เยเลน่าในชุดเสื้อลูกไม้สีฟ้ากับกระโปรงสีม่วงอ่อนยาวถึงเข่าเดินลงบันไดจากชั้นสองของคฤหาสน์ตระกูลบัสเตอร์เธอยกมือขึ้นปิดปากหาวเบาๆ เพราะเมื่อคืนเข้านอนช้ากว่าปกติเธอใช้เวลาค้นหากล่องไม้บรรจุจอกเหล้าทองคำแต่ไม่มีร่องรอยของกล่องในห้องทำงานของเอ็นย่าเลยกราฮันเคยเล่าว่าจอกเหล้าทองคำถูกขโมยไปก่อนที่ซีคอฟจะได้มีโอกาสดื่มน้ำสังเวยแต่อย่างน้อยถ้ากล่องไม้ยังอยู่ก็อาจมีเบาะแสของคนที่ขโมยเหลืออยู่บ้าง
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่างคาร์ลกำลังยืนรอเธอเพื่อนำทางไปยังห้องรับประทานอาหารเขาเห็นใต้ตาของเยเลน่ามีรอยสีดำคล้ำและท่าทางหาวเป็นระยะของเธอทำให้เขาถามขึ้นอย่างสงสัย
“ท่านหญิงนอนไม่หลับหรือครับ”
“ข้านอนดึกน่ะ”
คาร์ลพยักหน้ารับรู้ก่อนจะกล่าวกับเธอ“สำรับอาหารเช้าเตรียมพร้อมแล้ว ท่านไปทานเสียก่อนส่วนข้าจะไปอุ่นเครื่องดื่มเตรียมเอาไว้ให้”
“ขอบใจ แล้วเจ้า…” เยเลน่าเห็นท่าทางของคาร์ลไม่แตกต่างจากมนุษย์จึงเกือบถามไถ่เพราะกลัวเขาจะรู้สึกแปลกที่แต่แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่าเขาก็คือทหารอมตะคนหนึ่งจึงได้แต่กล่าวเบาๆ “ไม่ต้องนอนสินะ”
คล้อยหลังคาร์ลไปแล้วเยเลน่าจึงเดินตามสาวใช้ไปยังห้องอาหารอันที่จริงคาร์ลเป็นทหารอมตะที่เหมือนกราฮันมากเขาพูดคุยโต้ตอบได้เหมือนมนุษย์ธรรมดา เพียงแต่กราฮันไม่ค่อยได้อยู่ใกล้ตัวเยเลน่ามีแต่คาร์ลที่คอยดูแลเธออย่างดีซึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นพ่อบ้านของท่านหญิงแคเรนมาก่อน
อาหารเช้าวันนี้คือพายไก่ฟักทองกับซุปเห็ดที่ถูกจัดใส่จานเอาไว้อย่างปราณีตเมื่อรับประทานไปได้จนเกือบหมดจานคาร์ลก็เดินเข้ามาในห้องอาหารพร้อมกับกลิ่นหอมหวานของโกโก้สีน้ำตาลข้นในกาน้ำเซรามิคสีขาวบนถาดใบใหญ่ในมือของเขาข้างๆโกโก้ก็ยังมีเหยือกใส่น้ำเปล่าและกาทำจากแก้วใสมองเห็นสีทองอร่ามของน้ำชาที่อยู่ภายในเยเลน่าเห็นว่ามีโกโก้ที่เพิ่มเข้ามาจากสำรับปกติ จึงถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“ทำไมวันนี้ถึงมีโกโก้ร้อนด้วยล่ะ”
“ข้าเตรียมมาให้ท่านหญิงเลือก ท่านพักผ่อนไม่เพียงพอน้ำชาจะทำให้รู้สึกตื่นตัวมากเกินไปโกโก้ก็กระตุ้นสติได้เช่นกันเพียงแต่มีฤทธิ์เบากว่า”
“อ้อ” เยเลน่าตอบรับคาร์ลมีความละเอียดอ่อนในเรื่องแบบนี้ “งั้นข้าดื่มโกโก้ก็ได้”
เยเลน่าวางช้อนส้อมในขณะที่คาร์ลเดินนำเหยือกโกโก้มารินลงในแก้วน้ำสีขาวของเธอยิ่งลักษณะของเขาต่างกับทหารอมตะทั่วไป ยิ่งทำให้เธอลำบากใจ
หลังจากรับประทานอาหารมื้อเช้าเรียบร้อยแล้วเยเลน่าก็เรียกคาร์ลให้เดินตามเธอลงไปในห้องทำงานของเอ็นย่าที่ชั้นใต้ดินอีกครั้งเธอชี้ไปที่ชั้นหนังสือทางหนึ่งก่อนบอกกับเขา
“เจ้าช่วยข้าหากล่องใส่จอกเหล้าทองคำหน่อยสิ”
“เมื่อคืนท่านนอนดึกเพราะหาจอกเหล้าทองคำงั้นหรือครับ”
“ใช่ ถึงจะถูกขโมยไปแล้วแต่อาจเหลือกล่องไม้ทิ้งเอาไว้ก็เป็นได้”
คาร์ลนึกถึงกล่องไม้ตามแท่นบูชาในวิหารแต่ละแห่งที่สาวกเทพเจ้าวางตั้งเอาไว้จึงตั้งข้อสังเกต
“กล่องใส่จอกเหล้าทองคำนี่… เหมือนกล่องที่พวกสาวกเทพเจ้าบูชาให้เป็นสมบัติเทพเจ้าหรือเปล่า”
“ใช่ คล้ายๆ แบบนั้นเลยเพียงแต่ไม่ได้แกะสลักลวดลายจอกเหล้า…” เยเลน่าหยุดพูดเมื่อเริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้
“งั้นก็หมายความว่าสมบัติของเทพเจ้าได้ต้นแบบจากกล่องบรรจุจอกเหล้าทองคำสาวกเทพเจ้าบูชาสมบัติประจำตระกูลแร็คนาร์ดสินะครับ”
“ตำนานสมบัติของเทพเจ้าพึ่งเกิดขึ้นมาหลังจากกองกบฏอัศวินศักดิ์สิทธิ์ถูกโค้นล้มงั้นผู้ที่ขโมยจอกเหล้าทองคำไปจากตระกูลแร็คนาร์ดก็คือพวกสาวกเทพเจ้า”
“งั้นก็คงไม่ต้องหาแล้วพวกนั้นน่าจะเอากล่องไปด้วยน่ะครับ”
คาร์ลกล่าวพลางเดินไปหยิบป้ายไม้สีขาวครึ่งเสี้ยวซึ่งถูกทับอยู่ในหนังสือเล่มใหญ่บนชั้นก่อนยื่นมันให้เยเลน่าช่วยตรวจสอบดูบนป้ายไม้แกะสลักลวดลายสีทองเหมือนบนกล่องสมบัติเทพเจ้าเป็นรูปร่างจอกเหล้าทองคำประดับพลอยซึ่งเป็นสมบัติประจำตระกูลแร็คนาร์ดแต่ป้ายถูกตัดครึ่ง เยเลน่าย่นคิ้วพลางอธิบาย
“ข้าพึ่งเคยเห็นของจริงแต่ป้ายประจำตัวของกษัตริย์โจรันอันนี้เคยมีบันทึกรูปวาดเอาไว้กราฮันเคยบรรยายสีกับรูปร่างให้ข้าฟัง มันหายไปหลังจากกษัตริย์โจรันสิ้นพระชนม์ทำไมถึงมาอยู่ในห้องของเอ็นย่าได้”
“มันคือป้ายประจำตัวของกษัตริย์โจรันหรือครับ”
“ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ป้ายประจำตระกูลแร็คนาร์ด แต่ทำไมถูกตัดครึ่งแบบนี้นะ”
“แล้วมันใช้ทำอะไรได้บ้าง”
“ป้ายประจำตระกูลแร็คนาร์ดก็เหมือนป้ายแทนกษัตริย์แห่งครอสวูดใช้ออกคำสั่งกองกำลังอัศวินศักดิ์สิทธิ์ในสมัยก่อน หากกองอัพอมตะเห็นป้ายนี้ก็จะหยุดเคลื่อนไหวโดยไม่จู่โจมเพราะราชินีออกคำสั่งผ่านพันธสัญญาทาสเอาไว้แบบนั้น”
“ฟังดูสะดวกจังนะครับ”
“ถ้าถูกผ่าครึ่งแบบนี้ก็ใช้การไม่ได้แล้วล่ะ อีกอย่างกองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ก็ล่มสลายไปตั้งแต่หัวหน้ากบฏแลนเชียสวิลโรล ถูกฆ่า ใช้กับกองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้และใช้กับกองทัพอมตะของข้าไม่ได้ด้วย”
“ถ้างั้นข้าขอเก็บป้ายเอาไว้ได้หรือไม่”
คาร์ลกล่าวพลางยื่นมือไปขอป้ายไม้คืนจากเยเลน่าเธอมองหน้าเขาอย่างสงสัย
“แล้วเจ้าจะเอามันไปทำอะไร”
“มันอาจจะเกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้ที่เมืองออร์คิดน่ะครับ”
เยเลน่านิ่งเงียบใช้ความคิดอยู่ครู่ใหญ่จึงยอมพยักหน้าตอบรับแล้วส่งป้ายคืนให้คาร์ลเมื่อคาร์ลรับป้ายไว้ในมือ เธอก็ใช้พลังพันธสัญญาทาสออกคำสั่งกับเขา
“ห้ามใช้ป้ายนี้ทำให้เกิดภัยต่ออาณาจักรครอสวูดเป็นอันขาด”
นัยน์ตาของคาร์ลเปลี่ยนเป็นสีม่วงประกายดำชั่วพริบตาหนึ่งเขาพยักหน้ารับแล้วจึงเก็บป้ายลงในกระเป๋าหนังใบเล็กที่เหน็บอยู่ข้างเอว
เยเลน่าเดินนำคาร์ลออกจากคฤหาสน์ตระกูลบัสเตอร์คาร์ลให้คนเตรียมรถม้าเอาไว้แล้วเพราะมีกำหนดการต้องออกเดินทางไปที่เมืองออร์คิด โชคดีที่ท้องฟ้าวันนี้แจ่มใสไม่มีสัญญาณว่าฝนจะตกเยเลน่าจึงกล่าวกับคาร์ล
“ข้าอยากขี่ม้าไปมากกว่า”
ปกติคาร์ลเห็นเยเลน่าเดินทางด้วยรถม้าเสมอจึงถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “ท่านสะดวกหรือครับ”
“วันนี้ข้าใส่กางเกงมาด้วย ไม่มีปัญหาหรอก”
“ไม่ใช่ครับ ข้าหมายถึงท่านขี่ม้าเป็นหรือ”
“ก็ต้องเป็นสิ” เยเลน่าโต้กลับเสียงดัง“วิชาต่อสู้ข้าก็เคยเรียนมา แค่ขี่ม้าทำไมจะไม่เป็นล่ะ”
เมื่อเยเลน่าพูดขึ้นมาทำให้คาร์ลนึกขึ้นได้เยเลน่าเคยต่อสู้กับแคเรนที่สุสานเมืองออร์คิดความสามารถของเธอไม่ได้ด้อยกว่าพวกตระกูลอัศวินของอาณาจักรลอฟท์เรียเลย
คาร์ลให้เยเลน่ารออยู่ที่หน้าคฤหาสน์ก่อนที่ตนเองจะวิ่งไปบอกคนดูแลรถม้าเขาปลดม้าออกจากรถลากทั้งสองตัวเพื่อให้คาร์ลจูงมันไปหาเยเลน่าเยเลน่ากระโดดขึ้นขี่ม้าออกจากคฤหาสน์โดยมีคาร์ลควบม้าตามหลังไปไม่ห่าง
ม้าของเยเลน่าหยุดลงที่วิหารร้างซึ่งอยู่แถบชานเมืองนิวออร์คิดไม่ไกลจากวิหารมีโรงพักม้าเก่าซึ่งสร้างจากไม้ผุพังจนแทบมองไม่ออกว่าเคยใช้งานได้ ไม่นานนักคาร์ลก็ตามทันเธอเยเลน่ากระโดดลงจากม้าปล่อยให้คาร์ลจูงม้าทั้งสองตัวไปผู้กับเสาไม้เอาไว้
เยเลน่าหยุดรอจนกระทั่งคาร์ลเดินมายืนอยู่ข้างๆ เธอกวาดสายตาสำรวจพื้นที่รอบวิหารร้างตัวเธอเองก็ยังไม่เคยเห็นกองอัศวินศักดิ์สิทธิ์และวิหารในสมัยที่ยังรุ่งเรืองกับตาเลยสักครั้งมันล่มสลายไปตั้งแต่ก่อนที่ท่านแม่ของเธอจะขึ้นครองราชย์เสียอีกผ่านไปเกือบสามสิบปีคงเหลือไว้เพียงร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์และยังกลายเป็นแหล่งกบดานของกลุ่มสาวกเทพเจ้าที่เป็นผู้ก่อการร้าย