ตั้งรับป้องกันขบวนรถลากเริ่มรวนเร และทำท่าจะแตกพ่าย
ช่วยไม่ได้ ต้องใช้วิธีวิ่งทะลวงแนบรบแล้ว!
“กองทหารม้ามองโกเลีย บุกทะลวง! ”
“โอ้วว! ”
“หน่วยดนตรี ร้องเพลงเพิ่มกำลังใจหน่อย! ”
“ครับผม! ~เจง เจง เจงกิสข่าน~”
เสียงเพลงได้ถูกขับขานดังกระหึ่ม
พวกมนุษย์มดต่างหันมาทางกองทัพม้าเป็นสายตาเดียวกัน
“ตาย! ”
ดาบที่เรียวยาวในมือได้ถูกวาดลวดลายออกไป
ทางซ้ายคือแนวรบศัตรู ทางขวาคือแนวขบวนเสบียง
พวกเราได้ใช้ขบวนม้าวิ่งตัดแนบรบอย่างรุนแรงและบ้าคลั่งจนพวกมันแตกนะเจิงออกเป็นสองส่วน
ดีละ แบบนี้ปกป้องขบวน---
*โครม! *
ในเวลานั้นเองที่ทางด้านขวาของขบวนเสบียงมีหลุมเกิดขึ้น
ฝูงมนุษย์มดจำนวนมากได้กรูกันขึ้นมา
แย่แล้ว แบบนี้ถูกตีขนาบข้างแน่เลย!?
“โอ้ววว! ”
เสียงคำรามศึกได้ดังลั่นมาจากทางหัวขบวนเสบียง
แสงสีทองจากโล่ได้ส่องประกายขึ้นที่สุดปลายตา
ผ้าคลุมสีแดงได้พริ้วโบกสะบัดพร้อมฝุ่นควันที่ลอยฟุ้ง
“ช่วยเหลือทัพมองโก เข้าป้องกันปีกขวาของขบวน! ”
“รับทราบท่านเบลโลน่า! ”
เบลโลน่าคือหนุ่มชาวสปาต้าตัวจริงเสียงจริงจากยุคสมัยโบราณ
เขาคือผู้นำทัพชนชาวสายเลือดสปาต้าที่เข้มขนทั้งหมดหนึ่งหมื่นนาย
เนื่องจากขบวนทัพของเขาอยู่ใกล้กัน เลยส่งทัพมาช่วยทางนี้สินะ
ถ้ามีกำลังพลขนาดนี้ละก็ ต้องปกป้องขบวนเสบียงได้แน่!
“cs$_&&”
“เฮ้ย!? ”
มีลูกหินก้อนหนึ่งถูกขว้างเข้าใส่
หินก้อนนั้นกระทบกับหมวกเกราะอย่างรุนแรงจนปลิวกระเด็น
ผมสีทองตัดสั้น ดวงตาสีน้ำตาลสดใส และใบหน้าอันอ่อนโยนที่อ่อนแอของสตรีเพศได้ถูกเผยให้เห็น
สติของผมเริ่มเลือนลางเพราะแรงกระแทกนั้น
จะล้มลงมาจากหลังม้าไม่ได้เด็ดขาด!
“$&&#”
ผมประคองสติแล้วรีบยกดาบขึ้นมา
ประกายแสงที่เกิดจากการปะทะได้สว่างแลบขึ้นมา
“$##”
เจ้ามนุษย์มดสูงสองเมตรตรงหน้าพูดอะไรบางอย่างออกมาพร้อมกับใบหน้าที่บิดเบี้ยว
“ชิ! ”
มันใช้เขี้ยวสัตว์ที่ติดบนท่อนไม้ยาวสองเมตรกว่าฟาดฟันลงมา
ราวกับง้าวขนาดยักษ์ที่มีความหนักหน่วงรุนแรง
“อ๊าย!? ”
มันโจมตีอย่างรุนแรงจนดาบหลุดออกจากมือของผม
“$##”
มันพูดอะไรบางอย่างออกมา ก่อนที่จะเหวี่ยงเขี้ยวง้าวลงมาที่คอของผม
คงไม่น่ารอด---
“ย้าก! ”
“เจ้า!? ”
ในตอนนั้นเองที่มีแผ่นหลังของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตรงหน้า
ผ้าคลุมสีแดงที่พลิ้วสะบัด ชุดเกราะสีทองที่เรืองรอง และกล้ามเนื้อที่อัดแน่นไปด้วยพลัง
โล่ทรงกลมสีทองได้ถูกยกขึ้นเพื่อรับการโจมตีของศัตรูเอาไว้
[โล่อันแข็งแกร่ง เบลโลน่า] นั่นคือนามของบุรุษผู้นี้
*ตุ๊บ*
ในเวลาเดียวกัน หัวใจของผมก็เริ่มสั่นไหวขึ้นมา
***โล่อันแข็งแกร่ง [เบลโลน่า]
กลิ่นตัวนี้สุด ๆ ไปเลยว้อย
ข้าไม่รู้หรอกนะว่าทหารม้ามองโกเลียคืออะไร แต่กลิ่นตัวพวกนี้แบบว่าแทบอยากอ้วกไปเลยว้อย!
ดูใบหน้าศัตรูตรงนี้สิ ที่ทำสีหน้าบิดเบี้ยวแบบนั้น คงจะเป็นเพราะทนกลิ่นตัวไม่ไหวเหมือนกันสินะ?
ยอมรับอยู่หรอกว่าหน่วยทหารม้ามองโกเลียมีฝีมือ การยิงธนูจากหลังม้าที่ควบอยู่นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
ว่าแต่แม่ทัพของพวกเขาเป็นหนุ่มหน้าสวยเกินคาดแฮะ ยังกับว่าเป็นผู้หญิงเช่นนั้น
แต่หน้าอกแบนราบขนาดนั้น คงไม่มีทางเป็นสตรีเพศได้หรอก
“ว้าก! ”
“$##”
ข้าใช้โล่ดันมันกลับไป
มนุษย์มดตรงหน้ากระโดดตีลังกาพร้อมกับปามีดสวนกลับมา
เป้าหมายไม่ใช่ข้า แต่เป็นเทียเซไคร่าที่ขี่ม้าอยู่ข้างหลัง
ข้ารีบกระโดดพร้อมกับยกโล่ป้องกันเอาไว้
“เจ้านะช่วยสู้หน่อยสิ! ”
“อ๊ะ? อือ! ”
เขาตอนรับด้วยเสียงหวานราวกับผู้หญิง
ช่วยทำให้เสียงแมนกว่านี้จะได้หรือเปล่าฟะเอ็งนะ?
แม่ทัพมองโกเลียควบม้าทิ้งระยะออกไป แล้วลั่นธนูเข้าใส่
มนุษย์มดตรงหน้ากระโดดหลบพร้อมกับพุ่งเข้าใส่แม่ทัพมองโกเลีย
อย่าเมินข้านะเฟ้ย!
ข้าพุ่งเข้าไปแทงหอกใส่มันจากทางขวา
มันใช้ง้าวรับเอาไว้ แล้วปามีดใส่ข้า
มีดทั้งสี่เล่มได้ปักลงบนโล่สีทอง
ไม่มีการโจมตีใดหลุดพ้นจากโล่ของข้าได้หรอก!
“###”
มันพึมพำบางอย่างด้วยน้ำเสียงที่สนุกสนาน ก่อนที่หันมาปะทะกับข้า
ง้าวได้ถูกยกสูงแล้วฟาดลงมา
หนัก!?
ร่างของข้าแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น
ง้าวของมันวาดรวดลายได้เร็วอีกทั้งยังรุนแรง
ข้าหาโอกาสสวนกลับไม่ได้เลย
ธนูที่แม่ทัพมองโกเลียยิงมาก็ไม่ได้ช่วยอะไร
เพราะว่าศัตรูสามารถหลบลูกธนูได้ทุกดอก
“&&#”
“อั๊ก!? ”
แล้วโล่ของข้าก็ถูกผ่าออกเป็นสองส่วน
แม้แต่โล่ที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยัง---
***ขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]
ไอตัวเหม็นกับไอบ้าโล่มีฝีมือไม่เลว
แต่แค่นี้ไม่พอความกระหายของข้าหรอก
ไม่มีเลยหรือ? ในหมู่นักรบของปีศาจน้อยไม่มียอดนักรบอยู่เลยหรือ?
แต่ก่อนที่ข้าจะได้ลงมือปลิดชีพเจ้าบ้าโล่ตรงหน้า
“&&&&&&&! ”
ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
“เอ๊ะโอ้? ”
พลองเหล็กสีดำได้ถูกวาดลวยลายอย่างสวยงามมาจากด้านข้างของข้า
ข้ารีบกางปีกบินถลาออกมาอย่างรวดเร็ว
ที่ตรงหน้ามีศัตรูหน้าใหม่ปรากฏตัว
มันมีผมสีดำ ดวงตาคม ใช้พลองเหล็กสีดำยาว และขี่สัตว์ร้ายสี่ขาสีดำที่ดูน่าเกรงขาม
“เอ๊ะ? อือ? ”
ในเวลาที่ข้าสนใจศัตรูตรงหน้า หอกเล่มหนึ่งก็ถูกปาเข้าใส่จากข้างหลัง
มันเป็นการโจมตีที่ไร้ซึ่งจิตสังหาร
ข้าพลิ้วตัวหลบอย่างฉิวเฉียด
คมมีดจากปลายหอกรูปใบไม้ได้กรีดใบหน้าของข้าจนเป็นแผลยาว
“โอ้ว? ศัตรูหน้าใหม่สามคน? แถมน่าจะฝีมือไม่เลวด้วย”
ผู้ที่โจมตีจากข้างหลังนั้น คนหนึ่งขี่สัตว์ที่มีหกขา ส่วนอีกคนขี่สัตว์สี่ขาที่มีปีกสีขาวบินบนฟ้าได้
ข้าสัมผัสได้ถึงความสามารถที่ไม่ธรรมดาของยอดนักรบซึ่งแผ่ออกมาจากสามคนนี้
หึ หึ หึ แบบนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย!