แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันเกรียวกราวอยู่ล่างเวทีแต่กรรมการคุมสอบบนเวทีกลับสงบนิ่ง
รอจนกระทั่งเสียงพูดคุยค่อยๆ สงบลงกรรมการคุมสอบจึงประกาศผลออกมาอย่างช้าๆ"คุณชายท่านนี้ตอบคำถามได้อย่างชาญฉลาด แต่ความจงรักภักดีความกตัญญู และคุณธรรม ในสายตาของคุณชายล้วนเป็ทัศนะส่วนตัวดังนั้นความจงรักภักดี ความกตัญญู และคุณธรรมของคุณชายจึงยังคับแคบเกินไปคุณชายเชิญกลับไปเถอะ"
ทันทีที่กรรมการประกาศผลสู่สาธารณะผู้คนด้านล่างเวทีก็มีปฏิกิริยาตอบสนองกันอย่างคึกคัก คำตอบแบบนี้ยังไม่พอใจแล้วต้องเป็คำตอบแบบไหนถึงจะใช้ได้กันล่ะ!
ผลลัพธ์แบบนี้อยู่ในความคาดหมายของจวินหวงั้แ่ต้นจวินหวงทวนคำตอบของตนเองในสมองอีกรอบหนึ่ง แล้วก้าวเดินอย่างมั่นใจไปตีฆ้อง
"ผ่าง..." เสียงฆ้องดังขึ้น ผู้คนล่างเวทีเงียบลงชั่วครู่จากนั้นก็คึกคักเจี๊ยวจ๊าวขึ้นมาอีก
คนเมื่อครู่ตอบคำถามได้ดีเลิศเช่นนี้ยังไม่ผ่านเกณฑ์ตอนนี้ยังมีคนกล้าท้าประลองสามคำถามนี้อีก ไม่รู้จริงๆ ว่าเป็เพราะถือดีคิดว่าตนเองเก่งหรือว่ามีความสามารถแท้จริง
"ขอถามคุณชายท่านนี้ ท่านมีคำตอบอย่างไร?" กรรมการคุมสอบไม่ใส่ใจคำวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนท่าทางยังคงสงบนิ่งอยู่เช่นเดิม
จวินหวงประสานมือคารวะในจังหวะที่พอเหมาะพอดีไม่ช้าไม่เร็วเกินไปนางกวาดตามองด้านล่างเวทีรอบหนึ่งคนที่อยู่ด้านล่างเห็นจวินหวงเยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน ก็ค่อยๆ เงียบเสียงลงรอฟังคำตอบของจวินหวงอย่างสงบ
จวินหวงรอจนเสียงเงียบลงแล้ว จึงค่อยกล่าวอย่างช้าๆ"คำถามที่เฉินอ๋องตั้งขึ้น แม้ว่าเรียงเป็สามคำถามแต่ความจริงในระหว่างสามคำถามนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างแแ่ดังนั้นคำตอบของผู้น้อย จึงมีเพียงหนึ่งเดียว"
"คำตอบเดียวหรือ? คำตอบเดียวจะอธิบายสามคำถามนี้ได้อย่างไร?"
"คงจะไม่ใช่คุยโตโอ้อวดอยู่หรอกกระมัง?"
"ดูก่อนว่าเขาจะพูดอย่างไร เพ้อเจ้อมาได้ คำตอบเดียวจะอธิบายสามคำถาม"
“…”
เหตุมาจากคำกล่าวของจวินหวง ผู้คนรอบเวทีจึงเริ่มแอบกระซิบกระซาบกันรอชมว่าจวินหวงจะแค่คุยโวหรือว่ามีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง
แม้แต่กรรมการคุมสอบที่สงบนิ่งมาโดยตลอดยังแปลกใจเล็กน้อย"ขอถามคุณชายท่านนี้ คำตอบของท่านคืออะไรหรือ?"
จวินหวงยกยิ้ม ตอบคำถามของตนเองออกมาโดยกล่าวเน้นทีละคำๆ"ใช้กฎบ้านคุ้มบ้าน ใช้กฎเมืองคุ้มเมือง ใช้กฎแว่นแคว้นคุ้มแว่นแคว้นใช้กฎใต้หล้าคุ้มใต้หล้า"
"วิเศษ! วิเศษ!เปรียบกับคำตอบก่อนหน้านี้ก็เหมือนกับเมล็ดข้าวสารคิดจะส่องแสงแข่งกับจันทราจริงๆ!"
"ใช้กฎบ้านคุ้มบ้าน คือใช้ความกตัญญู ใช้กฎแว่นแคว้นคุ้มแว่นแคว้น คือใช้ความจงรักภักดีใช้กฎใต้หล้าคุ้มใต้หล้า คือใช้คุณธรรม ยอดเยี่ยมๆ!"
"ตอนแรกคิดว่าจะเป็พวกโอหังอวดดีไม่คิดว่าเขาจะมีทั้งความรู้ความสามารถเช่นนี้"
“…”
เมื่อจวินหวงตอบคำถามออกมา เสียงรอบเวทีก็อื้ออึงครึกครื้นขึ้นมาทันใดผู้คนต่างปรบมือและกล่าวชื่นชมไม่ขาดปาก
จวินหวงฟังความคิดเห็นของฝูงชนแล้ว มุมปากก็หยักยกเป็รอยยิ้มสายหนึ่ง หันข้างมองไปที่กรรมการคุมสอบ "บังอาจถามใต้เท้าคำตอบของสามัญชนเช่นข้า สามารถทำให้ท่านพึงใจได้หรือไม่?"
"คือ..." กรรมการผู้คุมสอบลูบเคราลังเลใจอยู่ยังไม่ทันวิจารณ์อันใดออกมาทันใดนั้นก็มีบ่าวชายผู้หนึ่งวิ่งออกมาจากในจวนเฉินอ๋องคารวะจวินหวงก่อนจะกล่าวขึ้น "ท่านผู้นี้ หวางเหย่เชิญท่านขอรับ"
"ผ่านแล้วๆ เขาผ่านจริงๆ ด้วย!"
"เฉินอ๋องเรียกเขาเข้าพบเป็การส่วนพระองค์ คนอย่างเขาพอกางปีกบินก็ทะยานไปถึงชั้นฟ้า[1]เป็แน่!"
"พวกเ้ามีใครรู้บ้างว่าเขาเป็ใคร?"
“…”
เสียงด้านล่างของเวทีอื้ออึงขึ้นมาฉับพลันสายตาของผู้คนที่มองไปยังจวินหวงเต็มไปด้วยความนับถือและชื่นชม
จวินหวงกับบ่าวชายเข้ามาในจวนเฉินอ๋อง เลี้ยวไปหลายโค้งในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่หน้าศาลาแห่งหนึ่ง
"คุณชายขอรับ หวางเหย่อยู่ข้างหน้านี้ขอรับ"บ่าวชายกล่าวพลางก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม
"ลำบากเ้าแล้ว" จวินหวงพยักหน้า รอจนบ่าวชายถอยออกไปแล้วถึงก้าวเข้าไปในศาลา
ศาลาตั้งอยู่กลางสระน้ำ ดอกบัวชูช่อเบ่งบานอยู่ในสระจวินหวงเดินตามสะพานไม้ไปยังศาลา ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงพิณบรรเลงขึ้นฉับพลันแว่วเสียงครวญอ้อยอิ่งทิ้งทำนองอยู่ในหูไม่รู้เลือนหาย
นางฟังเสียงพิณ จังหวะย่างก้าวค่อยๆ เปลี่ยนเป็ช้าลง กลางศาลามี 'พิณหางไหม้'[2] ด้านข้างมีกระถางกำยานจุดอยู่บุรุษในอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่งกำลังจรดนิ้วมือดีดลงไปบนสายพิณ
บุรุษเกษาดำสนิทอาภรณ์ขาวล้วน คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาราวดาราสุกสกาวทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่ติดกายมาโดยธรรมชาติท่วงทำนองพิณชดช้อยอ้อยอิ่งพรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้วของเขาให้เขาได้แต่งเติมท่วงทำนองแห่งความเงียบสงบและเลื่อนลอยเหินห่าง
จวินหวงยืนเงียบๆ อยู่ด้านข้าง รอให้บทเพลงของฉีเฉินสิ้นสุดลงถึงก้าวเข้าไปคารวะและกล่าวขึ้น"ฝ่าพระบาททรงเป็ผู้ตรงไปตรงมาไม่เสแสร้งโดยแท้แม้ท่วงทำนองพิณจะเลื่อนลอยเหินห่างแต่กลับกว้างใหญ่ไพศาลพระองค์จะต้องเป็ผู้มีน้ำพระทัยกว้างขวางเป็แน่"
"หือ? คุณชายมีความรู้เชิงพิณด้วยหรือ?" เฉินอ๋องเลิกคิ้วเบาๆ ทว่าน้ำเสียงกลับราบเรียบสงบนิ่ง
หากบอกว่าสามคำถามก่อนหน้านี้คือการทดสอบข้อที่หนึ่งของเฉินอ๋อง เช่นนั้นการบรรเลงพิณครั้งนี้ก็คือแบบทดสอบข้อที่สองของเฉินอ๋อง
จวินหวงกระจ่างใจดี ทว่าสีหน้ากลับเต็มไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน"รู้เพียงแค่ผิวเผินพ่ะย่ะค่ะ"
เฉินอ๋องหรี่ตามอง แต่กลับลอบส่ายหน้าอยู่ในใจเดิมทีคิดว่าคนผู้นี้เป็ผู้มีสติปัญญารอบรู้ยิ่งนักแต่ไม่คิดว่าเขาจะแตกต่างจากคนก่อนหน้านี้
จวินหวงกลับยิ้ม ค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปในศาลา แล้วกล่าวเสริมอย่างเนิบช้า"บทเพลงของท่านอ๋อง สงบนิ่งเลื่อนลอยเหินห่างราวกับไม่ประสงค์ต่อโลกียวิสัยหัวใจอยู่ในทุ่งกว้าง ทว่าในบทเพลงกลับมีอารมณ์ของูเาสูงตระหง่านที่ยิ่งใหญ่ไพศาลเมื่อมองจากจุดนี้ แม้ว่าพระองค์จะทรงเหมือนมองไปยังทุ่งกว้างแต่ความจริงแล้ว..."
นางกล่าวถึงตรงนี้แล้วก็หยุดไปชั่วครู่ ดวงตาจิกจ้องอยู่ที่ฉีเฉิน"หัวใจของพระองค์อยู่ที่ราชสำนัก"
สายตาของฉีเฉินกร้าวขึ้น สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย "เ้าชื่ออะไร?"
"ทูลท่านอ๋อง ข้าพระองค์เฟิงไป๋อวี้พ่ะย่ะค่ะ"จวินหวงค้อมกายคารวะท่าทางนอบน้อมคล้อยตามดุจสายน้ำไหลตามกระแส
"เฟิงไป๋อวี้?" ฉีเฉินหรี่ตาลง"เ้าก็คือเฟิงไป๋อวี้ที่ช่วยชีวิตหนานอ๋องผู้นั้นหรือ?”
จวินหวงกลับไม่ตอบแต่ย้อนถามกลับ "ท่านอ๋องทรงทราบหรือไม่คำตอบของข้าพระองค์เมื่อครู่ ที่สำคัญที่สุดคือข้อใด?"
"หือ?" เฉินอ๋องดวงตาเป็ประกายแต่กลับไม่ตอบ
"ใช้กฎใต้หล้าคุ้มใต้หล้า" จวินหวงคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวเน้นทีละคำ"ข้าพระองค์ปรารถนาจะช่วยเหลือท่านอ๋องให้ได้ครองใต้หล้า!"
"คุณชายรู้หรือไม่ วาจาเช่นนี้ของท่านมีความผิดรุนแรงฐานฏ?" แววตาของฉีเฉินมีความหมายลึกล้ำฉายวาบออกมา น้ำเสียงคลุมเครือฟังแล้วไม่อาจคาดเดาอารมณ์ความรู้สึก
"หากท่านอ๋องไม่มุ่งมาดต่อราชสำนัก กระหม่อมพร้อมที่จะรับการลงโทษ"สายตาของจวินหวงมองฉีเฉินกลับ โดยปราศจากความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
นิ้วเรียวยาวของฉีเฉินเคาะโต๊ะเบาๆ นิ่งเงียบไปชั่วครู่ แล้วจู่ๆ ก็กล่าวขึ้น"สามวันหลังจากนี้เป็เทศกาลล่าสัตว์ประจำปีของราชวงศ์ครั้งนี้เ้าไปกับข้า"
จวินหวงรู้ว่าตนเองบรรลุเป้าหมายแล้ว รอยยิ้มปรากฏขึ้นในแววตา"ข้าพระองค์ขอบพระทัยเฉินอ๋อง
......................................................................................................
[1] พอกางปีกบินก็ทะยานไปถึงชั้นฟ้า หมายถึงคนปกติไม่มีอะไรพิเศษแต่เมื่อได้แสดงความสามารถครั้งเดียวก็ทำให้ผู้คนตื่นตะลึง
[2] พิณหางไหม้ เป็หนึ่งในสี่ของยอดพิณโบราณจากตำนานสมัยราชวงศ์ฮั่นมีนักพิณชื่อไช่ยง เจอไม้ถงที่ถูกฟ้าผ่า เขาจึงนำไม้ท่อนนั้นมาทำพิณแต่เนื่องจากส่วนท้ายถูกไฟไหม้จนเกรียมจึงเรียกว่าพิณนี้ว่า พิณหางไหม้