ผู้อื่นอาจไม่รู้จักเสียงนี้ แต่ซูเจี้ยนจิ่นจำได้
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที และแน่นอนว่าเห็นอันกงกงเดินเข้ามา ด้านหลังยังมีทหารราชองครักษ์สองนายติดตามมาด้วย
“อันกงกง!” ซูเจี้ยนจิ่นรีบก้าวไปข้างหน้า ประสานมือคำนับ “พวกเ้าเป็อะไรไป อันกงกงมาเยือนถึงที่นี่แต่ไม่แจ้งให้ข้าทราบ!”
อันกงกงที่อยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ขันทีธรรมดา แต่เป็คนสนิทของฮ่องเต้
เหล่าบ่าวรับใช้ต่างรีบคุกเข่าลงเพื่อรับโทษ แต่อันกงกงโบกมือ กล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้าซูอย่าได้โทษพวกเขาเลย เป็เพราะข้าร้อนใจมารับคน จึงรีบก้าวเข้ามาด้วยตนเอง”
เขากวาดตามองทั่วโถงใหญ่ เห็นความระเกะระกะและเสียงสะอื้นของสตรี คล้ายว่าจวนสกุลซูนั้นมีเพียงเปลือกนอกที่ดูดี แต่แท้จริงกลับว่างเปล่า
ซูเจี้ยนจิ่นรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง ภายในใจโทษทุกอย่างไปที่ซูอิ่นเย่ว์
เขายิ้มแห้งๆ อย่างกระอักกระอ่วน “ฝ่าามีรับสั่งให้ข้าเข้าเฝ้าหรือ อันกงกงโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปเปลี่ยนชุดขุนนางแล้วเข้าเฝ้าทันที”
“มิใช่ มิใช่” อันกงกงส่ายศีรษะ “ฝ่าามีรับสั่งให้เชิญพระชายาซื่อจื่อเข้าเฝ้า”
ซูเจี้ยนจิ่นชะงักไปทันที รู้สึกว่าตนเองเสียหน้าครั้งใหญ่
คนสกุลซูต่างรู้สึกใเล็กน้อย พากันมองไปที่ซูอิ่นเย่ว์
แม้ฉู่จี้เฟิงจะเป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้ แต่ซูอิ่นเย่ว์เป็เพียงสตรีในเรือนหลัง ฮ่องเต้ไม่มีเหตุผลที่จะเรียกพบ นี่นับเป็เกียรติอันยิ่งใหญ่!
หยางซื่อเบือนสายตากลับมา ถามว่า “กงกง เหตุใดฝ่าาจึงเรียกพบเย่ว์เอ๋อร์กะทันหัน?”
อันกงกงสีหน้าเ็า กล่าวว่า “หากไม่เช่นนั้น ซูฮูหยินจะเข้าเฝ้าพร้อมข้าเพื่อทูลถามฝ่าาเองดีหรือไม่”
ฮ่องเต้จะเรียกใครเข้าเฝ้า ไม่ใช่เื่ที่พวกเขาจะก้าวก่ายได้
หยางซื่อใจนหน้าถอดสี ซูเจี้ยนจิ่นรีบกล่าวแทรก “เย่ว์เอ๋อร์ ยังไม่รีบตามอันกงกงเข้าเฝ้าอีก!”
ตามสายตาของทุกคน อันกงกงจึงรู้ได้ว่าผู้ใดคือซูอิ่นเย่ว์
สายตาของอันกงกงพลันเย็นเฉียบ บนแผ่นหลังของซูอิ่นเย่ว์ปรากฏรอยแผลจากแส้อย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าเพิ่งถูกลงโทษ
เขาเดินไปยังซูอิ่นเย่ว์ แสดงท่าทีเคารพยิ่ง “พระชายาซื่อจื่อ ฝ่าากำลังรอท่าน รีบไปกันเถิด”
คนที่ถูกเฆี่ยนไม่ใช่เขา เขาย่อมไม่ใส่ใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรีบทำงานให้เสร็จสิ้น
ซูอิ่นเย่ว์ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า การที่ฮ่องเต้เรียกเข้าเฝ้า คงไม่ใช่เพื่อลงโทษนาง นางจึงรวบรวมความกล้า เบือนหน้าหนีไปอย่างเ็า “ข้าถูกเฆี่ยนหนึ่งแส้ ตอนนี้เดินไม่ไหวแล้ว รบกวนกงกงกลับไปทูลฝ่าา รอให้ข้าหายดีแล้วจะเข้าเฝ้าขอรับโทษ”
ซูเจี้ยนจิ่นรู้สึกเหมือนถูกไฟเผาอก ตวาดขึ้นว่า “เ้ายังกล้าหยิ่งผยองอะไรอีก! ยังไม่รีบตามอันกงกงเข้าเฝ้าอีก!”
“ท่านพ่อ” ซูอิ่นเย่ว์คุกเข่าลงครึ่งหนึ่ง แต่ยังคงสง่างาม “เมื่อครู่แส้ที่ท่านสั่งให้ลงโทษข้านั้นเจ็บมาก ข้าลุกเดินไม่ไหวจริงๆ”
อันกงกงลอบชื่นชมในใจ
ซูอิ่นเย่ว์ช่างมีความกล้าหาญไม่ต่างจากฉู่จี้เฟิงเลย
เขารู้ดีว่า หาก้าให้ซูอิ่นเย่ว์เชื่อฟังเข้าเฝ้า เขาไม่อาจเพิกเฉยต่อเื่นี้ได้ มิฉะนั้น ต่อให้ซูอิ่นเย่ว์เข้าเฝ้าแล้ว นางก็คงไม่ยอมให้ความร่วมมือ
จากนั้น อันกงกงเงยหน้ามองซูเจี้ยนจิ่น “เมื่อครู่ข้าได้ยินใต้เท้าซูกล่าวว่า พระชายาซื่อจื่อเป็บุตรสาวของท่าน ท่านสามารถตีด่าได้ตามใจใช่หรือไม่ หรือว่าใต้เท้าซูลืมไปแล้ว พระชายาซื่อจื่อเพิ่งแต่งเข้าสู่จวนหลิงอ๋องได้ไม่กี่วัน ตอนนี้กลับถูกเฆี่ยนในจวนสกุลซู เช่นนี้จะอธิบายว่าอย่างไร”
ซูเจี้ยนจิ่นเหงื่อแตกพลั่ก อ้ำอึ้งพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว แต่ซูเยียนอวี่ถูกตามใจจนเคยชิน เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ไม่พอใจ กล่าวขึ้นว่า
“กงกงอย่าไปเชื่อนาง! แค่ถูกเฆี่ยนแส้เดียว จะเดินไม่ไหวได้อย่างไร เมื่อก่อนนางโดนสิบกว่าที ยังเดินกลับเรือนได้เองเลย!”
“น้องสาม!” ซูเยียนหนิงพอมีสติ รีบตวาดปราม แต่ก็สายเกินไปแล้ว
อันกงกงเลิกคิ้ว กล่าวขึ้นว่า “แม่นางผู้นี้คือใคร”
ซูเยียนอวี่คิดว่าตนเองได้รับความสำคัญ ใบหน้าแดงระเรื่อ ก้าวไปข้างหน้าพร้อมโค้งคำนับ “กงกง ข้าชื่อซูเยียนอวี่ เป็คุณหนูสามของสกุลซู”
อันกงกงพยักหน้าเล็กน้อย “เดินมาหาข้า ใกล้ๆ พอดีเลย”
ซูเยียนอวี่ยังไม่ทันเข้าใจความหมายของคำพูดนี้ ก็ถูกอันกงกงตบซ้ายขวาไปหลายที
แก้มของนางเจ็บแปลบ มองอันกงกงด้วยความเหลือเชื่อ “กงกงตบข้าทำไม”
“บังอาจลบหลู่พระชายาซื่อจื่อ เ้าไม่รู้ฐานะของตนเองหรือ” อันกงกงตบเสร็จก็จัดแขนเสื้อของตนอย่างสบายอารมณ์
หยางซื่อเ็ปใจ รีบเข้ามาประคองบุตรสาวของตน แม้โกรธแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก
ซูเจี้ยนจิ่นก็รู้สึกอึดอัดเช่นกัน แต่ในเมื่ออันกงกงเป็คนสนิทของฮ่องเต้ เขาย่อมไม่กล้าแสดงอาการไม่พอใจ ทำได้เพียงกล่าวว่า “อันกงกง บุตรสาวอกตัญญูของข้ากำเริบเสิบสานนัก ภายหลังข้าจะลงโทษนางอย่างเหมาะสม”
อันกงกงกล่าวขึ้นอีกว่า “พระชายาซื่อจื่อ ซื่อจื่อเป็ผู้ให้ข้ามารับท่าน เื่นี้สำคัญยิ่ง หวังว่าท่านจะเห็นแก่สถานการณ์โดยรวมและเข้าเฝ้าพร้อมข้า เื่ของท่าน ซื่อจื่อย่อมจะสะสางให้ท่านเอง”
ซูอิ่นเย่ว์ตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าฉู่จี้เฟิงจะเข้าไปในวังแล้ว
นางรู้ว่าเมื่อถึงเวลาสมควรต้องหยุด นางจึงให้จี้หมัวมัวช่วยพยุงตนเองลุกขึ้น และสั่งให้เซียงเถาอยู่ดูแลต่อไป คาดว่าซูเจี้ยนจิ่นคงไม่กล้ารังแกซูลั่วฝูอีก
อันกงกงลอบถอนหายใจโล่งอก รีบเดินนำทาง
หลังจากซูอิ่นเย่ว์ขึ้นรถม้าแล้ว จึงเอ่ยถามอันกงกงว่า ในวังเกิดเื่ใดขึ้นกันแน่
เมื่อไม่มีบุคคลภายนอก อันกงกงจึงเผยความจริง “เป็เช่นนี้ องค์ชายใหญ่ถูกลอบโจมตีและได้รับาเ็ ภายในวังหมอหลวงก็จนปัญญา ซื่อจื่อจึงกล่าวว่าฝีมือแพทย์ของท่านไม่เลว อาจสามารถช่วยองค์ชายใหญ่ได้”
องค์ชายใหญ่?
ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกไม่มั่นคงในใจ องค์ชายใหญ่เป็เชื้อพระวงศ์ หากนางรักษาพลาดหรือไม่สามารถรักษาได้ เกรงว่าหัวของนางอาจหลุดจากบ่า
ฉู่จี้เฟิงหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ้าวางหลุมพรางให้นางตกลงไปหรือ
“หมอฉินไปแล้วหรือยัง” ซูอิ่นเย่ว์เอ่ยถาม
“ไปแล้ว หมอฉินก็บอกว่ายากจะรักษา” อันกงกงมองออกถึงความกังวลในใจของซูอิ่นเย่ว์ “พระชายาซื่อจื่อ ข้าจะพูดความจริงให้ฟัง นี่เป็โอกาสดีที่จะสร้างความดีความชอบ หากท่านสามารถรักษาองค์ชายใหญ่ได้ ใต้เท้าซูจะยังกล้าทำให้ท่านลำบากอีกหรือ แม้แต่ตัวน้องสาวของท่าน เขาก็ไม่กล้าแตะต้องแม้แต่น้อย”
ซูอิ่นเย่ว์พยักหน้า “ขอบคุณกงกงที่ชี้แนะ”
อันกงกงไม่ได้ชี้แนะนางจากใจจริง เพียงแค่้าให้นางช่วยชีวิตคน แต่หากคิดให้ลึกลงไป หากนางไม่มีประโยชน์อะไร อันกงกงคงไม่ช่วยปกป้องนางเมื่อครู่
หาก้าปกป้องตนเองและผู้อื่น นางต้องหาที่พึ่งของตนเอง
ตอนนี้โอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว นางต้องช่วยชีวิตองค์ชายใหญ่ให้ได้!
ด้วยตราของอันกงกง รถม้าหลวงสามารถผ่านประตูวังไปได้โดยตรง มุ่งตรงไปยังตำหนักชิ่งอวิ๋น
เหล่าหมอหลวงมากมายยืนรออยู่หน้าตำหนัก พูดคุยกันเบาๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หากองค์ชายใหญ่เป็อะไรไป วันนี้พวกเขาคงไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้
ภายในตำหนักมีเสียงตวาดด้วยความโกรธของฮ่องเต้ฉี่อู่ดังออกมา “เหตุใดยังไม่กลับมาอีก!”
หัวใจของทุกคนพลันสั่นสะท้าน
ขันทีน้อยคนหนึ่งที่สายตาเฉียบแหลมเหลือบไปเห็นชายเสื้อที่หน้าประตูวัง รีบร้องขึ้นว่า “ฝ่าา! อันกงกงกลับมาแล้ว!”
เหล่าหมอหลวงพากันมองไป คิดว่าอันกงกงพาหมอเทวดามา ใครจะคิดว่าผู้ที่ตามหลังเขามาเป็สตรีรูปร่างบอบบางคนหนึ่ง
ซูอิ่นเย่ว์รับรู้ถึงสายตาที่จับจ้องมา นางจึงยืนตัวตรงขึ้นอีก
ในชาติก่อนนางก็มีชื่อเสียงั้แ่อายุยังน้อย เคยชินกับสายตาเช่นนี้อยู่แล้ว นางจึงเชิดหน้าก้าวเดินต่อไป
อันกงกงนำพานางเข้าไปในตำหนัก ทันทีที่ก้าวเข้าไป นางััได้ถึงบรรยากาศอันเย็นเยียบ