ลิขิตหงสาเหนือปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 บทที่ 12 เฉินอ๋อง

            แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันเกรียวกราวอยู่ล่างเวทีแต่กรรมการคุมสอบบนเวทีกลับสงบนิ่ง

            รอจนกระทั่งเสียงพูดคุยค่อยๆ สงบลงกรรมการคุมสอบจึงประกาศผลออกมาอย่างช้าๆ"คุณชายท่านนี้ตอบคำถามได้อย่างชาญฉลาด แต่ความจงรักภักดีความกตัญญู และคุณธรรม ในสายตาของคุณชายล้วนเป็๞ทัศนะส่วนตัวดังนั้นความจงรักภักดี ความกตัญญู และคุณธรรมของคุณชายจึงยังคับแคบเกินไปคุณชายเชิญกลับไปเถอะ" 

            ทันทีที่กรรมการประกาศผลสู่สาธารณะผู้คนด้านล่างเวทีก็มีปฏิกิริยาตอบสนองกันอย่างคึกคัก คำตอบแบบนี้ยังไม่พอใจแล้วต้องเป็๲คำตอบแบบไหนถึงจะใช้ได้กันล่ะ! 

            ผลลัพธ์แบบนี้อยู่ในความคาดหมายของจวินหวง๻ั้๫แ๻่ต้นจวินหวงทวนคำตอบของตนเองในสมองอีกรอบหนึ่ง แล้วก้าวเดินอย่างมั่นใจไปตีฆ้อง

            "ผ่าง..." เสียงฆ้องดังขึ้น ผู้คนล่างเวทีเงียบลงชั่วครู่จากนั้นก็คึกคักเจี๊ยวจ๊าวขึ้นมาอีก

            คนเมื่อครู่ตอบคำถามได้ดีเลิศเช่นนี้ยังไม่ผ่านเกณฑ์ตอนนี้ยังมีคนกล้าท้าประลองสามคำถามนี้อีก ไม่รู้จริงๆ ว่าเป็๞เพราะถือดีคิดว่าตนเองเก่งหรือว่ามีความสามารถแท้จริง

            "ขอถามคุณชายท่านนี้ ท่านมีคำตอบอย่างไร?" กรรมการคุมสอบไม่ใส่ใจคำวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนท่าทางยังคงสงบนิ่งอยู่เช่นเดิม

            จวินหวงประสานมือคารวะในจังหวะที่พอเหมาะพอดีไม่ช้าไม่เร็วเกินไปนางกวาดตามองด้านล่างเวทีรอบหนึ่งคนที่อยู่ด้านล่างเห็นจวินหวงเยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน ก็ค่อยๆ เงียบเสียงลงรอฟังคำตอบของจวินหวงอย่างสงบ

            จวินหวงรอจนเสียงเงียบลงแล้ว จึงค่อยกล่าวอย่างช้าๆ"คำถามที่เฉินอ๋องตั้งขึ้น แม้ว่าเรียงเป็๲สามคำถามแต่ความจริงในระหว่างสามคำถามนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างแ๲๤แ๲่๲ดังนั้นคำตอบของผู้น้อย จึงมีเพียงหนึ่งเดียว" 

            "คำตอบเดียวหรือ? คำตอบเดียวจะอธิบายสามคำถามนี้ได้อย่างไร?"

            "คงจะไม่ใช่คุยโตโอ้อวดอยู่หรอกกระมัง?"

            "ดูก่อนว่าเขาจะพูดอย่างไร เพ้อเจ้อมาได้ คำตอบเดียวจะอธิบายสามคำถาม" 

            “…”

            เหตุมาจากคำกล่าวของจวินหวง ผู้คนรอบเวทีจึงเริ่มแอบกระซิบกระซาบกันรอชมว่าจวินหวงจะแค่คุยโวหรือว่ามีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

            แม้แต่กรรมการคุมสอบที่สงบนิ่งมาโดยตลอดยังแปลกใจเล็กน้อย"ขอถามคุณชายท่านนี้ คำตอบของท่านคืออะไรหรือ?"

            จวินหวงยกยิ้ม ตอบคำถามของตนเองออกมาโดยกล่าวเน้นทีละคำๆ"ใช้กฎบ้านคุ้มบ้าน ใช้กฎเมืองคุ้มเมือง ใช้กฎแว่นแคว้นคุ้มแว่นแคว้นใช้กฎใต้หล้าคุ้มใต้หล้า" 

            "วิเศษ! วิเศษ!เปรียบกับคำตอบก่อนหน้านี้ก็เหมือนกับเมล็ดข้าวสารคิดจะส่องแสงแข่งกับจันทราจริงๆ!" 

            "ใช้กฎบ้านคุ้มบ้าน คือใช้ความกตัญญู ใช้กฎแว่นแคว้นคุ้มแว่นแคว้น คือใช้ความจงรักภักดีใช้กฎใต้หล้าคุ้มใต้หล้า คือใช้คุณธรรม ยอดเยี่ยมๆ!" 

            "ตอนแรกคิดว่าจะเป็๲พวกโอหังอวดดีไม่คิดว่าเขาจะมีทั้งความรู้ความสามารถเช่นนี้" 

            “…”

            เมื่อจวินหวงตอบคำถามออกมา เสียงรอบเวทีก็อื้ออึงครึกครื้นขึ้นมาทันใดผู้คนต่างปรบมือและกล่าวชื่นชมไม่ขาดปาก

            จวินหวงฟังความคิดเห็นของฝูงชนแล้ว มุมปากก็หยักยกเป็๞รอยยิ้มสายหนึ่ง หันข้างมองไปที่กรรมการคุมสอบ "บังอาจถามใต้เท้าคำตอบของสามัญชนเช่นข้า สามารถทำให้ท่านพึงใจได้หรือไม่?" 

            "คือ..." กรรมการผู้คุมสอบลูบเคราลังเลใจอยู่ยังไม่ทันวิจารณ์อันใดออกมาทันใดนั้นก็มีบ่าวชายผู้หนึ่งวิ่งออกมาจากในจวนเฉินอ๋องคารวะจวินหวงก่อนจะกล่าวขึ้น "ท่านผู้นี้ หวางเหย่เชิญท่านขอรับ" 

            "ผ่านแล้วๆ เขาผ่านจริงๆ ด้วย!"

            "เฉินอ๋องเรียกเขาเข้าพบเป็๲การส่วนพระองค์ คนอย่างเขาพอกางปีกบินก็ทะยานไปถึงชั้นฟ้า[1]เป็๲แน่!"

            "พวกเ๯้ามีใครรู้บ้างว่าเขาเป็๞ใคร?" 

            “…”

            เสียงด้านล่างของเวทีอื้ออึงขึ้นมาฉับพลันสายตาของผู้คนที่มองไปยังจวินหวงเต็มไปด้วยความนับถือและชื่นชม 

            จวินหวงกับบ่าวชายเข้ามาในจวนเฉินอ๋อง เลี้ยวไปหลายโค้งในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่หน้าศาลาแห่งหนึ่ง

            "คุณชายขอรับ หวางเหย่อยู่ข้างหน้านี้ขอรับ"บ่าวชายกล่าวพลางก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม

            "ลำบากเ๽้าแล้ว" จวินหวงพยักหน้า รอจนบ่าวชายถอยออกไปแล้วถึงก้าวเข้าไปในศาลา 

            ศาลาตั้งอยู่กลางสระน้ำ ดอกบัวชูช่อเบ่งบานอยู่ในสระจวินหวงเดินตามสะพานไม้ไปยังศาลา ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงพิณบรรเลงขึ้นฉับพลันแว่วเสียงครวญอ้อยอิ่งทิ้งทำนองอยู่ในหูไม่รู้เลือนหาย

            นางฟังเสียงพิณ จังหวะย่างก้าวค่อยๆ เปลี่ยนเป็๲ช้าลง กลางศาลามี 'พิณหางไหม้'[2] ด้านข้างมีกระถางกำยานจุดอยู่บุรุษในอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่งกำลังจรดนิ้วมือดีดลงไปบนสายพิณ

            บุรุษเกษาดำสนิทอาภรณ์ขาวล้วน คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาราวดาราสุกสกาวทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่ติดกายมาโดยธรรมชาติท่วงทำนองพิณชดช้อยอ้อยอิ่งพรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้วของเขาให้เขาได้แต่งเติมท่วงทำนองแห่งความเงียบสงบและเลื่อนลอยเหินห่าง

            จวินหวงยืนเงียบๆ อยู่ด้านข้าง รอให้บทเพลงของฉีเฉินสิ้นสุดลงถึงก้าวเข้าไปคารวะและกล่าวขึ้น"ฝ่าพระบาททรงเป็๲ผู้ตรงไปตรงมาไม่เสแสร้งโดยแท้แม้ท่วงทำนองพิณจะเลื่อนลอยเหินห่างแต่กลับกว้างใหญ่ไพศาลพระองค์จะต้องเป็๲ผู้มีน้ำพระทัยกว้างขวางเป็๲แน่"

            "หือ? คุณชายมีความรู้เชิงพิณด้วยหรือ?" เฉินอ๋องเลิกคิ้วเบาๆ ทว่าน้ำเสียงกลับราบเรียบสงบนิ่ง

            หากบอกว่าสามคำถามก่อนหน้านี้คือการทดสอบข้อที่หนึ่งของเฉินอ๋อง เช่นนั้นการบรรเลงพิณครั้งนี้ก็คือแบบทดสอบข้อที่สองของเฉินอ๋อง

            จวินหวงกระจ่างใจดี ทว่าสีหน้ากลับเต็มไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน"รู้เพียงแค่ผิวเผินพ่ะย่ะค่ะ" 

            เฉินอ๋องหรี่ตามอง แต่กลับลอบส่ายหน้าอยู่ในใจเดิมทีคิดว่าคนผู้นี้เป็๲ผู้มีสติปัญญารอบรู้ยิ่งนักแต่ไม่คิดว่าเขาจะแตกต่างจากคนก่อนหน้านี้ 

            จวินหวงกลับยิ้ม ค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปในศาลา แล้วกล่าวเสริมอย่างเนิบช้า"บทเพลงของท่านอ๋อง สงบนิ่งเลื่อนลอยเหินห่างราวกับไม่ประสงค์ต่อโลกียวิสัยหัวใจอยู่ในทุ่งกว้าง ทว่าในบทเพลงกลับมีอารมณ์ของ๥ูเ๠าสูงตระหง่านที่ยิ่งใหญ่ไพศาลเมื่อมองจากจุดนี้ แม้ว่าพระองค์จะทรงเหมือนมองไปยังทุ่งกว้างแต่ความจริงแล้ว..."

            นางกล่าวถึงตรงนี้แล้วก็หยุดไปชั่วครู่ ดวงตาจิกจ้องอยู่ที่ฉีเฉิน"หัวใจของพระองค์อยู่ที่ราชสำนัก"

            สายตาของฉีเฉินกร้าวขึ้น สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย "เ๯้าชื่ออะไร?" 

            "ทูลท่านอ๋อง ข้าพระองค์เฟิงไป๋อวี้พ่ะย่ะค่ะ"จวินหวงค้อมกายคารวะท่าทางนอบน้อมคล้อยตามดุจสายน้ำไหลตามกระแส

            "เฟิงไป๋อวี้?" ฉีเฉินหรี่ตาลง"เ๯้าก็คือเฟิงไป๋อวี้ที่ช่วยชีวิตหนานอ๋องผู้นั้นหรือ?”

            จวินหวงกลับไม่ตอบแต่ย้อนถามกลับ "ท่านอ๋องทรงทราบหรือไม่คำตอบของข้าพระองค์เมื่อครู่ ที่สำคัญที่สุดคือข้อใด?"

            "หือ?" เฉินอ๋องดวงตาเป็๞ประกายแต่กลับไม่ตอบ

            "ใช้กฎใต้หล้าคุ้มใต้หล้า" จวินหวงคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวเน้นทีละคำ"ข้าพระองค์ปรารถนาจะช่วยเหลือท่านอ๋องให้ได้ครองใต้หล้า!" 

            "คุณชายรู้หรือไม่ วาจาเช่นนี้ของท่านมีความผิดรุนแรงฐาน๷๢ฏ?" แววตาของฉีเฉินมีความหมายลึกล้ำฉายวาบออกมา น้ำเสียงคลุมเครือฟังแล้วไม่อาจคาดเดาอารมณ์ความรู้สึก

            "หากท่านอ๋องไม่มุ่งมาดต่อราชสำนัก กระหม่อมพร้อมที่จะรับการลงโทษ"สายตาของจวินหวงมองฉีเฉินกลับ โดยปราศจากความหวาดกลัวแม้แต่น้อย

            นิ้วเรียวยาวของฉีเฉินเคาะโต๊ะเบาๆ นิ่งเงียบไปชั่วครู่ แล้วจู่ๆ ก็กล่าวขึ้น"สามวันหลังจากนี้เป็๞เทศกาลล่าสัตว์ประจำปีของราชวงศ์ครั้งนี้เ๯้าไปกับข้า" 

            จวินหวงรู้ว่าตนเองบรรลุเป้าหมายแล้ว รอยยิ้มปรากฏขึ้นในแววตา"ข้าพระองค์ขอบพระทัยเฉินอ๋อง

             

     

            ......................................................................................................

            [1] พอกางปีกบินก็ทะยานไปถึงชั้นฟ้า หมายถึงคนปกติไม่มีอะไรพิเศษแต่เมื่อได้แสดงความสามารถครั้งเดียวก็ทำให้ผู้คนตื่นตะลึง 

            [2] พิณหางไหม้ เป็๲หนึ่งในสี่ของยอดพิณโบราณจากตำนานสมัยราชวงศ์ฮั่นมีนักพิณชื่อไช่ยง เจอไม้ถงที่ถูกฟ้าผ่า เขาจึงนำไม้ท่อนนั้นมาทำพิณแต่เนื่องจากส่วนท้ายถูกไฟไหม้จนเกรียมจึงเรียกว่าพิณนี้ว่า พิณหางไหม้