เหนือฟ้า ราชันตลาดหุ้น

    ตอนที่ 35 เข้ายึดธนาคาร!!!



    ผมกับหลินแต่งตัวเสร็จก็เดินลงไปข้างล่าง เดินเข้าไปในห้องอาหารพบชายคนหนึ่งอายุประมาณห้าสิบกว่าปีใบหน้าซูบผอม มีบุคลิกสง่านั่งกับผู้หญิงวัยกลางคนผมหยิกคนหนึ่ง
    ผมรีบยกมือสวัสดีพ่อแม่หลิน พวกเขาก็ยกมือรับไหว้
    เราแนะนำตัวกันพ่อหลินชื่อฟงส่วนแม่หลินชื่อพรพรรณ
    ผมกับพ่อแม่หลินทักทายคุยกันตามปกติ แม่หลินซักถามประวัติผม ผมก็ตอบตามจริง
    “ที่บ้านไม่มีเงินผมเลยต้องออกมาหางานทำครับ” ผมบอก
    แม่หลินยิ้ม
    “แล้วจะกลับไปเรียนต่อไหมจ๊ะ?”
    “คิดว่ากลับไปนะครับ แต่ขอลองทำงานสักหนึ่งปีก่อน”
    พ่อหลินเอ่ยขึ้นบ้าง
    “ได้ข่าวว่าเก่งเรื่องทำราคาหุ้น”
    “ไม่หรอกครับ”
    “ไม่ต้องถ่อมตัวหรอก หลินเล่าให้ฟังบ้างแล้ว มาทำงานกับฉันไหมล่ะ?”
    ผมใจเต้นเล็กน้อย คำพูดนี้เหมือนกับพ่อหลินยอมรับผมแล้วหรือเปล่า?
    “ครับ ตอนนี้ผมทำงานกับคุณวรเดช ยังต้องขอหาประสบการณ์เพิ่มเติมอีกสักนิดครับ”
    “ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ ฉลาดดีนี่” พ่อหลินหัวเราะ
    ผมยิ้มแฮะแฮะ
    พ่อหลินพูดต่อ“ฉันกับวรเดชก็รู้จักกันอยู่ เขาเป็นคนฉลาดมาก ถึงได้ฝากให้หลินทำงานกับเขา ฉันอยู่ต่างประเทศไม่มีเวลาดูแลหลิน ตอนนี้สงสัยต้องให้เธอดูแลแทนซะแล้ว”
    ผมหัวเราะ จริงๆ ผมอายุน้อยกว่าหลินตั้งห้าปีนะ แม่หลินรีบพูด
    “ยังเด็กกันทั้งคู่ ให้ดูๆ กันไปก่อน”
    พ่อหลินพูดขึ้นเสียงแกจากผ่อนคลายเป็นหนักแน่น
    “อีกไม่นานกองทุนของฉันจะเริ่มเข้าซื้อหุ้นไทย!”
    “อ๊ะ? ทำไมครับ เศรษฐกิจยังแย่อยู่นะครับ”
    “เพราะราคาหุ้นของตลาดหุ้นไทยเริ่มถูกแล้วน่ะสิ”
    “แต่ตามถนนยังมีประท้วง รัฐบาลก็ยังอ่อนแออยู่นครับ” ผมแย้ง
    พ่อหลินพยักหน้า
    “ในวิกฤติย่อมมีโอกาส ถ้าราคาหุ้นมันลงต่ำกว่าพื้นฐานฉันว่าน่าจะลองซื้อดูสักไม้หนึ่งก่อน ว่าแต่เธอจะแนะนำตัวไหน?”
    ผมคิดแป๊บหนึ่งก็ตอบคำถาม
    “ในตลาดหุ้นไทยหุ้นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือกลุ่มพลังงาน รองลงมาคือกลุ่มแบงค์ จากนั้นก็เป็นกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มสื่อสาร ผมว่าหุ้นพวกนี้ส่วนใหญ่มีพื้นฐานดีครับ”
    พ่อหลินถามต่อ
    “แล้วกลุ่มไหนน่าสนใจที่สุด”
    ผมรีบตอบ
    “กลุ่มธนาคารครับ ถ้ามองว่าเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำที่สุดไปแล้ว ยังไงคนก็ต้องเริ่มกู้เงินธนาคารมาลงทุน กลุ่มธนาคารจะได้กำไรจากดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้ก่อนครับ”
    พ่อหลินบอกว่า
    “แล้วธนาคารตัวไหนล่ะ?”
    “ธนาคารรักเมืองไทย”
    พ่อหลินขมวดคิ้ว ท่านถามต่อ
    “ธนาคารนี้แค่ไตรมาสหนึ่งปีนี้ก็ขาดทุนถึงห้าพันล้าน ทำไมถึงแนะนำ”
    “เพราะธนาคารมีหนี้เสียมาก ธนาคารจะขอให้รัฐบาลช่วย เมื่อรัฐบาลอัดฉีดเงินเข้ามาช่วย ธนาคารจะขอรัฐบาลลดหนี้ ถ้าเราเข้าซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยตอนนี้เราจะได้ของถูก สมัยก่อนราคามันอยู่เกือบสองร้อยบาท ตอนนี้แค่ห้าสิบกว่าบาทเอง”
    พ่อหลินมีสีหน้าสนใจ คุณวรเดชมีแผนจะยึดธนาคารรักเมืองไทย ผมมีหน้าที่หาคนมาร่วมซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทย ผมต้องชวนพ่อหลินให้เข้าร่วมทุนให้ได้
    ผมพูดต่อ
    “ตอนนี้คุณวรเดชสนใจที่จะซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยและเข้าบริหาร ถ้ากองทุนต่างประเทศของคุณลุงมาร่วมทุนด้วยและวางแผนเข้าครอบครองกิจการธนาคารด้วยกัน ผมว่าต้องทำสำเร็จแน่ครับ”
    พ่อหลินถามต่อ
    “ต้องใช้เงินเท่าไร?”
    ผมบอก
    “ถ้าเข้าถือหุ้นให้ปลอดภัยจนเป็นเสียงส่วนใหญ่ อาจต้องใช้หลายหมื่นล้านเลยครับ ผมต้องไปคุยกับคุณวรเดชอีกที”
    พ่อหลินพยักหน้า
    “ตกลง ว่างๆ เรียกวรเดชมาคุยด้วย ฉันจะคุยรายละเอียดกับเขา”
    “กินข้าวกันก่อนเถอะ ข้าวเย็นหมดแล้ว” แม่หลินบอก

    หลังจากพวกผมกินข้าวกันเสร็จ ผมก็ขับรถกลับบ้านพักผ่อน เมื่อผ่านวันเสาร์อาทิตย์ก็เข้าสู่เช้าวันจันทร์วันที่ตลาดหุ้นอันวุ่นวายเปิดขึ้น
    ผมเข้าไปพบกับคุณวรเดชเพื่อรายงานเรื่องที่ไปพบพ่อหลินมา คุณวรเดชแกยิ้ม
    “เก่งมาก ถ้าเราได้เงินจากคุณฟงซึ่งคุมเม็ดเงินกองทุนในฮ่องกงนับหมื่นล้าน แผนยึดธนาคารของเราจะสำเร็จ”
    ผมพยักหน้า จากนั้นถามว่า
    “แล้วแผนยึดธนาคารของเราไปถึงไหนแล้วครับ?”
    “คืบหน้าไปมาก ฉันหาผู้ร่วมทุนได้พอสมควร ตอนนี้ฉันสั่งให้กองทุน NK (New King) ของฉัน เริ่มทยอยเข้าเก็บหุ้นมาหลายล้านหุ้นแล้ว ได้ราวๆ 2%”
    ผมพยักหน้า “แล้วในส่วนของผม..”
    “เธอหาลูกค้ามาเรื่อยๆ จากนั้นเธอทยอยซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยในช่วงราคา 50 กว่าบาท ถ้าเธอทำสำเร็จ ฉันตอบแทนเธออย่างงามแน่ เธออาจได้เป็นผู้บริหารธนาคารที่อายุเพียงแค่ยี่สิบด้วยซ้ำ”
    คุณวรเดชพูดต่อ
    “เธอเรียนอยู่ปีไหนนะ”
    “ปีสองครับ”
    “เธอรีบหาทางเรียนให้จบเพราะทำงานธนาคารหน้าตาใบปริญญาก็มีส่วนสำคัญ คนในสังคมยังยึดติดกับใบปริญญาอยู่ แต่ที่สำคัญสาขาเศรษฐศาสตร์ที่เธอเรียนจะช่วยทำให้เธอเข้าใจระบบธนาคารอีกมาก”
    ผมพยักหน้า ในใจรู้สึกตื่นเต้นนะ หากแผนคุณวรเดชสำเร็จผมจะมีส่วนร่วมในการยึดธนาคาร นอกจากกำไรราคาหุ้นแล้วผมอาจได้เป็นผู้บริหารธนาคารก็ได้
    ผมนึกได้รีบบอกว่าพ่อหลินอยากนัดคุณวรเดชไปคุยด้วย คุณวรเดชก็มีสีหน้ายินดี
    “ฉันจะลองโทรนัดเวลาดู”

    ผมกลับไปที่โต๊ะทำงานเหมือนเดิม ผมลองเช็คพอร์ตกองทุนธนาคารรักเมืองไทย เงินในกองทุนยังคงโอนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การที่ผมทำกำไรหุ้น GG ให้ลูกค้า ทำให้ผมมีความน่าเชื่อถือและมีคนโอนเงินมาให้ผมเรื่อยๆ จนมันยอดถึง 300 ล้านบาทแล้ว
    ผมทำตามที่คุณวรเดชสั่งคือค่อยๆ ใช้เงินในกองทุนซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยเรื่อยๆ

    สามวันต่อมาหุ้นธนาคารรักเมืองไทยเริ่มขึ้นอย่างผิดปกติจาก 55 บาท ไปถึง 60 บาท ราคาหุ้นที่บวกถึง 5 บาททำให้ตลาดเริ่มตื่นตัว สนใจธนาคารตัวนี้มากขึ้น
    คุณวรเดชโทรมาหาผมซึ่งนั่งทำงานอยู่
    “พล็อต เราต้องเร่งซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยแล้ว เพราะรัฐบาลยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ รัฐบาลอาจยุบสภา!”
    “ยุบสภาแล้วเกี่ยวอะไรกับเราล่ะครับ?”
    “เกี่ยวสิ คนในรัฐบาลนี้ฉันพอรู้จัก ถ้ารัฐบาลเลือกตั้งใหม่ พรรคอื่นได้เป็นรัฐบาล ฉันอาจเจรจาเรื่องการกู้เงินรัฐบาลมาช่วยธนาคารรักเมืองไทยไม่ได้”
    ผมรีบถาม
    “หรือจะรอให้มีเลือกตั้งใหม่ค่อยซื้อครับ เพราะถ้าเราซื้อหุ้นธนาคารตอนนี้เกิดรัฐบาลยุบสภา แผนเราอาจจะชะงักนะครับ”
    “ดังนั้นเราถึงต้องเร่งไงล่ะ ถ้าเราซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยตอนนี้จนได้เสียงส่วนใหญ่ในการบริหาร เราอาจเปิดเจรจาขอกู้เงินรัฐบาลได้เลย”
    ผมรับคำอย่างเข้าใจ ผมโทรติดต่อลูกค้าทั้งหมดเร่งให้ลูกค้าโอนเงินมาซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทย
    ผมมองดูหุ้นธนาคารซึ่งบวกถึงห้าบาททั้งที่ไม่มีข่าวอะไร แสดงว่าคุณวรเดชต้องทำอะไรสักอย่างกับหุ้นตัวนี้แน่ๆ
    คุณวรเดชจงใจทำหุ้นขึ้นเพื่อจูงใจลูกค้าของผมให้เร่งโอนเงินมาซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทย ผมคิดได้ก็รีบโทรบอกลูกค้า
    “หุ้นธนาคารรักเมืองไทยขึ้นไปห้าบาทแล้วนะครับ ถ้าไม่รีบโอนเงินมามันจะแพงกว่านี้นะครับ”
    ผมรีบโทรไปเร่งลูกค้าไม่หยุด ลูกค้ารีบโอนเงินมาให้ผมอีกหลายสิบล้าน
    ผมสั่งลูกทีมให้ลองเกลี้ยกล่อมลูกค้าให้โอนหุ้นมาที่บัญชีกองทุนผมเพื่อซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยดู ลูกค้าอ้างชื่อผมซึ่งตอนนี้เริ่มขายได้ในตลาดหุ้น หลายคนจึงเชื่อโอนเงินเข้ามา

    ราคาหุ้นธนาคารรักเมืองไทยขึ้นไปถึง 61 บาทในภาคบ่าย บวกถึง 6 บาททีเดียว
    ผมเช็ครายชื่อผู้ถือหุ้นธนาคารรักเมืองไทยผู้ถือหุ้นใหญ่คือคุณมนตรี อุตสาหะ ถือหุ้นธนาคารรักเมืองไทย 15 เปอเซนต์ ตระกูลอุตสาหะคือตระกูลที่ถือหุ้นธนาคารรักเมืองไทยรวม 35 เปอเซนต์
    พูดง่ายๆ คือธนาคารนี้มีตระกูลอุตสาหะครอบครองกิจการอยู่
    การจะซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยต้องซื้อให้มากกว่า 35% เพื่อแข่งกับตระกูลอุตสาหะ จากนั้นก็ต้องรวบรวมเสียงจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เพื่อโหวตให้คุณวรเดชขึ้นเป็นผู้บริหารธนาคารให้ได้ ซึ่งหนทางไม่ง่ายเลย
    ในส่วนของกองทุนหุ้นธนาคารรักเมืองไทยซึ่งผมดูแลมีราวสี่ร้อยล้านบาท ในนั้นมีเงินของผมยี่สิบล้านบาทซึ่งต้องการจะลงทุนด้วย เงินกองทุนผมซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยได้ยังไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ
    ไม่นานผมก็เห็นหุ้นธนาคารรักเมืองไทยขึ้นไปถึง 63 บาท ผมรู้สึกว่ามันขึ้นรุนแรงมาก ผมรีบโทรหาคุณวรเดช
    “คุณวรเดชสั่งซื้อหุ้นธนาคารรักเมืองไทยเยอะเลยเหรอครับ ทำไมราคาหุ้นมันขึ้นดีจัง”
    “….”
    “คุณวรเดชครับ” ผมถามย้ำ
    “มีคนแข่งซื้อหุ้นกับฉัน ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นใคร!”
    ผมใจหายวาบรีบถาม
    “ใครครับ?”
    “ฉันไม่แน่ใจ”
    ผมอดนึกถึงพ่อหลินไม่ได้ หรือคนที่ทำจะเป็นพ่อหลิน?

    จบตอนที่ 35

    เหตุการณ์เริ่มเข้มข้น ใครคือคนซื้อหุ้นแข่งกับวรเดช พ่อหลินเหรอ ถ้าแบบนี้พล็อตจะวางตัวยังไง ตอนหน้าเข้มข้นกว่าเดิมจ้า

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้า ราชันตลาดหุ้น ที่คุณอ่าน